วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 25 - ถ้ำกลางทะเล และความมืดมนแห่งใต้ดินอันน่าสยดสยอง

ผมว่ายน้ำ ว่ายไปเรื่อยๆ ตามทิศทางที่คิดว่าเธอเพิ่งจะหายไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ แต่เธอว่ายน้ำเร็วเหลือเกิน แม้แต่เอลฟ์ที่ผมเคยเห็นว่าว่ายน้ำได้เร็วที่สุด ก็ยังไม่เร็วเท่าครึ่งนึงของเธอ แต่โชคดีที่ผมมี ดวงตาบาสิลิสค์ มันคือดวงตาของงูเพชรฆาตที่นอกจากฆ่าศัตรูได้อย่างง่ายดายแล้ว มันยังมีความสามารถอีกอย่างนึงของงูอีกด้วย คือ Infarred Eyes ผมเลยมองเห็นคราบความร้อนจากร่างกายของซีราเอลได้อย่างง่ายดายกลางสายน้ำนี่ แต่มันก็เริ่มจะจางหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าผมจะพยายามว่ายน้ำไปอย่างบ้าคลั่งแค่ไหนก็ตาม แม้แต่สกิลว่ายน้ำจากสัตว์น้ำที่ผมเคยฆ่าไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้ผมตามสปีดของเธอทันมากขึ้นเท่าไหร่เลย จนผมเกือบจะถอดใจไปเสียแล้ว

เสียงเพลงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนจู่ๆ มันก็เงียบและหายไป เหลือเพียงเสียงคลื่นจางๆ ที่ซัดผ่านหมอกหนาที่ดูน่ากลัวและวังเวงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะ ตอนที่ผมไม่ได้อยู่บนเรือกับพรรคพวกหลายคนด้วยนี่สิ

ร่องรอยของซีราเอลหายไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ผมก็มองไม่เห็นความร้อนที่เหลืออยู่บนผิวน้ำอีกต่อไป ผมเริ่มมืดแปดด้าน แต่ยังดีที่นึกเรื่องความสามารถใหม่ที่ผมเพิ่งได้มาออก

คลื่นโซนาร์ ที่ผมได้รับมาจากปลาไหลยักษ์ มารินัส ดาครูนัม

ผมลองใช้มันทันที และในใต้น้ำ มันได้ผลยิ่งกว่าคลื่นโซนาร์บนบกอย่างของสัตว์พวกค้างคาวเสียอีก

ผมส่งคลื่นไปได้ไกลมากเท่าที่ต้องการ อาจจะสักร้อยหรือสองสามร้อยเมตรด้วยซ้ำ และไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงตกกระทบก็วิ่งกลับมาหาผม และทำให้ผมรู้ว่า แถวๆนี้นั้นล้อมรอบไปด้วยโขดหิน ถ้ำ และชะง่อนหินโสโครกจำนวนมากที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่หมอกพวกนี้พรางตาผมไว้ และทำให้ผมมองไม่เห็นอะไรที่อยู่รอบๆเลยแม้แต่น้อย

และคลื่นโซนาร์ก็ทำประโยชน์ได้ในที่สุด ผมจับสัญญาณการว่ายน้ำอย่างรวดเร็วได้ที่ข้างหน้าของผมห่างออกไปเกือบ 2 ร้อยเมตรได้ล่ะมั้ง เป็นซีราเอลไม่ผิดแน่ แต่เธอเร็วอย่างเหลือเชื่อ และพอผมตามสัญญาณนั่นไปเรื่อยๆ มันก็พาผมไปยังชะง่อนหินที่เป็นเหมือนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งกลางทะเล

ผมลากตัวเองขึ้นจากน้ำด้วยสภาพร่อแร่และตัวหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่า หลังจากที่ต้องว่ายน้ำมาไกลเป็นกิโลๆมาอย่างไม่คิดชีวิต พอได้พักหายใจสูดอากาศเข้าปอดสักหน่อย ก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเวลาให้เอ้อระเหยมากขนาดนั้น ผมเลยลุกขึ้นยืนและแกะรอยของซีราเอลต่อไป

ซึ่งนั่นไม่ยากเท่าไหร่ สำหรับพื้นเปียกๆแบบนี้ ดวงตาอสรพิษของผมทำงานอีกครัั้ง และไออุ่นจากรอยเท้าของเธอก็ปรากฏเป็นแสงสีเหลืองจางๆอยู่ในสายหมอกหนาทึบแห่งนี้

ผมเดินตามรอยนั้นไป โดยหยิบเอา Bloody Finger ออกมาถือในมือ ผมต้องหาศัตรูหรืออะไรบางอย่างให้เจอ เผื่อจะได้ฆ่ามันเพื่อขโมยเอาพลังงานหรือเรี่ยวแรงกลับมาบ้าง

ไม่นานผมก็เห็นถ้ำที่อยู่ใต้ชะง่อนหินอันใหญ่ นี่เป็นเกาะหินเล็กๆที่ไม่ได้กว้างไปกว่าที่ดินของคฤหาสน์นสักหลังหรือที่นาสักผืน หินสีดำปรากฏให้เห็นแค่ปากถ้ำที่ดำมืดและลึกยาวลงไปด้านล่างอย่างน่ากลัวเป็นที่สุด ผมเปิดโซนาร์ใส่ปากถ้ำ และพบว่ามันมีทางเดินลงไปอีกไกลพอสมควรทีเดียว

ผมไม่มีที่ให้หันหลังกลับอีกแล้ว เลยเดินลงไปตามทางนั่นพร้อมกับตัดความกังวลออกไป อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่มีเสียงเพลงมาทำให้ไขว้เขวอีก

ถ้านั้นวาดตัวลึกลงไปเรื่อยๆตามแนวทะแยง เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของทะเลและกำลังลากผมลงสู่ก้นนรกสีน้ำเงินเบื้องล่าง อุณหภูมิลดลงอย่างมากและผมก็เริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องเปิดใช้สกิล "Cold Blood" ที่ได้รับมาจากการฆ่างูยักษ์ไปหลายตัว ซึ่งผมมักจะใช้เวลาที่ค่ำคืนอันหนาวเหน็บมาก่อกวนมากกว่าการเดินทางลงสู่ก้นทะเลแบบนี้

แต่มันก็ช่วยผมได้มาก ความหนาวผมหายไป และร่างกายก็รู้สึกเบาขึ้นเล็กน้อย ผมหยิบ Potion เติมพลังออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ที่ผมเพิ่งนึกได้ว่าผมติดมันมาด้วย แล้วยกขึ้นซดเฮือกเดียวหมดกระปุก และความร้อนก็พุ่งเข้าโจมตีผมจากภายในร่างกาย กำลังวังชาผมกลับมาอีกครั้ง แม้จะไม่เท่ากับตอนเริ่มต้นของวันหรือหลังจากได้กินอาหารไปใหม่ๆ แต่สำหรับการว่ายน้ำอันยาวนาน ผมว่าผมค่อนข้างพร้อมสำหรับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้าพอสมควร

ผมเปิด "โซนาร์" อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบเส้นทาง และพบว่าทางเดินนั้นใกล้จะสิ้นสุดแล้ว เลยเร่งฝีเท้าลงไปข้างล่าง

และก้าวสุดท้ายที่ผมเหยีบลงไปบนพื้นหินเปียกน้ำและตะไคร้ ผมก็พบเสื้อผ้าที่เหลือของซีราเอลที่ถูกถอดโยนทิ้งอยู่ในโพรงถ้ำแห่งนี้

ด้านล่างนี้มืดเกือบสนิท แต่ตะไคร่น้ำเรืองแสงบางชนิดก็ช่วยให้เราไม่ต้องตาบอดไปซะทีเดียว ซึ่งผมไม่ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่ เมื่อผมใช้ Night Vision ที่ตาข้างซ้าย ขณะที่ตาข้างขวาก็ใช้ดวงตาบาสิลิสค์ ทำให้ผมมองเห็นทุกอย่างที่ควรเห็นข้างล่างนี่

มันเป็นเส้นทางตรงไปข้างหน้าไม่มากนัก แต่ที่ปลายอุโมงค์นั่น คือภาพที่ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยทีเดียว

ซีราเอลที่ร่างกายเปลือยเปล่า กำลังนอนอยู่บนพื้น โดยมีชายคนหนึ่งกำลังคร่อมร่างอยู่บนตัวเธอ

จะบอกว่าเป็นชายก็ไม่ถูก มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนผู้ชายเสียมากกว่า

มันมีร่างกายอัปลักษณ์สีฟ้าหรือน้ำเงินหรือเทาสักอย่างนี่แหละ ตามตัวเต็มไปด้วยตุ่มน่าเกลียดและเมือกเหนียวๆที่เหมาะจะใช้สำหรับว่ายน้ำ ตามแขนขาของมันมีครีบใหญ่ของปลาอยู่เต็มไปหมด รวมถึงหลังและหางที่ยาวออกมาด้วย มันไม่มีผมหรืออะไรที่คล้ายกับมนุษย์แม้แต่น้อย ใบหน้าของมันเหมือนปลาบวกกับสัตว์ประหลาดบางอย่างที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าผมไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน

มันมีร่องเหงือกของปลาอยู่ที่แก้ม แต่ที่ปากของมันกลับมีฟันยาวแหลมหลายสิบซี่เหมือนปลากินเนื้อบางประเภท ดวงตากลมใสสีเทาสะท้อนแสงในเงามืด ขณะที่ลิ้นยาวของมันกำลังโลมเลียไปทั่วทั้งใบหน้าและร่างกายของซีราเอล

มือของมันมี 3 นิ้ว และครีบใหญ่ๆที่กางติดอยู่ตรงซอกนิ้วนั่นก็กำลังขยำขยี้ร่างกายของเอลฟ์สาวอย่างเมามัน ซึ่งผมเดาได้ไม่ยากว่ามันกำลังจะทำอะไรต่อไปกับเธอ

ผมเก็บดาบ Bloody Finger เข้ากระเป๋า แล้วดึงเอา Black Singer ออกมา พาดลูกศรธรรมดาที่ฉาบปลายศรไว้ด้วยพิษทำให้ชา ซึ่งผมไม่กล้าจะใช้อะไรที่แรงกว่านี้ หากมันพลาดไปโดนซีราเอลเข้า อาจเป็นผมเองที่ปลิดชีพเธอที่ถ้ำก้นทะเลแห่งนี้

และชั่ววินาทีที่ผมพร้อม ลูกศรก็พุ่งออกไป กรีดความมืดด้วยเสียงดัง ฝึ่บ ก่อนจะปักเข้าไปที่ไหล่ของมันเข้าอย่างจัง

เสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายนั่นจึงดังไปทั่วโพรงถ้่ำ ขณะที่มันกระโดดตัวออกมาจากร่างของเธอ เลือดอุ่นๆสีชมพูเข้มของมันไหลออกมาจากแผล ขณะที่มันกุมมือหนึ่งไว้ที่แผล และมองมายังจุดที่ผมยืนอยู่ พร้อมกับส่งสายตาอาฆาตแค้นอย่างแรงกล้าออกมาจากดวงตากลมโตสีเทานั่น

มันร้องอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงต่างออกไป ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นสัญญาณ

สัญญาณบางอย่าง

"ชิบหายแล้ว" ผมแทบไม่ต้องคิดเลยตอนที่ใช้โซนาร์อีกครั้งแล้วพบว่า สัตว์ประหลาดลูกสมุนมันนับสิบๆตัวต่างเริ่มปรากฏกายออกมาจากทุกทิศทางในโพรงถ้ำแห่งนี้ รวมไปถึงเส้นทางที่ผมเพิ่งลงมาด้วย

30...40... ไม่สิ 50...

50 ตัวได้

พวกมันล้อมเข้ามาทุกทิศ บีบให้ผมไม่มีทางเลือกนอกจากสู้ให้ตายกันไปข้าง

แต่ภารกิจของผมไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการช่วยเหลือซีราเอลที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้นต่างหาก

เจ้าสัตว์ร้ายนั่นยังยืนขวางอยู่ระหว่างผมกับเธอ แต่พิษยาชาเริ่มทำงานแล้ว มันตัวแข็ง หมดแรง และทรุดกายลงใกล้ๆซีราเอลอย่างว่าง่าย แต่สมุนของมันกลับตรงกันข้าม เสียงร้องอย่างบ้าคลั่งของพวกมันทำให้ผมรู้ว่า พวกมันกะปรี้กะเปร่าที่จะฉีกแขนขาผมมากแค่ไหน

อาละวาด นั่นคือสิ่งที่ผมคิดจะทำในโพรงมืดแห่งนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะยุติลง ผมต้องต่อสู้เอาตัวรอด และช่วยซีราเอลออกมาให้ได้ ส่วนวิธีการนั้นไม่เกี่ยง

ผมเก็บ Black Stinger เข้ากระเป๋า มันไม่มีประโยชน์ในที่แคบแบบนี้พอๆกับการต่อสู้ระยะประชิด เช่นเดียวกับ Twin Crimson ที่อาละวาดได้ในวงกว้าง แต่ไร้ประสิทธิภาพพอดูในที่ๆแคบกว่า

ผมหันหลังไปแล้วพ่นใย Silver Garnet ออกมามากพอที่จะปิดปากทางเข้าของพวกอสูรที่กำลังลงมาจากข้างบนได้ ลดกำลังพวกมันไปได้สักหน่อยก็น่าจะไม่เลวนัก และหากพวกมันตัวไหนจะพยายามฝ่าใยของผมเข้ามา พวกมันก็ต้องมีมีดเหล็กกล้าระดับ Uncommon Level สูงหน่อย หรือไม่ต้องต้องมีความสามารถต้านทานไฟฟ้าที่ผมปล่อยไว้ในเส้นใยได้บ้างล่ะ

เสียงร้องของพวกมันดังขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่อยากเสียเวลาอีก เลยวิ่งเข้าไปหาเจ้าตัวจ่าฝูงที่กำลังนั่งตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ขณะที่ชักดาบ Bloody Finger ออกมาจากกระเป๋าและพุ่งตัวเต็มสปีดเข้าไปหามัน

วินาทีเดียวหลังจากนั้น ดาบของผมก็ได้ดื่มเลือดของสัตว์ร้านหน้าตาอัปลักษณ์ตรงหน้า ที่ยิ่งมองใกล้ๆก็ยิ่งการันตีได้ว่า ผมไม่มีทางจะดีใจที่ได้ฆ่ามันเป็นอันขาด มันไม่มีโอกาสหรือเรี่ยวแรงแม้จะส่งเสียงร้อง ขณะที่ปลายดาบของผมแทงทะลุคอของมันจนทะลุ และเพื่อให้เป็นการแน่ใจ ผมบิดดาบเล็กน้อย แล้วกระชากมันผ่านลำคอของสัตว์ร้ายนั่น ก่อนจะปลิดหัวมันปลิวกระเด็นไปบนพื้นถ้ำ

เสียงน้ำกระเด็นดังเป็นจังหวะไปตามที่หัวของมันกลิ้งหลุนๆไป เลือดสีชมพูเข้มอาบไปทั่วดาบ และผมรับรู้ได้ทันทีว่าเรี่ยวแรงของผมเริ่มกลับคืนมา พร้อมกับความสามารถบางอย่างที่ผมเพิ่งได้รับไปจากการฆ่าสัตว์ประหลาดที่น่าจะเป็นหัวหน้าฝูง หรืออาจจะเผ่าพันธุ์ด้วยซ้ำ

ผมไม่มีเวลาจะมาเรียบเรียงหรือนั่งทำความเข้าใจกับความสามารถใหม่ที่เพิ่งได้รับในตอนนี้ อีกไม่กี่วินาที กองทัพของเจ้าสัตว์ร้ายพวกนี้จะมาถึงที่นี่ พร้อมกับความโกรธเกรี้ยวที่ได้เห็นหัวหน้าของพวกมันถูกเด็ดหัวจากเอลฟ์ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนหนึ่ง

ผมลากซีราเอลที่เปลือยเปล่าไม่ได้สติไปยังกำแพงมุมอับซึ่งผมสามารถป้องกันทุกอย่างที่มาจากข้างหน้าได้อย่างครบถ้วน ก่อนจะพ่นใยมากเท่าที่จะมากได้เพื่อมาปกคลุมร่างเธอไว้ให้อยู่ในซอกหินนี่ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่

ผมใช้ความสามารถของ "เกล็ดเพชร" ของปลาไหลยักษ์เพื่อเพิ่มพลังป้องกันให้ตัวเอง พร้อมกับเร่งพลังของ Toxic Skinner ให้ฉาบผิวหนังทุกส่วนของผมจนร่างกายของผมกลายเป็นสีเขียวเข้มจนเกือบดำดูน่ากลัวเหมือนสัตว์ประหลาด มือซ้ายที่ว่างอยู่ของผมหยิบ Vesperic Deathstrike ออกมาถือไว้ ส่วนมือขวาก็เปลี่ยนจาก Bloody Finge เป็น Dark Viper ก่อนเพราะมันสามารถโจมตีระยะไกลได้

ผมเร่งพลังเวทย์ไฟและสายฟ้าออกมาฉาบอาวุธที่อยู่ในมือทั้งสองข้าง

คนปกติทั่วไปจะใช้เวทย์ได้ทีละเวทย์ แต่ผมมีสกิล Double Cast ที่ได้เรียนรู้มาตอนอยู่ในถ้ำของ Druid Orge เลยทำให้ผมใช้เวทย์มนต์ได้ทีละสองเวทย์ แต่ก็เปลืองพลังงานมากกว่าปกติเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาในตอนนี้

เสียงร้องของพวกมันเข้ามาใกล้มากขึ้นจากปลายด้านมืดของถ้ำที่ผมคิดว่าน่าจะมีทางออก แต่ผมคงจะฝ่าพวกมันทั้งหมดไปพร้อมๆกับป้องกันซีราเอลไม่ได้เป็นแน่ เพราะงั้น ทางเลือกเดียวของผมในตอนนี้คือ ต่อสู้ ป้องกัน และฆ่าพวกมันให้หมด ก่อนจะค่อยๆหาทางออกทีหลัง

ผมหยิบ Potion อีกขวดออกมาจากกระเป๋าและซดมันรวดเดียวจนหมด พลังกายผมเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นกระบุง พร้อมที่จะต่อสู้เต็มที่

ผมเปิดโซนาร์อีกครั้ง พวกมันโผล่ออกมากันแล้ว วิ่งกรูกันเข้ามาในถ้ำตรงที่ผมอยู่เหมือนกับว่ามองเห็นทุกอย่างในนี้ได้ชัดเจนเท่าๆกับผม

ก็แน่ล่ะสิ บ้านของพวกมันนี่หว่า

และการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น

พวกมันตัวแรกสุดโดน Vesper ของผมจามเข้าให้ที่ักลางหน้าอกขณะที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 10 เมตร เสียงกรีดร้องของมันสร้างความโกรธให้กับพวกที่เหลือที่ตรงเข้ามาหาผมอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม

วินาทีถัดมา ผมก็ตวัด Dark Viper ไปในอากาศ ส่งมันผ่านเงามืดไปฟันพวกมันอีกตัว สายฟ้าและพิษทำลายประสาทส่งมันไปสู่ปรโลกทันที

โชคดีคือ โพรงถ้ำในนี้นั้นไม่ได้กว้างพอจะให้พวกมันกรูกันเข้ามาพร้อมกันเป็นสิบๆตัว ผมเลยมีโอกาสจัดการพวกมันไปได้ 6 ตัวก่อนพวกม้นจะเข้าถึงผม

ผมเปลี่ยนเอา Bloody Finger ออกมาถือแทน Dark Viper ไว้แล้ว ถ้าต้องมีการต่อสู้ระยะยาว ผมว่าดาบที่ดูดพลังจากศัตรูได้น่าจะมีประโยชน์มากกว่า

และก็เป็นจริงตามนั้น

ผมฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย ทุกๆดาบอาบพิษที่ฟาดฟันลงไป บวกกับขวานที่ช่วยต่อสู้ระยะประชิด ส่งพวกมันลงนรกได้อย่างไม่ยากเย็น แม้บางตัวจะโจมตีผมได้ แต่เกล็ดเพชร กับเสื้อ Toxic Skinner ก็ช่วยป้องกันผมพร้อมๆกับทำให้พวกมันโดนพิษไปเป็นของแถมจนพวกมันต้องถอยกรูกันไปเป็นแถว

ผมเคยเห็น Lizard Man มาครั้งสองครั้ง พวกมันนั้นคือทหารราบในหนองน้ำที่น่ากลัวเป็นที่สุด ความร้ายกาจของ Lizard Man คือมันทำงานกันเป็นทีม มีแบบแผน และคิดได้เหมือนคนทั่วไป แม้มันจะมีอยู่แค่ 10 ตัว แต่ด้วยพละกำลังและเกล็ดที่แข็งหนา ก็ทำให้มันสามารถฆ่ากองทหารย่อมๆของมนุษย์ได้อย่างง่ายดายทีเดียว

ส่วนเจ้าพวกนี้ไม่ใช่ มันคือปิศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำใต้ทะเล แม้จะมีจ่าฝูง แต่ทุกอย่างที่พวกมันทำไปก็เป็นแค่สัญชาติญาณของฝูงเท่านั้น ไม่ใช่การคิดหรือตรึกตรองวางแผนอย่างเป็นระบบแต่อย่างใด

เมื่อผมฆ่าพวกมันไปได้เป็นตัวที่ 17 พวกมันก็หยุด และมีทีท่าลังเล ความบ้าคลั่งหายไป เปลี่ยนเป็นความกลัวและรั้งรอ พวกมันไม่กล้าผลีผลามพุ่งเข้ามา เช่นเดียวกับที่ผมก็วิ่งออกไปตามล่าพวกมันทีละตัวไม่ได้เช่นกัน

ตัวที่อยู่ไกลที่สุดเริ่มถอยหลังและคิดจะหนี แต่ผมไม่ปล่อยให้มันทำได้ ผมพ่นใยออกไปจับตัวมันไว้ ก่อนจะปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านใยไปช็อตมันจนน็อค แล้วกระชากมันเข้ามาหาจนไปกระแทกพวกมันหลายตัวสะดุดล้ม

เมื่อร่างไร้สติของมันถูกดึงมาอยู่แทบเท้าผม ผมก็เหยีบมันเอาไว้ ก่อนจะพูดภาษาอะไรบางอย่างที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือภาษาอะไรออกมา เป็นเหมือนเสียงคำรามในคอ แต่ก็ฟังดูมีความหมายแบบประหลาดๆ ซึ่งผมดันเข้าใจได้ว่า "อย่าหนี ไม่งั้นตาย"

และพวกมันก็ทำตามนั้นทั้งหมด ผ่านไปอีกหลายวินาที กว่าผมจะได้รู้ว่าตัวเองดันได้เรียนรู้ภาษาของพวกมันได้จากการฆ่าพวกมันไปหลายตัวนั่นเอง

และที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นก็คือ

พวกมันคือ "ไซเรน"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น