วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตอนที่ 19 - การต่อสู้บนผิวคลื่นด้วยอาวุธทุกชนิด และปิศาจยักษ์ที่มาพร้อมกับความเหี้ยมโหดกลางทะเล

มันเป็นทางเลือกที่โง่และบ้าพอกัน

แต่หากจะต้องการหนีจากสัตว์ร้ายกระหายเลือดที่เคลื่อนไหวในน้ำได้ด้วยความเร็ว 10 เมตรต่อวินาที กับ เผชิญหน้ากับโจรสลัดที่ไม่มีใครคนไหนไม่รู้จักในความโหดเหี้ยมพอๆกับอันตราย

ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกเผชิญหน้ากับมนุษย์ด้วยกันมากกว่าสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์

โชคดีที่เรืออีกาดำ ก็ยังคงแล่นพุ่งตรงมาทางทิศที่เราอยู่นี้ด้วยเหมือนกัน จากความเร็วโดยการประมาณคร่าวๆ เรือทั้งสองลำน่าจะพบกันหลังจากนี้อีกไม่เกิน 20 หรือ 30 นาที ไม่รู้สิ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือเท่าไหร่ ผมบอกแน่นอนไม่ได้หรอก

แต่ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ตาม มันก็ดูจะนานเกินไปอยู่ดีนั่นแหละ เจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ตัวนี้น่าจะจมพวกเราลงทะเลได้ภายใน 10 นาทีด้วยซ้ำ

ผมไปที่หัวเรือ หลังจากบอกให้อากอร์เร่งความเร็วและเตรียมอาวุธให้พร้อมสำหรับยิงเจ้าสัตว์ยักษ์นี่ได้ทุกเมื่อถ้ามีโอกาส แม้ว่าอาจจะเป็นแค่การทำให้มันโกรธหรือคลุ้มคลั่งมากกว่าเดิม แต่ผมคิดว่ามันก็คงดีกว่าอยู่เฉยๆรอให้มันจมเรือของเรา

แกรมส์ นอร์ตัน วิ่งไปที่กองฉมวกที่ใช้สำหรับล่าปลาวาฬ ผมหวังว่าฝีมือพุ่งฉมวกของเขาจะดีพอๆกับฝีมือดาบ แต่นั่นก็อาจจะเป็นการคาดหวังที่สูงเกินไป แกรมส์ อาจเดินเรือมาหลายปี แต่เขาก็เป็นอัศวินที่ต่อสู้บนบกได้เยี่ยมกว่าในน้ำอยู่ดี

ส่วนซีราเอล ชักธนูของเธอออกมาแล้วพาดศร ลูกธนูเล็กๆนั่นคงทำอะไรเจ้าสัตว์ยักษ์แบบนี้ไม่ได้เท่าไหร่ ผมหวังว่าเธอจะมีเวทย์มนต์ที่รุนแรงพอให้พึ่งพาได้กว่านั้น และนั่นก็จุดประกายไอเดียให้ผม ผมมีความคิดดีๆในการโจมตีมันแล้ว

อสูรยักษ์ใต้น้ำชนเราที่ด้านข้างลำเรืออีกครั้ง ทำเอาเรือเกือบพลิกคว่ำ ขณะที่มันพุ่งตัวต่อไป และวกกลับมาหาพวกเราอีกรอบ แกรมส์ขว้างฉมวกใหญ่ใส่มัน ไม่ได้ผล เกร็ดของมันหนาเกินไป ดูท่า จุดอ่อนอย่างเดียวของมันอาจจะเป็นที่ส่วนหัวเหมือนในหนังสือก็เป็นได้

ยักษ์แดงทำความเร็วได้ดียิ่งขึ้นอีกหน่อย แต่เจ้าสัตว์ร้ายนั่นก็เร่งความเร็วในการจมเรือของเราเช่นกัน ผมมาถึงส่วนหน้าสุดของเรือยักษ์แดงลำใหญ่นี่ คาดว่าอีกไม่นาน มารินัส ดาครูนัม ต้องเริ่มโจมตีอีกครั้ง และในไม่ช้า มันต้องเล็งมาที่ส่วนหัวของเรือ เพื่อหยุดพวกเรา

ผมตะโกนบอกให้อากอร์ ปล่อยถังน้ำมันไปยังท้ายเรือ เพื่อเอาไว้สำหรับทำหน้าที่ทุ่นระเบิด ซึ่งเจ้ามังกรทะเลตัวนี้ก็รู้ทันมากพอที่จะไม่เลือกโจมตีที่ด้านหลัง เราจึงเริ่มสั่งให้พลยิง 4 คนประจำที่ปืนใหญ่ตรงกราบเรือด้านซ้ายขวา และยิงมันทันทีที่เห็น

ซึ่งนั่นอาจทำให้มันหงุดหงิดมากกว่าเจ็บปวด แม้จะหยุดการโจมตีของมันไม่ได้ แต่เราก็ทำให้มันพุ่งเข้าใส่เราได้น้อยลงจากด้านข้าง

และนั่นหมายถึงการต่อสู้ของผมที่หัวเรือ

ผมหยิบ Black Stinger ออกมา ผมนึกถึงเจ้านี่ตอนที่เห็นซีราเอลพยายามจะใช้ธนูของเธอต่อสู้ ซึ่งธนูสีดำอันนี้ บวกกับเวทย์มนต์ที่ผมมี น่าจะช่วยให้เจ้าสัตว์ร้ายนี้เจ็บปวดมากพอที่จะไม่มายุ่งกับเราอีกสักระยะหนึ่ง

มังกรยักษ์พุ่งขึ้นมาจากใต้ทะเลลึก มันกระแทกใต้ท้องเรือจนผมนึกว่าเรืออาจจะรั่วเสียแล้ว แรกกระแทกทำเอาพวกเรายืนกันไม่ติดพื้นเลยทีเดียว เอมเมอร์กระเด้งจนตัวลอย ก่อนซีราเอลจะคว้าเธอไว้ได้ทัน

ยังดีที่ผมมีความสามารถของการยึดเกาะจากพวกจิ้งจกหรือตุ๊กแก ผมเลยเป็นคนเดียวที่ยืนนิ่งอยู่พื้นเรือได้ แต่นั่นก็คงอีกไม่นานนัก ก่อนที่มันจะโผล่หัวออกมา

ผมพาดศรเวทย์มนต์อันหนึ่ง เป็น Uncommon items ซึ่งผมมีอยู่แค่ประมาณ 15 ดอก มันเป็นลูกศรเวทย์มนต์ที่เราสามารถอัดเวทย์มนต์เข้าไปเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับการโจมตีได้ บวกกับหัวธนูที่ทำจากเหล็กกล้า เพิ่มพลังในการเจาะเกราะหรือทะลุทะลวงเป้าหมายได้ดีกว่าลูกศรทั่วๆไป

ผมเลือกเวทย์สายฟ้าที่เป็นจุดอ่อนของธาตุน้ำ ซึ่งควรจะเป็นธาตุของเจ้าสัตว์ยักษ์ตัวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ลูกธนูของผมเปลี่ยนเป็นสีขาวและฟ้า ประกายไฟวิ่งแปลบปลาบเป็นรัศมีใกล้ๆตัวผม ผมเร่งพลังเวทย์มนต์จนถึงขีดสุด ส่งเวทย์มนต์สายฟ้าระดับสูงที่สุดที่ผมมีเข้าไปในหัวลูกศร ซึ่งผมไม่ทันได้เห็นสีหน้าของพวกซีราเอล แต่นั่นคงจะน่าดูทีเดียว เพราะผมไม่ค่อยได้โชว์พลังเวทย์ระดับนี้ให้คนอื่นเห็นบ่อยๆนัก

เสียงอากาศแตกลั่นไปทั่วบริเวณ ลูกเรือหลายคนถอยกรูดไปทางท้ายเรือ ส่วนผมยืนรอจังหวะที่เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นจะโผล่พ้นน้ำออกมา

และในวินาทีนั้น มันก็ปรากฏกายขึ้น ครีบหลังของมันแหวกผิวน้ำจนเกิดเป็นคลื่นใหญ่ที่ดูเหมือนจะบอกว่าอาหารว่างของมันอยู่ตรงนี้ มากินได้เลย ผมรอ รอ และรอ จนกว่ามันจะยกหัวขึ้นมาพ้นน้ำ ซึ่งถ้ามันไม่ทำ ผมก็จะรอต่อไปอีกจนกว่ามันจะเกิดขึ้น

แต่โชคดี ผมไม่ต้องรอนานขนาดนั้น เจ้าสัตว์ทะเลยักษ์นั่นพุ่งตัวขึ้นมายังอากาศด้านบน ก่อนจะส่งเสียงร้องด้วยความกราดเกรี้ยวที่ทำเอาแก้วหูของเราทุกคนลั่นกราว ผมประสานสายตากลมยักษ์คู่นั้น ที่คงจะกำลังสงสัยว่า ไอ้เอลฟ์ตัวเล็กๆนี่ กำลังทำอะไรเกี่ยวกับสายฟ้าอยู่ที่หัวเรือกันแน่

และนั่นคือวินาทีเดียวกับที่ผมปล่อยลูกศรเวทย์มนต์ของผมออกไป

ศรเวทย์มนต์พุ่งกรีดอากาศเป็นรอยสีขาว พร้อมๆกับเสียงก้องกัมปนาทราวกับฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ ลูกศรพุ่งไปที่มัน ก่อนจะปักเข้าไปตรงที่ว่างระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของมัน และชั่วอึดใจนั้นเอง สายฟ้าก็กรีดใบหน้าของมันพร้อมกับเสียงดัง เปรี้ยงงง

มารินัส ดาครูนัม กรีดร้องลั่นจนทำเอาพวกเราขนลุก บางคนล้มลงจากเสียงกู่ร้องด้วยความเจ็บปวดนั้น ก่อนที่มันจะหายตัวลงไปใต้น้ำอีกครั้ง ทิ้งตัวลงไปดังตูม ปล่อยให้ละอองน้ำกระเด็นจนเปียกทุกคนที่อยู่บนดาดฟ้าเรือ ผมไม่รู้ว่ามันได้ผลหรือเปล่า แต่ก็ได้ตะโกนไปยังท้ายเรือ บอกอากอร์ ให้เร่งความเร็วให้มากขึ้นไปอีก โดยหวังว่าเราจะไปได้ถึงเรือ อีกาดำ ได้เร็วกว่านี้ ส่วนไปถึงแล้วจะทำยังไงต่อ ผมยังไม่แน่ใจ แต่คิดว่า มนุษย์จากเรือ 2 ลำ ย่อมต่อสู้กับสัตว์ทะเลยักษ์ได้ดีกว่าแค่ลำเดียวแน่ๆ ซึ่งหากไม่เป็นอย่างนั้น อย่างน้อย ผมก็มีเหยื่อให้เจ้าปลาไหลยักษ์นั่นเพิ่มขึ้น แทนที่มันจะสนใจแต่พวกเราล่ะนะ

หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ มังกรยักษ์ก็โจมตีอีกครั้ง หนนี้มันสะบัดหางขึ้นมาเหนือน้ำ ก่อนจะฟาดครีบหางขนาดเท่าเรืออีกลำลงมาที่หัวเรือใกล้ๆกับที่ผมยืนอยู่อย่างแรง ผมต้องกระโดดถอยหลังไปอยู่กลางลำเรือเลยทีเดียว แรงกระแทกทำให้หัวเรือยักษ์แดงเกือบจะหัก แต่ยังดีที่มันเป็นเหล็กกล้า ราวไม้ที่อยู่รอบๆจึงรับเคราะห์ไปแทน แต่นอกจากนั้น เรือก็ไม่ได้รับความเสียหายอะไรมากไปกว่าการโคลงเคลงครั้งใหญ่อีกหน

และหางของมันก็โจมตีมาอีกหลายครั้ง ซึ่งผมไม่คิดว่าเรือยักษ์แดงที่ตอนนี้เหมาะเรียกว่า "ทารกแดง" มากกว่านั้น จะรับการโจมตีไปได้มากกว่านี้ ผมเลยง้างลูกธนูอีกรอบ ก่อนจะยิงลูกศรที่อัดแน่นไปด้วยเวทย์สายฟ้าขั้นสูงสุดเข้าไปที่เนื้อตรงส่วนหางนั่น

โชคดีที่ธนูนั้นทะลุผ่านเกล็ด ปักเข้าไปได้ แต่ไม่ลึกเท่ากับส่วนหัวของมัน การโจมตีของมันยังทำให้เรือเสียหายได้พอสมควรก่อนมันจะดึงหางกลับลงไปในทะเล

และหลังจากนั้น ก็เป็นการใช้ครีบหลังกระแทกท้องเรืออีกหลายครั้ง ก่อนจะสลับกับหางที่สะบัดขึ้นมาโจมตี

เรือน่าจะรับไว้ไม่อยู่เป็นแน่ ผมจำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นนอกจากรอให้มันขึ้นเหนือน้ำแล้วยิงธนูใส่

ผมนึกถึง Vesperic Deathstrike ได้แค่อย่างเดียวเท่านั้นในตอนนี้ มันเป็นขวานซัด เอาไว้ขว้าง ใช่ แม้มันจะทำอันตรายถึงชีวิตได้ดีต่อสัตว์ประหลาดแทบทุกประเภท แต่ผมไม่แน่ใจว่ากับขนาดที่ใหญ่ของมังกรทะเลตัวนี้ มันจะทำอะไรได้ดีแค่ไหน ยิ่งการโจมตีผ่านผิวน้ำด้วยแล้ว มันจะให้ผลลัพธ์ที่เพียงพอหรือเปล่า แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

ผมดึงขวาน Vesperic ออกมา พลังเวทย์สายฟ้าถูกส่งเข้าไปในขวานมากเท่าที่จำเป็น ขวานนั่นส่องประกายแสงสีขาวสว่างจ้าออกมาเหมือนตอนผมอัดพลังใส่ลูกธนู ทุกคนที่นั่นน่าจะไม่เคยมีใครเห็นพลังเวทย์มากมายขนาดนี้มาก่อน สังเกตุได้จากสีหน้าของพวกเขา ยิ่ง อากอร์ ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมแน่ใจได้เลยว่า หมอนั่นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆที่รอดตายจากฝีมือผมมาได้

ผมมองหาร่องรอยของมังกรนั่นในน้ำ ด้วย Eagle View มันทำให้ผมมองเห็นเป้าหมายได้ง่ายขึ้นแม้จะมองผ่านหมอกหนาหรือผิวน้ำทะเล ผมมองลงไปใต้น้ำได้ไกลสัก 20 เมตรเห็นจะได้ นั่นทำให้ผมเริ่มเข่าอ่อน เพราะขนาดของมันนั้นยาวเกือบ 40 ฟุตใต้น้ำนั่น ลำตัวของมันน่าจะขนาดสัก 15 คนโอบได้ ผมนึกไม่ออกเลยว่า ขวานเล็กๆนี่จะทำอะไรผิวหนังของมันได้บ้าง แต่ก็ไม่มีทางเลือก ผมต้องลองดูเท่านั้น

การโจมตีครั้งต่อไปน่าจะมาจากทางกราบขวาของเรือ ผมเห็นมันกลับตัวใต้ผิวน้ำนั่น ก่อนจะพุ่งตรงมาหาเราด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ ผมกระโดดขึ้นไปยืนบนขอบเรือด้านนั้น ยึดตัวเองให้ยืนติดอยู่ได้ด้วยฝ่าเท้าของตุ๊กแก และเพื่อป้องกันอีกชั้น ผมยิงใยแมงมุม Silve Garnet ผูกตัวเองเข้ากับเรืออย่างแน่นหนา อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวเรื่องตกลงไปจากเรือนั่นแหละนะ

ผมตั้งท่ายืนเพื่อให้ส่งแรงไปยังการขว้างขวานได้ดีที่สุด รวบรวมสมาธิ และในวินาทีที่หัวมันพุ่งเข้ามาใกล้ที่สุด Vesperic Deathstrike ก็ถูกขว้างออกไปเต็มแรง

เสียงสายฟ้าดังกัมปนาทไปทั่วท้องทะเลอีกครั้ง สายฟ้าสีขาวฉีกอากาศออกจนเกือบจะได้กลิ่นไหม้ ขวานนั้นกรีดอากาศพุ่งลงไปยังผืนน้ำข้างใต้ ผมเห็นขวานนั่นดำน้ำลงไป แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ทำอันตรายอะไรเจ้าสัตว์ยักษ์นั่นได้ดีไปกว่าการเอาหินก้อนใหญ่ๆปาหัวมัน แรงที่ถูกส่งออกไป ถูกสลายเกือบจะทันทีที่ขวานพุ่งผ่านผิวน้ำ แรงเสียดทานของน้ำลดแรงโจมตีและความเร็วในการพุ่งตัวของขวานลงมากว่าครึ่ง ยังดีที่สายฟ้าช่วยให้มันชะลอความเร็วลงได้บ้าง การโจมตีก็เลยถูกป้องกันได้ในครั้งนี้ แต่ผมไม่มีเวทย์มนต์มากพอจะอัดใส่ขวานได้ขนาดนั้นหรอก

ขวานกลับมาอยู่ในมือของผมอีกครั้ง แต่ผมคิดว่ามันคงไม่น่าจะเวิร์คเท่าไหร่แล้ว ถ้าเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ไม่โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำสักหน่อย ผมเก็บพลังเวทย์มนต์ไว้ในตอนคับขันจริงๆน่าจะดีกว่า

ผมต้องหาอาวุธอื่น อะไรสักอย่างที่พุ่งผ่านน้ำไปแทงตัวมันข้างใต้นั่นได้ อะไรที่มีลักษณะเรียวแหลมและลดแรงเสียดทานจากน้ำได้ดีกว่าขวาน

ผมนึกไปถึงหอกที่แกรมส์ใช้ก่อนหน้านี้ เลยวิ่งไปดูมัน หวังว่าจะมีประโยชน์หากใช้มันกับเวทย์มนต์หรือพิษของผม แต่ก็เกือบจะหวังอะไรมากนักไม่ได้เท่าไหร่ เพราะหอกธรรมดานี่ก็เหมือนอาวุธระดับ Common นั่นแหละ ไม่สามารถที่จะระคายผิวหนังหรือเกล็ดของสัตว์ประหลาดระดับนี้ได้ง่ายๆ ถึงกระนั้นผมก็ยังลองใช้มันดู แต่มันก็ทำได้แค่ปักไปบนผิวของสัตว์ประหลาดนั่น และสะกิดให้มันมีแผลเท่าๆกับเสี้ยนตำเท่านั้น

ขณะที่เรือยักษ์แดงก็ดูจะร่อแร่หนักขึ้นทุกที เสาเรือหักไปจนเหลือแค่เสาเดียว และกราบซ้ายขวาของเรือก็พังไปเกือบหมดแล้ว รวมถึงปืนใหญ่ที่แทบจะไม่มีประโยชน์ในการสู้กับสัตว์ทะเลเลยแม้แต่น้อย เรืออีกาดำ นั้น อยู่ข้างหน้า แม้จะใกล้เข้ามา แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี ถ้าเจ้าสัตว์ยักษ์นี่มันยังโจมตีเราอยู่แบบนี้ เราทุกคนจะเป็นอาหารปลาภายใน 5 นาทีนี้แน่ๆ

เดี๋ยวนะ....

หอก.... หอกงั้นเหรอ?

ผมเพิ่งนึกได้ว่า ผมขโมยหอกสีเขียวมาจากห้องเก็บสมบัติในบาร์นั่นเมื่อคืนก่อน ไม่ว่ามันจะเป็นหอกที่ดีหรือเลวแค่ไหน ผมก็ได้เวลาใช้งานมันสักที ผมยินดีจะเดิมพันกับเจ้าหอกนี่ แม้ว่ามันทำให้ผมสูญเสียมันไปตลอดกาลก็ตาม เพราะถ้าเราทำไม่สำเร็จ เราอาจจะกลายเป็นปุ๋ยให้ปะการังกันเร็วกว่าที่คิดก็ได้

ผมหยิบหอกสีเขียวนั่นออกมา มันส่องแสงรับกับแดดได้สวยงามกว่าที่ผมเคยเห็นในห้องมืด แต่ไม่มีเวลาชื่นชมมันมากนัก ผมเพ่งสมาธิไปที่มัน ไม่ว่ามันจะมีความสามารถอะไรซ่อนอยู่ ผมก็มีโอกาสพิสูจน์มันได้แค่ครั้งเดียวนี่แหละ

คราวนี้เจ้ามังกรนั่นมาจากทางซ้าย ผมขึ้นไปยืนบนกราบเรือเหมือนเดิม ผูกตัวเองให้แน่น ก่อนจะตั้งท่าเล็งหอกไปยังเป้าหมาย

ผมเริ่มอัดพลังเวทย์ใส่หอก สายฟ้าสีขาวพวยพุ่งออกมาจากมือของผม หอกนั่นส่งแสงและเสียงร้องของฟ้าผ่าก็เริ่มปะทุไปทั่วอีกครั้ง เจ้ามังกรนั่นเริ่มจะรู้ฤทธิ์ของสายฟ้า มันเลยหลบหายไปข้างล่าง ใต้ทะเลลึกนั่น ก่อนจะโผล่มาอีกทีที่กราบขวาของเรือ และหนนี้ มันยกหัวของมันขึ้นมา แยกเขี้ยวเป็นร้อยๆซี่ของมัน เตรียมตัวงับหัวลงมาบนเรือ

ผมไม่มีเวลาเปลี่ยนอาวุธได้ทันอีกแล้ว เลยแค่หันตัวและพุ่งหอกออกไปที่เป้าหมายตรงหน้านั้น

หอกส่งเสียงร้องกึกก้องกัมปนาทเพราะสายฟ้า ก่อนที่มันจะก่อพายุรอบตัว ทิ้งร่องรอยของลมหมุนเล็กๆไว้ข้างหลัง ขณะที่ปลายหอกพุ่งไปข้างหน้า เจ้าสัตว์ยักษ์นั่นอาจจะโชคดี และโชคร้ายเป็นของพวกเรา มันเลยหลบคมหอกไปได้ สายฟ้าทำให้แก้มของมันเกิดรอยแผลไหม้ดำเป็นปื้นใหญ่ทีเดียว แต่ไม่มีเลือดสักหยด หอกนั่นพุ่งไปเรื่อยๆ และไม่นาน มันก็โค้ง ดิ่งลงไปในทะเล

ผมสูญเสียหอกวิเศษที่มีพลังของลมและการเจาะเกราะ (Piecing) ไปเสียแล้ว ให้ตายสิ ถ้าผมรู้ว่ามันเป็นหอกที่เหมาะกับการสู้รบกับเจ้านี่มากกว่าอาวุธทุกชิ้นที่ผมมีแล้วล่ะก็ ผมคงจะรอจังหวะที่ดีกว่านี้เพื่อจะขว้างมันออกไปแน่ๆ

อย่างน้อย ก็ไม่มีใครตายจากการโจมตีครั้งนี้ของมัน

แต่ครั้งหน้าอาจจะไม่แน่

ผมพยายามคิดหาวิธีอื่นๆที่จะทำให้เรารอดตายได้นานพอ แต่ก็คิดไม่ออกอีกแล้ว อาวุธอื่นๆของผมนั้น นอกจากที่ใช้ไปก็แทบไม่เหลืออะไรอีกแล้ว และทุกอย่างก็แทบจะพุ่งผ่านผิวน้ำไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ บ้าที่สุด นี่ผมต้องมาแพ้ให้กับปลาไหลยักษ์บ้าๆนี่ทั้งที่เกือบจะฆ่ามันได้สำเร็จงั้นเหรอ

ผมเห็นสีหน้าผิดหวังและหวาดกลัวในใบหน้าของทุกคนบนดาดฟ้าเรือนี่ ทุกคนนั้นเปียกแฉะจากน้ำทะเลและการโจมตีก่อนๆ เอมเมอร์นั้นเปียกไปทั้งตัว เช่นเดียวกับซีราเอลที่แทบจะไม่เหลือคราบของราชนิกูลแห่งราชวงศ์เลยแม้แต่น้อย ส่วนอากอร์ ก็เหมือนออร์กตกน้ำที่แขนขาหัก และเริ่มจะร้องไห้อีกครั้ง

มังกรทะเลว่ายไปมาอยู่ใต้เรือ และมันก็เริ่มโจมตีอีกครัั้ง ผมรู้ว่าหนนี้มันเล็งพวกเราจากด้านหลังของเรือ แต่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปดักรอมันได้อีก เลยคิดว่าอย่างดีก็คงแค่ใช้ลูกธนูไปให้หมด และเดิมพันว่า มันจะเงยหน้าขึ้นมาให้ผมเล็งได้แม่นๆอีกสักครั้งก่อนเรือยักษ์แดงนี่จะจมลงสู่ก้นทะเล

แต่โชคดีก็ยังไม่ทิ้งผมไป

เมื่อผมกำลังจะล้วงมือไปหยิบธนู หอกสีเขียวก็กลับมาปรากฏอยู่ในมือของผมอีกครั้ง

ผมเกือบจะกระโดดตัวลอยร้อง ยะฮู้ววว ออกมาดังๆ
เจ้านี่มีความสามารถ "Returning" เช่นเดียวกับขวาน Vesperic Deathstrike เพียงแต่ว่าใช้เวลานานกว่าเท่านั้นเอง

ผมไม่รอแม้แต่วินาทีเดียว วิ่งขึ้นไปยังท้ายเรือที่หางเสือของยักษ์แดง และนั่นคือการตัดสินของผมกับเจ้ายักษ์นี่ ผมอาจจะพลาดได้อีกหลายครั้ง และหอกสีเขียวนี่ก็อาจจะกลับมาอยู่ในมือผมได้ แต่มันอาจจะไม่ทันการก่อนที่เรือจะถูกจม ซึ่งผมคาดว่าผมคงจะไม่มีโอกาสได้ปาหอกอีกครั้งเป็นแน่ ครั้งนี้คือครั้งสุดท้าย

ไม่มันก็เรือลำนี้ ต้องดับสลายไปในที่สุด

ผมเห็นลำตัวของมันเลื้อยผ่านใต้น้ำเข้ามาเรื่อยๆ ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น

หอกในมือของผมนั้นเตรียมพร้อมไว้แล้ว เช่นเดียวกับเวทย์สายฟ้าที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ถูกรีดออกมาจากทุกอณูของร่างกายผม ผมไม่ห่วงเรื่องหมดพลังเวทย์อีกแล้ว เดิมพันสุดท้าย ไม่มีครั้งหน้า ไม่มีเกมส์ต่อไป

ประกายสายฟ้านั่นกรีดอากาศออกเป็นชิ้นๆ เหมือนเสียงกรีดร้องของสัตว์เล็กสัตว์น้อยนับพันที่กำลังข่วนกันเองอยู่ในหูของผม ผมยังเพ่งสมาธิไปที่การทิ่มแทงของ Piecing เช่นเดียวกับการหมุน (Screw) เพื่อเพิ่มความรุนแรงของมันให้สูงขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับพิษ พิษทุกขนานที่ผมมี ผมอัดมันเข้าไปในหอกนี่หมอ ถ้าผมนึกความสามารถอันอื่นออกอีก ผมก็จะใส่มันเข้าไปในการโจมตีนี้ด้วยเช่นกัน

และระฆังสุดท้ายก็มาถึง เจ้าสัตว์ประหลาดนี่รู้ดีว่ามีอะไรรอมันอยู่ที่ผิวน้ำ มันจึงเลี้ยวหลบออกไป เหมือนกับครั้งก่อนหน้า ซึ่งผมก็อ่านทางมันออก และโดดกลับไปที่หัวเรือซึ่งเป็นจุดที่เป็นเป้าหมายใหม่ของมัน และผมจะไม่พลาด

ไม่ใช่ครั้งนี้เด็ดขาด

ในวินาทีนั้น มารินัส ดาครูนัมพุ่งหัวของมันขึ้นมาจากน้ำ โดยที่มันยังไม่รู้ว่ามีอะไรรอมันอยู่ ผมเงื้อหอกสายฟ้าสีเขียวนั่นรอไว้อยู่แล้ว และในขณะเดียวกัน ผมก็ถีบตัวเองพุ่งไปข้างหน้า ลอยตัวออกจากเรือไปยังปากของมันที่อ้ากว้างล้อมด้วยเขี้ยวแหลมคมนับร้อยอันที่รอจะลิ้มรสอาหารอันโอชะตรงหน้า

แต่ไม่ใช่ในวันนี้ วันสุดท้ายของชีวิตมัน

หอกสีเขียวส่งเสียงร้องดังก้องกัมปนาทกว่าครั้งไหนๆที่ผมเคยใช้สายฟ้ามาก่อนหน้านี้ เสียงของมันกรีดร้องจนทำให้แก้วหูผมเกือบจะฉีกขาด หรืออาจจะขาดไปแล้วก็ได้ ผมไม่แน่ใจ แต่หอกนั่นก็พุ่งออกไปสู่เป้าหมายได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะระยะที่ผมกระโดดออกมาจนถึงตัวมันนั้นสั้นลงกว่าการโจมตีครั้งไหนๆ ความผิดพลาดเลยเกิดขึ้นได้ยากกว่าด้วยเช่นกัน และครั้งนี้ หอกนั่นทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเป็นที่สุด

สายฟ้าสีขาวประประกายเขียวพุ่งแหวกอากาศ ฉีกสายลมออกเป็นริ้วๆ ควงสว่านเข้าไปในปากของมังกรยักษ์ เหมือนกระสุนแสงที่พุ่งเข้าสู่เป้าหมายอย่างเที่ยงตรงที่สุด

และนั่นคือจุดจบของจ้าวทะเล หอกนั่นควงสว่านเป็นวง กรีดลมรอบๆตัวมันให้ม้วนควงไปพร้อมกัน ทิ้งรอยคว้านลึกไว้ในปากของมันที่ทะลุไปถึงด้านหลังอย่างน่าเกลียดน่ากลัวเป็นที่สุด ขณะที่สายฟ้าช่วยให้มันเจ็บปวดและทรมานกับธาตุที่เป็นปฏิปักษ์กันอย่างเห็นได้ชัด เจ้าสัตว์นั่นร้องโหยหวนดังลั่นแค่สั้นๆ ก่อนจะทิ้งร่างตัวเองลงสู่ท้องทะเล ปล่อยให้เลือดหลายร้อยแกลลอนอาบไปทั่วท้องทะเลกว้างแห่งนี้ เปลี่ยนคลื่นลมสีฟ้าครามให้กลายเป็นสีดำทมิฬเหมือนความมืดอย่างน่าขนลุกเป็นที่สุด

เมื่อมันทิ้งร่างไร้วิญญาณลงสู่ผิวน้ำ ทะเลก็ระเบิดออกอีกครั้ง ทำให้พวกเราเปียกปอนกันอีกหน แต่คราวนี้ ในสีหน้า แววตา และรอยยิ้มที่มาพร้อมกับเสียงโห่ร้องของทุกคนบนเรือ กลับกลายเป็นเสียงแห่งความปีติและดีใจ บางคนขอบคุณพระเจ้า กอดกัดเอง กระโดดโลดเต้น บางคนน้ำตาไหล (อย่างเช่นอากอร์) และหลายๆคนวิ่งเข้ามาตบหลังตบไหล่ผมเหมือนผมเป็นเทพเจ้าของพวกเขาเลยทีเดียว

ความวุ่นวายค่อยๆจางหายไป ซีราเอลที่ประคองเอมเมอร์เข้ามาหาผมพร้อมกับแกรมส์ มีสีหน้าที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น มากกว่าตอนที่ผมสังหารลูกเรือของอากอร์บนท่านหญิงรอนด้ามากมายนัก

"ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะทำสำเร็จ" ซีราเอลทำสีหน้าที่ผมเกือบจะคิดว่าเป็นการชื่นชมอย่างจริงใจเป็นครั้งแรก

"ข้าไม่เคยสิ้นหวังในตัวท่านจริงๆ เทลอน" เอมเมอร์มองผมด้วยสายตาที่คาดหวังมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

"ท่านเป็นเทพหรืปิศาจกันแน่ ท่านเซอร์.... หมายถึง เทลอน น่ะ" แกรมส์ชมผมด้วยวิธีที่ยากกว่าคนอื่น

ผมไม่รู้จะตอบพวกเขาว่าอะไรดี ตอนนี้แม้ผมจะยืนอยู่ได้ แต่เวทย์มนต์ของผมก็แทบจะแห้งเหือดไปหมดสิ้นทีเดียว คงต้องกินอาหารมื้อใหญ่และนอนยาวๆสัก 6 ชั่วโมง กว่าผมจะพร้อมต่อสู้หรือใช้เวทย์มนต์ได้อีกครั้ง

"หอกนั่น เจ้าไปได้มาจากไหนกันน่ะ?" ซีราเอลถาม ชี้มือมาที่หอกซึ่งตอนนี้กลับมาอยู่ในมือผมอีกครั้ังแล้ว

"โชคดีน่ะ ไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่มันดันอยู่ใกล้ๆข้าพอดีตอนที่ข้าขโมยมันมา" ผมตอบ
"หรือไม่งั้นมันก็เลือกเจ้านายได้ดีทีเดียว" ซีราเอลกล่าว ก่อนจะบอกให้แกรมส์ พาพวกเราไปหาผ้าแห้งๆสักผืนเพื่อเช็ดหน้าเช็ดตา

ผมเดินตามไปในห้องกัปตัน ขณะที่อากอร์สั่งให้ลูกเรือที่เหลืออยู่เริ่มซ่อมเรือเท่าที่จะทำได้ และเอาเหล้ามาเปิดสักถังนึงเพื่อดื่มฉลอง

แต่เสียงดังลั่นอีกครั้งก็ตามมาติดๆ

ด้านหลังผม ตรงหัวเรือ ปรากฏร่างยักษ์ใหญ่โตของสัตว์ที่ผมเพิ่งจะกำจัดไปเมื่อครู่ชัดๆ

มารินัส ดาครูนัม ปรากฏร่าง แยกแขี้ยวยาวเฟื้อยนับสิบนับร้อยอัน พร้อมกับสายตามุ่งร้ายที่เพ่งมองมายังพวกเรา มายังผม

ไม่จริง ผมเพิ่งฆ่ามันไปเมื่อกี้เองนี่นา

พอก้มลงไปมองที่ผิวน้ำ ก็ยังเห็นเลือดและเศษเนื้อของมันกระจายอยู่เต็มผิวคลื่น พอมองดีๆ จึงได้รู้ว่า

เจ้านี่คือ มารินัส ดาครูนัม อีกตัวนั่นเอง

มันมาแก้แค้นให้เพื่อนของมัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น