อย่างที่ผมเคยบอกไป ความสามารถหลายอย่างที่ผมเรียกว่า "สกิล" นั้น ผมได้รับมาจากการต่อสู้กับมอนสเตอร์ เอาชนะมัน และบางครั้งก็กินมันเข้าไป
ซึ่งความสามารถเจ๋งๆหลายอย่างที่ผมมี ก็เกิดจากการทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆกันนั่นแหละ
การฆ่ามันหรือได้เห็นพวกมันใช้สกิล อาจทำให้ผมจดจำและเรียนรู้ความสามารถเหล่านั้นและลอกเลียนมาเป็นของตัวเองได้
แต่การกินจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างพวกพิษที่ผมใช้ได้มากมายหลากหลายมากพวกนั้น ผมก็ได้จากการกำจัดและการกินสัตว์หรือแมลงในป่านั่นแหละ ถ้าคุณรู้จักวิธีปรุงและทำให้มันอร่อยล่ะก็ มอนสเตอร์แทบทุกชนิดก็เป็นอาหารที่รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว
ผมกินเนื้อของ มารินัส ดาครูนัม ไปได้ 3 คำ ผมก็รับรู้ได้เลยว่าผมได้รับสกิลบางอย่างเพิ่มเข้ามา
มันก็บอกได้ยากว่า ผมรู้ได้ยังไงว่าผมได้รับแล้ว หรือได้รับสกิลอะไรมา แค่ผม "รับรู้" ของผมคนเดียว
มอนสเตอร์ยักษ์ตัวนี้ทำให้ผมได้รับความสามารถอย่าง "ข่มขวัญ" "คลื่นโซน่าร์" "เกล็ดเพชร" และ "Bone Crusher"
ผมสนใจสองอย่างหลังเป็นพิเศษ "เกล็ดเพชร" น่าจะช่วยให้ผมมีผิวหนังที่แข็งแกร่งขึ้น
ส่วน "Bone Crusher" นั้น น่าจะเป็นความสามารถในการบดขยี้เป้าหมายด้วยเขี้ยว แต่สำหรับผม ผมน่าจะประยุกต์ใช้มันกับการโจมตีแบบอื่นๆได้ ซึ่งผมคงต้องหาโอกาสทดลองมันอีกที
แม้จะได้รับความสามารถหลายอย่างมาจากเจ้านี่
แต่ความสามารถส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ "ระดับสุดยอด" ผมแค่ฆ่ามันตัวเดียวและกินมันเข้าไป ผมจำเป็นต้องฝึกความสามารถพวกนี้เพื่อเพิ่ม "ระดับ" ของมันให้สูงขึ้นด้วย
อธิบายอย่างนี้ละกัน
ทุกๆความสามารถ สกิล หรือเวทย์มนต์ ถ้ายิ่งเราฝึกฝนมันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งใช้มันได้มากขึ้น รุนแรงขึ้น รวดเร็วขึ้น เหมือนจอมเวทย์สักคนที่ถนัดเวทย์ไฟ ถ้าพวกเขาฝึกฝนมันบ่อยๆ ใช้มันบ่อยๆ เขาก็จะเก่งขึ้นในการใช้เวทย์ไฟพวกนั้น ส่วนเวทย์สายอื่นๆอย่างน้ำแข็ง หรือลม ก็อาจจะได้รับอานิสงส์บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับเวทย์ไฟ
อีกตัวอย่างนึงที่เห็นได้ชัดคือพวกเอลฟ์ พวกเขาอยู่ในป่า กับธรรมชาติ และต้นไม้ เวทย์ที่พวกเขาถนัดที่สุดคือ เวทย์ลม รองลงมีคือ เวทย์น้ำ ดิน และต้นไม้ ตามลำดับ ส่วนเวทย์ไฟนั้นไม่ค่อยจะได้รับความนิยมกันมากนัก เพราะเอลฟ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไฟ คือศัตรูของต้นไม้ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและบ้านของพวกเขา การที่ผมใช้เวทย์ไฟระดับสูงได้ จึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างผิดปกติสำหรับเอลฟ์ทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด
ผมกินเนื้อปลาไหลนี่อีกหลายคำ จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าความสามารถที่ได้รับจะไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ จึงหยุด และเดินออกจากห้อง ขบคิดปัญหาคาใจที่เกี่ยวกับคาร์เตอร์ ดิชค์ ก่อนหน้า ว่าทำไมผมจึงไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา
ทางเดียวที่ใครสักคนจะไร้ซุ่มเสียงในการเดินจริงๆ เขาก็ต้องเป็นวิญญาณนั่นแหละ แต่คาร์เตอร์ไม่ใช่ ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด ผมเคยได้ยินเรื่องรองเท้าบู๊ทของจอมโจร รองเท้าเวทย์มนต์ที่ถูก Craft ขึ้นเพื่อให้พวกโจรทำงานได้ดีขึ้น ลดเสียงการเดิน และเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว แต่มันก็ไม่มีทางลดเสียงลงได้จนเป็นกลายเป็นศูนย์ ไม่มีทางแน่
คิดเท่าไหร่ก็ยังคิดไม่ออก ทางเดียวที่เป็นไปได้คือ หมอนั่นมีไอเท็มหรือความสามารถบางอย่างที่ผมยังไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะเขาได้เดินทางไปทั่วโลก และคงยังมีอาวุธหรือไอเท็มอีกมากมายที่เขาน่าจะรู้จักหรือเคยเห็นมากกว่าผม
เยี่ยม บางทีผมอาจจะต้องเกาะติดหมอนี่ไปเรื่อยๆต่อ หลังจากที่จบเรื่องเอมเมอร์ไปแล้ว ถ้าผมกับเขาจะไม่บาดหมางกันมากจนเกินไปเสียก่อนนะ
ก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า หมอนั่นกวนประสาทเป็นบ้า
ผมไม่โทษเขาหรอก เพราะเรื่องกวนประสาทคน ผมเองก็ไม่ใช่น้อยๆเหมือนกัน
ที่ดาดฟ้าเรือด้านบน งานเลี้ยงยังคงมีต่อไป แต่ก็เบาเสียงลงไปพอสมควร ส่วนมากเป็นการนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันมากกว่า ลูกเรือ 2-3 คนกำลังเล่าเรื่องทะเลในทวีปอื่นๆให้เอมเมอร์ที่ตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างใจจอใจจ่อด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ โดยมีคาร์เตอร์นั่งอยู่ข้างๆ
ส่วนซีราเอลยังคงปฏิเสธหนุ่มคนสุดท้ายที่ขอเต้นรำ ขณะที่แกรมส์นั้นหายไปจากหัวเรือแล้ว หมอนั่นคงจะไปนอนหลับที่ไหนสักที่ในเรือ
วิลลิสนั่งลับดาบของเขาอยู่ที่ส่วนท้ายของเรือ ผมเดินไปหาหมอนั่นเพราะคิดว่าน่าจะรับมือได้ง่ายกว่ากัปตันของเขา
"ได้ข่าวว่าเจ้าน่ะเหี้ยมโหดพอๆกับคาร์เตอร์เลยทีเดียว?" ผมเปิดประเด็น "ทำไมไม่แล่นเรือของตัวเองล่ะ วิลลิส?"
วิลลิส เครแกน ชายผิวสีดำแดงหน้าตาน่ากลัวเป็นอันดับต้นๆในเอเคอร์เชลหันมามองผมด้วยสายตาที่เหี้ยมเกรียมและไม่เป็นมิตรที่สุดที่จะทำได้ ซึ่งไม่ค่อยจะมีผลกับผมเท่าไหร่นัก
"เจ้าน่าจะหาคนอื่นคุยเล่นด้วยนะ เอลฟ์ดำ" เขาหันกลับไปลับดาบตัวเองต่อ
"ตรงนั้นมันเสียงดังเกินไปน่ะ ข้าแค่อยากหาคนที่รสนิยมใกล้ๆเคียงกันแถวนี้มากกว่า ถ้าเจ้าจะไม่รังเกียจ"
วิลลิสเงียบไปสักครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา
"ข้าเคยอยู่ในเรือมาหลายลำทีเดียว ก่อนมาเจอคาร์เตอร์ หมอนั่นแตกต่างออกไปจากโจรสลัดส่วนใหญ่ ข้าไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ในตัวเขาจากนักเดินเรือคนใดในทะเล ตลอด 20 กว่าปีในชีวิตข้า บางอย่างที่ลึกลับ อันตราย และมีอำนาจ ข้าก็เพิ่งได้รู้เช่นกันว่าเขาเกี่ยวข้องกับเชื้อตระกูลของพวกอาณาจักร แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า เขาเป็นของทะเลมากกว่าแผ่นดินใดๆ"
"ดูท่าเจ้าจะเคารพเขามากทีเดียว"
"ถ้าพวกเจ้าเรียกมันว่า เคารพ ข้าก็ไม่ขัดข้อง" วิลลิสตอบ "แล้วเจ้าล่ะ เอลฟ์ดำ เจ้ามาอยู่กลางทะเลนี่ได้ยังไง ข้าได้ยินว่าเอลฟ์นั้นเกลียดน้ำเค็มพอๆกับไฟเลยทีเดียว"
สำหรับเอลฟ์ทั่วไปน่ะใช่ ผมอยากจะบอกอย่างนั้น "บางที่บนบกหรือในป่ามันก็น่าเบื่อน่ะ"
"คาร์เตอร์ให้น้ำหนักกับความลึกลับของเจ้ามากพอสมควรเลยทีเดียว ถ้าข้าดูไม่ผิด ข้าไม่เคยเห็นเขาระวังใครเท่าเจ้ามาก่อน เอลฟ์สีดำเอ๋ย แต่อย่าให้คำพูดนี้ทำให้เจ้ากล้าหาญไปต่อกรกับเขาเชียวล่ะ เจ้ามีอาวุธของเจ้า เขาก็มีอาวุธของเขา และเจ้าน่าจะไม่อยากเห็นพวกมันเท่าไหร่หรอก ข้าแนะนำ"
"ข้าจะเก็บไว้เป็นข้อคิดเตือนใจนะ พ่อสุดหล่อ"
"อีกอย่างนะ เอลฟ์ดำ" วิลลิสตวัดปลายดาบของเขามาที่คอของผมทันที
"คาร์เตอร์ไม่ใช่คนเดียวบนเรือนี้ที่เจ้าไม่ควรไปกวนใจด้วย"
ผมไม่ได้กลัวปลายมีดของเขาเท่าไหร่ แต่จิตสังหารของวิลลิสก็น่าเกรงขามมากทีเดียวสำหรับมนุษย์คนหนึ่งที่อายุไม่ถึงครึ่งของผม "ถ้าข้าทำให้เจ้าหัวเสีย ก็ได้โปรดรับการขออภัยจากข้าด้วย รองกัปตัน"
"เจ้าเห็นนี่มั้ย" เขาชี้ไปที่แผลยาวที่แก้มซ้าย "ฝีมือของคาร์เตอร์นั่นแหละ ข้าประลองกับเขา และนี่คือผลที่ข้าได้รับ ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้ามีดีที่ฝีมือดาบ วันหนึ่งเราอาจได้เห็นกัน แต่อย่าได้คิดทีเดียว ว่ามันจะช่วยเจ้าให้พ้นจากการห้าวหาญที่จะไปต่อกรกับคาร์เตอร์ ดิชค์ ชื่อเสียงของหมอนั่นไม่ได้เกิดมาจากคำพูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย"
"ขอบใจที่เตือน วิลลิส" ผมถอยออกมา เอาชนะเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำตัวเองให้กลมกลืนและไม่สะดุดตาไว้ก่อนน่าจะเป็นการดีที่สุดบนเรือลำนี้
คืนนั้นเป็นคืนที่ดีที่สุดในการเดินทางของเรา ลมเย็นๆพัดผ่านดาดฟ้าเรือ ลูกเรือคนนึงเป่าขลุ่ยบางชนิด สร้างดนตรีที่กลายเป็นเพลงกล่อมนอนชั้นเยี่ยม
เอมเมอร์กับซีราเอลนอนในห้องพักแขกที่อยู่ถัดจากห้องกัปตัน แม้คาร์เตอร์จะอยากให้เอมเมอร์นอนด้วยกันกับเขา แต่เอมเมอร์กลับสะดวกใจที่จะนอนกับซีราเอลมากกว่า
แกรมส์ไปนอนกับลูกเรือท่านหญิงรอนด้าที่ชั้นล่างสุด ส่วนผมยึดยอดเสากระโดงเรือที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเอาไว้ บนนี้อาจจะโคลงเคลงไปหน่อย แต่อากาศและสายลมนั้นดีมากๆเลยทีเดียว นานแล้วที่ผมไม่ได้นอนกับคนหมู่มากแบบนี้ ยิ่งเปิดเผยตัวตนว่าผมเป็นเอลฟ์ผมสีดำด้วย นี่คือครั้งแรกเลยทีเดียว อีกไม่นาน อาจมีใครบางคนพูดถึงเอลฟ์ต้องสาป และผมหวังว่า ข่าวลือนั้นจะมีคนพูดกันอยู่แค่ 20 หรือ 30 ปีก็พอ
เช้าวันที่สองของการเดินเรือ คาร์เตอร์บอกพวกเราว่าเราเดินทางได้เร็วกว่าที่คิด เพราะคลื่นลมเป็นใจ ทั้งยังมีแรงฝีพายที่ได้มาโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้เราถึง เกาะใบพัดก่อนตะวันตกดิน
อาหารเช้าคือซุปปลาค้อดร้อนๆ กับแอปเปิ้ล และเนื้อหมูย่างคนละชิ้นใหญ่ๆ เสบียงของอากอร์ช่วยเราได้มากทีเดียวสำหรับการเดินทางนี้
เอมเมอร์นั่งดูพวกลูกเรือบางคนเล่นไพ่หรือหมากกระดานบางชนิดอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะขอพวกนั้นเล่นด้วย โดยมีซีราเอลนั่งดูอยู่ข้างๆ ตอนนี้ เอลฟ์สาวคนนั้นก็ดูเหมือนเด็กหญิงไร้เดียงสาแทบจะไม่ต่างอะไรกับเอมเมอร์เลยแม้แต่น้อย
พวกลูกเรือที่เหลือช่วยกันทำงานเล็กน้อยๆบางอย่างบนดาดฟ้าเรือ รวมไปถึงแกรมส์ที่ดูจะตั้งใจทำงานเป็นอย่างดีทีเดียว
"ดูเจ้าจะชอบทำงานหนักอยู่เสมอเลยนะ" ผมถามเขาตอนที่เดินไปใกล้ๆ แกรมส์ที่กำลังม้วนเชือกเป็นขดๆถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามีแขกมาถึง
"มันทำให้ข้าไม่ต้องเสียเวลาไปคิดเรื่องไร้สาระ" แกรมส์ทำงานต่อโดยไม่หยุดพัก "แล้วเจ้าล่ะ เทลอน งานของเจ้าคืออะไร?"
หมอนี่ถามมีประเด็น
งาน ของผมงั้นเหรอ? ผมไม่เคยถามตัวเองแบบนั้นมาก่อนเลยแฮะ ผมอาจจะเคยรับจ้างฆ่าคน หรือขโมยของมีค่า อะไรก็แล้วแต่ นั่นก็เพื่อแลกกับเงินหรือบางทีก็แค่ทำให้ผมไม่ว่างพอจะทำตัวไร้สาระ แต่ถ้าลองมานั่งนึกดูดีๆแล้ว ผมไม่เคยมี งาน ที่ต้องทำจริงๆเลยสักอย่าง
"ไม่รู้สิ... พาเอมเมอร...รัลเน่ ไปส่งยังดาริอาเนส ล่ะมั้ง" ผมเท้าแขนที่ราวไม้ มองไปยังทะเลและขอบฟ้าที่ไร้จุดจบ
"อยู่ที่กลางทะเลนี่เจ้าไม่ต้องทำเป็นนอบน้อมเรียกชื่อเต็มหรอก เรารู้กันดีว่าเจ้าไม่เคยจะเรียกแบบนั้นอยู่แล้ว และข้าเองก็ไม่ได้เป็นคนของอาณาจักรอีกต่อไปแล้ว มากพอๆกับเจ้าและซีราเอลนั่นแหละ"
หมอนี่ปรับตัวได้เร็วดีแฮะ
"ดูเจ้าจะเบื่อกับชีวิตในรั้วปราสาทนะ"
"ก็พอสมควรทีเดียว" แกรมส์เริ่มม้วนเชือกขดต่อไป "ข้าโตมาในปราสาท โชคดีได้เป็นอัศวินฝึกหัดของลอร์ดประมงคนนึง เขาพาข้าออกทะเล แต่ข้ากลับชอบดาบและม้ามากกว่า เราเลยเข้ากันได้ไม่ค่อยดีนัก โชคไม่เข้าข้างเขาเท่าไหร่ เขาตายเพราะพายุกลางทะเล แต่ข้าดันรอด และได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินในปีต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ข้าได้ใช้ดาบและม้าเพื่อทำศึกบนดิน มากกว่าทะเล แต่นั่นกลับไม่ใช่ที่ของข้า เอเคอร์เชลนั้นคือเมืองแห่งเรือ ท่าน้ำ และโจรสลัด จะมีประโยชน์อะไรกับอัศวินหน้าโง่ที่ล่องเรือไม่เก่งเท่าขี่ม้า...
ข้าพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ก็ไร้ค่าเมื่อเทียบกับที่ปรึกษาที่เอาแต่หาความชอบใส่ตัวและไม่เห็นหัวอัศวินที่ล่องเรือได้ไม่เก่งเท่าไหร่ และอาจเพราะข้าพูดจาตรงเกินไป ศัตรูของข้าในนั้นก็เลยเยอะเกินกว่าที่จะนอนหลับได้สนิท ข้าไม่แปลกใจเลยที่ได้เป็นกัปตันเรือและทำหน้าที่ซึ่งยิ่งใหญ่เกินตัวของข้า หากนั่นจะแฝงไว้ด้วยแผนร้ายของการลอบสังหาร"
"แล้วลอร์ดเจ้าเมืองล่ะ เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้เหรอ?" ผมถาม
"อาจจะรู้ หรืออาจจะไม่ ข้าไม่มีทางรู้ได้ ลอร์ดเฮอร์เชลลัสเห็นข้าเป็นนักดาบแปลกหน้าที่ไม่ได้มีความหมายใดๆมากพอจะให้จดจำเท่าไหร่นัก เขาถูกพวกที่ปรึกษาเป่าหูมามากและนานเกินไป ข้าไม่ต้องเรียนหนังสือมากมายเท่าไหร่ ก็พอจะรู้ได้ว่า อีกไม่นาน เขาก็น่าจะถูกใครสักคนแทงข้างหลังและแย่งเก้าอี้ไปจนได้นั่นแหละ...
"และหากข้ารอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นก่อน ข้าเองอาจไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นในวันเดียวกันนี้ของปีหน้าด้วยซ้ำ ข้าไม่ได้ดูถูกใครนะ แต่นั่นคือสิ่งที่มันเป็น อีกไม่นาน โจรสลัดจะยึดครองเอเคอร์เชล ตราบเท่าที่พวกมันจ่ายส่วยให้นักการเมือง และทุกคนพยายามเอาหูเอานาเอาตาไปไร่ อาจเป็นสักวันนึงในไม่กี่สิบปีข้างหน้า ที่โจรสลัดสักคนอาจจะขึ้นเป็นลอร์ด อาจเป็นคาร์เตอร์ ดิชค์นี่ก็ได้ หรือแม้แต่อากอร์ โดรยาส ก็ตาม"
อากอร์น่ะ คงไม่ไหวหรอก แต่คาร์เตอร์ น่ะ ไม่แน่
"เจ้าก็เลยคิดว่าการทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังน่าจะดีกับเจ้ามากกว่างั้นสินะ?"
"ข้าหวังไว้เช่นนั้น หลายครั้งที่ข้าคิดจะขี่ม้าออกจากเมืองและไม่กลับมาอีก แต่เมืองที่ใกล้ที่สุดและเป็นเมืองเดียวที่ม้าจะไปถึงคือบิสทรอต เจ้าเมืองที่นั่น เซอร์เดนเนอร์ ดูจะชอบให้เอเคอร์เชลตัดขาดจากโลกภายนอกมากทีเดียว เขาคงไม่ยอมให้ข้าผ่านทางไปง่ายๆหรอก ยิ่งจากข่าวลือพวกนั้นแล้วด้วยล่ะก็นะ"
"ข่าวลือ?.... ข่าวลืออะไรงั้นเหรอ?"
"ข้าได้ยินนักเดินทางบางคนบอกว่า เซอร์เดนเนอร์นั้นคลั่งไคล้เวทย์มนต์ มันไม่ผิดหรอกที่ใครสักคนจะศึกษาเวทย์มนต์น่ะ แต่กับเจ้าเมืองที่มีหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเป็นหน้าตาของความปลอดภัยในเมืองด่าน การแอบศึกษาเวทย์มนต์อย่างลับๆ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นักหรอก ยิ่งถ้าเป็นเวทย์สายความมืดด้วยแล้วล่ะก็นะ"
นั่นเป็นเรื่องใหม่ทีเดียว ผมเริ่มจะสงสัยและคิดไปว่ายูเรลกับเฟรานาจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นั่นหรือเปล่า แต่การเอาเรื่องนี้ไปคุยกับซีราเอลก็ไม่ได้ทำให้เราได้ข้อสรุปที่จะทำให้เธอพอใจได้เป็นแน่ ผมเลยบอกให้แกรมส์เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ซึ่งแกรมส์ก็เข้าใจว่าไม่ควรไปทำใหซีราเอลต้องกังวล แม้มันจะหมายถึงจุดจบของพวกพ้องของเธอก็ตาม
และก็เหมือนโชคชะตาที่เราไม่อยากจะเจออะไร มันก็มักจะมาหาเราอยู่ดีนั่นล่ะ
มื้อกลางวันซีราเอลระบายความไม่สบายใจเรื่องยูเรลกับเฟรานาออกมาให้เอมเมอร์ฟัง ดูเธอจะกังวลพอสมควรเพราะเมื่อคืนเธอฝันถึงพวกเขา สีหน้าท่าทางไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่นัก ซึ่งเอมเมอร์ก็ทำได้แค่จับมือและปลอบใจเธอเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
แต่คาร์เตอร์ ดิชค์ กลับบอกเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่า เขาบอกว่าได้ส่งลูกสมุนและสายลับไปกับขบวนเดินทางที่พาเอลฟ์ทั้งสองไปส่งที่บิสทรอตด้วย และที่เมืองบิสทรอตเองก็เช่นเดียวกัน คาร์เตอร์ มีลูกสมุนปลอมตัวอยู่ในจวนผู้ว่าด้วยอีกสองสามคน
ซีราเอลจึงลดความกังวลของเธอลงไปได้พอสมควร ถึงอย่างไร หากพวกนั้นจะปองร้ายเอมเมอร์จริงๆ ก็ไม่น่าจะอยากก่อสงครามกับเอลฟ์โดยการสังหารพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล
เรากินอาหารกลางวันที่ประกอบไปด้วยปลาตัวใหญ่ตัวนึงที่จับได้เมื่อชั่วโมงก่อน พวกลูกเรือแล่เนื้อหนังมันออกมาเพื่อทำเป็นมื้อเที่ยง ขณะที่เก็บก้างและน้ำมันเอาไว้ขาย รสชาติของมันไม่เลวเลยทีเดียว พอเรากินกันเสร็จ เรือก็แล่นต่อไปบนคลื่นลมที่สงบและอากาศที่ร้อนไปสักหน่อย
ผมอยากจะทดสอบอาวุธและสกิลใหม่ที่เพิ่งได้รับมา เลยมองหาที่ว่างๆบนเรือซึ่งค่อนข้างยาก ผมไม่เห็นตรงไหนนอกจากยอดเสากระโดงเรือ เลยปีนขึ้นไปข้างบนโดยไม่ใช้ใยของ Silver Garnet
ผมนั่งลงสูดอากาศสดชื่นข้างบนนี่ ก่อนจะเอาดาบคาตานะออกมา ผมมองดูมันอย่างพินิจพิจารณากว่าครั้งก่อนๆ ภายใต้แสงแดด มันดูไม่ค่อยจะสดใสเท่าไหร่นัก ด้ามดาบพันด้วยหนังนุ่มสีดำสลับแดง ไม่มีกั่นดาบ มันเลยดูเหมือนดาบที่ยังตีไม่เสร็จดีนัก แต่ใบดาบกลับสมบูรณ์แบบกว่าส่วนอื่น เหล็กกล้าสีเงินดูดแสงจนทำให้มันเกือบจะดูหม่นหมองแม้อยู่กลางแจ้ง แต่ผมก็มั่นใจทีเดียวว่ามันค่อนข้างจะคมและตวัดได้ว่องไวเหมือนกับดาบคุณภาพดีอื่นๆ
เมื่อผมลองใช้สมาธิและพยายามดึงพลังของมันออกมา สิ่งที่ได้คือคมดาบเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำมากขึ้น แวววาวมากขึ้น และส่องประกายสีแดงที่ใบดาบ แดงเหมือนเลือด ผมยังไม่เห็นประโยชน์อื่นๆของมันนอกจาก Life Drain เลยคิดว่าจะตั้งชื่อมันว่า Bloody Finger น่าจะเหมาะดี เพราะเมื่อเทียบมันกับ Dark Viper แล้ว มันก็ออกจะสั้นกว่าดาบดำเล่มนั้นสักเล็กน้อย แม้จะมีน้ำหนักใกล้เคียงกันทีเดียว
ผมเก็บ Bloody Finger แล้วเอา Gale Spinner ออกมา มันเป็นหอกสีเขียวสวยงามอย่างเรียบๆที่ผมเพิ่งจะรู้สึกว่ามันยาวกว่าตอนแรกที่เห็น ไม่ใช่ว่ามันโตขึ้นหรืออะไรหรอก แต่ในแสงสว่างกลางแจ้งแบบนี้ หอกนั้นเปล่งประกายมากกว่าตอนแรกที่ผมเห็นมันในห้องมืดมากมายทีเดียว
ผมลองใส่เวทย์มนต์ลงไปในนั้น ก็พบว่า มันเหมาะกับเวทย์ลมมากที่สุด จากที่ผมจำได้ตอนใช้มัน มันมีความสามารถ "ควงสว่าน" กับ "Piercing" หรือ "เจาะเกราะ" รวมไปถึงการ Return ที่มันจะกลับมาอยู่ในมือของผมอีกครั้งหลังจากปาออกไปเหมือน Vesperic Deathstrike ด้วย แต่เวลาที่ใช้อาจจะนานกว่านั้น ผมเลยลองปามันออกไปที่ทะเลและนับเวลาดู มันต้องใช้เวลาประมาณเกือบนาทีเลยทีเดียวกว่าจะกลับมาอยู่ในมือผมอีกครั้ง บางทีผมอาจต้องฝึกความสามารถด้าน Restoration หรือ Regeneration เพื่อจะทำให้เวลาตรงนี้มันหดสั้นลง ถึงอย่างนั้น มันก็มีประโยชน์มากๆกับการต่อสู้กับอะไรก็ตามที่แข็งแกร่ง เป็นเป้านิ่ง และสวมเกราะ
ผมเก็บ Gale Spinner ลงไปในกระเป๋า แล้วคิดถึงความสามารถที่ผมได้รับจากปลาไหลยักษ์เมื่อวานนั่น
สกิล "ข่มขวัญ" นั้น ไม่ต่างอะไรมากนักกับความสามารถที่ผมได้รับจากสิงโตและมอนสเตอร์ตระกูลลิงยักษ์ในป่าลึก มันช่วยให้ผมสามารถข่มขู่ศัตรูที่มีพลังน้อยกว่าให้เสียสมาธิ รวมไปถึงการลดความสามารถบางอย่างของศัตรูพวกนั้นลงได้ระดับหนึ่ง ประโยชน์ของมันคือ เวลาที่เราถูกล้อมโดยคนหรือมอนสเตอร์จำนวนมาก ผมอาจจะใช้ความสามารถนี้ร่วมกับ ดวงตาบาสิลิสค์ และทำให้มันโจมตีผมได้ยากเย็นขึ้นก็ได้เหมือนกัน
สกิล "คลื่นโซนาร์" นั้นคล้ายกับความสามารถที่ผมได้จาก "ค้างคาวยักษ์" 3-4 ตัวในป่าเช่นกัน มันสามารถส่งคลื่นเสียงที่มีเฉพาะพวกเดียวกันได้ยินไปรอบๆ เพื่อค้นหาสิ่งกีดขวาง ศัตรู หรือวัตถุใดๆที่ตั้งอยู่ได้ ซึ่งผมไม่เคยทดลองมันตอนอยู่ในน้ำ แต่คิดว่าคงจะไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่แล้วในตอนนี้
สกิล "เกล็ดเพชร" นั้น เป็นอะไรที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน น่าจะเป็นสกิลเกี่ยวกับการป้องกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยฆ่าสัตว์มีกระดองไปหลายตัว รวมถึงมอนสเตอร์จำพวกจระเข้หรือแรดที่มีผิวหนังหนามากๆ ซึ่งทำให้ผมได้รับสกิล "Tough Skin" มาติดตัว มันก็ใช้ได้ดี แต่ไม่ได้ป้องกันการโจมตีตรงๆได้ทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับนักสู้จำพวก Warrior หรือนักดาบ ที่เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ตรงๆได้ดีกว่า
ผมลองใช้สกิล "เกล็ดเพชร" นั่นดู ก็พบว่ามันทำให้ผิวหนังของผมนั้นมีเกล็ดสีเทาออกมาเคลือบ การเคลื่อนไหวผมไม่ติดขัด และพอลองเอามีดพกสักเล่มออกมาลองจิ้มดู ก็ไม่ระคายเคืองแม้แต่น้อย ผมลองเพิ่มแรงกด ลองทิ่มมีดใส่หลังมือตัวเองแรงขึ้น แรงขึ้น จนสุดแรง สิ่งที่ได้รับคือปลายมีดนั้นบิ่นเล็กน้อย และสองสามครั้ง มีดกลับลื่นออกไปด้านข้าง เจ้าเกล็ดนี่ทำให้การป้องกันของผมสมบูรณ์ขึ้นมากทีเดียว นั่นยังไม่รวมถึงมันสามารถปัดป้องอาวุูธที่โจมตีเข้ามาจนแฉลบออกไปได้ด้วยเหมือนกัน
ส่วนสกิล "Bone Crusher" นั้น น่าจะเป็นความสามารถที่เอาไว้สำหรับโจมตีซึ่งต้องมีเป้าหมายเสียก่อน จะให้ผมหวดลมฟันอากาศ ก็คงจะไม่มีทางรู้ได้ว่าความสามารถนี้จะมีประโยชน์แค่ไหนกันแน่ ผมหันซ้ายหันขวา ไม่เจออะไรนอกจากอากาศ เลยหันหลังแล้วจับเสากระโดงเรือ ส่วนที่อยู่สูงที่สุดที่ไม่ได้ผูกเกี่ยวไว้กับใบเรือไหนๆ แล้วใช้ Bone Crusher ในการบีบมัน
แค่ผมออกแรงไปเพียงนิดเดียว เสาไม้ก็แตกปริออกเหมือนไม้เก่าๆผุๆ ให้ตายสิ ผมได้รับความสามารถอันตรายมาอีกอย่างซะแล้ว คงต้องเอาไว้ลองใช้กับอย่างอื่นที่แข็งกว่านี้ทีหลัง หวังว่าจะไม่ต้องลองมันกับมนุษย์คนไหนนะ
Dark Viper ที่อัพเกรดแล้วของผมนั้น มีความสามารถเพิ่มมาอีกอย่างนึงคือ "Shadow Stab" หรือการฟันผ่านเงา ดูเหมือนมันจะเป็นดาบที่โจมตีระยะกลางได้แล้วในตอนนี้ ผมค่อนข้างจะดีใจที่มันมีความสามารถเจ๋งๆติดมาด้วยแบบนี้ และรู้สึกว่าคงจะได้ใช้มันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่
ช่วงบ่ายนั้นผ่านไปด้วยความเรียบง่ายพอๆกับน่าเบื่อหน่าย แดดร้อนตอนกลางวันแบบนี้ทำให้เราไม่ค่อยอยากจะทำอะไรกันมากนัก พวกผู้หญิงนั้นเข้าไปพักผ่อนในห้อง คาร์เตอร์กับวิลลิสยืนคุยกันที่ท้ายเรือ ปรึกษาเส้นทางเดินเรือและแผนการณ์หลังจากไปถึงเกาะใบพัดในเย็นนี้
ส่วนแกรมส์ที่ตอนนี้ไม่มีงานทำอีกแล้ว กลับจับดาบขึ้นมาแล้วฝึกดาบคนเดียวตรงหัวเรือ หมอนี่มันอัศวินบ้าพลังชัดๆ
และเนื่องจากผมไม่มีอะไรที่ดีกว่านั่งเฉยๆทำ ผมเลยโดดลงไปและขอเป็นคู่ซ้อมให้หมอนั่นสักหน่อยน่าจะเป็นการฆ่าเวลาได้ดี
"เจ้าอยากจะเป็นคู่ซ้อมให้ข้างั้นเหรอ?" แกรมส์ปากเหงื่อเม็ดโตออกจากหน้าผาก
"ถ้าเจ้าจะเบื่อกับการหวดลมและการอยู่คนเดียวมานานพอแล้วล่ะก็นะ" ผมตอบ
แกรมส์ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก ผมไม่รู้ว่าเขาอาจจะคิดว่าผมจะทำเขาบาดเจ็บ ไม่ก็ตรงกันข้ามหรือเปล่า
"ก็ดี" หมอนั่นตอบ "จะใช้ดาบจริงหรือดาบไม้กันล่ะ?"
"แล้วแต่เจ้า" ผมยักไหล่
"ออมมือให้ข้าด้วยล่ะ ท่านเซอร์" คำสุดท้ายนั่นจงใจกวนประสาทผมแน่ๆ แต่เขาไม่รอให้ผมตอบกลับ ดาบของเขาตวัดมาอย่างเร็วจากท่ายืนเรียบๆที่ดูเหมือนจะโจมตีไม่ได้ด้วยซ้ำ
แรงฟันนั้นมากพอจะตัดกระดูกใครสักคน โชคดีที่ผมหลบทันและดึงเอา Bloody Finger ออกมาเตรียมไว้ในก้าวต่อไป
"คาตานะงั้นเหรอ?" เขาถามขณะที่ตั้งท่าเตรียมการโจมตีครั้งต่อไป "หวังว่ามันจะทนทานพอนะ"
และการฟาดดาบครั้งต่อไปก็ตามมา ผมปัดป้องด้วยดาบไปได้อย่างเฉียดฉิว สำหรับนักดาบที่ถือดาบยาวแบบนี้ หมอนี่ฟันได้เร็วกว่าที่ควรเป็นมากทีเดียว
"พอดีได้ของใหม่มาน่ะ เลยอยากจะลองใช้ดูสักหน่อย" ผมตอบไปพร้อมกับพุ่งเข้าโจมตีบ้าง แต่หมอนั่นก็ปัดป้องออกไปได้อย่างสวยงาม
และทันทีที่ตั้ังตัวได้ การโต้ตอบก็สวนกลับมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นกว่าครั้งแรกนัก หมอนี่เก็บซ่อนความสามารถเอาไว้พอสมควร ผมปัดป้อง ถอยหลัง และวนไปรอบๆ พลางมองหาจุดอ่อนในการเคลื่อนไหวของเขา แต่ก็ทำได้ยากจริงๆถ้าไม่ใช่สกิลหรือเวทย์มนต์เข้าช่วย
แกรมส์ฟันเข้ามาเรื่อยๆ และพอผมกระโดดออกห่างออกไป เขาก็หยุด และเปลี่ยนท่าวางดาบ
"เมื่อวานไม่เห็นเจ้าจะดูเจ๋งขนาดนี้เลยนี่นา ตอนสู้กับลูกสมุนของอากอร์น่ะ" ผมควงดาบเบาๆขณะเดินไปด้านข้าง
"ข้าสู้กับคนสี่คนพร้อมกัน ถ้าเจ้าไม่เห็น" แกรมส์โจมตีอีกครั้ง ความกดดันและรุนแรงทวีคูณขึ้น "และพวกมันทั้งหมดเป็นนักดาบที่ดีที่สุดในเรือยักษ์แดงนั่น" เขาพลิกตัวและฟันดาบอย่างรุนแรงมาจากด้านซ้าย ซึ่งผมกระโดดขึ้นจนพ้นรัศมี แต่ขาผมก็ไม่ติดพื้นเช่นกัน แกรมส์เลยใช้ไหล่กระแทกมาที่ผม แต่ผมสกัดเขาด้วยเท้าทั้งสองข้าง ก่อนจะม้วนตัวไปข้างหลัง ซึ่งเขาก็ตามมาติดๆ
เราประดาบกันอีกเกือบ 20 กระบวน ซึ่งบอกตามตรงว่า หมอนี่เป็นนักดาบฝีมือเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆที่ผมเคยเจอมาทีเดียว ถ้าไม่ได้อยู่ผิดที่ผิดเวลา แกรมส์อาจจะกลายเป็นอัศวินที่มีชื่อเสียงถ้าได้ไปอยู่ในกองทัพของลอร์ดนักรบที่มีสายตากว้างไกลและเป็นธรรมสักคน
และในที่สุด หมอนั่นก็คุกเข่าลงพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าอย่างเห็นได้ชัด "เจ้าขี้โกง" หมอนั่นพูดกับผมด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้าอย่างหนัก "เจ้าทำอะไรกับข้า? เทลอน" ตอนนี้หมอนั่นคุกเข่าหมดสภาพอยู่ตรงหน้าผมนี่แล้ว
"การต่อสู้จริงๆน่ะ มันมีแต่พวกขี้โกงทั้งนั้นแหละ แกรมส์"
จริงๆผมไม่ได้ใช้ความสามารถอะไรเลย นอกจาก.... ดาบนี่ Bloody Finger เท่านั้น
และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด มันน่าจะดูดเอากำลังวังชาจากคู่ต่อสู้ของผมมาด้วย ผ่านการประดาบเมื่อกี้ เพราะตรงกันข้ามกับแกรมส์ ผมกลับสดชื่นขึ้นและมีกำลังวังชามากกว่าก่อนจะสู้กันเสียอีก แม้จะไม่ได้เยอะมากนัก แต่ถ้าในการต่อสู้ระยะยาวกับคู่ต่อสู้คนเดียวอย่างเช่นการประลอง ผมว่าดาบนี่เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ความสนใจของผมถูกดึงดูดออกไปที่ผู้คนซึ่งมายืนดูเราใกล้ๆ ทั้งหมดคือลูกเรือที่ว่างจากงานช่วงบ่าย รวมไปถึงคาร์เตอร์และวิลลิสก็อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
"อ้าว จบแล้วเหรอ?" คาร์เตอร์ถามด้วยเสียงกวนประสาท "เอ้าๆๆๆ เจ้ามือกินเรียบนะเว้ยเฮ้ยยย" เขาบอกลูกเรือและส่วนใหญ่ในนั้นก็ดูจะหัวเสียกับผลการพนันที่ออกมาอย่างที่เห็น
"ที่นี่มันว่างน่ะ ทุกคนเลยชอบเรื่องสนุกอย่างการพนันหรือการประลองเล็กๆน้อยๆ" เขาอธิบายให้ผมฟังขณะที่ไล่เก็บเงินจากมือลูกเรือแต่ละคน
"เจ้าพวกนี้เห็นนักดาบนั่นหวดดาบมาเป็นชั่วโมงแล้ว นานพอจะรู้ว่าหมอนี่มีฝีมืออยู่พอตัว แต่กับเจ้า ไม่มีใครรู้ว่าเจ้านั้นต่อสู้ได้เก่งกาจแค่ไหน ซึ่งนั่นเป็นช่องทางให้ข้าหากำไรจากพวกโง่นี่ได้ดีทีเดียว... เอ้า ใครอยากจะต่อยกสองมั่งล่ะ? ห๊ะ" เขาตะโกนถามลูกเรือ และส่วนใหญ่ในนั้นก็ยังมีเงินเหลือมากพอจะเดิมพันอีกรอบ
"ข้าไม่สนใจ" ผมบอก ก่อนจะเดินออกจากวง
แต่ชายคนนึงก็มาขวางผมไว้ ร่างกายกำยำใหญ่โตของเขาทำให้ผมเกือบจะเหมือนเด็กน้อยไปเลยทีเดียว
"แล้วถ้าเป็นข้าล่ะ เอลฟ์ดำ" วิลลิสบอกผม ก่อนจะยักคิ้วเป็นเชิงถามแกมดูถูก หากผมจะหลบออกไปจากตรงนี้
"ไม่ล่ะ ข้าไม่สน" ผมไม่ได้รู้สึกอยากจะเอาชนะหรือรับไม่ได้ถ้าพวกนี้จะเรียกผมว่าไอ้ขี้ขลาด อีกไม่นาน ผมก็จะไม่ได้เจอพวกมันอีกแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้พวกนี้ยอมรับหรือนับถือความสามารถของผม ยิ่งผมอยากจะให้พวกเขาลืมผมไปเลยแล้วด้วยซ้ำ การทำตัวเด่นมีแต่จะแย่
"แน่ใจงั้นหรือ เอลฟ์ดำ?" คาร์เตอร์ยังไม่ยอม "เอาอย่างนี้เป็นไง ข้าจะเดิมพันด้วย แต่อยู่ข้างวิลลิส ถ้าเจ้าชนะ ข้าจะบอกความลับของข้าให้เจ้าฟังหนึ่งอย่าง อะไรก็ได้ เป็นไง น่าสนใจมั้ย?"
ความลับของคาร์เตอร์ ดิชค์ ที่ผมอยากรู้งั้นเหรอ? ผมนึกออกเรื่องสองเรื่องได้ในทันที
"บอกกติกามา" ผมหันหลัง กลับสู่ใจกลางการประลอง เสียงเฮดังขึ้นทั่วดาดฟ้าเรืออีกาดำ จนซีราเอลกับเอมเมอร์ต้องออกมาดู
"ไม่มีกติกา ใครสู้ไม่ได้ก่อน เป็นฝ่ายแพ้" วิลลิสก้าวออกมาพร้อมดาบยาว 4 ฟุตที่ดูจะหนักและคมกว่าดาบเล่มไหนที่ผมเคยเห็นมา
ผมชักดาบ Bloody Finger ออกมาอีกครั้งหนึ่ง และหันหน้าเข้าหาชายผิวคล้ำร่างยักษ์ที่เป็นคู่ต่อสู้ของผม "เจ้าแน่ใจนะ วิลลิส ข้าไม่อยากทำเจ้าเจ็บ" ผมกวนประสาทหมอนั่น ซึ่งดูจะไร้ประโยชน์
"ถ้าเจ้าทำได้ก็ลองดู เอลฟ์ตัวน้อย" เขาก็ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว เรื่องกวนประสาทเนี่ย
และโดยไม่มีระฆัง การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น ผมพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุดหวังจะจัดการหมอนั่นในดาบเดียว หรืออย่างน้อยสักสองดาบก็ยังดี
แต่วิลลิสกลับสะบัดมือข้างที่ไม่ได้ถือดาบออกมาแล้วปาอะไรอย่างใส่หน้าผมเต็มกำมือ
ในนั้นเป็นแป้งหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นผงสีขาวขุ่น ผมไม่เคยเห็นเจ้านี่มาก่อน แต่รู้ได้ทันทีที่มันกระแทกใส่เต็มหน้าผม ซึ่งแม้ผมจะฉากหลบอย่างฉิวเฉียด แต่ละอองของมันก็ทำเอาผมสีดำของผมเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนโดนแป้งไปทันที
"เจ้าขี้โกง" ผมม้วนตัวออกมาและตั้งหลักทันที ก่อนจะลืมสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้
"เจ้าพูดว่าไงนะ กับแกรมส์เมื่อครู่นี้น่ะ" วิลลิสไม่รอให้ผมตอบ เริ่มโจมตีจริงๆใส่ผมอย่างหนักหน่วงและไม่มีการออมแรง
ผมยกดาบรับการฟันนั้น แต่ก็เหมือนเอากิ่งไม้ไปรับก้อนหินหนักสัก 100 กิโล วิลลิสมีแรงที่มหาศาลเกินมนุษย์มนาและการฟันดาบของเขาก็หนักหน่วงกว่าแกรมส์เยอะทีเดียว
และเมื่อเขาฟันดาบมาอีกครั้ง ผมก็เลือกหลบมากกว่าปะทะด้วยแรง เพราะกลัวดาบของผมจะหักเอาเสียก่อน ซึ่งนั่นทำให้เขาโจมตีติดๆมาอีกหลายครั้ง
ผมเริ่มวิงเวียนศีรษะ ในผงนั่นต้องมีพิษอะไรสักอย่างอยู่แน่ แม้ผมจะมีพิษอยู่ในความสามารถหลายอย่าง แต่ผมตัวผมเองจริงๆก็ไม่ได้ป้องกันพิษได้ร้อยเปอร์เซนต์ ขึ้นอยู่กับว่าพิษที่ผมโดนนั้นเป็นพิษแบบไหนด้วย ถ้าพิษจากงู ตะขาบ แมงป่อง กบ คางคก ตัวต่อ หรือแมลงต่างๆในป่าล่ะก็ ไม่มีทางทำอะไรผมได้เป็นแน่ แต่เจ้าพิษพวกนี้นั้นไม่ใช่ ผมไม่มีความต้านทานพิษพวกนี้เท่าไหร่เลย
ขณะที่วิลลิสก็ระดมฟันดาบมาที่ผมเรื่อยๆ ผมก็เอาแต่ปัดป้องและหลบหนีเป็นหลัก หวังว่าจะให้เขาเหนื่อยและผมเริ่มทุเลาลงจากอาการวิงเวียนนี่ แต่ก็ดูจะไร้ผล วิลลิสไม่มีทีที่ว่าจะเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับผมที่ดูจะฟื้นตัวได้ช้าจากผงพิษเมื่อกี้พอๆกัน
การยอมแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร เพราะยังไงซะ มันก็แค่การประลองดาบ แต่ผมอยากจะรู้ความลับบางอย่างจากคาร์เตอร์มากกว่า เลยตั้งใจพยายามต่ออีกหน่อย
"ไม่ต้องคิดหาวิธีถอนพิษหรอก เทลอน" คาร์เตอร์ยืนยิ้มอยู่หน้ากองเชียร์ "นั่นไม่ใช่พิษ แต่เป็นผงที่สะกัดจากต้นไม้กินคนจำพวกหนึ่งใน East-End มันมีฤทธิ์ที่ทำให้คนที่โดนละอองของมันมึนเมาเหมือนกินเหล้าและมีฤทธิ์ของยานอนหลับอยู่ด้วย สำหรับเจ้าที่ไม่มียาแก้อาการของมันอย่างที่วิลลิสมีแล้วนั้น ข้าว่าเจ้าน่ะ อึดใช้ได้เลยทีเดียว"
ผมมีความสามารถอย่าง Reduce Effect หรือ Status Protect ซึ่งจะลดอาการบาดเจ็บจากพิษหรือความผิดปกติจากการโจมตีใดๆ แต่ก็อาจจะไมใช่ทั้งหมด แม้ผมจะเร่งความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายอย่าง Fast Restoration หรือ Regen ไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ผมคงต้องหาทางเตรียมยาถอนพิษหรือแก้อาการพวกนี้เตรียมไว้บ้างในอนาคต
แต่โอเค... ถ้าจะเล่นกันขนาดนี้แล้วล่ะก็ ผมก็ไม่มีปัญหา ไอ้เรื่องขี้โกงเนี่ย ผมล่ะตัวพ่ออยู่แล้ว
ผมแกล้งเซไปเซมา เพื่อหลอกให้วิลลิสตายใจ และทันทีที่หมอนั่นพุ่งเข้ามา ผมก็รับดาบด้วย Bloody Finger ปัดป้องมันไปข้างๆ พลางหาทางฟันเท่าที่จะทำได้โดยไม่ให้พวกนั้นสงสัย ขณะที่ใช้ความสามารถ Fast Restore กับ Regen ไปพร้อมๆกับพลังงานที่ดูดมาได้จาก Life Drain จากดาบ ผมค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังทำท่าเหมือนคนใกล้ตายอยู่ ซึ่งทุกคนในที่นี้ยังไม่มีใครรู้ว่าสุขภาพผมกำลังจะกลับมาเหมือนเดิมในไม่ช้า
หลังจากที่ผมเริ่มเห็นวิลลิสเหนื่อย เขาต้องการเผด็จศึกที่ยืดเยื้อนี่ และดาบที่เขาเงื้อขึ้นมาก็ใส่แรงช้างสาร ก่อนจะฟาดลงมาเหมือนตั้งใจจะบดทุกอย่างตรงหน้าให้แตกละเอียด ผมก็ฉากหลบอย่างรวดเร็วผิดกับก่อนหน้านี้ ก่อนจะปามีดพกออกไป 2 เล่ม ซึ่งวิลลิสไม่ทันตั้งตัว เขาปัดได้เล่มนึง แต่อีกเล่มก็ปักไปที่ต้นขาด้านนอกเขา บาดแผลไม่ลึก แต่ผมใส่พิษยานอนหลับกับยาชาขั้นรุนแรงไว้ในนั้นเรียบร้อยแล้ว และพอเขาหันมา ผมก็พ่นใยแมงมุมจาก Silver Garnet ใส่เขาซึ่งยกดาบมารับ แต่ใยก็พันดาบกับมือเขาไว้ให้ติดแน่นกัน ก่อนผมจะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆเพื่อช็อตให้เขาชา
แต่ดูเหมือนนั่นมีแต่จะทำให้วิลลิสโกรธและมีอารมณ์มากขึ้น เขาคำรามเสียงดังลั่นดาดฟ้าเรือ ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาผมเต็มแรงด้วยกำลังเฮือกสุดท้าย
แต่กำลังของผมกลับมาแล้ว ผมเร่งความเร็วตัวเอง หลบคมดาบเฉียงไปทางซ้าย ก่อนจะกางฝ่ามือซ้ายออกและตะปบเข้าไปที่ใบหน้าของเขา อัดพิษที่ทำให้หลับและมึนงงไปอีกดอกแบบจัดเต็ม และก่อนที่ผมจะกดเขาลงกับพื้น ผมก็เพิ่ม Stun เข้าไปในฝ่ามือนั้นอีก ดูเหมือนว่าแค่วิลลิสคนเดียว ผมก็ต้องใช้พิษจากสกิลต่างๆมากมาย ยังดีที่ผมมี Toxic Skinner ที่ทำให้ผมสร้างพิษได้อย่างมากมายมหาศาล
ผมยืนขึ้นมาเหนือร่างของวิลลิส หมอนั่นสลึมสะลือแต่ยังไม่หลับ ให้ตายสิ ผมเพิ่งเคยเห็นมนุษย์ธรรมดาที่ทนพิษของผมได้มากขนาดนี้เป็นครั้งแรก แม้เขาจะโดนพิษของผมไปหลายขนาน แต่ก็ไม่มีพิษตัวใดที่ผมเจตนาจะทำให้เขาบาดเจ็บหรือทรมาน
แต่พวกคนดูไม่รู้เรื่องนั้น พวกเขานึกว่าผมใช้กำลังที่มหาศาลกว่าวิลลิสจัดการเขา และคาร์เตอร์ก็เป็นฝ่ายแพ้พนันผม แต่เขากลับได้เงินมากมายจากลูกเรือคนอื่นที่แทงข้างวิลลิส หมอนั่นยิ้มให้ผม ก่อนจะบอกให้ลูกน้อง 2 คนช่วยอุ้มวิลลิสไปนอนพักในห้อง
"เจ้าไม่ได้ทำร้ายเขามากเกินควรใช่มั้ย?" เขาถามผม
"นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตีความหมายของคำว่าทำร้ายไว้อย่างไร" ผมตอบ "ถ้าการทำให้หมอนั่นพ่ายแพ้ต่อหน้าคนจำนวนมาก คือการทำร้ายด้วยละก็ ข้าก็ทำร้ายหมอนั่นไปเยอะพอดูเลยล่ะ เท่าที่เห็นนะ"
"เจ้านี่มันอันตรายจริงๆ เทลอน หวังว่าเจ้าจะหันคมเขี้ยวของเจ้าไปทางศัตรูของเรานะ สหาย"
ผมไม่รู้ว่าคาร์เตอร์ตีความหมายของคำว่า สหาย ไว้อย่างไรเช่นกัน แต่ก็เลือกจะไม่เก็บมาคิดอะไรมากมายนัก เพราะผมไม่คิดจะญาติดีกับหมอนี่ไปนานเท่าไหร่นัก
"ท่านสุดยอดไปเลย เทลอน" เสียงใสๆของเอมเมอร์ดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ผมคุ้นตา "ท่านล้มวิลลิสที่ตัวใหญ่กว่าท่านตั้ง 2 เท่าได้ง่ายๆ ทั้งที่โดนลอบโจมตีอีกด้วย"
"หมอนั่นตัวไม่ใหญ่ขนาดนั้นหรอกเอมเมอร์..." ผมมองไปยังวิลลิสที่โดนหิ้วปีกไปยังห้องพัก "และเราก็สู้กันอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น