วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 26 - การนองเลือดในถ้ำใต้ทะเลลึก ความจริงของไซเรน และคนส่งจดหมายของเทพเจ้า

เดี๋ยวนะ....

สิ่งที่ผมจำได้เกี่ยวกับไซเรนคือ พวกมันมีรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวสวยที่ล่อลวงผู้ชายให้เดินไปหาความตายไม่ใช่เหรอ

แต่เจ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้นี่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกับที่ผมเข้าใจมาก่อนหน้านี้เลยนี่หว่า

ให้ตายสิ คิดได้อย่างเดียวจริงๆคือ เสียงเพลงนั่น คือภาพลวงตาที่สร้างขึ้นโดยเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้ และกว่าที่เหยื่อของพวกมันจะรู้ว่า แท้จริงแล้วร่างจริงของหญิงงามตรงหน้าคือสัตว์ร้ายผิวหนังตะปุ่มตะป่ำเขี้ยวยาวพวกนี้ ก็ไม่มีโอกาสจะหนีรอดไปบอกคนอื่นได้อีกแล้ว

คนที่รอดออกมาเล่าให้คนอื่นฟังเรื่องราวได้ น่าจะเป็นคนที่โดนมนต์สะกดจนเห็นภาพสาวสวย แล้วอาจโชคดีถูกเพื่อนปลุกขึ้นมาได้ทันการ เลยเข้าใจไปว่า ไซเรน คือปิศาจสาวแสนสวยแทนที่จะเป็นสัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดพวกนี้

เหยื่อผู้ชายน่าจะถูกกินทันที แต่เหยื่อผู้หญิง.... ผมหันไปมองซีราเอลที่ยังไม่ได้สติ พอจะเข้าใจได้แล้วว่าพวกมันอยากจะเรียกเหยื่อสาวของมันลงมาในนี้ทำไม

แต่ช่างเถอะ เจ้าตัวจ่าฝูงนั่นตายไปแล้ว พวกมันครึ่งนึงในนี้ก็เช่นกัน ส่วนพวกที่มาออกกันที่ทางที่ผมลงมาเมื่อครู่ ก็ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องใยแมงมุมของผมสักนิด

ตอนนี้ผมปลอดภัย แต่อีกนานแค่ไหนล่ะ ถ้าผมไม่หาทางหนีรอดไปจากที่นี่ให้ได้ ผมก็คงต้องยืนเป็นรูปปั้นอยู่แบบนี้จนกว่าจะมีใครสักคนทำอะไรได้

รูปปั้น...

จริงสิ ผมยังมีไอ้นั่นนี่นา

ผมร่ายเวทย์เงา ความมืดสีดำก่อตัวขึ้นตรงหน้าผม กำเนิดเป็นร่างแยกของผม Doppel Ganger ร่างแยกเงาที่ผมสามารถสั่งให้มันทำอะไรก็ได้ชั่วขณะหนึ่ง

มันมีร่างกายสีดำมืดทั้งตัวเหมือนเป็นเงาจริงๆ แต่ในมือทั้งสองก็ยังมีดาบและขวานสั้นเหมือนกับผม แม้ผมจะมั่นใจว่าคงไม่มีสกิลแฝงอะไรในนั้นเหมือนกับอาวุธที่ผมถืออยู่จริงๆนี่ แต่นั่นก็มากพอแล้ว สำหรับการปกป้องซีราเอลจากศัตรูทุกตัว

โดยไม่รอให้พวกมันคิดจะทำอะไรได้อีก ผมกระโดดขึ้นไปตามแนวผนังถ้ำ ก่อนจะตีลังกาหันกลับมากลางอากาศ แล้วพ่นใยดักทางออกที่พวกมันเข้ามาจากข้างหลังนั่น

และผมก็พ่นใยแมงมุมออกไปอีกมากมายจนเหมือนแหหรือตาข่ายจับปลา พวกมันทุกตัวถูกจำกัดการเคลื่อนที่ด้วยใยแมงมุมติดพิษและสายฟ้าจากผม ซึ่งเล็งได้ง่ายดายมากๆจากข้างบนนี้

ไม่ต้องมาคาดหวังความเมตตาจากผมเลยเชียวล่ะ พูดเลยว่าผมไม่ได้โกรธแค้นหรือชิงชังอะไรเจ้าสัตว์พวกนี้ แต่ผมแค่ต้องทำสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น

การ อาละวาด เปลี่ยนเป็นการ ละเลงเลือด ในทันทีทันใด

พวกที่ยังอยู่ที่ทางเข้าที่ผมลงมา ได้เห็นภาพตรงหน้าแล้วต่างก็หวาดกลัวจนพากันวิ่งหนีกลับขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผมตวัดดาบและขวานปลิดชีพพวกมันทั้งหมดอย่างป่าเถื่อนและโหดร้าย

ไม่ได้แค้นอะไรพวกมันแม้แต่น้อย แต่ผมต้องการจะทำให้พวกมันที่เหลือกลัวจนไม่กล้าจะมาวุ่นวายกับผมอีกต่อไป ซึ่งนั่นดูท่าจะได้ผลไม่น้อยทีเดียว

และไม่นานนัก ผมก็ทำธุระเสร็จสิ้น

ขวานในมือซ้ายของผมไม่มีเลือดอยู่สักหยด เพราะทุกครั้งที่ผมปาออกไปและมันกลับมา มันไม่ได้เอาเลือดของเหยื่อติดมาด้วย

ส่วนดาบในมือขวาของผมก็ไม่มีเลือดติดอยู่เลยเช่นกัน คือ... มันดูดเลือดน่ะ

ร่างกายผมกะปรี้กะเปร่ามากพอๆกับเพิ่งจะกินอาหารมาจนอิ่มหรือนอนพักมาหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ดาบนี่ช่วยฟื้นฟูพลังของผมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ผมสลายร่างของ Doppel Ganger ให้หายไปโดยที่มันยังไม่ได้ทำงานอะไรสักอย่าง ก่อนจะตัดใยแมงมุมที่ผมพ่นปิดช่องของซีราเอลไว้ให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกมัน

ร่างของเธอเปลือยเปล่า และแม้ที่นี่จะมืดเกือบสนิท ผมก็ยังเห็นผิวขาวนวลเปล่งปลั่งของเธอได้โดยไม่ต้องใช้สายตาของสัตว์ป่าตัวใด

และเกือบจะไม่ได้ตั้งใจ แทนที่ผมจะอุ้มเธอออกมา มือผมกลับไปหยุดอยู่ที่หน้าอกของเธอ และขยำจนความอ่อนนุ่มนั้นทะลักผ่านผิวหนังเข้ามาจนผมรับรู้ได้เลยว่าสิ่งที่อยู่ใต้กางเกงผมนั้นแข็งและตื่นตัวเพียงใด

ผมชักมือกลับเกือบไม่ทัน ตอนที่เธอลืมตาและเหมือนจะได้สติกลับมา

ผมเลยลุกขึ้น เดินออกไปจากตรงนั้น ตบหน้าตัวเองสองสามทีเพื่อเรียกสติ ไม่แน่ว่า พลังของ Bloody Finger อาจจะมากจนเกินไปจนทำให้กิเลสของคนที่ใช้งานมันเริ่มพลุ่งพล่านจนควบคุมไม่อยู่

และทันทีที่เดินกลับมา ซีราเอลก็ได้สติแล้ว เธอกุมหัวและร้องครวญครางปวดกล้ามเนื้อตามตัวอย่างรุนแรง ผมเพิ่งนึกได้ว่าเธอว่ายน้ำมาได้เร็วและไกลเพียงใด ถ้านั่นคือความสามารถจริงๆของเอลฟ์ เธอก็ใช้มันอย่างบ้าคลั่งและมากมายเกินพอดีไปเยอะทีเดียว

แต่ก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าเธอเองไม่ได้สวมเสื้อผ้าหรือมีสิ่งใดปกปิดร่างกายเธอเลยแม้แต่น้อย ผมก็หันหลังให้เธอไปแล้ว ก่อนจะถอดเสื้อ Toxic Skinner ให้เธอ บอกให้เธอสวมใส่ซะ และเดินไปรอที่ทางมืดด้านหลังที่พวกสัตว์ประหลาดนั่นออกมา

นาทีถัดมา ซีราเอลจึงลุกขึ้นยืนได้อย่างทุลักทุเล ก่อนจะพยายามเดินมาหาผมและเสียหลักเพราะเธอไม่เหลือพลังกายอยู่อีกเลย ผมพุ่งเข้าไปประคองเธอไม่ให้ล้ม ก่อนจะยื่น Potion ฟื้นพลังให้ มันช่วยได้มากทีเดียว แต่เธอก็ยังไม่เหมาะจะเดินทางตอนนี้อยู่

เช่นเดียวกันกับการพักผ่อน ผมปล่อยให้เราพักกันที่ใต้ทะเลแบบนี้ไม่ได้ ซีราเอลไม่ได้มี Cold Blood เหมือนผม และอีกไม่นาน เธอจะหนาวจนตาย

ผมประคองเธอข้างๆช่วยเธอเดินขณะที่ถ่ายพลังเวทย์ไฟอ่อนๆใส่ร่างกายเธอช่วยให้เธออบอุ่นขึ้นบ้าง ก่อนจะพาพวกเราออกไปจากถ้ำแห่งนั้น

แต่พอผมลองใช้โซนาร์สแกนไปที่ก้นโพรงถ้ำนั่น ก็รู้ได้เลยว่ามันมีแต่ดำดิ่งลึกลงไปข้างล่าง ทางที่เหลือทางเดียวตอนนี้คือใช้ทางที่ผมเข้ามาเพื่อกลับไปยังทะเลด้านบน

ผมตัดใยแมงมุมที่ขวางทางเข้าออก ซีราเอลเพิ่งจะเห็นซากศพนับสิบของไซเรนที่ผมฆ่าไว้ในนั้น ก่อนความทรงจำบางอย่างในช่วงที่เธอหมดสติจะกลับมา ทำเอาเธออาเจียนออกมาคำโตและผมไม่โทษเธอเท่าไหร่ พอถามเธอว่าจำอะไรได้บ้าง เธอก็บอกว่าไม่มากเท่าไหร่นัก แต่หน้าเธอแดงและซีดไปพร้อมๆกัน

เราประคองกันขึ้นมาตามทางเรื่อยๆ ตอนขาลงมันง่ายเพราะผมแค่คนเดียว แต่กับขาขึ้น มันยากกว่ามาก ผมต้องประคองเอลฟ์ไร้เรี่ยวแรงคนหนึ่ง ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงเพื่อขึ้นไปยังทางที่ผมไม่คิดว่ามันจะยาวขนาดนี้ตอนที่ลงมาทีแรก

แต่หลังจากครึ่งค่อนชั่วโมงผ่านไป เราก็ได้สูดอากาศข้างบนอีกครั้ง

หมอกหนาทึบนั้นจางลง แต่ยังไม่หายไปหมด ภาพรอบๆของเราคือสุสานโขดหินสีดำที่ยิ่งมองไปไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งพบแต่ร่องรอยของความตาย

เรือนับสิบนับร้อยลำอัปปางลงอยู่ในชะง่อนหินพวกนั้น สภาพดูไม่ได้พอๆกับโครงกระดูกที่เห็นได้ชัดว่าถูกกัดกินจนหมดจากพวกไซเรนหรือนกบางชนิดที่ไม่อิดออดที่จะจิกลูกตาจากคนตายมากิน

รอบๆตัวเรามีแต่ความสิ้นหวัง ผมเริ่มรู้สึกว่า น่าจะบอกให้วิลลิสหาทางกลับมารับพวกเรา มากกว่าจะให้ผมพาซีราเอลกลับไปเอง ซึ่งผมไม่ทันคิดว่าจะทำยังไงหากเราไม่มีแม้แต่เรือหรืออาหาร

แต่อย่างน้อย บนนี้ก็ยังอากาศดีกว่าข้างล่างนั้นที่มีแต่ความหนาวเหน็บ ความชื้น และมืดมิด ผมเห็นซากไม้แห้งจากเรือสักลำอยู่ใกล้ๆ เลยหยิบมาจุดไฟด้วยเวทย์มนต์ ก่อนจะยื่นให้ซีราเอลเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

"มันก็ช่วยได้นะ" เธอขอบใจผม "แต่พูดตามตรง ตอนเจ้าประคองข้าขึ้นมาน่ะ อุ่นกว่านี้พอสมควรเลยล่ะ" เธอหน้าแดงนิดหน่อย ก่อนจะอังมือที่คบไฟ

ผมพยายามจะไม่คิดอะไรกับเรื่องนั้น และเรื่องที่ผมรู้สึกกับร่างกายของเธอข้างล่างนั่น ให้ตายเถอะ มันแน่นอนอยู่แล้วว่าเวทย์ไฟจากอ้อมแขนของผมต้องอุ่นสบายกว่าคบเพลิงโง่ๆนี่ แต่ทำไงได้ล่ะ จะให้ผมปล่อยเวทย์มนต์ไปเรื่อยๆจนเราแก่ตายกันไปข้างนึงเลยหรือไง งี่เง่าเป็นบ้า

แล้วนี่ผมโกรธอะไรกันล่ะเนี่ย

เฮ้อ.... ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะชวนเธอนั่งลง อย่างน้อย เราก็ควรจะพักกันสักครู่ก่อนจะวางแผนหรือทำอะไรต่อไป

จริงๆผมจะให้ Potion เธออีกขวดก็ได้ แต่การได้รับยาสมานแผลหรือฟื้นฟูมากเกินไปในระยะเวลาสั้นก็ไมได้ส่งผลดีต่อร่างกายเท่าไหร่นัก ยิ่งกับเธอตอนนี้ด้วยแล้ว ผมว่า ปล่อยให้เธอนั่งพักสูดหายใจน่าจะดีกว่า

ซีราเอลใส่เสื้อยืดของผมแค่ตัวเดียว แต่ข้างใต้นั้นว่างเปล่า มีแต่ร่างกายและผิวหนังนุ่มลื่นสีขาวน่าสัมผัสเหมือนที่ผมได้เห็นก่อนหน้านี้เท่านั้น แม้เธอจะมีอาการเขินอายที่ต้องกึ่งเปลือยกายต่อหน้าผม แต่เธอก็เก็บอาการได้ดี ไม่ร้องวี้ดว้ายหรือทำตัวน่ารำคาญให้ผมหนวกหู

ผมเกือบจะคิดเรื่องร่างกายเธออีกสองสามครั้ง แต่ก็ต้องสลัดภาพสวยงามนั้นออกจากหัวไปก่อน ตอนนี้ต้องคิดหาวิธีที่จะกลับไปที่เรืออีกาดำให้ได้เท่านั้น

ผมนึกอะไรไม่ออกนอกจาหาทางส่งสัญญาณหรือข้อความให้กับพวกบนเรือได้รู้ เลยหยิบธนูออกมาแล้วยิงศรที่อาบเวทย์แสงกับระเบิดไว้ที่ปลาย ยิงขึ้นไปบนฟ้า ก่อนมันจะระเบิดแสงสีส้มเหลืองออกมาสาดไปทั่ว ผมหวังว่าทั้งแสงและเสียงพวกนี้จะทำให้พวกบนเรือนั้นเห็น หากว่าเรือนั้นยังมีสภาพอยู่ดีล่ะก็นะ

ผมไม่กล้าคาดหวังอะไรไปมากนัก เพราะช่องทางการเดินเรือกลับมารับพวกเราที่นี่ก็ดูจะยากเย็นเสียเหลือเกิน ชะง่อนหินที่ยื่นออกมาจากผิวน้ำทะเลเป็นเหมือนกับดักที่รอให้เรือน่าโง่สักลำแล่นเข้ามาชนแล้วติดกับจนขยับไม่ได้ ก่อนที่พวกสัตว์ร้ายแห่งท้องน้ำลึกจะมาลากไส้พวกเขาไปกิน

แต่โชคยังเป็นของเราอยู่ ไม่นานจนเกินไปนัก หลังจากที่พวกเรานั่งหนาวและเกือบจะกอดกันกลมอยู่ตรงถ้ำหินนั่น คบไฟสองสามดวงก็ปรากฏขึ้นในหมอกจางๆข้างหน้า ผมเพ่งตามองจึงได้รู้ว่ามันคือเรือบดลำเร็กที่วิลลิสกับลูกเรืออีก 3-4 คนพายมาตามหาพวกเรา

พวกนั้นให้ผ้าห่มเราคนละผืน และรีบพาเรากลับขึ้นเรือบด ก่อนจะหันเรือแล้วพายกลับไปที่อีกาดำ

ผมถามวิลลิสว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากผมกระโดดน้ำมา

"ก็ไม่มากนัก เราต้องพยายามสู้กับความเย้ายวนทางรูปรสกลิ่นเสียงหลายอย่างที่เกือบจะทำให้ข้าไขว้เขวและแล่นเรือไปชนกับชะง่อนหินอันเบ้อเริ่ม แต่คาร์เตอร์ตะโกนเตือนข้าได้ทัน"

ลูกเรือคนอื่นเล่าให้ฟังว่าพวกเขาได้เห็นฝันที่สวยงามและหวานเยิ้มเช่นใดระหว่างที่หมอกเริ่มลงและพวกเขาไม่ได้สติ วิลลิสยอมรับว่า เขาเห็นหญิงสาวมากกว่า 20 คนนั่งเปลือยกายอยู่ตามโขดหินรอบๆเรือ และเขาเกือบจะห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ ผมเลยถามเขาว่า ทำไมมีแค่เขากับคาร์เตอร์ที่รอดพ้นจากมนต์สะกดพวกนี้ได้

วิลลิสชี้ให้ดูต่างหูสีทองที่เขาใส่อยู่ที่หูข้างซ้าย บอกว่า "นี่คือเครื่องรางชนิดหนึ่ง มันช่วยป้องกันข้าจากภาพหลอนและมนต์สะกดทั่วไปได้ ข้าเลยไม่ได้รับผลจากเสียงสะกดนั่น แต่อาจจะเพราะมันไม่ใช่เครื่องรางระดับสูงนัก หรือไม่พวกไซเรนก็อาจจะมีจำนวนมากเกินไป มันเลยเริ่มจะต้านทานมนต์สะกดไม่ไหวเมื่อข้ายังต้องฟังเสียงพวกนั้นต่อไปเรื่อยๆ"

ส่วนคาร์เตอร์นั้นน่าจะมีเครื่องรางพวกนี้อยู่จำนวนมากติดไว้ที่ตัว ซึ่งผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาเก็บไอเท็มวิเศษอะไรไว้บ้าง

และหลังจากต้องต่อสู้กับภาพหลอนเป็นเวลานาน อยู่ดีๆ พวกไซเรนสาวสวยนั่นก็หายไปทีละคนจนหมด รอบๆเรือไม่เหลืออะไรให้ดูหรือให้ได้ยินอีก เสียงร้องนั้นเงียบไป และหมอกก็ค่อยๆจางลง แม้จะไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ก็ดีกว่าก่อนหน้านี้เยอะ

ผมเดาว่านั่นน่าจะเป็นตอนที่พวกมันกลับมาที่ถ้ำซึ่งผมเพิ่งฆ่าเจ้าตัวจ่าฝูงไป ซีราเอลบอกว่าจริงๆแล้วร่างแท้จริงของพวกไซเรนหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครเชื่อเธอเพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่สาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยกึ่งเปลือย จะมีร่างจริงที่คล้ายกับสัตว์ประหลาดตัวสีเขียวน้ำเงินผิวหนังตะปุ่มตะป่ำสุดอัปลักษณ์ไปได้ ผมเลยนิ่งเงียบและส่งสายตาไปบอกเธอว่า "เห็นมั้ยล่ะ"

และหลังจากที่ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ลูกเรือบางคนเริ่มได้สติ วิลลิสปรึกษากับคาร์เตอร์ว่าควรจะออกตามหาพวกเราดีมั้ย คาร์เตอร์ลังเล แต่เอมเมอร์ที่ได้สติกลับมาแล้ว เร่งเร้าให้ทุกคนช่วยกันวกเรือกลับและตามหาพวกเราสองคน นั่นจึงเป็นที่มาของเรือบดลำเล็กที่พวกเราได้ขึ้นมานั่งอยู่ตอนนี้

ไม่นานนักพวกเราก็กลับไปถึงอีกาดำ เอมเมอร์กระโดสวมกอดซีราเอลทันทีที่พวกเราขึ้นไปเหยียบดาดฟ้าเรือ และนั่นคือตอนจบของความซวยอีกหนึ่งวันของผมกันซีราเอล เธอไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอีก ทั้งในถ้ำและหลังจากนั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรให้ต้องนึกถึงนัก แต่ปัญหาดันอยู่กับผมนี่สิ ผมเริ่มคิดอะไรไม่ดีไม่งามกับเธอไปเสียแล้ว

และการเดินเรือหลังจากนั้นก็เข้าสู่ความปกติ หลังจากตรวจสอบสภาพลูกเรือทุกคนและรออีกชั่วโมง พวกเราก็พร้อมจะเดินเรือต่อ

เราพักกินอาหารกลางวันและเดินเรือต่อไปตามทางเรื่อยๆเท่าที่จะทำได้

อาหารเย็นของเราเป็นเนื้อเค็มจากเสบียงและปลาหลายตัวที่เราตกได้ตอนบ่าย มื้อค่ำนี้พวกเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก แต่ผมที่แยกออกมากินอาหารคนเดียว หวังว่าจะเอาอาวุธออกมาตรวจสอบความเสียหายหรือทำความสะอาดเงียบๆ กลับไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอย่างที่คิด

คาร์เตอร์ถือแก้วเหล้าองุ่นมายืนข้างๆผม ก่อนบทสนทนาจะเริ่มขึ้น

"แกรมส์ไม่เป็นไร เขาได้นอนหลับและทำแผลเรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะตื่นขึ้นมาซ้อมดาบได้ต่อ ถ้าเจ้าอยากรู้น่ะนะ"

"ข้าไม่ได้อยากรู้เรื่องแกรมส์เท่าไหร่หรอก ถ้าเจ้าพอจะเดาออก"

คาร์เตอร์หัวเราะเบาๆก่อนจะจิบเหล้าในมืออึกเล็กๆ

"รู้มั้ย เทลอน ข้าไม่เคยเห็นใครที่รอดพ้นจากมนต์สะกดของไซเรนได้โดยไม่มีเครื่องราง เจ้าต้องมีความสามารถที่เป็นปัญหากับพวกเราแน่ หากอนาคตอันใกล้เราต้องเป็นศัตรูกัน"

"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ กัปตัน" ผมตอบ "ลองบอกเหตุผลดีๆสักข้อที่ทำให้ข้าต้องหันดาบใส่เจ้าหน่อยสิ"

"ไม่รู้สิ ข้าแค่มีลางสังหรณ์น่ะ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เอลฟ์ที่แตกต่างออกไปอย่างเจ้าจะมาอยู่ในเรือข้าและร่วมเดินทางไปด้วยกัน นั่นยังไม่รวมถึงเอลฟ์สาวสวยอีกคนที่เจ้าเพิ่งจะได้ช่วยไว้เมื่อตอนกลางวันอีกนะ"

"ถ้านับเรื่องแปลกประหลาดบนเรือของเจ้าล่ะก็ ข้ายังนับได้อีกหลายข้อเลยนะ อย่างเช่นเรื่องที่เจ้ามีเครื่องลางของขลังที่ป้องกันเวทย์มนต์สะกดจิตได้อย่างเหลือเชื่อนั่น รวมไปถึงความสามารถอย่างอื่นที่เจ้ายังไม่ได้เปิดเผยให้เรารู้กันอีก"

"เรางั้นเหรอ?" คาร์เตอร์ยักคิ้วกวนประสาท

"ใช่ ข้าหมายความตามนั้น มั่นใจได้เลยว่าความสามารถของเจ้าอีกหลายอย่างเช่นกันที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยแม้กับลูกเรือลำนี้หรือวิลลิสที่เจ้าสวมอ้างชื่อเล่นเขาเอามาโกหกข้าที่ท่าเรือนั่นเหมือนกัน"

"เจ้านี่ช่างเข้าใจอะไรได้เร็วอย่างน่าตกใจดีจริงๆนะ เอลฟ์สีดำเอ๋ย" คาร์เตอร์พักจิบเหล้าครู่หนึ่ง "ใช่แล้ว ข้ายังมีอาวุธหรือไอเท็มอีกสองสามอย่างที่อาจจะทำให้พวกเจ้าตกตะลึงได้ ถ้านั่นจะหมายถึงสิ่งที่เจ้าสงสัยอยู่ล่ะก็นะ แต่ข้าก็ไม่ได้ปิดบังหรือซ่อนเร้นอะไร เพราะมันไม่ได้จำเป็นต้องบอกทุกคนว่าข้าเป็นใครหรือมีอะไรอยู่ในครอบครอง ข้าเชื่อว่าข้อนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับเจ้าเช่นกัน เอลฟ์เช่นเจ้า ไม่สามารถอยู่รอดคนเดียวได้ข้างนอกนั่นนานสักครึ่งหนึ่งของที่เคยเล่ามา แต่ข้าก็เชื่อว่าเจ้าไม่ได้โกหกในข้อนั้น แค่ยังมีเรื่องราวบางอย่างที่เจ้าเองก็ไม่ได้คิดจะบอกพวกเราเหมือนกัน ข้าไม่โทษเจ้าเรื่องนั้น เพราะเราไม่ใช่เพื่อนกันในตอนนี้ ยังไม่ใช่"

น่าสนใจทีเดียว หมอนี่อ่านผมได้ทะลุมากกว่าที่ผมอ่านได้จากตัวเขาเสียอีก ประสบการณ์เดินเรือของเขาไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม นั่นเพียงพอจะทำให้คาร์เตอร์ ดิชค์ กลายเป็นตำนานได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้เป็นแน่

"เจ้าติดค้างความลับกับข้าหนึ่งอย่าง" ผมทวงสัญญา

"ซึ่งข้าก็พร้อมจะทำตามสัญญานั้น เจ้าอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ เซอร์เทลอน"

"เสียง" ผมพูด "เจ้าไร้เสียงเดินเมื่ออยู่บนเรือนี่ รวมไปถึงเมื่อเจ้าเหยียบไปบนผืนดินที่เกาะใบพัดด้วยก็ตาม ข้าไม่สามารถเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของเจ้าได้เลย ถ้าเจ้าไม่ใช่วิญญาณที่กินอาหารได้ ข้าก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกอีก"

คาร์เตอร์ผิวปากยาวลากเสียงกวนประสาทเพิ่มเป็นสองเท่า

"เจ้านี่ช่างมีเรื่องให้เซอร์ไพรส์เสมอเลยนะ เอลฟ์สีดำ ใช่แล้ว หูเจ้าได้ยินไม่ผิด ข้ามีไอเท็มบางอย่างที่ทำให้ข้าสามารถเดินบนพื้นสัมผัสใดๆได้โดยไม่ส่งเสียงดัง จริงๆข้าก็ไม่ได้อยากจะปิดบังอะไรหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะคนอื่นไม่รู้เรื่องนี้จะดีกว่าน่ะ เจ้าน่าจะเข้าใจ เวลาที่เจ้าครอบครองไอเท็มสักอย่างที่หากเอาไปขาย เจ้าจะมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตล่ะก็นะ ข่าวมันไปเร็ว และข้าไม่อยากมีศัตรูเพิ่ม หวังว่าเจ้าน่าจะเข้าใจนะ" เขามองมาที่กระเป๋าเวทย์มนต์ที่เอวผม ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร

"ไอเท็มที่ว่าคืออะไรล่ะ?"

"นั่นสองคำถามแล้วนะ เอลฟ์เอ๋ย" หมอนั่นชูสองนิ้วขึ้นมาระหว่างเราเป็นเชิงห้าม แต่หันหลังมือโชว์หัวแหวนสีฟ้าครามสว่างให้ผมมองเห็นได้ชัดบนนิ้วชี้ข้างซ้าย

"ข้ามีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง เทลอน เจ้าเคยได้ยินเรื่องของเทพเฮอร์มีสหรือเปล่า?"

ผมส่ายหน้า

"เขาเป็นเทพองค์หนึ่งจากอารยธรรมโบราณ ข้าไม่แน่ใจว่าจากที่ไหน แต่จากบันทึกสักเล่ม เขาคือผู่ส่งสาส์นให้กับเหล่าทวยเทพ แน่นอน เขาคนเดียวต้องวิ่งไปวิ่งมาบนโลกเพื่อคอยส่งจดหมาย เจ้าคิดว่าเขาทำได้ยังไงล่ะ ถ้าไม่ได้มีพลังของเทพนั้น" เขาหยุดอีกครั้ง มองหาคำตอบในสีหน้าว่างเปล่าของผม

"เขาเลยต้องสร้างลูกน้องขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนเหล่านั้นคอยช่วยเขาส่งจดหมายให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าคนธรรมดาย่อมต้องไม่สามารถเดินทางไปได้ทุกที่เหมือนที่เทพทำได้ เฮอร์มีสก็เลยสร้างอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมาเพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่พวกเขาต้องการ เพื่อจะได้ส่งจดหมายให้ถึงมือผู้รับได้อย่างทันท่วงที"

"เจ้าหมายถึง แหวนนั่นของเจ้า ช่วยให้เจ้า... เดี๋ยวนะ เจ้าไม่ได้แค่ไร้เสียงฝีเท้า แต่เจ้ายัง..."

"ข้าไม่ได้พูดถึงแหวน เทลอน ข้าพูดถึงเรื่องเล่า นิทาน ตำนาน และเรื่องไร้สาระบางเรื่องที่ใครสักคนจะเล่าให้อีกคนฟังที่กลางทะเล"

แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งผมให้ตาค้างอยู่ตรงนั้น

ถ้าเขาไม่ได้โกหก แหวนนั่นของเขา สามารถน่าจะทำให้เขาเคลื่อนที่หรือทำอะไรเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มากก็น้อย เพียงแค่เขายังไม่บอกผมเท่านั้นเอง ให้ตายเหอะ หมอนี่มีไอเท็มที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ หากมันทำได้เพียงครึ่งนึงของที่ผมคิดแล้วล่ะก็ ไม่มีทางใดสักทางนึงเลยที่จะมีใครก้าวล้ำไปอยู่ข้างหน้าของคาร์เตอร์ ดิชค์ได้ จนกว่าพวกเขาจะมีไอเท็มที่เจ๋งกว่านี้

ถ้ามันไม่เป็นไอเท็มระดับ Super Rare ก็คงจะต้องเป็น... Legendary อยู่แล้วล่ะ

ผมไม่ได้สนเรื่องเอาของของหมอนั่นมาครอบครองหรือขาย แต่ผมกลับสงสัยไปอีกว่า เขาได้แหวนวงนี้มาได้ยังไง แค่แหวนที่เอาไว้ป้องกันเวทย์มนต์สะกดจิตนั่น ก็น่าจะเป็นไอเท็มระดับ Rare ได้แล้ว นี่เขายังมีแหวนของเฮอร์มีสอีกงั้นเหรอ

หมอนี่น่าลึกลับชะมัดเลย ให้ตายสิ

ผมกึ่งหงุดหงิด กึ่งสงสัยใคร่รู้ แต่ขณะที่ผมนั่งลงเพื่อทำความสะอาดอาวุธทีละชิ้น ก็รู้สึกได้ว่า เรือนร่างขาวนวลของซีราเอลนั้นหายไปจากความคิดของผมเสียแล้ว

ผมถือว่านั่นเป็นเรื่องดีละกันนะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น