ทันทีที่เท้าของผมสัมผัสดาดฟ้าเรือ
ผมชักดาบ Night Viper ออกมาในมือขวา ส่วนมือซ้ายผมชักดาบคาตานะสีดำแดงที่เก็บได้จากห้องเก็บสมบัติในคืนก่อนหน้าออกมา ถือมันทั้งคู่ในสองมือ และเริ่มออกวิ่งไปข้างหน้า แค่เสี้ยววินาที ผมก็ตวัดปลายดาบ เฉือนไปที่แขนและขาของชาย 2 คนใกล้ๆ ส่งพวกมันไปหายมบาลด้วยพิษร้ายแรงทันที และหลังจากผมพุ่งออกไปรอบๆ ผมก็ปลิดชีวิตโจรสลัดไปอีก 2 คน ทุกๆก้าวที่ผมวิ่งออกไปในควันที่กำลังโอบล้อม
ผมฟัน ฟัน และก็ฟัน เหมือนปิศาจที่ร่ายรำอยู่ในเงามืด เงาลางๆของผมวิ่งไปทั่วดาดฟ้าเรือและส่งโจรสลัดทีละ 2 คนไปสู่ดินแดนแห่งความตายโดยไม่ปล่อยให้พวกมันได้อุทธรณ์ 10 วินาทีคือเวลาที่กระชั้นชิดทีเดียวสำหรับการสังหารครั้งนี้
โจรสลัดบางคนอยู่ไกลออกไปจากกลุ่มควัน และเริ่มสังเกตุเห็นได้ว่ามีใครบางคนกำลังไล่สังหารพวกพ้องของตัวเองอยู่ ผมเลยสะบัด Night Viper ออกไปทางนั้นโดยใส่เวทย์มนต์ความมืดเข้าไปด้วย หวังจะให้มันยิงการโจมตีระยะกลางสู่เป้าหมาย แต่ผมกลับได้สิ่งที่แตกต่างออกไปพอสมควร
อากาศตรงนั้นถูกแหวกออก เงาสีดำเล็กๆกรีดหน้าอกของโจรสลัดที่อยู่ห่างจากผมไปเกือบ 10 เมตรที่หัวเรือ เลือดของหมอนั่นสาดกระจายไปทั่วก่อนจะล้มหงายลงไปบนพื้น ผมเลยได้รับรู้ความสามารถใหม่ของ Night Viper มาทันที
เจ้านี่สามารถ "ตัดผ่านมิติ" ได้
จะบอกให้ถูกคือผ่าน "เงา" ต่างหาก ในที่ที่มีแสง ย่อมมีเงา และนั่นคือช่องทางให้ Night Viper นั้นสามารถจัดการศัตรูที่อยู่ระยะไกลได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อผมเห็นช่องทาง ผมเลยทดลองความสามารถใหม่ของเจ้าดาบนี่โดยเล็งไปที่โจรสลัดที่ยังสู้อยู่กับแกรมส์ที่ท้ายเรือ ผมตั้งสมาธิ นึกภาพให้ดาบทะลุอากาศเข้าไปหาเป้าหมาย ชั๊วะ และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ
ปลายดาบของผมหายไปในเงามืดเล็กๆ แต่โจรสลัดที่กำลังสู้กับแกรมส์อยู่ก็ถูกแทงเข้าไปที่หลัง และพอผมชักดาบออก เลือดหมอนั่นก็สาดไปทั่วท้ายเรือ โอเค เล่นไม่ยาก ผมตวัดดาบอีก 3 ที แกรมส์ก็เป็นคนเดียวที่รอดชีวิตอยู่ตรงนั้นไปแล้ว
กลับมาที่กลางดาดฟ้าเรือ ทุ่งควันเริ่มจางไปทีละน้อยแล้ว ผมใช้ดวงตาอสรพิษ ตรวจจับความร้อนจากร่างกายของศัตรูตรงนี้ทั้งหมด เหลือแค่คาร์เตอร์ ดิชค์ กับลูกสมุนของมันอีก 4 คนเท่านั้นที่ยังคงทำอะไรไม่ถูกเท่าไหร่
ก่อนที่ คาร์เตอร์ จะสังเกตุเห็นผม ผมล้มลูกสมุนของมันทุกคนไปเรียบร้อยแล้ว Night Viper (ซึ่งผมคิดว่าจะเปลี่ยนชื่อมันเป็น Dark Viper หลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป) ปลิดชีพพวกมันได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีใครสักคนเดียวที่รู้ตัวว่าโดนอะไรเข้าไป และขณะที่กำลังเคลื่อนที่ไปมา คาตานะในมือซ้ายของผมก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีไม่แพ้กัน
ควันจางลงไปเกือบหมดแล้ว
ดาดฟ้าเรือท่านหญิงรอนด้า ถูกอาบย้อมไปด้วยเลือดสีแดงที่สาดไปทั่วทุกมุมจากโจรสลัดร่วม 30 คนที่ผมเพิ่งจัดการไปโดยไม่มีแม้แต่เลือดสักหยดที่จะกระเด็นมาถูกตัวผม
ผมเก็บดาบทั้งสองเข้าไปในกระเป๋า พลางสงสัยว่า ทำไมตัวเองถึงไม่เหนื่อยแม้แต่นิดเดียวหลังจากที่เพิ่งสังหารหมู่คนร่วม 30 ไป
การหายใจปกติ เหงื่อไม่ออกเลยสักหยด และยิ่งไปกว่านั้น ผมกลับรู้สึกสดชื่นและกล้ามเนื้อทุกมัดก็มีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาดใจ
ผมดูที่มือซ้ายที่เคยจับดาบคาตานะสีแดงดำ มันดูเหมือนจะเป็นจุดที่ผมรู้สึก "กะปรี้กะเปร่า" มากที่สุด ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนผ่านดาบเข้ามาที่ผม ทุกๆครั้งที่ฟันดาบโดนเป้าหมาย เหมือนผมได้รับการฟื้นพลังอยู่เรื่อยๆ และในวินาทีถัดมา ผมก็คิดออก
ดาบนี่มีความสามารถ "Life Drain" หรือดูดพลังจากเหยื่อนั่นเอง
ผมยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่ได้รับอาวุธเจ๋งๆมาอยู่ในมืออีกอัน ยิ่งทำให้ผมดูเหมือนฆาตกรโรคจิตที่มีความสุขหลังจากฆ่าคนไปร่วม 3 โหล และนั่นคือสิ่งที่คาร์เตอร์ ดิชค์ เพิ่งสังเกตุเห็น
"แก... แกเป็นใครวะ?" หมอนั่นตะโกน ชี้ดาบมาทางผม "แล้วแก... แก...ทำอะไรกับพวกลูกเรือข้า.... ทำไม.... ทำไมพวกมันตาย.... ตายกันหมดเลยวะเนี่ยยยยย"
หมอนั่นเริ่มควบคุมตัวเองได้ยากยิ่งขึ้นจากภาพที่มันเห็น ชายสวมชุดคลุมสีดำคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางกลุ่มควันที่ค่อยๆจางหายไปพร้อมกับชีวิตของลูกเรือทุกคนของมันบนนี้ พร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มเล็กๆ
เช่นเดียวกับซีราเอลและแกรมส์ที่แววตาบ่งบอกถึงความทึ่งปนสยดสยอง
ส่วนเอมเมอร์ยังตกใจกับเรื่องทั้งหมดนี่จนทำอะไรไม่ถูก นี่คงเป็นอีกครั้งที่เธอถูกปองร้าย และอันตรายก็ใกล้ตัวเธอมากที่สุดครั้งหนึ่ง
"ฆ่ามัน!!!"
คาร์เตอร์ ดิชค์ ชี้ดาบของมันมาทางผม สั่งลูกน้อง 3 คนที่กำลังวุ่นอยู่กับการจับตัวซีราเอล ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายมาทางผมอย่างว่าง่าย
และทันทีที่พวกมันทั้ง 3 พุ่งเข้ามาหาผม ดวงตาบาสิลิสค์ของผมก็ทำงานได้ง่ายขึ้น
โจรสลัด 3 คนเงื้อดาบร่าอยู่ตรงหน้าห่างจากผมไปไม่ถึง 5 เมตร แต่ทุกคนอยู่ในสภาพตัวแข็งค้างอยู่อย่างนั้น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ขยับไม่ได้แม้แต่ริมฝีปากหรือขากรรไกร แค่จะกระดิกปลายนิ้วยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ผมรู้สึกว่าดวงตาบาสิลิสค์ของผมค่อยๆแข็งแกร่งขึ้น เช่นเดียวกับที่มันเริ่มจะทรงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆในจิตใจและความรู้สึกของผม หากผมไม่คอยควบคุมหรือฝึกมันให้มากกว่านี้ บางที วันหนึ่งมันอาจจะสร้างปัญหาให้ผมในระยะยาวก็ได้
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาห่วงเรื่องนั้น
บนดาดฟ้าเรือที่โคลงเคลงของท่านหญิงรอนด้าตอนนี้ เต็มไปด้วยเลือดและซากศพของโจรสลัด 40 กว่าคน โดยศูนย์กลางอยู่ที่ผมกับคาร์เตอร์ ดิชค์ โดยมีโจรสลัดที่ถูกสตาฟไว้ 3 คนยืนคั่นกลางระหว่างเรา
"แกทำอะไรพวกมันวะ?" คาร์เตอร์ ดิชค์ ดูจะเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเก่า แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความกลัวของมันที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน
"นี่คือคาร์เตอร์ ดิชค์ที่เจ้าหมายถึงหรือเปล่า เอมเมอร์" ผมหันไปถามเด็กสาวตระกูลสูงศักดิ์ที่นั่งตาเหลือกอยู่ข้างหลัง "เพราะถ้าใช่ ข้าว่าไอ้หมอนี่ก็ต่างไปจากที่เราคุยกันเยอะเลยทีเดียวนะ"
"เจ้าพูดถึงชื่อใครนะ คาร์เตอร์ ดิชค์งั้นเรอะ?" หัวหน้าโจรสลัดตะโกนมาหาผม
"ไม่ใช่" เอมเมอร์พยายามบอกสิ่งที่เธอคิดกับผม
"เขาไม่ใช่คาร์เตอร์ ดิชค์"
นั่นไง ผมว่าแล้ว
ผมก้มหน้าพลางตำหนิตัวเองกับเรื่องที่ทำพลาดไปอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา
ผมด่วนสรุปเอาเองว่าคาร์เตอร์ ดิชค์ คือชายร่างใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า เพียงเพราะคำบอกเล่าจากชายหนุ่มแปลกหน้าที่ชื่อ วิลลี่ดำ แค่คนเดียว และนอกจากหมอนั่น ผมก็ยังไม่ได้ถามอะไรหรือใครอีกแม้แต่คนเดียว จนเรื่องมันลุกลามบานปลายมาถึงขนาดนี้
นี่ถ้าผมเอะใจสักนิด แล้วหาข้อมูลของเจ้าคาร์เตอร์ ดิชค์ นั่นอีกสักหน่อย เราอาจจะไม่ต้องรอให้สูญเสียลูกเรือไปเยอะขนาดนี้เพื่อจะได้รับคำยืนยันจากเอมเมอร์ในวินาทีที่ทุกอย่างเกือบจะคับขันที่สุด
ซีราเอลลุกขึ้นยืนได้แล้ว ส่วนแกรมส์ก็เดินมาใกล้ๆเธอ
ผมโกรธตัวเองที่ไม่รอบคอบและสะเพร่าในข้อมูลขนาดนี้ การด่วนสรุปอะไรบางอย่างเอาเองอาจสร้างความเสียหายให้เรื่องต่างๆได้มากมายกว่าที่คิด และนั่นหมายถึงตอนนี้
ผมไม่แน่ใจว่า วิลลี่ดำ นั้นให้ข้อมูลที่เป็นเท็จกับผมเพราะอะไร เพราะหมอนั่นจำคนผิด ได้รู้เรื่องผิดๆมา หรือว่าอยากจะโกหกผมเพื่อให้ผมปล่อยมันไป แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ความผิดของเรื่องนี้ทั้งหมด อาจมาจากผมคนเดียวก็ได้
ผมระบายความโกรธไปที่ลูกเรือโจรสลัดที่แข็งเป็นหุ่นขี้ผึ้งตรงหน้าผมทั้งสาม และชักดาบคาตานะออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปหาพวกมัน แล้วเสียบปลายดาบเข้าไปที่ท้องพวกมันทีละคน ตัดลำไส้ เครื่องใน และเฉือนกระดูกสันหลังพวกมันทุกคนออกอย่างง่ายดาย ขณะที่ปล่อยพิษทำลายประสาทเข้าไปเพื่อส่งพวกมันไปยังปรโลกได้เร็วยิ่งขึ้น
และหลังจากชักดาบออกมาจากการเสียบครั้งที่ 3 ร่างไร้วิญญาณของโจรสลัดทั้งหมดก็กลายเป็นสีดำคล้ำ เหมือนศพที่ถูกพิษจำนวนมากมาเป็นเวลานานหลายเดือน
สภาพของพวกมันนั้นดูน่ากลัวพอๆกับน่าสังเวช ผมปล่อยความโกรธเข้าไปในนั้นเพื่อระบายมันออกมาพร้อมๆกับข่มขวัญคาร์เตอร์... ไม่สิ ไอ้ยักษ์ตรงหน้าโดยหวังว่ามันจะกลัวจนฉี่ราด
"แก... แกเป็นใคร... เป็นตัวอะไรกันแน่วะ?" หมอนั่นเริ่มส่งความกลัวมาในน้ำเสียงมากขึ้น
"เจ้าชื่ออะไร?" ผมถาม ขณะที่เช็ดเลือดที่ติดใบดาบด้วยเศษผ้าจากอีกศพที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเก็บคาตานะนั้นเข้าไปในกระเป๋า และปล่อยให้พลังงานที่เพิ่งได้รับมาจากเหยื่อตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อย
"อากอร์ โดรยาส" หมอนั่นตอบคำถามด้วยเสียงที่เกือบจะกลายเป็นตะโกน "แล้ว... แล้วเจ้าล่ะ เป็นใคร?"
"แค่นักฆ่าคนหนึ่งที่ทำงานให้เด็กสาวคนนี้" ผมชี้ไปที่เอมเมอร์ด้วยสายตา
"แล้วเจ้ามาฆ่าลูกเรือข้าทำไมวะ?" อากอร์ ถามคำถามที่ฟังแล้วเกือบตลก
"ก็แล้วเจ้าโจมตีเรือลำนี้ทำไมล่ะ?" ผมย้อนถามกลับ "ข้ามากับเรือลำนี้ ถ้าเจ้าจะจมเรือที่ข้าอยู่ นั่นก็เป็นเรื่องปกติที่ข้าต้องต่อสู้กลับ หรือไม่ใช่?"
"ข้าเป็นโจนสลัด ก็ต้องปล้นเรือสิวะ" หมอนั่นชักดาบออกมา เล่มใหญ่กว่าที่ทุกคนบนเรือนี้มี และเหมือนกับว่าความคิดกับร่างกายของมันจะไม่ได้สัมพันธ์หรือเห็นด้วยกันเองนักในเวลาแบบนี้ อีก 2 หรือ 3 วินาทีต่อมา อากอร์ ก็ตะโกนลั่นก่อนจะเงื้อดาบและวิ่งเข้ามาหาผม
ซึ่งมันดูเหมือนจะช้าอย่างกับภาพสโลว์โมชั่นที่ทำให้เราหาวได้หากเราดูมันต่ออีกอึดใจเดียว
ผมยิงมีดบินออกจาก Mellifica เล็งไปที่ปลายขาของเจ้ายักษ์นั่น และมีดก็ปักเข้าไปในหน้าแข้งของอากอร์ ปล่อยเลือดสีแดงสาดเพิ่มไปบนพื้นดาดฟ้าเรือ
"อ๊ากกกกกกกกก" หมอนั่นล้มลงกุมมือไว้ที่หน้าแข้งตัวเอง
"เป็นข้าจะคิดให้ดีหากจะโจมตีใครสักคนที่ฆ่าคนได้เร็วเท่าที่เจ้าเห็นอยู่ตอนนี้นะ" ผมเดินเข้าไปใกล้หมอนั่น ก่อนจะก้มลงนั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆ
"บอกมาว่าใครเป็นคนสั่งเจ้ามา" ผมไม่ใจเย็นพอจะเล่นถามตอบอะไรอีก ในเมื่ออากอร์ไม่ยอมบอกว่ามีการตกลงกับลูกสมุนของลอร์ดเฮอร์เชลลัสในคืนนั้น ผมก็ต้องเริ่มบทนักทรมาน
"ไม่มีใครทั้งนั้นโว้ยยย" หมอนั่นตวัดดาบในมือเพื่อมาฟันผมทั้งที่ตัวเองยังนอนอยู่บนพื้น ซึ่งผมก็ตวัดข้อมือของมันออกด้วยมือซ้าย ก่อนจะหยิบมีดเล่มเล็กที่เอาไว้ขว้างออกมา ปักเข้าไปที่ข้อมือแล้วกดมันลงจนปักติดกับพื้นไม้ ตัดเส้นเอ็นของมันจนขาดสะบั้น ดาบหลุดออกจากมือ พร้อมๆกับเสียงร้องดังลั่นอีกครั้ง
ผมต่อยปากหมอนั่นจนฟันร่วงไปซี่หนึ่งเพื่อทำให้มันหยุดร้อง "เลือกเอาว่าจะปฏิเสธต่อไปหรือยอมคายเรื่องที่เจ้าคุยกับใครในบาร์นั่นออกมาตอนนี้... ข้ายังมีมีดอีกหลายสิบเล่มเลยล่ะ หากเจ้ายังอยากจะเล่นต่อ"
"ข้าไม่... ข้าไม่รู้ ว่าเจ้าหมายถึงอะ..."
ฉึก!
มีดอีกเล่มของผมปักไปที่ต้นแขนข้างเดียวกับที่โดนก่อนหน้า
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกก" เสียงนั่นดังกว่าครั้งแรก และเช่นเดียวกัน ผมก็หักฟันหมอนั่นอีกซี่เพื่อทำให้เงียบ
เอมเมอร์เอามือมาปิดหู ส่วนซีราเอลก็ทำสีหน้าสยดสยองเหมือนไม่เคยเห็นอะไรที่น่าคลื่นไส้แบบนี้มาก่อน ซึ่งผมเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนี้หรอก แต่ยังไงซะ ก็ต้องมีใครสักคนทำมันจริงมั้ย
"จะบอกให้เจ้ารู้ไว้ก่อนเลยนะ ว่ามีดนี่น่ะ แค่การเริ่มต้น ข้ายังมียาพิษอีกหลายขนานที่สามารถทำให้เจ้าอยากจะขอร้องให้ข้ารีบฆ่าเจ้าทุกๆวินาทีที่เจ้ายังหายใจได้เลยเชียวล่ะ ซึ่งถ้าข้าอาจจะใช้มีดพวกนี้อีกไม่กี่เล่ม ก่อนจะใช้ยาพวกนั้นก็ได้" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัวใช้ได้เลยทีเดียว "ซึ่งข้าไม่แนะนำให้เจ้าทดลองเท่าไหร่หรอกนะ คนที่แล้วที่โดนเข้าไป กัดลิ้นตัวเองจนเลือดกลบปาก แต่ก็ยังไม่ตาย มันทำให้ข้ารีดข้อมูลได้ยากทีเดียว ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเลยล่ะ กว่าหมอนั่นจะเลิกแหกปากได้น่ะ" โอเค เรื่องนี้ผมโกหก ผมไม่เคยทรมานใครนานขนาดนั้นหรอก แต่อากอร์ ดูเหมือนจะเป็นพวกที่รับความกลัวได้ง่าย ซึ่งผมคิดว่านิทานสักเรื่องน่าจะช่วยให้เราจบเรื่องได้เร็วกว่าที่คิด
"ได้ๆ.. ข้ายอมแล้ว" หมอนั่นใช้เวลาคิดแค่วินาทีเดียวหลังจากนึกตามเรื่องของผมออก "ข้าถูกไหว้วานมา หมายถึงจ้างวานน่ะ จากคนในวัง ข้าไม่รู้หรอกว่ามันเป็นใคร แต่นานๆครั้งก็จะมีคำสั่งแบบนี้มาให้ข้าจมเรือสักลำที่อาจเป็นศัตรูของเจ้าเมืองหรือใครก็ตามที่มีเงินพอ ข้ารู้แค่นั้นแหละ แค่นั้นจริงๆ"
ผมคว้าข้อมือหนาๆอีกข้างขอมันที่ยังว่างอยู่ ก่อนจะกดมีดอีกเล่มเข้าไปที่นิ้วก้อยของมัน เลือดไหลมาตามข้อมือใหญ่ๆนั่น "ข้าไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจะเชื่อเรื่องที่เจ้าพูดดีหรือเปล่า" ผมกดมีดหนักขึ้น ขณะที่อากอร์ ก็ร้องขอให้ผมหยุด "ข้าว่าเจ้ามันเป็นจิ้งจกจอมปลิ้นปล้อนสิ้นดี"
ผมทำท่านจะเฉือนนิ้วก้อยมันออกมา แต่อากอร์ร้องไห้และตะโกนว่า "อย่า...." เสียก่อน
"ได้โปรด.... ท่าน... ท่านผู้กล้า.... ข้ายอมแล้วววว" น้ำเสียงหมอนั่นคล้ายเด็กน้อยที่เพิ่งถูกรังแกทีเดียว
ผมลดมีดลง "เล่ามา"
"หมอนั่นชื่อ มาร์คัส หรือ มัลคอล์ม อะไรสักอย่างนี่แหละ พวกข้าเรียกมันว่าเจ้าแมว มันเป็นคนของลอร์ดเจ้าเมือง แต่แอบทำงานลับๆให้กับใครสักคนในปราสาทนั่น ข้าได้ยินว่ามันมีแผนการณ์จะโค่นล้มอำนาจของลอร์ดเจ้าเมืองโดยญาติของมันสักคน เจ้าแมวทำงานให้หมอนั่นนั่นแหละ ซึ่งข้ามีหน้าที่รับเงินและจมเรือที่พวกมันต้องการเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ ข้าสาบาน" อากอร์คายทุกอย่างออกมาจนหมด ก่อนจะเริ่มร้องไห้
ผมเลยหมดอารมณ์จะรีดข้อมูลหรือทรมานมันต่อ ก่อนจะลุกยืนขึ้น และเดินไปหาเอมเมอร์ ถามเธอว่ายืนไหวหรือเปล่า และพอดึงเธอให้ยืนขึ้นได้ ซีราเอลกับแกรมส์ ก็มาอยู่ใกล้ๆเราแล้ว
"ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านเซอร์ แต่ข้าต้องขอขอบคุณที่ท่านได้ช่วยชีวิตข้าไว้" แกรมส์โค้งให้ผมด้วยท่าทีขอบคุณที่ผมไม่ค่อยจะได้รับจากใครมาเป็นเวลานานพอสมควร ส่วนซีราเอลก็ก้มลงมองหาบาดแผลหรือการบาดเจ็บจากเอมเมอร์ ซึ่งดูแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ตอนนี้เราต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรยังไงต่อ เพราะเรือท่านหญิงรอนด้าก็พรุนเป็นรังผึ้งไปแล้ว มันอาจจะแล่นต่อได้ แต่ก็คงไม่รอดพ้นไปจากคลื่นใหญ่สัก 2-3 ลูก
เราจะกลับไปยังเอเคอร์เชลก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าศัตรูของเราคือใครกันแน่ในนั้น แม้ว่าคนที่สั่งการเรื่องนี้จะเป็นญาติหรือศัตรูของเฮอร์เชลลัส แต่ก็เราก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าหมอนั่นมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยอย่างไรกับเดนเนอร์ และการโจมตีของสัตว์ร้ายและผีดิบในคืนที่ผ่านๆมา
ทางเลือกเดียวของเราในตอนนี้คือเรือ "ยักษ์แดง" ที่ยังมีสภาพที่ดูใช้ได้มากที่สุด ซึ่งถ้าหากรวมลูกเรือที่เหลืออยู่ทั้งสองลำเข้าด้วยกัน ก็อาจจะทำให้เราสามารถเดินทางไปยังเกาะที่ใกล้ที่สุดในละแวกนี้ได้ อย่างน้อย ก็เพื่อจะหาแผนการณ์ที่ดีกว่าการลอยคอขอความช่วยเหลืออยู่กลางทะเลแบบนี้
ผมเลยเดินไปหาอากอร์ที่ยังนอนกุมแขนตัวเองอยู่ที่พื้น ยื่นข้อเสนอว่าจะรักษาบาดแผลให้ แต่หมอนั่นต้องเดินเรือภายใต้คำสั่งของเรา และรวมลูกเรือของเรือทั้งสองลำเข้าด้วยกัน ซึ่งหมอนั่นตอบตกลงอย่างไม่ยากเย็นแม้แต่น้อย
ผมเลยดึงมีดออกมาจากร่างอากอร์ทีละเล่มอย่างรวดเร็ว และก่อนหมอนั่นจะแหกปากจนสัตว์น้ำตื่นไปทั่วทะเล ผมก็ให้ยาสมานแผลทั้งขวดไปกับการห้ามเลือดและรักษาหมอนั่น ซึ่งก็ถือว่าดีกว่าปล่อยให้เลือดของมันไหลจนหมดตัว
หลังจากหมอนั่นเริ่มพยุงตัวเองได้ด้วยการช่วยเหลือจากลูกเรือบางคนของมันเองที่ยังเหลืออยู่ในยักษ์แดง มันก็สั่งให้ลูกสมุนของมันขนของจากเรือท่านหญิงรอนด้าขึ้นไปที่เรือของมันและกำชับให้ปฏิบัติกับพวกเราเป็นอย่างดี แม้ลูกเรือส่วนใหญ่ของมันจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่พอพวกมันได้เห็นภาพลานสังหารบนเรือท่านหญิงนี่ โจรสลัดทุกคนก็เงียบกริบไปตามๆกัน
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เราก็พร้อมเดินทางต่อด้วยเรือ "ยักษ์แดง" อากอร์ มีผ้าพันแผลเต็มตัวทั้งแขนขวาและขาซ้าย ยิ่งบวกกับสีหน้าที่ดูจะเรียบร้อยขึ้นผิดหูผิดตา ก็ทำให้เจ้าหมอนี่คล้ายออร์กพิการสักตัวเลยทีเดียว
ลูกเรือของเรือยักษ์แดงตอนแรกมี 57 คน แต่ตอนนี้ เหลือแค่ 15 คน รวมอากอร์เข้าไปด้วย ส่วนลูกเรือของท่านหญิงรอนด้านั้น เหลือแค่ 13 คน และส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องการออกเรือเลยแม้แต่น้อย
ผมถามแกรมส์ว่า ทำไมการตระเตรียมเรือในการเดินทางนี้ จึงดูเหมือนจะเป็นการส่งเรือที่ไม่ได้เรื่องออกมาเพื่อให้ถูกจมโดยโจรสลัดหรือคลื่นลมแรงแบบนี้
แกรมส์จึงเริ่มเล่าเรื่องที่เขาเข้าใจให้พวกเราฟัง
ในเอเคอร์เชลนั้น ถูกปกครองโดยลอร์ดเฮอร์เชลลัสที่ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว แต่ปัญหาเรื่องโจรสลัดและการปล้นในน่านน้ำใกล้ๆ ก็สร้างปัญหามาช้านาน ซึ่งเอเคอร์เชลไม่ได้มีกำลังต่อต้านโจรสลัดมากขนาดนั้น ทุกๆการต่อสู้ จึงสร้างความเสียหายให้กับกองกำลังเสมอ แต่พวกโจรสลัดกลับไม่ได้น้อย
ลงเลยสักนิด
ขณะที่ลอร์ดเฮอร์เชลลัสพยายามจะกำจัดพวกโจรสลัด แต่ที่ปรึกษาและญาติหลายคน กลับเห็นต่างออกไป โดยเฉพาะท่านหญิงภรรยาของลอร์ด ที่มีความเห็นแตกต่าง เธออยากให้รับพวกโจรสลัดเข้ามาเป็นคนในสังกัด และจ่ายเงินให้พวกมันเพื่อทำงานที่เหมาะสมให้กับเอเคอร์เชล ภายใต้การสนับสนุนของคณะที่ปรึกษาหลายคนที่ความเห็นตรงกัน
มีบางคนบอกว่า พวกโจรสลัดสร้างท่าเรือลับๆใกล้ๆเมือง แต่เราก็หามันไม่เจอมาตลอดหลายปีมานี้ ซึ่งนอกจากท่าเรือหลักของเราแล้ว จุดอื่นๆที่เรือจะเข้าไปถึงได้ ล้วนเต็มไปด้วยโขดหินอันตรายซึ่งไม่ควรเสียงเอาเรือเข้าไปจม เราจึงทำได้แค่ เฝ้าระวังพวกโจรสลัดที่ไม่เคยปรากฏตัวในท่าเรืออย่างเห็นได้ชัด แต่พวกมันก็แฝงตัวเข้ามาเต็มไปหมด ทั้งในบาร์ ในซ่อง และท้องทะเล ลอร์ดเฮอร์เชลลัสจนปัญญาที่จะจัดการพวกมัน มากพอๆกับที่พวกมันขี้เกียจจะต่อสู้กับทหาร เพราะเป้าหมายหลักที่สำคัญกว่าคือการปล้น ฆ่า และข่มขืนอะไรก็ตามที่อยู่กลางท้องทะเล สิ่งเหล่านั้นเป็นของโจรสลัด ไม่ใช่ของลอร์ดเจ้าเมือง
ส่วนตัวแกรมส์เองนั้น ไม่ได้มีความเห็นชอบเรื่องโจรสลัด และอยากกำจัดพวกมันไปให้หมดจากเมืองเช่นกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้เสนาบดีหลายคนไม่พอใจ และการส่งตัวแกรมส์ออกมากับเรือที่ไร้ทางป้องกันพร้อมลูกเรือที่ไร้ความสามารถพวกนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับส่งมาสังเวยเทพเจ้าแห่งท้องทะเลนั่นแหละ
แกรมส์เชื่อว่า พวกนั้นต้องการกำจัดเขาไปให้พ้นทาง จึงหลอกลอร์ดเจ้าเมืองว่า เรือลำนี้ซึ่งเต็มไปด้วยลูกเรือที่พึ่งพาได้ จะมาร่วมขบวนกับกองเรือหลายลำกลางทะเลในภายหลัง ซึ่งนั่นเป็นแค่คำลวง
เมื่อเราได้ยินเรื่องทั้งหมด ซีราเอลจึงเสนอให้เราเดินทางกลับไปที่เอเคอร์เชล เพราะอย่างน้อย ลอร์ดเจ้าเมืองก็ยังไม่ใช่คนที่อยากฆ่าเรา แต่ผมไม่เห็นด้วย เช่นเดียวกับแกรมส์ ซึ่งคิดว่าหากพวกเรากลับไปที่นั่น ก็เหมือนกับบอกพวกเขาว่า แผนลอบสังหารนี่ไม่สำเร็จ และพวกเขาต้องคิดแผนใหม่มาเพื่อจัดการพวกเรา ผมคิดว่า เราน่าจะเดินทางต่อไปยังท่าเรือถัดไปดีกว่า ปล่อยให้พวกนั้นคิดว่าเราตายไปแล้ว การเดินทางข้างหน้าจะได้สะดวกกว่าการพะวงว่าจะมีใครสักคนตามมาฆ่าเราจากข้างหลัง
แกรมส์เห็นด้วย หมอนั่นขอติดตามเราไปด้วยเพื่ออารักขาเอมเมอร์ ซึ่งแกรมส์เองไม่ได้มีครอบครัวหรือคนรัก และเบื่อกับการเมืองและการหักหลังในปราสาทเต็มทน เขาเลยขอยืนยันจะทำหน้าที่องครักษ์ที่ตัวเองได้รับมาน่าจะเป็นการดีที่สุด
เราจึงตัดสินใจเดินทางต่อ ซึ่งนั่นดูเหมือนจะเป็นการตกลงที่ลงตัวที่สุดสำหรับเอมเมอร์ ซีราเอล และผม
ผมสั่งให้อากอร์ออกเรือ แต่ทันทีที่ใบเรือถูกกางเพื่อรับลม เสียงตะโกนดังลั่นก็ดังขึ้นมาจากเสากระโดงเรือ
"อีกาสีดำ!!!!" เสียงนั่นฟังดูหวาดกลัวและตื่นตระหนกมากกว่าจะเป็นการแจ้งข่าว ที่บอกถึงการมาถึงของเรืออีกลำทางทิศตะวันออก และทันทีที่สิ้นเสียงนั้นลง พวกลูกเรือของอากอร์ทุกคนก็วิ่งกันจ้าละหวั่น และทำทุกอย่างเพื่อให้เรือนั้นออกตัวไปได้เร็วที่สุด
ผมเลยถามอากอร์ที่ดูจะตื่นตระหนกไม่แพ้ลูกเรือของมันว่าเกิดอะไรขึ้น อีกาสีดำ คืออะไร และทำไมต้องกลัวมันด้วย
"ท่านไม่รู้จักมันงั้นหรือ?" อากอร์ถามผม ก่อนจะบุ้ยใบ้ไปทางเงาสีดำลิบๆที่อยู่ตรงขอบทะเล
"นั่นน่ะ เรือของคาร์เตอร์ ดิชค์ ไงล่ะ"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น