เรามาถึงเกาะใบพัดตามเวลาที่คิดไว้
ช่ายบ่ายแก่ๆของท่าเรือของเกาะใบพัดนั้นไม่ได้คับคั่งหรือเอะอะจอแจเหมือนเอเคอร์เชล ที่นี่เป็นเมืองที่คนส่วนใหญ่ทำประมง และส่วนน้อยที่เป็นพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนั้นก็เหมือนเมืองเล็กๆทั่วไป เรือนพักไม่ได้มีมากมายนัก แต่ก็พอจะต้อนรับแขกไม่กี่คนที่แวะเวียนมาจากเรือไม่กี่ลำ
ที่เกาะนี้นอกจากท่าเรือแล้ว เมืองก็ดูเหมือนจะกระจุกตัวอยู่แค่บริเวณแคบๆ ส่วนอื่นของเกาะก็ยังเป็นป่าหรือเขตแดนที่ยังไม่มีใครสนใจจะไปจับจองหรืออยู่อาศัยนัก แม้ขนาดของเกาะจะไม่ได้ใหญ่โตมากมายก็ตาม ชาวบ้านเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นนอกจากเรื่องปากท้องของตัวเองเท่าไหร่นัก
เรือหาปลาหลายสิบลำจอดเทียบท่าอยู่เรียงกันไปเป็นแถวๆ มีเรือโจรสลัดอยู่ลำหรือสองลำ ถ้าผมจำไม่ผิด และพวกนั้นก็ไม่อยากมีปัญหากับพวกอีกาดำเท่าไหร่นัก เลยไม่ค่อยมีใครยุ่มย่ามหรือวุ่นวายซึ่งกันและกัน
คาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือขนสินค้าหรือของที่ปล้นมาได้ไปขาย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปของที่ยึดมาได้จากเรือยักษ์แดง ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเงิน เสบียง อาวุธ เหล้า อาหาร และน้ำจืดไปทั้งหมด
นอกจากลูกเรือของคาร์เตอร์ ดิชค์ แล้ว พวกเราทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปจากเรือของเขา ระหว่างที่เขาสั่งพวกลูกน้องให้จัดการงานต่างๆ เขาเองก็ลงไปช่วยขนของเท่าที่จะทำได้ด้วย ซึ่งแกรมส์ก็เสนอตัวยินดีที่จะช่วยเช่นกัน และคาร์เตอร์ก็อนุญาต ดูเหมือนเขาจะไม่ปฏิเสธหากแกรมส์จะต้องการลงจากเรือไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย
เขาเรียกพวกลูกเรือเก่าของท่านหญิงรอนด้าออกมาที่ท่าเรือ ทั้งหมดคือ 13 คน 5 คนในนั้นบาดเจ็บ ซึ่งคาร์เตอร์ได้บอกให้พวกเขาทั้งหมดไปขึ้นเรือขนสินค้าที่ชื่อ นางนวลคู่ ด้วยเรือนั่น พวกเขาจะสามารถโดยสารกลับบ้านได้ เพราะเรือ นางนวลคู่ ก็เป็นหนึ่งในเรือที่เป็นพันธมิตรกับอีกาดำ การขนส่งหรือฝากของให้ติดเรือไปด้วยน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะกับการเดินเรือไม่กี่วัน นอกจากนั้นคาร์เตอร์ยังได้แบ่งเสบียงกับทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ยึดมาได้จากเรือยักษ์แดงให้ไปเป็นค่าเดินทางด้วย ซึ่งทำให้กัปตันเรือนางนวลคู่นั้นยินดีเป็นสองเท่า
ชาย 3 คนที่ยังสุขภาพดีปฏิเสธที่จะกลับไปยังเอเคอร์เชล และขอติดตามไปกับเรืออีกาดำของคาร์เตอร์ ดิชค์ ด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะยังมีที่นั่งว่างเหลืออยู่สำหรับสมาชิกใหม่เสมอ ซึ่งทั้ง 3 คนต้องสาบานตนต่อเทพแห่งท้องทะเลว่าจะซื่อสัตย์และไม่ทรยศต่อเรือและพวกพ้อง และวิลลิสจะเป็นคนคอยดูแลพวกเขาให้ทำงานที่เหมาะสมบนเรือต่อไป
คาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือบางคนไปหาซื้อของ ขณะที่ตัวเองหายเข้าไปในหมู่บ้านสองสามชั่วโมง วิลลิสจึงต้องรับหน้าที่รักษาการณ์แทนกัปตันระหว่างนี้
และหลังจากผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างที่ว่าง เลยหามุมสงบๆบนดาดฟ้าเรือนอนกลางวันสักเล็กน้อย
"เจ้าเหมาะจะเป็นโจรสลัดมากกว่าเอลฟ์นะ" ยังไม่ทันที่ผมจะหลับดี วิลลิสก็ปรากฏกายอยู่ข้างๆผม
"ถ้าเจ้าหมายถึงเรื่องขี้โกงล่ะก็ ข้าก็คงไม่แพ้เจ้าเท่าไหร่นักหรอก จริงมั้ย?" ผมยังนอนอยู่แม้จะพูดคุยกับเขาไปด้วย
"นั่นไม่ได้เรียกว่าขี้โกงหรอก สำหรับการต่อสู้ และในสนามรบ เราต่างก็รู้ดีว่า เราจะทำมากกว่านั้นหลายเท่าเลยทีเดียว"
ผมเห็นด้วย ขณะที่หมอนั่นนั่งลงข้างๆผม ดูเหมือนผมจะไม่ได้นอนสบายๆเท่าไหร่แล้วตอนนี้
"หลังจากไปถึงคายล์โฮลต์แล้ว เจ้าคิดจะทำอะไรต่อ? เอลฟ์ดำ" หมอนั่นชวนผมคุย ผิดกับหน้าตาเป็นบ้า
"ไม่รู้สิ" ผมตอบ "ดูแลให้เอมเมอร์ไปถึงดาริอาเนสอย่างปลอดภัยล่ะมั้ง"
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?" หมอนั่นถามมีประเด็น
"ยังไม่รู้สิ เดินทางต่อไปเรื่อยๆล่ะมั้ง" ผมตอบไปตามที่คิด
"ถ้าเจ้าไม่มีที่ไป เรืออีกาดำยังต้องการลูกเรือแบบเจ้านะ เจ้าเอลฟ์"
ผมลุกขึ้นนั่ง พยายามจะยืนยันสิ่งที่หมอนั่นเพิ่งพูดไป
"นี่เจ้าเป็นคนแรกเลยนะที่สู้กับข้าแล้วอยากจะเป็นเพื่อนกับข้าเนี่ย" ไม่ค่อยจะมีใครอยากให้ผมคลุกคลีอยู่ด้วยรอบๆมากนัก ผมเลยไม่ค่อยจะแน่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ยิ่งกัปตันของเขาเองยิ่งหนัก หมอนั่นไม่มีท่าทีเป็นมิตรกับผมเหมือนที่มีให้ซีราเอลแม้แต่น้อย "กัปตันของเจ้าคงมีความเห็นเรื่องนี้ต่างออกไปมากทีเดียว"
"ข้าไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเจ้า ข้าแค่คิดว่าเจ้ามีความสามารถ และเรือลำนี้ต้องการคนมีความสามารถ ส่วนเรื่องกัปตัน เขาไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าอยู่แล้ว"
"ส่วนเจ้าไว้ใจคนแปลกหน้าได้ง่ายๆงั้นสิ"
"เจ้าคือคนที่เอาชนะข้าได้และไม่ฆ่าข้า นั่นห่างไกลกับคำว่าแปลกหน้าสำหรับข้าเยอะ"
นั่นก็จริง ใครก็ตามที่ต่อสู้แล้วโดนโกงตั้งแต่ดาบแรก คงไม่มีความอดกลั้นมากพอที่จะไม่ฆ่าศัตรูเมื่อได้เปรียบเท่าไหร่
"นั่นมันการประลอง ไม่ใช่สงคราม และข้ายังอยากจะอยู่บนเรือลำนี้ต่อไปอีกหน่อยตะหาก" ผมลุกขึ้นยืน คงต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำดีกว่านั่งผูกมิตรกับเจ้ากล้ามโตนี่
"ข้ารู้ เอลฟ์ดำ เจ้ามันชอบฉายเดี่ยว แต่ถ้าจะมีที่ที่เจ้าจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลใจล่ะก็ บนเรือนี่น่าจะเป็นหนึ่งในนั้นนะ ข้าว่า" หมอนั่นพูดจบก็ลุกออกไปสั่งงานลูกน้องที่กำลังขนของอยู่ ทิ้งผมให้ยืนเคว้งคว้างเหมือนคนโดนปล่อยเกาะอยู่บนเรือลำใหญ่นี่คนเดียว ซึ่งผมเพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้ว่า ชื่อ "วิลลี่ดำ" ที่คาร์เตอร์เอามาหลอกผมตอนที่เราเจอกันครั้งแรกนั้น น่าจะหมายถึงชื่อเล่นสักชื่อของวิลลิสเสียมากกว่า ไม่น่าจะเดายากขนาดนั้นถ้าได้มาเจอหมอนี่แต่แรก
ผมเลยนั่งลงและทำท่าจะหลับอีกครั้ง แต่แขกคนที่สองก็มาหา
"เจ้านี่มีเรื่องน่าแปลกใจใหม่ๆอยู่เสมอเลยนะ" เสียงหวานใสของซีราเอลดังมาพร้อมกับฝีเท้าของเธอที่มาหยุดอยู่ใกล้ๆผม
"ข้าว่าไม่น่ามีอะไรน่าแปลกไปกว่าสีผมของข้าแล้วนะ"
"นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าจะให้ความสนใจไปที่ไหน" เธอนั่งลงที่ตำแหน่งเดียวกับที่วิลลิสนั่งก่อนหน้านี้ "เอลฟ์ส่วนใหญ่นั้นใช้ได้แต่เวทย์ลม น้ำ และมีบ้างที่เป็นดินกับต้นไม้ แต่ดูเหมือนเจ้าจะใช้เวทย์มนต์ได้เกือบจะทุกแขนงเลยด้วยซ้ำ ข้าพลาดอะไรไปหรือเปล่า?"
"นอกจากเวทย์มนต์แล้ว เอลฟ์ส่วนใหญ่ยังจองหอง ขี้โม้ และเย่อหยิ่งอีกด้วย ถ้าเจ้าไม่ลืมนะ" พูดตามตรง ผมไม่ได้มีความต้องการจะยั่วโมโหเธอหรอกนะ ผมแค่ต้องการจะดูอาการของเธอเกี่ยวกับคำพูดดูถูกพวกนั้นมากกว่า ยิ่งถ้ามันถูกเอลฟ์ต้องสาปอย่างผมพูดออกมาด้วยแล้วล่ะก็ ท่าทีของเธอจะเป็นยังไงล่ะ?
ซีราเอลเงียบไป 2-3 วินาที ก่อนจะพูดต่อ "นั่นข้าไม่ปฏิเสธ พวกเราคือเผ่าพันธุ์ที่อยู่มานานที่สุดในโลกใบนี้ การจะมองว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมันน่ารังเกียจและต้อยต่ำกว่า เป็นเรื่องปกติที่เผ่าพันธุ์ที่มาก่อนอย่างเราจะเข้าใจได้ไม่ยาก"
"ซึ่งดูเหมือนเราทั้งคู่จะไม่ได้เห็นตรงกันในเรื่องนั้น"
"ข้ายอมรับว่าข้าเองก็ไม่คิดว่าเจ้าจะคู่ควรกับเชื้อชาติของเราในตอนแรก แต่หากลองคิดถึงสิ่งที่เจ้าได้เจอมาตลอดหลายปีนี้ หากเป็นข้า ก็คงทำอะไรไม่ต่างกับเจ้ามากนัก"
"เดินทางคนเดียวอย่างนั้นเหรอ? เจ้าเนี่ยนะ?" ผมเผลอพูดสิ่งที่คิดออกไปเร็วไปหน่อย
ซีราเอลดูจะหงุดหงิดมากขึ้น "ถ้าเจ้าไม่พอใจที่ข้ามาคุยด้วย ข้าก็ขออภัยในข้อนั้น" เธอลุกขึ้นยืน "แต่ข้าหมายถึงเอมเมอร์...มากกว่าเรื่องอื่น"
เธอเรียกชื่อเล่นของเอมเมอร์เหมือนผม ซึ่งตัวเอมเมอร์เองน่าจะเป็นคนขอร้องให้เธอเรียกเองเหมือนกับผมนั่นล่ะ
"ข้าขอโทษที ไม่ได้มีเจตนาจะว่าเจ้า" ผมลุกขึ้นนั่ง "เจ้าคิดยังไงกับเอมเมอร์ล่ะ ซีราเอล"
เธอเย็นลงและนั่งลงชันเข่าใกล้ๆผม "ข้าเป็นห่วงเธอ หลังจากที่ได้คลุกคลีและพูดคุยกับเธอมากขึ้นตั้งแต่ออกเรือมา ทำให้ข้าได้รับรู้ว่า เธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตอันน่าสงสาร และต้องต่อสู้พร้อมๆกับเดินทางไปยังประเทศที่ไม่รู้จัก เพื่อแต่งงานกับชายที่ไม่เคยเห็นหน้า เพียงเพื่อความต้องการของบิดาและอาณาจักร ซึ่งนั่นดูจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดหากเป็นข้า แต่เธอก็ยังยิ้มออกมาได้และทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นั่นยิ่งทำให้ข้าเจ็บปวดทุกครั้งที่มองใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ"
ตอนนี้หน้าตาเธอดูเศร้าจริงๆ การที่ซีราเอลต้องกลายเป็นเอลฟ์ตัวคนเดียวทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอมีลูกน้องติดตามมากมาย น่าจะทำให้เธอได้เติบโตขึ้น มากพอๆกับที่ได้เข้าใจความโดดเดี่ยวที่เอมเมอร์ได้รับมาตลอดชีวิต ผมเพิ่งจะมองเห็นว่าจริงๆแล้ว เอลฟ์บางคนก็สามารถเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองได้ หากละวางทิฐิลงได้มากพอ
"ทำไมเจ้าต้องยึดติดกับคำสั่งที่เจ้าได้รับมามากขนาดนั้นด้วยล่ะ?" ผมถาม "เจ้าส่งเอมเมอร์ขึ้นเรือได้แล้ว ทำไมเจ้าไปกลับไปกับพวกยูเรลไปเลยล่ะ เดินทางอีกไม่กี่วันก็อาจจะถึงป่าของเจ้าเร็วกว่าที่คิดก็ได้"
"เจ้าไม่เข้าใจหรอก" เธอตอบ สีหน้าดูเรียบเฉยแต่ก็ครุ่นคิดถึงความหลังบางอย่างไปด้วย "ข้าเป็นลูกสาวคนสุดท้องของราชาเอลฟ์ บิดาข้าที่ครองราชย์มานานกว่า 400 ปี ที่นั่นไม่มีที่ทางเหลือมากพอให้กับรัชทายาท 4 คนหรอก"
ผมพอจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก "แล้วหลังจากเจ้าส่งเอมเมอร์ไปยังดาริอาเนสแล้วล่ะ เจ้าจะเอายังไงต่อ?"
เธอเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบออกมาได้ "นั่น... ข้ายังไม่แน่ใจนัก"
เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง เพราะคำตอบของเธอก็คล้ายๆของผม คือ ผมเองก็ยังไม่รู้อะไรเท่าไหร่ รู้แค่ว่า การได้ออกเดินทางไปยังอีกทวีปหนึ่ง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในตอนนี้ ผมนอนหงายมองท้องฟ้ายามเย็นกับอากาศสดชื่น ทำท่าว่าจะหลับตาลงได้ไม่ยากนัก
"แล้วเจ้าล่ะ เทลอน เจ้าจะทำอะไรต่อ หลังจากไปส่งเอมเมอร์แล้ว?" เธอปลุกผมขึ้นจากภวังค์อีกครั้ง
"คนแถวนี้ชอบถามอะไรเหมือนกันหรือไงนะ" ผมรำพึงกับตัวเองเบาๆ "ไม่รู้สิ เดินทางต่อไปมั้ง ข้าไม่เคยมีบ้านให้กลับอยู่แล้วนี่นา" ผมตอบไปอย่างที่คิด และนั่นคือประโยคสุดท้ายในบทสนทนาของเรา
ค่ำวันนั้นเรากินอาหารเย็นกันบนเรืออีกาดำ เป็นมื้ออาหารที่ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะคาร์เตอร์ได้แลกเปลี่ยนซื้อหาอาหารที่มากพอจะเดินทางไกลของเรามาและยังมีส่วนต่างของรายได้ที่เหลือเฟือจากเรือยักษ์แดงอยู่อีกมาก พวกเราจึงได้จัดปาร์ตี้ย่อมๆกันบนเรืออย่างครื้นเครง
แม้อย่างนั้น ผมก็ยังไม่คิดจะร่วมวงสรวลเสเฮฮาไปกับลูกเรือส่วนใหญ่ แม้ลูกเรือบางคนจะแสดงออกว่าชอบขี้หน้าผมมากขึ้นจากการที่ผมเอาชนะวิลลิสได้ในการประลองแบบยุติธรรม(?) แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขามากเท่าไหร่อยู่ดี
ผมขึ้นไปรับลมที่ด้านบนเสากระโดงเรืออีกครั้ง เรือไม่ได้กำลังแล่นอยู่ จึงไม่มียามเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ข้างบนนี่ในคืนนี้ ผมเอนหลังพิงเสากระโดงเรือ มองดูดวงดาวเต็มท้องฟ้า พลางเงี่ยหูฟังการสนทนาเบื้องล่างแก้เบื่อ
ทุกคนพูดคุยกันสนุกสนานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เอมเมอร์ได้เล่าให้ทุกคนฟังถึงเมืองกว่า 10 เมืองที่เธอเคยได้เดินทางไปถึง และแทบจะไม่มีเลยสักคนบนเรือที่เคยไปเมืองใหญ่ๆได้สักครึ่งหนึ่งของที่เธอเคยไปมาก่อน
วิลลิสนั่งเงียบๆ กินอาหารอย่างสงบ ส่วนคาร์เตอร์บอกให้ลูกเรือที่เล่นดนตรีเป็นช่วยเล่นเพลงสนุกสนานร่าเริงให้ทุกคนฟังกันหน่อย ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงได้เป็นอย่างดี
ซีราเอลมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น แม้เธอจะยังไม่ยอมเต้นรำกับใครเหมือนเดิม แต่ก็มีการพูดคุยมากกว่าคืนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ผมหวังว่าสองสาวของเราจะได้มีช่วงเวลาที่ดีมากพอก่อนจะไปเจอกับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้าพวกเราในภายหลัง
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเนิ่นนาน พวกเราทุกคนสนุกสนานเหมือนนี่จะเป็นคืนสุดท้ายก่อนการเดินทางที่จะนำพาพวกเราไปสู่ความยากลำบาก
"เราไม่เคยเดินเรือไปที่คายล์โฮลต์นานเท่าไหร่แล้วนะวิลลิส?" คาร์เตอร์ถามให้เอมเมอร์ได้ยินด้วย
"2 ปีได้ล่ะมั้ง" หมอนั่นตอบ สายตายังจับจ้องอยู่ที่ถังเหล็กสุมไฟตรงกลางวง
"ข้าจำคายล์โฮลต์ไม่ค่อยได้เท่าไหร่นักหรอก หนสุดท้ายที่เราอยู่ที่นั่น ข้าโดนสาวนางนึงที่เพิ่งนอนด้วยตบหน้าและไล่ข้าออกไปจากห้องของเธอ พูดตามตรงว่านอกจากตบหน้าข้าก็โดนตบตีไปอีกหลายครั้ง แต่ต้องยอมรับเลยจริงๆว่าเธอคนนั้นเป็นสาวที่สวยและดึงดูดที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จักเลยทีเดียว"
"ท่านนับแค่ในเมืองนั้นเท่านั้นล่ะสิ" ลูกเรืออีกคนนึงแซวขึ้นมา แล้วทุกคนก็หัวเราะไปพร้อมกัน
หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง ผมลงไปข้างล่าง ปาร์ตี้ยังดำเนินต่อไป ส่วนวิลลิสที่กินอาหารเสร็จแล้วแยกไปนั่งอยู่ท้ายเรือ สอนพวกเด็กใหม่ให้ฟันดาบ และขู่พวกเขาว่า ถ้าอีก 5 วันพวกนั้นยังไม่ได้เรื่องเหมือนวันนี้ล่ะก็ เขาจะโยนพวกนั้นให้ปลาปักเป้าฉลามกิน ซึ่งนั่นทำให้ทั้งสามคนยิ่งซ้อมหนักกว่าเดิมอีกสองเท่า
พอวิลลิสเห็นผมใกล้ๆ เขาก็เดินมาหา
"มีอะไรคืบหน้าเรื่องที่ข้าถามหรือไง เทลอน?" เขาหมายถึงเรื่องการเป็นโจรสลัด
"ไม่หรอก พี่ยักษ์ ข้าแค่มาเดินเล่นน่ะ" ผมตอบ "เราจะออกเรือเมื่อไหร่งั้นหรือ?"
"พรุ่งนี้เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น" เขาตอบ "เราต้องขนของอีกหลายอย่างขึ้นเรือให้มากเท่าที่จะทำได้ การเดินทางหลังจากพรุ่งนี้จะยาวนานและอันตรายพอตัวเลยทีเดียว ถ้าเราไม่เจอกับ หมอกมรณะ หรือ วังราชันย์พิโรธ เราอาจจะไปถึงคายล์โฮลต์ได้ใน 10 หรือ 11 วัน นั่นคือกรณีที่ถ้าเราโชคดีนะ"
ผมคำนวณระยะเวลาที่เอมเมอร์ต้องใช้เดินทางในใจแล้วก็คิดว่ามันจะเพียงพอหรือเปล่า หรือคาร์เตอร์จะรู้เรื่องกรอบเวลาก่อนการแต่งงานของเธอหรือไม่ หรือแม้แต่งานแต่งงานที่ว่านั่น คาร์เตอร์เห็นด้วยหรือเปล่า ซึ่งถ้าเขาเห็นเป็นอื่น เขาก็ไม่ได้แสดงมันออกมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
"ฟังดูจะเป็นเส้นทางที่อันตรายนะ" ผมอยากรู้เรื่องความเสี่ยงนั่นมากขึ้น และหวังว่าวิลลิสจะไม่ได้ขู่
"พวกนั้นเป็นอันตรายที่ข้าบอกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ หมอกนั่นมีชีวิต และวังก้นหอยก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆในเส้นทางนี้ แต่ความเสี่ยงก็ไม่ใช่ศูนย์"
"แล้วเรื่อพายุล่ะ?"
"อาจจะมีบ้าง แต่ไม่น่ากังวลมากนัก ทะเลแถบนี้ไม่มีพายุเฮอริเคนที่จมเรือได้มาหลายปีแล้ว"
ผมคิดถึงสัตว์ประหลาด ปลาไหลยักษ์ หรืออะไรที่คล้ายๆกับ มารินัส ดาครูนัม
"แล้วอันตรายจากสัตว์ทะเลหรือมอนสเตอร์ล่ะ?" ผมถาม
วิลลิสหัวเราเบาๆ "เจ้าหมายถึงสัตว์ประหลาดแบบไหนล่ะ ในทะเลน่ะ ยิ่งไกลออกไปก็ยิ่งมีตัวประหลาดเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าก็ตัวหนึ่งล่ะ ถ้านั่นคือคำถามล่ะก็นะ" เขาหัวเราะดังขึ้นอีกหน่อย ก่อนจะรู้ว่าผมไม่ได้ขำไปกับตลกนั้นด้วยเท่าไหร่นัก
"ระหว่างทางจากที่นี่ไปยังคายล์โฮลต์น่ะ ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้หรอกว่าจะมีสัตว์ประหลาดแบบไหนโผล่มาบ้าง ถ้าโชคดี เราจะไม่เจออะไรมากกว่าเต่าทะเลยักษ์ ส่วนถ้าโชคร้าย... เจ้าเองก็เคยเจอมันมาแล้วนี่นา นั่นน่ะ อันดับต้นๆของคำว่าโชคร้ายเลยล่ะ"
"มารินัส... ปลาไหลยักษ์นั่นน่ะ เจ้าเคยเห็นมันในทะเลแถบนี้มาก่อนหรือเปล่า?"
"เราเคยเห็นปลาไหลยักษ์แบบนั้น แต่มันไม่เคยมาอยู่ในทะเลแถบนี้เลย เท่าที่ข้ารู้ และข้าไม่เคยเห็นพวกมันอยู่ใกล้ๆกันถึง 2 ตัวแบบนั้น โชคดีที่อีกาดำมีหอกยักษ์ เจ้าเลยยังมีชีวิตอยู่ได้นานพอจะมาคุยกับข้าวันนี้"
ผมนึกไปถึงเรื่องสัตว์ประหลาดก่อนหน้านี้ ทั้งวอร์กริมส์ และพวกผีดิบ ถ้านับรวมกับเจ้าสัตว์ทะเลยักษ์ที่พลัดถิ่นมาโจมตีเราด้วยนี่ล่ะก็ ใครก็ตามที่บงการเรื่องนี้อยู่ ต้องมีพลังหรืออำนาจมากมายพอตัวเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ ผมเองคงต้องหาคำตอบเอาทีหลัง
"แล้วหลังจากพรุ่งนี้ พวกเราจะมุ่งเรือไปที่ไหนล่ะ?"
"แน่นอนว่าต้องเป็น ซัมเมอร์เดน เกาะที่ร้อนที่สุดของ West-End" วิลลิสเงียบไปสักพัก ก่อนจะรู้ว่าผมรอฟังคำอธิบายเพิ่มอยู่ เขาจึงพูดต่อ
"เกาะนั่นเป็นเกาะที่ตั้งอยู่หน้าช่องแคบสโตนเอดจ์ ระยะห่างจากช่องแคบประมาณ 3 วัน ใครก็ตามที่ต้องการเดินเรือผ่านไปยังที่นั่น ต้องเข้าสู่น่านน้ำของซัมเมอร์เดน ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม"
"แล้วมันจะมีปัญหากับเรือโจรสลัดหรือเปล่า?"
"นั่นขึ้นอยู่กับว่า เจ้าเป็นโจรสลัดจำพวกไหน" วิลลิสหันไปสั่งให้พวกเด็กใหม่ 3 คนนั้นฝึกต่อไปอย่างเคร่งครัด ก่อนจะกลับมาเล่าต่อ "ที่นั่นเป็นเหมือนเกาะสันโดดที่มีกองกำลังทางน้ำที่น่าเกรงขามไม่ใช่น้อย ใครก็ตามที่คิดจะเล็ดรอดผ่านเข้าไปที่นั่นโดยไม่ให้ใครเห็น ต้องบินข้ามไปหรือไม่ก็ดำน้ำเท่านั้น"
"ทำไมถึงมีใครอยากเล็ดรอดผ่านเข้าไปล่ะ?"
"ก็เพราะที่นั่นมันเป็นสถานที่สำหรับพวกเผด็จการอย่างร้ายแรงยังไงล่ะ เกาะซัมเมอร์เดนนั้นปกครองโดยลอร์ดที่ชื่อ คอร์เทส บาร์นาส มาได้สัก 40 ปีแล้วล่ะมั้ง หมอนั่นเคยเป็นโจรสลัดมาก่อน และได้ขึ้นปกครองเพราะโค่นล้มลอร์ดคนเก่าลงได้จากการเผด็จการที่ไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ คอร์เทส นั้น ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและบ้ำอำนาจ มากพอๆกับความเฉลียวฉลาดที่เกินกว่านายเรือคนไหนจะเทียบเท่า เขาเลยสามารถปกครองทั้งเกาะและน่านน้ำแถบนั้นให้อยู่ในระบบระเบียบได้อย่างยาวนาน รวมไปถึงการเลี้ยงดูบริวารที่ซื่อสัตย์ของเขาได้อย่างเหมาะสมพอกัน ด้วยกฏเอกเทศที่คล้ายกับกฏของโจรสลัดมากกว่าของทหาร"
"แล้วคนที่ไม่ซื่อสัตย์ล่ะ?" ผมถาม
"ไม่ต่างจากศัตรูหรือพวกเล็ดลอดเข้าเมือง คอร์เทสลงโทษทุกคนด้วยอาญาเดียวกันหมดคือความตายเท่านั้น ส่วนจะเลือกให้เป็นแบบทรมานมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกน้องของเขาเป็นหลัก"
"แล้วทำไมอีกาดำถึงจะผ่านเกาะนั้นไปได้อย่างปลอดภัยล่ะ?"
"เรามีส่วยและเครื่องบรรณาการมากพอเสมอเมื่อต้องการจะเดินทางผ่านไปยังที่แห่งนั้น และกัปตันของเราก็มีเส้นสายมากพอทีเดียว สำหรับการทำให้ใครสักคนเชื่อว่า เรืออีกาดำ จะเป็นมิตรมากกว่าศัตรู"
งั้นก็แปลว่า คาร์เตอร์ ดิชค์ เอง อาจจะพลาดท่าที่เกาะแห่งนั้นได้เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดเรื่องส่วยของ คอร์เทส นั้นเปลี่ยนไปสินะ
"แต่เป็นข้าจะไม่ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่หรอกนะ เอลฟ์ดำเอ๋ย" วิลลิสแสยะยิ้มน่ากลัวมาให้ผม
"เจ้าอาจจะไปไม่ถึงซัมเมอร์เดนได้เลยด้วยซ้ำ ถ้าโชคร้ายไปเจอกับไซเรนแห่งสายหมอก หรือพวกเงือกพิฆาตที่หากินอยู่ในทะเลน้ำลึกข้างหน้านั่นได้"
"เจ้านี่ ช่างเป็นชายที่สร้างขวัญและกำลังใจได้ดีอย่างเหลือเชื่อจริงๆ วิลลี่ดำ" ผมหันหลังและเดินจากไป
"เจ้าไปรู้จักชื่อนั่นมาจากไหนน่ะ เทลอน?" เขาตกใจที่ผมรู้ชื่อเล่นของเขา
"มันแว่วมาตามลมน่ะ บางทีกัปตันของเจ้าอาจจะชอบชื่อเล่นของเจ้ามากกว่าชื่อจริงนะ"
"เขาสัญญาแล้วว่าจะไม่เรียกข้าด้วยชื่อนั้น"
"ซึ่งเขาก็ไม่ได้เรียกเจ้านี่นา" ผมพูดก่อนเดินจากไปหาที่นอนในค่ำคืนที่กำลังมาถึง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น