เราออกเดินทางจากเกาะใบพัดตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
แดดอ่อนๆสาดสีทองไปทั่วท้องทะเล ปลุกลูกเรือให้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างแข็งขัน เรือโจรสลัดนั้นไม่ได้เหมือนกันทุกลำ ส่วนมากมักจะเป็นที่ๆรวมเอาพวกกักขฬะและชั่วร้ายมาอยู่ภายใต้คนที่ชั่วร้ายกว่า แต่เรืออีกาดำนั้นไม่ใช่ พวกลูกเรือแม้จะเป็นโจรสลัดเต็มตัว แต่พวกเขาชั่วร้ายเฉพาะตอนต่อสู้ นอกจากนั้น พวกเขาคือลูกเรือชั้นเยี่ยมที่พร้อมจะล่องเรือไปทั่วน่านน้ำที่เต็มไปด้วยอันตรายภายใต้คำสั่งเดียวของกัปตันของพวกเขา
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคาร์เตอร์มีวิธีปกครองลูกน้องของเขาอย่างไร แต่แน่นอนว่ามันต้องดีเยี่ยมเป็นแน่ เพราะตั้งแต่ผมได้ขึ้นเรือมา ยังไม่เห็นชายสักคนบนนี้ที่มีสายตารังเกียจกัปตันของพวกเขาเลยสักคน บางคนเป็นทหารเรือเก่า เป็นอดีตชาวประมง เด็กกำพร้าที่ถูกสอนวิธีเดินเรือให้ รวมไปถึงลูกเรือพเนจรที่ครั้งนึงเคยเรือแตกหรือเป็นขอทาน ขี้เหล้า ขโมย อันธพาล หรือแม้แต่นักโทษหนีคดี
พวกเขาทิ้งอดีตทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และล่องเรือไปข้างหน้าเหมือนกับว่าไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไป และทุกๆลมหายใจที่เหลือคือกำไรของเมื่อวาน ผมอดชื่นชมในใจไม่ได้ เมื่อเห็นทุกคนทำงานอย่างสามัคคีและใช้เวลาร่วมกันอย่างปรองดอง หากประเทศหรือเมืองสักเมืองจะมีทหารเหมือนลูกเรือลำนี้ได้สักครึ่งล่ะก็ เมืองแห่งนั้นจะไม่มีทางแพ้ศึกหรือสงครามใดๆตราบเท่าที่ผู้นำของเขายังคงยืนหยัดอยู่เป็นแน่
คาร์เตอร์บอกพวกเราว่า การเดินเรือครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 8 หรือ 9 วัน ก่อนจะถึงซัมเมอร์เดน มันอาจจะน่าเบื่อ แต่ความน่าเบื่อจะหายไปหากทุกคนมีงานทำ ซึ่งคาร์เตอร์ไม่ได้บังคับ แต่เอมเมอร์และซีราเอลนั้นเห็นด้วย และคิดว่าการนั่งๆนอนๆตลอด 8 วันไม่น่าจะทำให้พวกเธอรู้สึกดีได้เท่าไหร่ พวกเธอจึงเริ่มทำงานอะไรเล็กๆน้อยๆบ้าง
แต่งานทุกอย่างที่เอมเมอร์ตัดสินใจจะลองทำ ก็มักจะมีซีราเอลอยู่ข้างๆเสมอ เป็นความต้องการของพวกเธอทั้งสองอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเธอทำหลายสิ่งที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับลูกเรือ แต่สิ่งที่พวกนั้นชอบมากที่สุดคือ การทำอาหาร ซึ่งช่วงแรก เอมเมอร์กับซีราเอลต้องไปเป็นลูกมือให้กับ แจ็คกระทะเลือด ซึ่งได้ฉายานี้มาเพราะครั้งหนึ่งหมอนั่นเคยฆ่าคนไป 3 คนด้วยกระทะ ตอนที่โจรสลัดเรือแตก 3 คนบุกขึ้นมาบนเรือตอนกลางดึกและพุ่งเข้าไปในครัวของเขา แจ็คหวดพวกนั้นคนละทีจนหัวบุบ ก่อนจะลากศพพวกมันสามคนไปโยนลงทะเลให้เป็นอาหารฉลาม ซึ่งเรื่องเล่านี้ค่อนข้างดังในทะเลฝั่ง East-End นักกวีคนหนึ่งถึงกับเอาเรื่องของแจ็คไปแต่งเพลงเลยทีเดียว
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แจ็คดีใจหรือหลงระเริงไปแต่อย่างใด เขาชอบทำครัว และก็จะทำต่อไปตราบที่ยังมีคนกินอาหารของเขา แม้กระนั้น ร่างกายของเขาก็ไม่ได้เหมือนพ่อครัวมากนัก แต่ดูคล้ายทหารหรือโทรลล์เสียมากกว่า ความสูงเกือบ 2 เมตรของเขาน่าจะสูงกว่าวิลลิสด้วยซ้ำ แต่การที่เขาชอบขลุกตัวเองอยู่แต่ในห้องครัว เลยไม่ได้ทำให้เขาเป็นจุดเด่นของเรือเท่าไหร่นัก จนกระทั่งผมได้มาเห็นเขาสอนวิธีการทำอาหารให้กับเอมเมอร์และซีราเอลนี่แหละ
ส่วนเวลาที่ว่างเว้นจากการเข้าครัวและฝึกทำอาหาร เอมเมอร์ก็ขอร้องให้ซีราเอลช่วยฝึกสอนเวทย์มนต์ให้ แม้ตอนแรกเธอจะถูกปฏิเสธเพราะเห็นว่าอันตรายและไม่มีความจำเป็นต่อเจ้าสาวในวังใหญ่ แต่เอมเมอร์ก็ยืนกรานและบอกซีราเอลว่า หากยังปฏิเสธต่อไป เธอจะไปขอให้แกรมส์ช่วยสอนการใช้ดาบให้แทน ซีราเอลจึงต้องยอมตกลงเพราะห่วงว่า ดาบจะเป็นอันตรายต่อสาวน้อยมากกว่าเวทย์มนต์
ซึ่งเอมเมอร์ก็ดูจะไปได้ดีทีเดียวสำหรับการฝึกพื้นฐานด้ายเวทย์มนต์ ไม่แน่ อนาคตเธออาจะเป็นจอมเวทย์หญิงหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้ ถ้าไม่ได้แต่งงานน่ะนะ แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็ให้เธอได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง ดีกว่านั่งว่างอยู่เฉยๆ
เรือนั้นแล่นเต็มกำลัง ด้วยเพราะสายลมที่ค่อนข้างเป็นใจ และหลายครั้ง ฝีพายมือดีก็ช่วยให้เราเดินหน้าได้แม้จะต้องพบกับคลื่นลมที่สงบ
แกรมส์ที่ตอนนี้เริ่มมีความสามารถในการเดินเรือมากยิ่งขึ้น ก็ทำตัวมีประโยชน์มากกว่าผมเป็นสองเท่า ซึ่งผมไม่ค่อยจะอิจฉาหมอนั่นเท่าไหร่ แต่พอว่าเว้นจากการทำงาน หมอนั่นก็มักจะหาโอกาสมาขอฝึกดาบกับผมเสมอๆ ซึ่งผมไม่ค่อยจะอยากช่วยเหลือเขามากนัก วิลลิสจึงเป็นคู่มือที่สูสีกับเขามากกว่า และการต่อสู้ของชายร่างใหญ่สองคนก็เรียกเสียงเฮฮาให้กับลูกเรือที่เหลือได้เสมอ โดยมีคาร์เตอร์คอยเปิดหมวกรับแทงพนัน
บ่ายวันที่ 3 เค้าลางของพายุนั้นส่อแววให้เห็นมาแต่ไกล วิลลิสกับคาร์เตอร์ตกลงกันว่าหากอ้อมไปก็น่าจะใช้เวลาหลายวัน อีกทั้งพายุระดับนี้น่าจะไม่ทำอันตรายอะไรเรือได้มากนัก
แต่พอเย็นวันที่ 4 เราก็ได้รู้ว่าเราคาดคะเนผิดไปพอสมควร พายุลูกใหญ่กว่าที่คิดซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ใกล้ๆกับเกาะละแวกนี้โจมตีเรืออีกาดำอย่างรุนแรง แต่ด้วยความสามารถของกัปตันและลูกเรือ เราจึงรอดพ้นจากมันไปได้ในเช้าวันที่สี่ ซึ่งทำเอาพวกเราแทบทุกคนนั้นเหนื่อยจนแทบจะหมดสติกันหมด แม้แต่ผมเองที่ช่วยทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ก็แทบจะไม่สามารถต่อต้านหรือขัดขืนต่อธรรมชาติได้แต่อย่างใด นั่นช่วยเตือนความทรงจำอีกอย่างนึงของผมว่า ผมคือนักฆ่า ไม่ใช่ลูกเรือ
พายุทำให้เราเดินทางช้าลงไปเกือบครึ่งวัน และหลังจากตอนเช้าวันนั้น หมอกก็ลงหนาเสียจนพวกเราแทบจะมองอะไรไกลออกไปเกิน 10 เมตรไม่เห็น วิลลิสบอกว่า นี่อาจจะเป็น "หมอกมรณะ" ก็เป็นได้ หากเราได้ยินเสียงเพลงล่ะก็ ให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย
เตรียมสำหรับอะไรล่ะ ผมยังไม่ทันจะได้ถาม เสียงเพลงของหญิงสาวหลายคนก็ค่อยๆดังขึ้นมาในสายลมไกลๆ ห่างออกไปจากทางนั้นทางนี้ แทบทุกทิศทางที่เราจะจินตนาการได้
"ไซเรน" คาร์เตอร์ตะโกนบอกลูกเรือที่หมดเรี่ยวแรงและนอนกลิ้งไปบนเรือทุกคน "อุดหูไว้ ถ้ายังไม่อยากตาย" แต่ช้าไปเสียแล้ว ลูกเรือส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ตัวว่าตนเองได้ยินเสียงอะไรไปเมื่อไหร่ จนกระทั่งสติหลุดลอยออกไปเสียแล้ว
และนั่นคือช่วงเวลาที่ความฝันเริ่มมาเยือน
ฝันที่กลายเป็นจริง
ลูกเรือหลายคนเริ่มทำไม้ทำมือเหมือนกำลังละเมอ บางคนลุกขึ้นนั่ง บางคนยืน หรือเดิน จนคาร์เตอร์กับวิลลิสต้องรีบวิ่งเข้ามาผลักพวกเขาล้มลงไปและมัดไว้กับอะไรสักอย่างบนเรือ ส่วนแกรมส์นั้นก็ไม่ต่างกัน เขาต้องเอาหัวโขกกับเสาเรือจนเลือดอาบ กว่าจะหลุดพ้นจากเสียงเย้ายวนแฝงมนต์สะกดนั้นได้
"เทลอน ถ้าเจ้าไม่ได้กำลังเพ้ออยู่อีกคนล่ะก็ มาช่วยพวกข้าหน่อยสิ เร็ว" คาร์เตอร์ร้องตะโกนเสียงดัง ปลุกผมที่เกือบจะฝันหวานไปตอนเคลิ้มๆเมื่อกี้ ผมลุกขึ้น สะบัดหัว ตบหน้าตัวเองแรงๆทีนึง แล้วรีบวิ่งเข้ามาช่วยคาร์เตอร์มัดลูกเรือที่เริ่มจะละเมอหนักขึ้นเรื่อยๆ
เสียงเพลงนั้นดังชัดขึ้นทุกวินาทีที่เราแล่นผ่านหมอกไป วิลลิสพยายามจะบังคับเรือให้อยู่ห่างจากแง่นหินที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ซึ่งทำให้เราเคลื่อนตัวไปได้ช้าเหลือเกิน "เวรเอ๊ย..." หมอนั่นสบถ "ข้างล่างเป็นไงบ้าง กัปตัน"
"แย่ว่ะ พวกเราเหนื่อยกันเกินไป มันเลยครอบงำได้ง่ายกว่าที่ควร" เขาหันไปมัดแกรมส์ให้อยู่ติดกับเสาเรือ ซึ่งเป็นการยากมากๆ เพราะหมอนั่นตัวใหญ่ แรงเยอะ และขัดขืนด้วยกำลังมหาศาล
ดูเหมือนไซเรนจะมีสกิลที่เอาไว้สะกดจิตด้วยเสียงเพลงหรือคำพูด ซึ่งน่าจะทำให้เหยื่อของพวกมันนั้นตกอยู่ในฝันหวานได้มากพอก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝันร้าย ผมเคยอ่านหนังสือสองสามเล่มที่พูดถึงพวกมัน สัตว์ร้ายแห่งสายหมอกกลางท้องทะเล พวกมันจะปรากฏกายในสภาพของหญิงสาวสวยที่นั่งร้องเพลงอยู่ตามโขดหิน ล่อลวงให้คนเดินเรือหลายคนบังคับเรือไปหาพวกมัน ชนชะง่อนหิน แล้วรอความตายอยู่กลางทะเลนั่น
ทุกอย่างอาจจะง่ายขึ้น ถ้าต้นหนเรือไม่ได้โดนอำนาจแห่งเสียงนั้นเล่นงานไปด้วย ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคาร์เตอร์กับวิลลิสถึงรอดพ้นจากเสียงของไซเรนไปได้ ในเมื่อมันดังกังวาลไปทั่วผืนน้ำแบบนี้
สำหรับผม ผมมีสกิลจำพวก "Deduff" "Anti-Curse" กับ "Reduction" ที่ทำให้ลดอาการและป้องกันอะไรพวกนี้ได้ เลยสงสัยว่าพวกคาร์เตอร์จะมีด้วยหรือเปล่า
"ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีของอะไรดีนะ เอลฟ์ แต่เจ้าทำให้ข้าทึ่งกับอาวุธลับของเจ้าได้ตลอดเวลาเลยทีเดียวล่ะ มีน้อยคนนัก น้อยจริงๆ ที่เพิ่งจะล่องเรือครั้งแรกแล้วรอดพ้นจากเสียงของไซเรนได้ง่ายดายเช่นเจ้าแบบนี้"
ยังหรอก คาร์เตอร์ เจ้ายังไม่ได้เห็นต่อจากนี้ ผมมีแผนที่จะจัดการกับพวกมันบางตัวเพื่ออย่างน้อยก็จะได้ครอบครองสกิลหรือพวกความต้านทานที่พวกมันมี น่าจะเป็นประโยชน์กับการต่อสู้กับเสียงเพลงหรือลอบโจมตีศัตรูเป็นหมู่คณะได้ดีทีเดียว
กว่าเราจะผูกลูกเรือทุกคนให้อยู่นิ่งๆกันได้ก็ปาไปเกือบชั่วโมง ใครก็ตามที่อยู่ข้างล่างใต้ท้องเรือนั่น หวังว่าจะไม่ไปยุ่มย่ามกับครัวของแจ็คจนต้องกลายเป็นศพไปโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งคาร์เตอร์พูดเองเลยว่า ไม่ได้หวังว่าทุกคนจะรอดไปจากหมอกนี่ได้หมดหรอกนะ แต่จะพยายามพาไปให้รอดให้ได้มากที่สุด ขณะที่ป้อนยานอนหลับให้กับแกรมส์ที่ฤทธิ์เยอะที่สุด
หมอนั่นบอกว่า ไซเรนมักจะทำให้เหล่าชายหนุ่มตกอยู่ในฝันหวานที่ได้ครองคู่กับหญิงสาวสวยที่ชายทุกคนฝันถึง และพอมันเป็นความฝัน หญิงงามทุกคนบนโลกก็ไม่ใช่เรื่องไกลมืออีกต่อไป แม้จะเป็นเจ้าหญิงเลอโฉม หรือเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ ในฝันนั้น ชายทุกคนได้กอดหญิงทุกคนที่เขาต้องการ
เอลฟ์งั้นเหรอ? ให้ตายสิ ผมลืมซีราเอลกับเอมเมอร์ไปได้ยังไงเนี่ย "สองคนนั่นอยู่ไหน?" ผมตะโกนถามคาร์เตอร์ ที่ดูเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวได้ว่า เขาลืมพวกเธอไปเสียสนิท
"อยู่ในห้องพัก" เขามองไปที่ท้ายเรือ ก่อนจะพูดต่อว่า "ข้าหวังว่าเสียงเพลงนี่จะมีผลแค่กับผู้ชายเท่านั้นนะ ตำนานไม่ได้บอกเรื่องเหยื่อที่เป็นผู้หญิงไว้เลย"
ผมก็หวังว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เราก็คิดผิด ตำนานไม่ได้พูดถึงเหยื่อที่เป็นเพศหญิงไว้ เพราะว่าโจรสลัดส่วนใหญ่ที่รอดกลับมามีแต่ลูกเรือผู้ชาย ส่วนตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเรือที่มีผู้หญิง ถึงไม่มีใครรอดมาบอกเล่าเรื่องราวได้เลยแม้แต่ลำเดียว
สำหรับผู้ชาย พวกเขาจะถูกเสียงเพลงล่อลวงให้เดินเรือไปผิดทาง แต่กับผู้หญิง เสียงเพลงทำได้มากกว่านั้น
มันเปลี่ยนพวกเธอเป็นคนอื่นอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว
ซีราเอลปรากฏกายที่ด้านหลังลำเรือ ผมหมายถึง ด้านหลังจริงๆ เพราะแม้แต่วิลลิสก็มองไม่เห็นเธอที่ยืนอยู่ตรงกราบเรือที่ด้านหลัง สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเป็นเหมือนกับคนอื่นที่ผมไม่รู้จัก แววตาเธอคุ้มคลั่งแต่ก็เยือกเย็น ขณะที่เริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกทีละชิ้น และก่อนที่เธอจะเปลือยกายจนหมด ผมก็ตะโกนบอกวิลลิสให้จับตัวเธอไว้
แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
ซีราเอลกระโดดลงน้ำไปพร้อมกับเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น
"เวรแล้วไง" คาร์เตอร์พูด ส่วนผมกระโจนออกไปแล้ว แค่ 3 วินาทีผมก็ถึงจุดที่เธอเพิ่งกระโดดลงน้ำไป โดยมีวิลลิสยืนเกาะราวอยู่ข้างๆ "เร็วมาก เธอว่ายน้ำเร็วจริงๆ"
ใช่ ผมเห็นด้วย "แต่มันเร็วเกินไปนะ" เกินไปมากทีเดียว
ผมยืดแขนไปเตรียมใช้ใยแมงมุม Silver Garnet เพื่อยิงไปจับตัวเธอกลับมา แต่หลังจากนั้นแค่อึดใจเดียว ร่างเธอก็หายไปในสายหมอกเสียแล้ว
"บัดซบเอ๊ย" ผมพูดขึ้นดังพอให้วิลลิสได้ยิน ก่อนจะเริ่มถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือแค่เสื้อ Toxic Skinner กับกางเกงขายาวตัวเดียว และกระเป๋าเวทย์มนต์ที่ผมต้องพ่นใยให้มันติดไว้กับตัวของผมอย่างแน่นหนา ไม่อยากจะคิดเลยหากผมต้องเสียอาวุธทั้งหมดไปให้กับก้นทะเลตอนที่กระโดดลงไปนี่
วิลลิสคว้าแขนผมไว้ทันที "เจ้าจะทำบ้าอะไรของเจ้าวะ เทลอน" หมอนั่นเกือบตวาด "เราเสียเธอไปให้ไซเรนแล้ว อย่าหาเรื่องเอาชีวิตไปทิ้งอีกเลย เชื่อข้าดีกว่า"
ถ้าเป็นผมเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ ผมคงไม่คิดแม้แต่จะช่วยเธอจากราวเรือ แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว บางอย่างในตัวผมเปลี่ยนไป ผมเริ่มรู้สึกว่าผมต้องรับผิดชอบทั้งชีวิตของซีราเอลและเอมเมอร์ จะด้วยเพราะอะไรก็ช่าง แต่ผมปล่อยเธอไปไม่ได้
"เอมเมอร์อยู่ที่ไหน?" ผมตะโกนถามไปยังคาร์เตอร์ด้านล่าง "อยู่นี่ เธอสบายดี แค่หลับไป"
ผมสงสัยว่าทำไมเสียงเพลงแห่งไซเรนถึงได้มีผลแตกต่างกันอย่างนี้กับหญิงสาวทั้งสอง คนนึงทำให้เธอคุ้มคลั่งและกระโดดลงน้ำไปสู่ความตาย ส่วนอีกคนกลับแค่สลบไปเฉยๆเท่านั้น
ไว้ค่อยหาคำตอบทีหลัง ตอนนี้ผมต้องไปช่วยซีราเอลก่อนแล้ว
"อย่าไป เทลอน เจ้าไม่รอดแน่ เชื่อข้า" วิลลิสบีบแขนผมแน่นขึ้นเพื่อห้ามผม
"แล่นเรือต่อไป สหาย ข้าไม่ยอมตายง่ายๆหรอก จนกว่าจะได้สู้กับเจ้าและเอาชนะอีกครั้ง"
ผมสบัดแขนหลุดจากวิลลิส และกระโดดลงน้ำไปสู่ทะเลสีดำ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น