วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 20 - เรืออีกาดำ กับ คาร์เตอร์ ดิชค์.... อีกครั้ง

มารินัส ดาครูนัม ตัวที่สอง.... งั้นเหรอ?

ตอนนี้สายตาของมันเหมือนมีมนต์ของบาสิลิสค์ สะกดทุกคนบนเรือยักษ์แดงให้อยู่นิ่งขยับเขยื้อนไม่ได้กันไปหมด แม้แต่เอมเมอร์หรือซีราเอล ก็ยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้เห็น

แค่มันตัวแรกตัวเดียว ก็เล่นเอาเรือเราเกือบจมไปแล้วทั้งลำ ผมอาจจะฆ่ามันได้ด้วยหอกเวทย์มนต์นี่ แต่ไม่ใช่กับตัวนี้เป็นแน่ พลังเวทย์ของผมหมดเกลี้ยงแล้ว และตอนนี้ ผมไม่มีไอเท็มเพิ่มพลังเวทย์เหลืออยู่เลยแม้แต่กระปุกเดียว

สิ้นหวังเป็นบ้า

แต่กระนั้นผมก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก

ผมเงื้อหอกสีเขียวที่ผมตั้งใจจะมอบชื่อให้มันว่า Gale Spinner และเตรียมตัวปล่อยมันออกไปแม้ว่าจะไม่มีเวทย์มนต์ใดๆหลงเหลือเพียงพอ แต่อย่างน้อยก็ยังมีพิษ พิษที่อยู่ในสกิลความสามารถของผม แม้ผมจะคิดว่าเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์นี่ไม่น่าจะแพ้พิษหรือต่อให้แพ้ มันก็คงจะยากมากทีเดียวที่พิษของผมจะทำอะไรสัตว์ที่มีขนาดตัวเท่ากับมันได้ พิษของผมต้องมากกว่านี้สักสิบหรือร้อยเท่าได้เป็นอย่างน้อย

แต่ผมคงไม่มีเวลาพิสูจน์ข้อนั้น

Gale Spinner เกือบจะพุ่งออกไปแล้ว แต่ผมกลับชะงักกับเสียงและภาพที่เห็นตรงหน้ามากกว่า

ฉมวก...

ฉมวกขนาดยักษ์ ยาวสัก 10 หรือ 15 ฟุตน่าจะได้ พุ่งมาจากที่ไหนไม่รู้ ปักเข้าไปที่คอของมารินัส ดาครูนัม จนทะลุ และแค่เสี้ยววินาทีถัดมา ฉมวกยักษ์อีกอันก็พุ่งตามมาติดๆ ปักเข้าไปที่ข้างลูกตาของเจ้าสัตว์ยักษ์นี่เต็มๆ กะโหลกและสมองถูกบดเป็นรู ปลายฉมวกทะลุออกมาที่อีกด้านนึงของหัวเลยทีเดียว

พอดูให้ชัดๆ ฉมวกนี่น่าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 2 ฟุต ไม่สิ อาจจะ 3 เลยก็ได้ ขนาดของมันอาจจะล้มสัตว์ประหลาดตัวใหญ่กว่านี้ลงได้ด้วยซ้ำถ้ายิงออกมาได้มากและถี่พอ แต่กับเจ้านี่ แค่ 2 ดอก.... 2 ดอกเท่านั้น ก็น่าจะปลิดชีพดับลมหายใจมันลงได้แล้ว

และแทบจะไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ ขัดขืน หรือดิ้นรนใดๆ มารินัส ดาครูนัม ทิ้งร่างไร้วิญญาณเลือดท่วมลงไปบนผิวน้ำเกือบจะทันที และนั่นคือการต่อสู้กับสัตว์ร้ายมหึมาที่ผมต้องใช้อาวุธทั้งหมดและเกือบเอาตัวไม่รอดไปเมื่อกี้

ให้ตายเหอะ ไม่ว่าเจ้าของฉมวกนี่จะเป็นใครก็ตาม พวกเขาต้องมีเครื่องยิงที่เจ๋งและใหญ่มากแน่ๆ

ผมมองไปยังที่มาของฉมวก ก็เห็นเรือ อีกาดำ อยู่ห่างออกไปสัก 100 หรือ 200 เมตรได้ เรือนี่ต้องวิ่งเร็วเป็นบ้าเป็นหลังแน่ๆ เพราะแค่ไม่กี่วินาทีที่แล้วมันยังอยู่ห่างออกไปจนเหมือนไกลแสนไกลอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่นี่ มันกลับมาโผล่อยู่ในระยะยิงของเราแล้ว แม้เราจะไม่มีกำลังพอจะยิงมันหรือใครก็ตามไปอีกหลายสัปดาห์ก็เหอะ

เรืออีกาดำ เป็นเรือขนาดกลาง ไม่เล็ก หรือไม่ใหญ่เกินไป บรรจุลูกเรือได้ประมาณ 20 คนไม่น่าจะเกิน 30 ใบเรือและลำเรือ ถูกทาด้วยสีดำและมีหัวกะโหลกห้อยประดับอยู่หลายจุดมาก รอบๆลำเรือ ที่ด้านหน้า ผมเห็นช่องยิงขนาดใหญ่ที่น่าจะเป็นปากกระบอกสำหรับยิงฉมวกยักษ์ 2 อันมาเมื่อกี้ หัวเรือเป็นรูปนกที่เกือบจะคล้ายเหยี่ยวทะเล แต่บางมุมมันก็คล้ายอีกาเช่นกัน ทำให้ผมนึกถึงอีกาที่ ครีตัส เคยบอกไม่ได้ ถ้าพวกมันยังอยู่และคอยตามราวีเรา หนนี้มันอาจจะมาในรูปของเรือโจรสลัดก็เป็นได้

และแค่ชั่วอึดใจเดียว อีกาดำ ก็เคลื่อนลำเรือมาขนาบข้างเรือยักษ์แดงที่ขนาดใหญ่กว่าร่วม 2 เท่า แต่สภาพกลับน่าสมเพชและดูกระจอกไปเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเรือที่แล่นได้เร็วและดูน่าเกรงขามกว่าแบบนี้

ลูกเรืออีกาดำโยนเชือกตะขอเกี่ยวเพื่อจับเรือให้เข้าหากัน ก่อนจะปีนขึ้นมาบนเรือยักษ์แดงอย่างไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆแม้แต่น้อย

อากอร์ ออกมายืนตรงกลางดาดฟ้าเรือ รอเผชิญหน้ากับใครก็ตามที่กำลังจะประกาศการเป็นเจ้าของและยึดครองเรือยักษ์แดงแห่งนี้ ผมสังเกตุเห็นว่า หมอนี่ดูกลัวมากกว่าจะอยากต่อสู้ เห็นได้ชัดทีเดียว แต่คงเพราะความเป็นกัปตันเรือ การหนีจึงจะยิ่งทำให้เขามีชีวิตอยู่ในทะเลนี้ได้ยากกว่าที่ควร หรือไม่ อากอร์ก็แค่ไม่อยากโดดลงไปในน้ำที่มีซากไอ้ตัวประหลาดนั้น 2 ตัวเท่านั้น

ลูกเรืออีกาดำมีผ้าโพกหัวสีดำกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชายคนสุดท้ายที่โดดขึ้นมาบนเรือยักษ์แดง เขาเป็นชายผิวสีดำแดง ร่างใหญ่กว่าทุกคนที่เพิ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ อาจจะสูงที่สุดในนี้ ถ้าไม่นับอากอร์ แต่สีหน้า แววตา และจิตสังหารของเขานั้นคนละเรื่องกับอากอร์ที่ตอนนี้หงออย่างกับหมาโดนใส่ตะกร้อเลยทีเดียว

ชายผิวดำมีแผลเป็นที่ใบหน้า เป็นรอยดาบ 2 รอยตัดขวางกันที่แก้มอย่างน่ากลัว เขาก็โพกหัวด้วยผ้าสีดำเหมือนกัน แต่มีวงกลมสีขาวอยู่ตรงกลาง ปกปิดผมสีดำสั้นหยิกอยู่ข้างใต้

"คาร์เตอร์ ดิชค์ งั้นเหรอ?" ผมถามออกไป

ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนอากอร์จะบอกว่า "ไม่ใช่หรอก นั่นน่ะ วิลลิส เครแกน ต้นหนเรืออีกาดำ มือขวาของคาร์เตอร์ ดิชค์"

"เจ้ายังความจำดีอยู่นี่หว่า อากอร์" วิลลิสแสยะยิ้มน่ากลัวมายังกัปตันเรือยักษ์แดง

"ดูเหมือนตอนนี้เรือของเจ้าจะไม่ค่อย ยักษ์ เท่าไหร่แล้วนี่นะ"
"ก็อย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ เครแกน มังกรยักษ์นั่นเกือบฆ่าเราทั้งหมด ถ้าเจ้าเห็นว่ามันทำอะไรได้บ้าง เจ้าอาจจะเข้าใจในความลำบากของข้าได้มากขึ้น"
"นี่เจ้ากำลังเรียกร้องความเห็นใจจากข้างั้นหรือ กัปตัน?" เครแกนเจือน้ำเสียงดูหมิ่นมาด้วยในคำพูด
"กัปตันของเจ้าไปอยู่เสียที่ไหนล่ะ?" อากอร์เปลี่ยนเรื่อง
"นั่นไม่ใช่เรื่องของเจ้า" วิลลิสพูดพร้อมกับชี้ดาบมาที่พวกเรา "เจ้า เจ้า และเจ้า ตามข้าลงมาที่เรือ ส่วนพวกเจ้าที่เหลือทั้งหมด จะกลายเป็นเชลยของอีกาดำ"

หมอนั่นหมายถึงผม เอมเมอร์ และซีราเอล ส่วนอากอร์ที่พยายามตัดพ้อและปฏิเสธเงื่อนไขที่ว่า ก็เริ่มจะโต้เถียงกลับ แต่วิลลิส เครแกน ตวาดกลับด้วยเสียงที่ดังเกือบจะเท่าเสียงคำรามของสัตว์ยักษ์เมื่อครู่

"หุบปาก อากอร์ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อรองกับเจ้า" อากอร์เลยหยุดคำพูดถัดไปทันที "อย่างที่พวกเจ้าทุกคนเห็น ถ้าเรือของพวกข้าไม่มาช่วยเจ้าเอาไว้ ป่านนี้พวกเจ้ากลายเป็นอาหารปลาไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่การต่อรอง แต่คือคำสั่ง เจ้าไม่มีสิทธิ์ใดๆที่จะขัดขืน ทางเลือกอื่นที่เจ้ามีคือกระโดดลงน้ำไป แล้วว่ายกลับเอเคอร์เชล เลือกเอา!!"

และโดยไม่สนใจว่าใครจะฟังที่เขาพูดหรือคิดตามหรือไม่ วิลลิส สั่งให้ลูกเรืออีกาดำพาพวกเราทุกคนลงไปที่เรือของเขา โดยคนที่เหลือก็ขนเอาเสบียงและสิ่งของที่พอจะมีค่าไปมากที่สุด แม้อากอร์จะพยายามโต้เถียงและร้องขอความเป็นธรรมมากแค่ไหนก็ตาม

"ถ้าเจ้าพูดอีกคำเดียว อากอร์ ข้าสัญญาว่าดาบของข้าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าจะได้เห็นในชีวิตนี้ ข้ายังไม่ลืมที่พวกเจ้าดักโจมตีพวกข้าในอ่าวหมอกน้ำเงินนั่น และกัปตันของข้าก็ไม่อยากจะเสวนากับไอ้ลิ้นสองแฉกแบบเจ้าพอๆกับข้านั่นแหละ"

"แต่ข้าก็ปล่อยพวกเจ้าไปในท้ายที่สุดไม่ใช่เรอะไง วิลลิส ในหมอกนั่น ไม่งั้นพวกเจ้าตายกันหมดแล้ว" อากอร์ยังไม่ยอมหยุด

วิลลิสจึงเดินเข้ามาแล้วต่อยเปรี้ยงเข้าไปที่กรามของอากอร์เต็มแรง หมอนั่นลงไปนอนกองบนพื้นเลือดกลบปาก

"ไอ้สวะน่าสมเพช เจ้าเกือบฆ่าพวกเราที่นั่น ถ้าใบเรือพวกเจ้าไม่ขาดไปก่อน คงเป็นข้าที่ต้องรอคมดาบจากเจ้า เพราะฉะนั้น อย่ามาอ้างว่าเจ้าปล่อยพวกข้าไป พวกข้าต่อสู้และหนีพ้นการลอบโจมตีสกปรกของเจ้าออกมาได้เองต่างหาก... นี่ถ้ากัปตันไม่ห้ามข้าไว้ล่ะก็ พวกเจ้าตายห่ากันไปหมดแล้วป่านนี้"

"ถ้างั้นก็เหลือเสบียงให้พวกข้าบ้างสิ เจ้าทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับปล่อยให้พวกเราตายอยู่กลางทะเลนั่นแหละ"

"ข้าปล่อยให้พวกเจ้ามีลมหายใจต่อไป นั่นคือความเมตตาที่เพียงพอแล้วสำหรับคนอย่างเจ้า อย่าให้ข้าต้องเตือนความจำเจ้าอีก ว่าข้าจะฆ่าเจ้าเมื่อไหร่ก็ได้" วิลลิสถุยน้ำลายใส่หน้าอากอร์ ก่อนจะเดินตามลูกเรือที่พาพวกผมไปที่อีกาดำ

เมื่อพวกเราลงมาถึงเรืออีกาดำ ก็พบว่าเราอยู่ในเรือที่น่ากลัวกว่าที่คิด ทุกสิ่งบนนี้ไม่บ่งบอกถึงความปกติของการเดินเรือทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ไม่มีสิ่งสวยงาม เครื่องตกแต่ง หรือสีสันใดๆที่จะทำให้คนบนเรือเบิกบานใจ แต่ลูกเรือทุกคนก็ดูเข้มแข็ง สามัคคี และมีวินัยมากกว่าเรือยักษ์แดงกับท่านหญิงรอนด้ารวมกันเสียอีก แม้กำลังคนจะน้อยกว่า แต่ถ้ามีการรบพุ่งกันเกิดขึ้น ผมมองไม่เห็นทางแพ้ของอีกาดำเลยแม้แต่น้อย

วิลลิสเดินนำเราเข้าไปที่ห้องกัปตันท้ายเรือ ในนั้นมืด ไม่มีของตกแต่งใดๆที่หรูหรา มีแผนที่กางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง และนอกจากนั้นก็เป็นอาวุธ เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ และโต๊ะกับเก้าอี้ของกัปตัน ซึ่งยืนหันหลังมองออกไปที่หน้าต่าง ทันทีที่ประตูปิดลง กัปตันเรืออีกาดำก็หันหน้ามา

ใบหน้านั้นทำเอาผมตกใจจนเกือบช็อค

"วิลลี่ดำ?" ผมนึกถึงชายที่ผมแอบรีดข้อมูลที่ท่าเรือโจรสลัด และใช้สกิล Hypnosis ใส่ไปที่หัวแล้ว เขาไม่น่าจะเป็นคนที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปได้ ให้ตายสิ นี่ผมพลาดอะไรไปเยอะขนาดนี้เลยเชียวหรือนี่ แล้วทำไม?.... ทำไมเขา...

"เจ้านั่นเอง เอลฟ์ผมสีดำ" วิลลี่ดำมองมาทางผม "และนี่คงเป็นท่านหญิงซีราเอล ราชนิกูลแห่งเอลฟ์จากเวเนลเรีย

"ส่วนเจ้าคือ..." ซีราเอลถามกลับ

"คาร์เตอร์ ดิชค์" เอมเมอร์ต่อให้ ก่อนจะพุ่งเข้าไป กระโดดกอดหมอนั่นเต็มแรงจนเกือบล้ม คาร์เตอร์ รับตัวเธอไว้ได้ ก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่น

"ใช่แล้ว ยัยตัวยุ่ง ข้าเอง คาร์เตอร์ จอมแสบ คาร์เตอร์ของเจ้า แม่สาวน้อย ให้ตายสิ เจ้าตัวโตขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว" คาร์เตอร์ถอยออกมา จับไหล่เอมเมอร์ไว้ และชื่นชมเธออย่างดีอกดีใจ

"เดี๋ยวนะ นี่มันเรื่องอะไรกัน" ผมถามแทนซีราเอลที่ทำหน้างงกว่าผม 2 เท่า

"ท่านผู้นี่คือ คาร์เตอร์ ดิชค์ กัปตันเรือสีดำลำนี้ หรือ คาร์เตอร์ ไพน์แลนด์ พี่ชายต่างมารดาของข้าเอง"

เอาล่ะสิ เรื่องดราม่าเด็ดๆเกิดขึ้นแล้ว

"ไพน์แลนด์ เป็นนามสกุลแม่ข้า ข้าเป็นบุตรนอกสมรส ท่านพ่อไม่สามารถนับข้าเป็นทายาทตามกฏหมายได้" คาร์เตอร์ยีหัวเอมเมอร์จนผมสีทองเปียกๆนั่นเกือบจะแห้ง

"ซึ่งทำให้เราต้องจากกันตั้งแต่ข้ายังเด็ก" เอมเมอร์กอดพี่ชายอีกครัั้ง

"ถ้างั้น กำลังเสริม.... พันธมิตรที่เอมเมอร์พูดถึง ก็คือเจ้านั่นเองงั้นเหรอ?" ผมถาม

คาร์เตอร์ยักไหล่ ทำหน้าตากวนประสาทจนผมหมั่นไส้

"ถ้างั้น เมื่อวันก่อนทำไมเจ้าถึงได้ไม่บอกว่าเจ้าเป็นใครแต่แรก?"

"เจ้าจะบอกคนแปลกหน้าที่เอามีดจ่อคอถามหาชื่อเจ้างั้นเหรอ ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าไม่ได้จะมาฆ่าข้าล่ะ?"

โอเค นั่นเข้าใจได้ เป็นผมก็คงทำไม่ต่างกัน

"ถ้างั้นแล้วเจ้า จำได้... ว่าข้าลบความจำเจ้า งั้นเหรอ?"

"เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าข้ามีเครื่องประดับบางอย่างที่ป้องกันการโจมตีทางจิตใจได้เกือบทุกชนิด" คาร์เตอร์โชว์แหวนสีเงินที่นิ้วกลางข้างซ้าย

"งั้นครั้งหน้า ข้าคงต้องลองอะไรที่แรงกว่าสกิลพื้นๆสินะ"

"นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเลือกข้างไหน?" วิลลิสเตือนผมไม่ให้เหิมเกริมมากเกินไป ตราบใดที่ผมไม่ใช่น้องสาวต่างแม่ของกัปตันเรือ

"ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านมากมายเหลือเกิน" เอมเมอร์พูด "แต่เราคงมีเวลาพูดคุยกันอีกเยอะหลังจากนี้ ข้าอยากขอร้องให้ท่านช่วยละเว้นคนบนเรือยักษ์แดงได้ไหม ข้าเชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่คนเลวนัก"

"นี่เจ้ายังคิดว่าคนที่จะฆ่าพวกเจ้านั้นเป็นคนดีอีกเหรอ น้องข้า ถ้าไม่นับว่าเจ้าอยู่บนเรือของพวกมันล่ะก็ ข้าสั่งยิงจมเรือลำนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ" คาร์เตอร์ปฏฺิเสธ

"แต่ครึ่งหนึ่งของลูกเรือ คือชายที่บริสุทธิ์ ซึ่งออกจากท่าเรือมากับข้า พวกเขาบาดเจ็บ สิ้นหวัง และไม่สมควรตายอย่างไร้ค่ากลางทะเลแห่งนี้พอๆกับเราทุกคน และหากปล่อยพวกเขาไว้กลางทะเลโดยไม่มีเสบียงให้ พวกเขาคงฆ่ากันเองจนตายกันหมดก่อนจะไปถึงฝั่งแน่นอน"

คาร์เตอร์ถอนหายใจ กาลเวลาหลายปีที่แยกจากกัน ไม่ได้ทำให้น้องสาวของเขามีจิตใจที่ดำมืดลงแม้แต่น้อย

"เจ้าก็ยังคงเป็นเจ้าสินะ แม่ตัวยุ่ง" คาร์เตอร์ลูบหัวน้องสาวอีกครั้ัง ก่อนจะบอกเงื่อนไขที่เขารับได้จากการตกลงนี้

ลูกเรือทั้งหมดของท่านหญิงรอนด้า จะให้โดยสารไปกับเรืออีกาดำด้วย จนกว่าจะถึง เกาะใบพัด เกาะใกล้ที่สุดที่อยู่ตอนใต้ของ West-End ใช้เวลาเดินทางแค่วันเดียวก็ถึง ที่นั่นอาจไม่ใช่เกาะที่เพรียบพร้อม แต่ก็จะมีเรือที่ใครก็ตามที่อยากจะกลับไปยังเอเคอร์เชลสามารถทำได้ไม่ยากถ้าแลกกับการทำงานบนเรือ โดยระหว่างที่อยู่บนเรืออีกาดำ พวกเขาก็ต้องทำงานหนักเช่นกันในฐานะเชลยศึก แม้จะไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน แต่คนเหล่านี้ก็เป็นคนของอาณาจักรซึ่งเป็นศัตรูกับโจรสลัดอย่างเลี่ยงไม่ได้

นั่นรวมไปถึง แกรมส์ นอร์ตัน ที่อาสาจะขอร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วยเช่นกัน

ส่วน อากอร์ โดรยาส และลูกเรือยักษ์แดงทั้งหมด จะได้รับเสบียงมากพอที่จะเดินทางกลับไปยังเอเคอร์เชลหรือที่ไหนก็ตามที่เขาต้องการ นั่นคือเสบียงสำหรับ 2 วันเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้

และหลังจากจัดการทุกอย่างตามที่ต้องการเสร็จสรรพ เรือสองลำก็แยกออกจากกัน ทิ้งเสียงตะโกนด่าไล่หลังของอากอร์ที่ถูกปล้นทุกอย่างบนเรือไปหมด ซึ่งนั่นน่าจะทำให้หมอนั่นเจ็บแค้นมากพอจะวางแผนล้างตาอีกครั้ง ถ้าเขาหาเรือลำใหม่ได้น่ะนะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น