เดี๋ยวนะ....
สิ่งที่ผมจำได้เกี่ยวกับไซเรนคือ พวกมันมีรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวสวยที่ล่อลวงผู้ชายให้เดินไปหาความตายไม่ใช่เหรอ
แต่เจ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้นี่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกับที่ผมเข้าใจมาก่อนหน้านี้เลยนี่หว่า
ให้ตายสิ คิดได้อย่างเดียวจริงๆคือ เสียงเพลงนั่น คือภาพลวงตาที่สร้างขึ้นโดยเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้ และกว่าที่เหยื่อของพวกมันจะรู้ว่า แท้จริงแล้วร่างจริงของหญิงงามตรงหน้าคือสัตว์ร้ายผิวหนังตะปุ่มตะป่ำเขี้ยวยาวพวกนี้ ก็ไม่มีโอกาสจะหนีรอดไปบอกคนอื่นได้อีกแล้ว
คนที่รอดออกมาเล่าให้คนอื่นฟังเรื่องราวได้ น่าจะเป็นคนที่โดนมนต์สะกดจนเห็นภาพสาวสวย แล้วอาจโชคดีถูกเพื่อนปลุกขึ้นมาได้ทันการ เลยเข้าใจไปว่า ไซเรน คือปิศาจสาวแสนสวยแทนที่จะเป็นสัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดพวกนี้
เหยื่อผู้ชายน่าจะถูกกินทันที แต่เหยื่อผู้หญิง.... ผมหันไปมองซีราเอลที่ยังไม่ได้สติ พอจะเข้าใจได้แล้วว่าพวกมันอยากจะเรียกเหยื่อสาวของมันลงมาในนี้ทำไม
แต่ช่างเถอะ เจ้าตัวจ่าฝูงนั่นตายไปแล้ว พวกมันครึ่งนึงในนี้ก็เช่นกัน ส่วนพวกที่มาออกกันที่ทางที่ผมลงมาเมื่อครู่ ก็ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องใยแมงมุมของผมสักนิด
ตอนนี้ผมปลอดภัย แต่อีกนานแค่ไหนล่ะ ถ้าผมไม่หาทางหนีรอดไปจากที่นี่ให้ได้ ผมก็คงต้องยืนเป็นรูปปั้นอยู่แบบนี้จนกว่าจะมีใครสักคนทำอะไรได้
รูปปั้น...
จริงสิ ผมยังมีไอ้นั่นนี่นา
ผมร่ายเวทย์เงา ความมืดสีดำก่อตัวขึ้นตรงหน้าผม กำเนิดเป็นร่างแยกของผม Doppel Ganger ร่างแยกเงาที่ผมสามารถสั่งให้มันทำอะไรก็ได้ชั่วขณะหนึ่ง
มันมีร่างกายสีดำมืดทั้งตัวเหมือนเป็นเงาจริงๆ แต่ในมือทั้งสองก็ยังมีดาบและขวานสั้นเหมือนกับผม แม้ผมจะมั่นใจว่าคงไม่มีสกิลแฝงอะไรในนั้นเหมือนกับอาวุธที่ผมถืออยู่จริงๆนี่ แต่นั่นก็มากพอแล้ว สำหรับการปกป้องซีราเอลจากศัตรูทุกตัว
โดยไม่รอให้พวกมันคิดจะทำอะไรได้อีก ผมกระโดดขึ้นไปตามแนวผนังถ้ำ ก่อนจะตีลังกาหันกลับมากลางอากาศ แล้วพ่นใยดักทางออกที่พวกมันเข้ามาจากข้างหลังนั่น
และผมก็พ่นใยแมงมุมออกไปอีกมากมายจนเหมือนแหหรือตาข่ายจับปลา พวกมันทุกตัวถูกจำกัดการเคลื่อนที่ด้วยใยแมงมุมติดพิษและสายฟ้าจากผม ซึ่งเล็งได้ง่ายดายมากๆจากข้างบนนี้
ไม่ต้องมาคาดหวังความเมตตาจากผมเลยเชียวล่ะ พูดเลยว่าผมไม่ได้โกรธแค้นหรือชิงชังอะไรเจ้าสัตว์พวกนี้ แต่ผมแค่ต้องทำสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น
การ อาละวาด เปลี่ยนเป็นการ ละเลงเลือด ในทันทีทันใด
พวกที่ยังอยู่ที่ทางเข้าที่ผมลงมา ได้เห็นภาพตรงหน้าแล้วต่างก็หวาดกลัวจนพากันวิ่งหนีกลับขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผมตวัดดาบและขวานปลิดชีพพวกมันทั้งหมดอย่างป่าเถื่อนและโหดร้าย
ไม่ได้แค้นอะไรพวกมันแม้แต่น้อย แต่ผมต้องการจะทำให้พวกมันที่เหลือกลัวจนไม่กล้าจะมาวุ่นวายกับผมอีกต่อไป ซึ่งนั่นดูท่าจะได้ผลไม่น้อยทีเดียว
และไม่นานนัก ผมก็ทำธุระเสร็จสิ้น
ขวานในมือซ้ายของผมไม่มีเลือดอยู่สักหยด เพราะทุกครั้งที่ผมปาออกไปและมันกลับมา มันไม่ได้เอาเลือดของเหยื่อติดมาด้วย
ส่วนดาบในมือขวาของผมก็ไม่มีเลือดติดอยู่เลยเช่นกัน คือ... มันดูดเลือดน่ะ
ร่างกายผมกะปรี้กะเปร่ามากพอๆกับเพิ่งจะกินอาหารมาจนอิ่มหรือนอนพักมาหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ดาบนี่ช่วยฟื้นฟูพลังของผมได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ผมสลายร่างของ Doppel Ganger ให้หายไปโดยที่มันยังไม่ได้ทำงานอะไรสักอย่าง ก่อนจะตัดใยแมงมุมที่ผมพ่นปิดช่องของซีราเอลไว้ให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกมัน
ร่างของเธอเปลือยเปล่า และแม้ที่นี่จะมืดเกือบสนิท ผมก็ยังเห็นผิวขาวนวลเปล่งปลั่งของเธอได้โดยไม่ต้องใช้สายตาของสัตว์ป่าตัวใด
และเกือบจะไม่ได้ตั้งใจ แทนที่ผมจะอุ้มเธอออกมา มือผมกลับไปหยุดอยู่ที่หน้าอกของเธอ และขยำจนความอ่อนนุ่มนั้นทะลักผ่านผิวหนังเข้ามาจนผมรับรู้ได้เลยว่าสิ่งที่อยู่ใต้กางเกงผมนั้นแข็งและตื่นตัวเพียงใด
ผมชักมือกลับเกือบไม่ทัน ตอนที่เธอลืมตาและเหมือนจะได้สติกลับมา
ผมเลยลุกขึ้น เดินออกไปจากตรงนั้น ตบหน้าตัวเองสองสามทีเพื่อเรียกสติ ไม่แน่ว่า พลังของ Bloody Finger อาจจะมากจนเกินไปจนทำให้กิเลสของคนที่ใช้งานมันเริ่มพลุ่งพล่านจนควบคุมไม่อยู่
และทันทีที่เดินกลับมา ซีราเอลก็ได้สติแล้ว เธอกุมหัวและร้องครวญครางปวดกล้ามเนื้อตามตัวอย่างรุนแรง ผมเพิ่งนึกได้ว่าเธอว่ายน้ำมาได้เร็วและไกลเพียงใด ถ้านั่นคือความสามารถจริงๆของเอลฟ์ เธอก็ใช้มันอย่างบ้าคลั่งและมากมายเกินพอดีไปเยอะทีเดียว
แต่ก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่าเธอเองไม่ได้สวมเสื้อผ้าหรือมีสิ่งใดปกปิดร่างกายเธอเลยแม้แต่น้อย ผมก็หันหลังให้เธอไปแล้ว ก่อนจะถอดเสื้อ Toxic Skinner ให้เธอ บอกให้เธอสวมใส่ซะ และเดินไปรอที่ทางมืดด้านหลังที่พวกสัตว์ประหลาดนั่นออกมา
นาทีถัดมา ซีราเอลจึงลุกขึ้นยืนได้อย่างทุลักทุเล ก่อนจะพยายามเดินมาหาผมและเสียหลักเพราะเธอไม่เหลือพลังกายอยู่อีกเลย ผมพุ่งเข้าไปประคองเธอไม่ให้ล้ม ก่อนจะยื่น Potion ฟื้นพลังให้ มันช่วยได้มากทีเดียว แต่เธอก็ยังไม่เหมาะจะเดินทางตอนนี้อยู่
เช่นเดียวกันกับการพักผ่อน ผมปล่อยให้เราพักกันที่ใต้ทะเลแบบนี้ไม่ได้ ซีราเอลไม่ได้มี Cold Blood เหมือนผม และอีกไม่นาน เธอจะหนาวจนตาย
ผมประคองเธอข้างๆช่วยเธอเดินขณะที่ถ่ายพลังเวทย์ไฟอ่อนๆใส่ร่างกายเธอช่วยให้เธออบอุ่นขึ้นบ้าง ก่อนจะพาพวกเราออกไปจากถ้ำแห่งนั้น
แต่พอผมลองใช้โซนาร์สแกนไปที่ก้นโพรงถ้ำนั่น ก็รู้ได้เลยว่ามันมีแต่ดำดิ่งลึกลงไปข้างล่าง ทางที่เหลือทางเดียวตอนนี้คือใช้ทางที่ผมเข้ามาเพื่อกลับไปยังทะเลด้านบน
ผมตัดใยแมงมุมที่ขวางทางเข้าออก ซีราเอลเพิ่งจะเห็นซากศพนับสิบของไซเรนที่ผมฆ่าไว้ในนั้น ก่อนความทรงจำบางอย่างในช่วงที่เธอหมดสติจะกลับมา ทำเอาเธออาเจียนออกมาคำโตและผมไม่โทษเธอเท่าไหร่ พอถามเธอว่าจำอะไรได้บ้าง เธอก็บอกว่าไม่มากเท่าไหร่นัก แต่หน้าเธอแดงและซีดไปพร้อมๆกัน
เราประคองกันขึ้นมาตามทางเรื่อยๆ ตอนขาลงมันง่ายเพราะผมแค่คนเดียว แต่กับขาขึ้น มันยากกว่ามาก ผมต้องประคองเอลฟ์ไร้เรี่ยวแรงคนหนึ่ง ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงเพื่อขึ้นไปยังทางที่ผมไม่คิดว่ามันจะยาวขนาดนี้ตอนที่ลงมาทีแรก
แต่หลังจากครึ่งค่อนชั่วโมงผ่านไป เราก็ได้สูดอากาศข้างบนอีกครั้ง
หมอกหนาทึบนั้นจางลง แต่ยังไม่หายไปหมด ภาพรอบๆของเราคือสุสานโขดหินสีดำที่ยิ่งมองไปไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งพบแต่ร่องรอยของความตาย
เรือนับสิบนับร้อยลำอัปปางลงอยู่ในชะง่อนหินพวกนั้น สภาพดูไม่ได้พอๆกับโครงกระดูกที่เห็นได้ชัดว่าถูกกัดกินจนหมดจากพวกไซเรนหรือนกบางชนิดที่ไม่อิดออดที่จะจิกลูกตาจากคนตายมากิน
รอบๆตัวเรามีแต่ความสิ้นหวัง ผมเริ่มรู้สึกว่า น่าจะบอกให้วิลลิสหาทางกลับมารับพวกเรา มากกว่าจะให้ผมพาซีราเอลกลับไปเอง ซึ่งผมไม่ทันคิดว่าจะทำยังไงหากเราไม่มีแม้แต่เรือหรืออาหาร
แต่อย่างน้อย บนนี้ก็ยังอากาศดีกว่าข้างล่างนั้นที่มีแต่ความหนาวเหน็บ ความชื้น และมืดมิด ผมเห็นซากไม้แห้งจากเรือสักลำอยู่ใกล้ๆ เลยหยิบมาจุดไฟด้วยเวทย์มนต์ ก่อนจะยื่นให้ซีราเอลเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
"มันก็ช่วยได้นะ" เธอขอบใจผม "แต่พูดตามตรง ตอนเจ้าประคองข้าขึ้นมาน่ะ อุ่นกว่านี้พอสมควรเลยล่ะ" เธอหน้าแดงนิดหน่อย ก่อนจะอังมือที่คบไฟ
ผมพยายามจะไม่คิดอะไรกับเรื่องนั้น และเรื่องที่ผมรู้สึกกับร่างกายของเธอข้างล่างนั่น ให้ตายเถอะ มันแน่นอนอยู่แล้วว่าเวทย์ไฟจากอ้อมแขนของผมต้องอุ่นสบายกว่าคบเพลิงโง่ๆนี่ แต่ทำไงได้ล่ะ จะให้ผมปล่อยเวทย์มนต์ไปเรื่อยๆจนเราแก่ตายกันไปข้างนึงเลยหรือไง งี่เง่าเป็นบ้า
แล้วนี่ผมโกรธอะไรกันล่ะเนี่ย
เฮ้อ.... ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะชวนเธอนั่งลง อย่างน้อย เราก็ควรจะพักกันสักครู่ก่อนจะวางแผนหรือทำอะไรต่อไป
จริงๆผมจะให้ Potion เธออีกขวดก็ได้ แต่การได้รับยาสมานแผลหรือฟื้นฟูมากเกินไปในระยะเวลาสั้นก็ไมได้ส่งผลดีต่อร่างกายเท่าไหร่นัก ยิ่งกับเธอตอนนี้ด้วยแล้ว ผมว่า ปล่อยให้เธอนั่งพักสูดหายใจน่าจะดีกว่า
ซีราเอลใส่เสื้อยืดของผมแค่ตัวเดียว แต่ข้างใต้นั้นว่างเปล่า มีแต่ร่างกายและผิวหนังนุ่มลื่นสีขาวน่าสัมผัสเหมือนที่ผมได้เห็นก่อนหน้านี้เท่านั้น แม้เธอจะมีอาการเขินอายที่ต้องกึ่งเปลือยกายต่อหน้าผม แต่เธอก็เก็บอาการได้ดี ไม่ร้องวี้ดว้ายหรือทำตัวน่ารำคาญให้ผมหนวกหู
ผมเกือบจะคิดเรื่องร่างกายเธออีกสองสามครั้ง แต่ก็ต้องสลัดภาพสวยงามนั้นออกจากหัวไปก่อน ตอนนี้ต้องคิดหาวิธีที่จะกลับไปที่เรืออีกาดำให้ได้เท่านั้น
ผมนึกอะไรไม่ออกนอกจาหาทางส่งสัญญาณหรือข้อความให้กับพวกบนเรือได้รู้ เลยหยิบธนูออกมาแล้วยิงศรที่อาบเวทย์แสงกับระเบิดไว้ที่ปลาย ยิงขึ้นไปบนฟ้า ก่อนมันจะระเบิดแสงสีส้มเหลืองออกมาสาดไปทั่ว ผมหวังว่าทั้งแสงและเสียงพวกนี้จะทำให้พวกบนเรือนั้นเห็น หากว่าเรือนั้นยังมีสภาพอยู่ดีล่ะก็นะ
ผมไม่กล้าคาดหวังอะไรไปมากนัก เพราะช่องทางการเดินเรือกลับมารับพวกเราที่นี่ก็ดูจะยากเย็นเสียเหลือเกิน ชะง่อนหินที่ยื่นออกมาจากผิวน้ำทะเลเป็นเหมือนกับดักที่รอให้เรือน่าโง่สักลำแล่นเข้ามาชนแล้วติดกับจนขยับไม่ได้ ก่อนที่พวกสัตว์ร้ายแห่งท้องน้ำลึกจะมาลากไส้พวกเขาไปกิน
แต่โชคยังเป็นของเราอยู่ ไม่นานจนเกินไปนัก หลังจากที่พวกเรานั่งหนาวและเกือบจะกอดกันกลมอยู่ตรงถ้ำหินนั่น คบไฟสองสามดวงก็ปรากฏขึ้นในหมอกจางๆข้างหน้า ผมเพ่งตามองจึงได้รู้ว่ามันคือเรือบดลำเร็กที่วิลลิสกับลูกเรืออีก 3-4 คนพายมาตามหาพวกเรา
พวกนั้นให้ผ้าห่มเราคนละผืน และรีบพาเรากลับขึ้นเรือบด ก่อนจะหันเรือแล้วพายกลับไปที่อีกาดำ
ผมถามวิลลิสว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากผมกระโดดน้ำมา
"ก็ไม่มากนัก เราต้องพยายามสู้กับความเย้ายวนทางรูปรสกลิ่นเสียงหลายอย่างที่เกือบจะทำให้ข้าไขว้เขวและแล่นเรือไปชนกับชะง่อนหินอันเบ้อเริ่ม แต่คาร์เตอร์ตะโกนเตือนข้าได้ทัน"
ลูกเรือคนอื่นเล่าให้ฟังว่าพวกเขาได้เห็นฝันที่สวยงามและหวานเยิ้มเช่นใดระหว่างที่หมอกเริ่มลงและพวกเขาไม่ได้สติ วิลลิสยอมรับว่า เขาเห็นหญิงสาวมากกว่า 20 คนนั่งเปลือยกายอยู่ตามโขดหินรอบๆเรือ และเขาเกือบจะห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ ผมเลยถามเขาว่า ทำไมมีแค่เขากับคาร์เตอร์ที่รอดพ้นจากมนต์สะกดพวกนี้ได้
วิลลิสชี้ให้ดูต่างหูสีทองที่เขาใส่อยู่ที่หูข้างซ้าย บอกว่า "นี่คือเครื่องรางชนิดหนึ่ง มันช่วยป้องกันข้าจากภาพหลอนและมนต์สะกดทั่วไปได้ ข้าเลยไม่ได้รับผลจากเสียงสะกดนั่น แต่อาจจะเพราะมันไม่ใช่เครื่องรางระดับสูงนัก หรือไม่พวกไซเรนก็อาจจะมีจำนวนมากเกินไป มันเลยเริ่มจะต้านทานมนต์สะกดไม่ไหวเมื่อข้ายังต้องฟังเสียงพวกนั้นต่อไปเรื่อยๆ"
ส่วนคาร์เตอร์นั้นน่าจะมีเครื่องรางพวกนี้อยู่จำนวนมากติดไว้ที่ตัว ซึ่งผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาเก็บไอเท็มวิเศษอะไรไว้บ้าง
และหลังจากต้องต่อสู้กับภาพหลอนเป็นเวลานาน อยู่ดีๆ พวกไซเรนสาวสวยนั่นก็หายไปทีละคนจนหมด รอบๆเรือไม่เหลืออะไรให้ดูหรือให้ได้ยินอีก เสียงร้องนั้นเงียบไป และหมอกก็ค่อยๆจางลง แม้จะไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่ก็ดีกว่าก่อนหน้านี้เยอะ
ผมเดาว่านั่นน่าจะเป็นตอนที่พวกมันกลับมาที่ถ้ำซึ่งผมเพิ่งฆ่าเจ้าตัวจ่าฝูงไป ซีราเอลบอกว่าจริงๆแล้วร่างแท้จริงของพวกไซเรนหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครเชื่อเธอเพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่สาวสวยนุ่งน้อยห่มน้อยกึ่งเปลือย จะมีร่างจริงที่คล้ายกับสัตว์ประหลาดตัวสีเขียวน้ำเงินผิวหนังตะปุ่มตะป่ำสุดอัปลักษณ์ไปได้ ผมเลยนิ่งเงียบและส่งสายตาไปบอกเธอว่า "เห็นมั้ยล่ะ"
และหลังจากที่ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ลูกเรือบางคนเริ่มได้สติ วิลลิสปรึกษากับคาร์เตอร์ว่าควรจะออกตามหาพวกเราดีมั้ย คาร์เตอร์ลังเล แต่เอมเมอร์ที่ได้สติกลับมาแล้ว เร่งเร้าให้ทุกคนช่วยกันวกเรือกลับและตามหาพวกเราสองคน นั่นจึงเป็นที่มาของเรือบดลำเล็กที่พวกเราได้ขึ้นมานั่งอยู่ตอนนี้
ไม่นานนักพวกเราก็กลับไปถึงอีกาดำ เอมเมอร์กระโดสวมกอดซีราเอลทันทีที่พวกเราขึ้นไปเหยียบดาดฟ้าเรือ และนั่นคือตอนจบของความซวยอีกหนึ่งวันของผมกันซีราเอล เธอไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอีก ทั้งในถ้ำและหลังจากนั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรให้ต้องนึกถึงนัก แต่ปัญหาดันอยู่กับผมนี่สิ ผมเริ่มคิดอะไรไม่ดีไม่งามกับเธอไปเสียแล้ว
และการเดินเรือหลังจากนั้นก็เข้าสู่ความปกติ หลังจากตรวจสอบสภาพลูกเรือทุกคนและรออีกชั่วโมง พวกเราก็พร้อมจะเดินเรือต่อ
เราพักกินอาหารกลางวันและเดินเรือต่อไปตามทางเรื่อยๆเท่าที่จะทำได้
อาหารเย็นของเราเป็นเนื้อเค็มจากเสบียงและปลาหลายตัวที่เราตกได้ตอนบ่าย มื้อค่ำนี้พวกเราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก แต่ผมที่แยกออกมากินอาหารคนเดียว หวังว่าจะเอาอาวุธออกมาตรวจสอบความเสียหายหรือทำความสะอาดเงียบๆ กลับไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอย่างที่คิด
คาร์เตอร์ถือแก้วเหล้าองุ่นมายืนข้างๆผม ก่อนบทสนทนาจะเริ่มขึ้น
"แกรมส์ไม่เป็นไร เขาได้นอนหลับและทำแผลเรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะตื่นขึ้นมาซ้อมดาบได้ต่อ ถ้าเจ้าอยากรู้น่ะนะ"
"ข้าไม่ได้อยากรู้เรื่องแกรมส์เท่าไหร่หรอก ถ้าเจ้าพอจะเดาออก"
คาร์เตอร์หัวเราะเบาๆก่อนจะจิบเหล้าในมืออึกเล็กๆ
"รู้มั้ย เทลอน ข้าไม่เคยเห็นใครที่รอดพ้นจากมนต์สะกดของไซเรนได้โดยไม่มีเครื่องราง เจ้าต้องมีความสามารถที่เป็นปัญหากับพวกเราแน่ หากอนาคตอันใกล้เราต้องเป็นศัตรูกัน"
"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ กัปตัน" ผมตอบ "ลองบอกเหตุผลดีๆสักข้อที่ทำให้ข้าต้องหันดาบใส่เจ้าหน่อยสิ"
"ไม่รู้สิ ข้าแค่มีลางสังหรณ์น่ะ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เอลฟ์ที่แตกต่างออกไปอย่างเจ้าจะมาอยู่ในเรือข้าและร่วมเดินทางไปด้วยกัน นั่นยังไม่รวมถึงเอลฟ์สาวสวยอีกคนที่เจ้าเพิ่งจะได้ช่วยไว้เมื่อตอนกลางวันอีกนะ"
"ถ้านับเรื่องแปลกประหลาดบนเรือของเจ้าล่ะก็ ข้ายังนับได้อีกหลายข้อเลยนะ อย่างเช่นเรื่องที่เจ้ามีเครื่องลางของขลังที่ป้องกันเวทย์มนต์สะกดจิตได้อย่างเหลือเชื่อนั่น รวมไปถึงความสามารถอย่างอื่นที่เจ้ายังไม่ได้เปิดเผยให้เรารู้กันอีก"
"เรางั้นเหรอ?" คาร์เตอร์ยักคิ้วกวนประสาท
"ใช่ ข้าหมายความตามนั้น มั่นใจได้เลยว่าความสามารถของเจ้าอีกหลายอย่างเช่นกันที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยแม้กับลูกเรือลำนี้หรือวิลลิสที่เจ้าสวมอ้างชื่อเล่นเขาเอามาโกหกข้าที่ท่าเรือนั่นเหมือนกัน"
"เจ้านี่ช่างเข้าใจอะไรได้เร็วอย่างน่าตกใจดีจริงๆนะ เอลฟ์สีดำเอ๋ย" คาร์เตอร์พักจิบเหล้าครู่หนึ่ง "ใช่แล้ว ข้ายังมีอาวุธหรือไอเท็มอีกสองสามอย่างที่อาจจะทำให้พวกเจ้าตกตะลึงได้ ถ้านั่นจะหมายถึงสิ่งที่เจ้าสงสัยอยู่ล่ะก็นะ แต่ข้าก็ไม่ได้ปิดบังหรือซ่อนเร้นอะไร เพราะมันไม่ได้จำเป็นต้องบอกทุกคนว่าข้าเป็นใครหรือมีอะไรอยู่ในครอบครอง ข้าเชื่อว่าข้อนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับเจ้าเช่นกัน เอลฟ์เช่นเจ้า ไม่สามารถอยู่รอดคนเดียวได้ข้างนอกนั่นนานสักครึ่งหนึ่งของที่เคยเล่ามา แต่ข้าก็เชื่อว่าเจ้าไม่ได้โกหกในข้อนั้น แค่ยังมีเรื่องราวบางอย่างที่เจ้าเองก็ไม่ได้คิดจะบอกพวกเราเหมือนกัน ข้าไม่โทษเจ้าเรื่องนั้น เพราะเราไม่ใช่เพื่อนกันในตอนนี้ ยังไม่ใช่"
น่าสนใจทีเดียว หมอนี่อ่านผมได้ทะลุมากกว่าที่ผมอ่านได้จากตัวเขาเสียอีก ประสบการณ์เดินเรือของเขาไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม นั่นเพียงพอจะทำให้คาร์เตอร์ ดิชค์ กลายเป็นตำนานได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้เป็นแน่
"เจ้าติดค้างความลับกับข้าหนึ่งอย่าง" ผมทวงสัญญา
"ซึ่งข้าก็พร้อมจะทำตามสัญญานั้น เจ้าอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ เซอร์เทลอน"
"เสียง" ผมพูด "เจ้าไร้เสียงเดินเมื่ออยู่บนเรือนี่ รวมไปถึงเมื่อเจ้าเหยียบไปบนผืนดินที่เกาะใบพัดด้วยก็ตาม ข้าไม่สามารถเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของเจ้าได้เลย ถ้าเจ้าไม่ใช่วิญญาณที่กินอาหารได้ ข้าก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกอีก"
คาร์เตอร์ผิวปากยาวลากเสียงกวนประสาทเพิ่มเป็นสองเท่า
"เจ้านี่ช่างมีเรื่องให้เซอร์ไพรส์เสมอเลยนะ เอลฟ์สีดำ ใช่แล้ว หูเจ้าได้ยินไม่ผิด ข้ามีไอเท็มบางอย่างที่ทำให้ข้าสามารถเดินบนพื้นสัมผัสใดๆได้โดยไม่ส่งเสียงดัง จริงๆข้าก็ไม่ได้อยากจะปิดบังอะไรหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะคนอื่นไม่รู้เรื่องนี้จะดีกว่าน่ะ เจ้าน่าจะเข้าใจ เวลาที่เจ้าครอบครองไอเท็มสักอย่างที่หากเอาไปขาย เจ้าจะมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตล่ะก็นะ ข่าวมันไปเร็ว และข้าไม่อยากมีศัตรูเพิ่ม หวังว่าเจ้าน่าจะเข้าใจนะ" เขามองมาที่กระเป๋าเวทย์มนต์ที่เอวผม ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร
"ไอเท็มที่ว่าคืออะไรล่ะ?"
"นั่นสองคำถามแล้วนะ เอลฟ์เอ๋ย" หมอนั่นชูสองนิ้วขึ้นมาระหว่างเราเป็นเชิงห้าม แต่หันหลังมือโชว์หัวแหวนสีฟ้าครามสว่างให้ผมมองเห็นได้ชัดบนนิ้วชี้ข้างซ้าย
"ข้ามีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง เทลอน เจ้าเคยได้ยินเรื่องของเทพเฮอร์มีสหรือเปล่า?"
ผมส่ายหน้า
"เขาเป็นเทพองค์หนึ่งจากอารยธรรมโบราณ ข้าไม่แน่ใจว่าจากที่ไหน แต่จากบันทึกสักเล่ม เขาคือผู่ส่งสาส์นให้กับเหล่าทวยเทพ แน่นอน เขาคนเดียวต้องวิ่งไปวิ่งมาบนโลกเพื่อคอยส่งจดหมาย เจ้าคิดว่าเขาทำได้ยังไงล่ะ ถ้าไม่ได้มีพลังของเทพนั้น" เขาหยุดอีกครั้ง มองหาคำตอบในสีหน้าว่างเปล่าของผม
"เขาเลยต้องสร้างลูกน้องขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนเหล่านั้นคอยช่วยเขาส่งจดหมายให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าคนธรรมดาย่อมต้องไม่สามารถเดินทางไปได้ทุกที่เหมือนที่เทพทำได้ เฮอร์มีสก็เลยสร้างอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมาเพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่พวกเขาต้องการ เพื่อจะได้ส่งจดหมายให้ถึงมือผู้รับได้อย่างทันท่วงที"
"เจ้าหมายถึง แหวนนั่นของเจ้า ช่วยให้เจ้า... เดี๋ยวนะ เจ้าไม่ได้แค่ไร้เสียงฝีเท้า แต่เจ้ายัง..."
"ข้าไม่ได้พูดถึงแหวน เทลอน ข้าพูดถึงเรื่องเล่า นิทาน ตำนาน และเรื่องไร้สาระบางเรื่องที่ใครสักคนจะเล่าให้อีกคนฟังที่กลางทะเล"
แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งผมให้ตาค้างอยู่ตรงนั้น
ถ้าเขาไม่ได้โกหก แหวนนั่นของเขา สามารถน่าจะทำให้เขาเคลื่อนที่หรือทำอะไรเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มากก็น้อย เพียงแค่เขายังไม่บอกผมเท่านั้นเอง ให้ตายเหอะ หมอนี่มีไอเท็มที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ หากมันทำได้เพียงครึ่งนึงของที่ผมคิดแล้วล่ะก็ ไม่มีทางใดสักทางนึงเลยที่จะมีใครก้าวล้ำไปอยู่ข้างหน้าของคาร์เตอร์ ดิชค์ได้ จนกว่าพวกเขาจะมีไอเท็มที่เจ๋งกว่านี้
ถ้ามันไม่เป็นไอเท็มระดับ Super Rare ก็คงจะต้องเป็น... Legendary อยู่แล้วล่ะ
ผมไม่ได้สนเรื่องเอาของของหมอนั่นมาครอบครองหรือขาย แต่ผมกลับสงสัยไปอีกว่า เขาได้แหวนวงนี้มาได้ยังไง แค่แหวนที่เอาไว้ป้องกันเวทย์มนต์สะกดจิตนั่น ก็น่าจะเป็นไอเท็มระดับ Rare ได้แล้ว นี่เขายังมีแหวนของเฮอร์มีสอีกงั้นเหรอ
หมอนี่น่าลึกลับชะมัดเลย ให้ตายสิ
ผมกึ่งหงุดหงิด กึ่งสงสัยใคร่รู้ แต่ขณะที่ผมนั่งลงเพื่อทำความสะอาดอาวุธทีละชิ้น ก็รู้สึกได้ว่า เรือนร่างขาวนวลของซีราเอลนั้นหายไปจากความคิดของผมเสียแล้ว
ผมถือว่านั่นเป็นเรื่องดีละกันนะ
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ตอนที่ 25 - ถ้ำกลางทะเล และความมืดมนแห่งใต้ดินอันน่าสยดสยอง
ผมว่ายน้ำ ว่ายไปเรื่อยๆ ตามทิศทางที่คิดว่าเธอเพิ่งจะหายไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ แต่เธอว่ายน้ำเร็วเหลือเกิน แม้แต่เอลฟ์ที่ผมเคยเห็นว่าว่ายน้ำได้เร็วที่สุด ก็ยังไม่เร็วเท่าครึ่งนึงของเธอ แต่โชคดีที่ผมมี ดวงตาบาสิลิสค์ มันคือดวงตาของงูเพชรฆาตที่นอกจากฆ่าศัตรูได้อย่างง่ายดายแล้ว มันยังมีความสามารถอีกอย่างนึงของงูอีกด้วย คือ Infarred Eyes ผมเลยมองเห็นคราบความร้อนจากร่างกายของซีราเอลได้อย่างง่ายดายกลางสายน้ำนี่ แต่มันก็เริ่มจะจางหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าผมจะพยายามว่ายน้ำไปอย่างบ้าคลั่งแค่ไหนก็ตาม แม้แต่สกิลว่ายน้ำจากสัตว์น้ำที่ผมเคยฆ่าไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้ผมตามสปีดของเธอทันมากขึ้นเท่าไหร่เลย จนผมเกือบจะถอดใจไปเสียแล้ว
เสียงเพลงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนจู่ๆ มันก็เงียบและหายไป เหลือเพียงเสียงคลื่นจางๆ ที่ซัดผ่านหมอกหนาที่ดูน่ากลัวและวังเวงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะ ตอนที่ผมไม่ได้อยู่บนเรือกับพรรคพวกหลายคนด้วยนี่สิ
ร่องรอยของซีราเอลหายไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ผมก็มองไม่เห็นความร้อนที่เหลืออยู่บนผิวน้ำอีกต่อไป ผมเริ่มมืดแปดด้าน แต่ยังดีที่นึกเรื่องความสามารถใหม่ที่ผมเพิ่งได้มาออก
คลื่นโซนาร์ ที่ผมได้รับมาจากปลาไหลยักษ์ มารินัส ดาครูนัม
ผมลองใช้มันทันที และในใต้น้ำ มันได้ผลยิ่งกว่าคลื่นโซนาร์บนบกอย่างของสัตว์พวกค้างคาวเสียอีก
ผมส่งคลื่นไปได้ไกลมากเท่าที่ต้องการ อาจจะสักร้อยหรือสองสามร้อยเมตรด้วยซ้ำ และไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงตกกระทบก็วิ่งกลับมาหาผม และทำให้ผมรู้ว่า แถวๆนี้นั้นล้อมรอบไปด้วยโขดหิน ถ้ำ และชะง่อนหินโสโครกจำนวนมากที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่หมอกพวกนี้พรางตาผมไว้ และทำให้ผมมองไม่เห็นอะไรที่อยู่รอบๆเลยแม้แต่น้อย
และคลื่นโซนาร์ก็ทำประโยชน์ได้ในที่สุด ผมจับสัญญาณการว่ายน้ำอย่างรวดเร็วได้ที่ข้างหน้าของผมห่างออกไปเกือบ 2 ร้อยเมตรได้ล่ะมั้ง เป็นซีราเอลไม่ผิดแน่ แต่เธอเร็วอย่างเหลือเชื่อ และพอผมตามสัญญาณนั่นไปเรื่อยๆ มันก็พาผมไปยังชะง่อนหินที่เป็นเหมือนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งกลางทะเล
ผมลากตัวเองขึ้นจากน้ำด้วยสภาพร่อแร่และตัวหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่า หลังจากที่ต้องว่ายน้ำมาไกลเป็นกิโลๆมาอย่างไม่คิดชีวิต พอได้พักหายใจสูดอากาศเข้าปอดสักหน่อย ก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเวลาให้เอ้อระเหยมากขนาดนั้น ผมเลยลุกขึ้นยืนและแกะรอยของซีราเอลต่อไป
ซึ่งนั่นไม่ยากเท่าไหร่ สำหรับพื้นเปียกๆแบบนี้ ดวงตาอสรพิษของผมทำงานอีกครัั้ง และไออุ่นจากรอยเท้าของเธอก็ปรากฏเป็นแสงสีเหลืองจางๆอยู่ในสายหมอกหนาทึบแห่งนี้
ผมเดินตามรอยนั้นไป โดยหยิบเอา Bloody Finger ออกมาถือในมือ ผมต้องหาศัตรูหรืออะไรบางอย่างให้เจอ เผื่อจะได้ฆ่ามันเพื่อขโมยเอาพลังงานหรือเรี่ยวแรงกลับมาบ้าง
ไม่นานผมก็เห็นถ้ำที่อยู่ใต้ชะง่อนหินอันใหญ่ นี่เป็นเกาะหินเล็กๆที่ไม่ได้กว้างไปกว่าที่ดินของคฤหาสน์นสักหลังหรือที่นาสักผืน หินสีดำปรากฏให้เห็นแค่ปากถ้ำที่ดำมืดและลึกยาวลงไปด้านล่างอย่างน่ากลัวเป็นที่สุด ผมเปิดโซนาร์ใส่ปากถ้ำ และพบว่ามันมีทางเดินลงไปอีกไกลพอสมควรทีเดียว
ผมไม่มีที่ให้หันหลังกลับอีกแล้ว เลยเดินลงไปตามทางนั่นพร้อมกับตัดความกังวลออกไป อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่มีเสียงเพลงมาทำให้ไขว้เขวอีก
ถ้านั้นวาดตัวลึกลงไปเรื่อยๆตามแนวทะแยง เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของทะเลและกำลังลากผมลงสู่ก้นนรกสีน้ำเงินเบื้องล่าง อุณหภูมิลดลงอย่างมากและผมก็เริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องเปิดใช้สกิล "Cold Blood" ที่ได้รับมาจากการฆ่างูยักษ์ไปหลายตัว ซึ่งผมมักจะใช้เวลาที่ค่ำคืนอันหนาวเหน็บมาก่อกวนมากกว่าการเดินทางลงสู่ก้นทะเลแบบนี้
แต่มันก็ช่วยผมได้มาก ความหนาวผมหายไป และร่างกายก็รู้สึกเบาขึ้นเล็กน้อย ผมหยิบ Potion เติมพลังออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ที่ผมเพิ่งนึกได้ว่าผมติดมันมาด้วย แล้วยกขึ้นซดเฮือกเดียวหมดกระปุก และความร้อนก็พุ่งเข้าโจมตีผมจากภายในร่างกาย กำลังวังชาผมกลับมาอีกครั้ง แม้จะไม่เท่ากับตอนเริ่มต้นของวันหรือหลังจากได้กินอาหารไปใหม่ๆ แต่สำหรับการว่ายน้ำอันยาวนาน ผมว่าผมค่อนข้างพร้อมสำหรับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้าพอสมควร
ผมเปิด "โซนาร์" อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบเส้นทาง และพบว่าทางเดินนั้นใกล้จะสิ้นสุดแล้ว เลยเร่งฝีเท้าลงไปข้างล่าง
และก้าวสุดท้ายที่ผมเหยีบลงไปบนพื้นหินเปียกน้ำและตะไคร้ ผมก็พบเสื้อผ้าที่เหลือของซีราเอลที่ถูกถอดโยนทิ้งอยู่ในโพรงถ้ำแห่งนี้
ด้านล่างนี้มืดเกือบสนิท แต่ตะไคร่น้ำเรืองแสงบางชนิดก็ช่วยให้เราไม่ต้องตาบอดไปซะทีเดียว ซึ่งผมไม่ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่ เมื่อผมใช้ Night Vision ที่ตาข้างซ้าย ขณะที่ตาข้างขวาก็ใช้ดวงตาบาสิลิสค์ ทำให้ผมมองเห็นทุกอย่างที่ควรเห็นข้างล่างนี่
มันเป็นเส้นทางตรงไปข้างหน้าไม่มากนัก แต่ที่ปลายอุโมงค์นั่น คือภาพที่ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยทีเดียว
ซีราเอลที่ร่างกายเปลือยเปล่า กำลังนอนอยู่บนพื้น โดยมีชายคนหนึ่งกำลังคร่อมร่างอยู่บนตัวเธอ
จะบอกว่าเป็นชายก็ไม่ถูก มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนผู้ชายเสียมากกว่า
มันมีร่างกายอัปลักษณ์สีฟ้าหรือน้ำเงินหรือเทาสักอย่างนี่แหละ ตามตัวเต็มไปด้วยตุ่มน่าเกลียดและเมือกเหนียวๆที่เหมาะจะใช้สำหรับว่ายน้ำ ตามแขนขาของมันมีครีบใหญ่ของปลาอยู่เต็มไปหมด รวมถึงหลังและหางที่ยาวออกมาด้วย มันไม่มีผมหรืออะไรที่คล้ายกับมนุษย์แม้แต่น้อย ใบหน้าของมันเหมือนปลาบวกกับสัตว์ประหลาดบางอย่างที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าผมไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน
มันมีร่องเหงือกของปลาอยู่ที่แก้ม แต่ที่ปากของมันกลับมีฟันยาวแหลมหลายสิบซี่เหมือนปลากินเนื้อบางประเภท ดวงตากลมใสสีเทาสะท้อนแสงในเงามืด ขณะที่ลิ้นยาวของมันกำลังโลมเลียไปทั่วทั้งใบหน้าและร่างกายของซีราเอล
มือของมันมี 3 นิ้ว และครีบใหญ่ๆที่กางติดอยู่ตรงซอกนิ้วนั่นก็กำลังขยำขยี้ร่างกายของเอลฟ์สาวอย่างเมามัน ซึ่งผมเดาได้ไม่ยากว่ามันกำลังจะทำอะไรต่อไปกับเธอ
ผมเก็บดาบ Bloody Finger เข้ากระเป๋า แล้วดึงเอา Black Singer ออกมา พาดลูกศรธรรมดาที่ฉาบปลายศรไว้ด้วยพิษทำให้ชา ซึ่งผมไม่กล้าจะใช้อะไรที่แรงกว่านี้ หากมันพลาดไปโดนซีราเอลเข้า อาจเป็นผมเองที่ปลิดชีพเธอที่ถ้ำก้นทะเลแห่งนี้
และชั่ววินาทีที่ผมพร้อม ลูกศรก็พุ่งออกไป กรีดความมืดด้วยเสียงดัง ฝึ่บ ก่อนจะปักเข้าไปที่ไหล่ของมันเข้าอย่างจัง
เสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายนั่นจึงดังไปทั่วโพรงถ้่ำ ขณะที่มันกระโดดตัวออกมาจากร่างของเธอ เลือดอุ่นๆสีชมพูเข้มของมันไหลออกมาจากแผล ขณะที่มันกุมมือหนึ่งไว้ที่แผล และมองมายังจุดที่ผมยืนอยู่ พร้อมกับส่งสายตาอาฆาตแค้นอย่างแรงกล้าออกมาจากดวงตากลมโตสีเทานั่น
มันร้องอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงต่างออกไป ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นสัญญาณ
สัญญาณบางอย่าง
"ชิบหายแล้ว" ผมแทบไม่ต้องคิดเลยตอนที่ใช้โซนาร์อีกครั้งแล้วพบว่า สัตว์ประหลาดลูกสมุนมันนับสิบๆตัวต่างเริ่มปรากฏกายออกมาจากทุกทิศทางในโพรงถ้ำแห่งนี้ รวมไปถึงเส้นทางที่ผมเพิ่งลงมาด้วย
30...40... ไม่สิ 50...
50 ตัวได้
พวกมันล้อมเข้ามาทุกทิศ บีบให้ผมไม่มีทางเลือกนอกจากสู้ให้ตายกันไปข้าง
แต่ภารกิจของผมไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการช่วยเหลือซีราเอลที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้นต่างหาก
เจ้าสัตว์ร้ายนั่นยังยืนขวางอยู่ระหว่างผมกับเธอ แต่พิษยาชาเริ่มทำงานแล้ว มันตัวแข็ง หมดแรง และทรุดกายลงใกล้ๆซีราเอลอย่างว่าง่าย แต่สมุนของมันกลับตรงกันข้าม เสียงร้องอย่างบ้าคลั่งของพวกมันทำให้ผมรู้ว่า พวกมันกะปรี้กะเปร่าที่จะฉีกแขนขาผมมากแค่ไหน
อาละวาด นั่นคือสิ่งที่ผมคิดจะทำในโพรงมืดแห่งนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะยุติลง ผมต้องต่อสู้เอาตัวรอด และช่วยซีราเอลออกมาให้ได้ ส่วนวิธีการนั้นไม่เกี่ยง
ผมเก็บ Black Stinger เข้ากระเป๋า มันไม่มีประโยชน์ในที่แคบแบบนี้พอๆกับการต่อสู้ระยะประชิด เช่นเดียวกับ Twin Crimson ที่อาละวาดได้ในวงกว้าง แต่ไร้ประสิทธิภาพพอดูในที่ๆแคบกว่า
ผมหันหลังไปแล้วพ่นใย Silver Garnet ออกมามากพอที่จะปิดปากทางเข้าของพวกอสูรที่กำลังลงมาจากข้างบนได้ ลดกำลังพวกมันไปได้สักหน่อยก็น่าจะไม่เลวนัก และหากพวกมันตัวไหนจะพยายามฝ่าใยของผมเข้ามา พวกมันก็ต้องมีมีดเหล็กกล้าระดับ Uncommon Level สูงหน่อย หรือไม่ต้องต้องมีความสามารถต้านทานไฟฟ้าที่ผมปล่อยไว้ในเส้นใยได้บ้างล่ะ
เสียงร้องของพวกมันดังขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่อยากเสียเวลาอีก เลยวิ่งเข้าไปหาเจ้าตัวจ่าฝูงที่กำลังนั่งตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ขณะที่ชักดาบ Bloody Finger ออกมาจากกระเป๋าและพุ่งตัวเต็มสปีดเข้าไปหามัน
วินาทีเดียวหลังจากนั้น ดาบของผมก็ได้ดื่มเลือดของสัตว์ร้านหน้าตาอัปลักษณ์ตรงหน้า ที่ยิ่งมองใกล้ๆก็ยิ่งการันตีได้ว่า ผมไม่มีทางจะดีใจที่ได้ฆ่ามันเป็นอันขาด มันไม่มีโอกาสหรือเรี่ยวแรงแม้จะส่งเสียงร้อง ขณะที่ปลายดาบของผมแทงทะลุคอของมันจนทะลุ และเพื่อให้เป็นการแน่ใจ ผมบิดดาบเล็กน้อย แล้วกระชากมันผ่านลำคอของสัตว์ร้ายนั่น ก่อนจะปลิดหัวมันปลิวกระเด็นไปบนพื้นถ้ำ
เสียงน้ำกระเด็นดังเป็นจังหวะไปตามที่หัวของมันกลิ้งหลุนๆไป เลือดสีชมพูเข้มอาบไปทั่วดาบ และผมรับรู้ได้ทันทีว่าเรี่ยวแรงของผมเริ่มกลับคืนมา พร้อมกับความสามารถบางอย่างที่ผมเพิ่งได้รับไปจากการฆ่าสัตว์ประหลาดที่น่าจะเป็นหัวหน้าฝูง หรืออาจจะเผ่าพันธุ์ด้วยซ้ำ
ผมไม่มีเวลาจะมาเรียบเรียงหรือนั่งทำความเข้าใจกับความสามารถใหม่ที่เพิ่งได้รับในตอนนี้ อีกไม่กี่วินาที กองทัพของเจ้าสัตว์ร้ายพวกนี้จะมาถึงที่นี่ พร้อมกับความโกรธเกรี้ยวที่ได้เห็นหัวหน้าของพวกมันถูกเด็ดหัวจากเอลฟ์ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนหนึ่ง
ผมลากซีราเอลที่เปลือยเปล่าไม่ได้สติไปยังกำแพงมุมอับซึ่งผมสามารถป้องกันทุกอย่างที่มาจากข้างหน้าได้อย่างครบถ้วน ก่อนจะพ่นใยมากเท่าที่จะมากได้เพื่อมาปกคลุมร่างเธอไว้ให้อยู่ในซอกหินนี่ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่
ผมใช้ความสามารถของ "เกล็ดเพชร" ของปลาไหลยักษ์เพื่อเพิ่มพลังป้องกันให้ตัวเอง พร้อมกับเร่งพลังของ Toxic Skinner ให้ฉาบผิวหนังทุกส่วนของผมจนร่างกายของผมกลายเป็นสีเขียวเข้มจนเกือบดำดูน่ากลัวเหมือนสัตว์ประหลาด มือซ้ายที่ว่างอยู่ของผมหยิบ Vesperic Deathstrike ออกมาถือไว้ ส่วนมือขวาก็เปลี่ยนจาก Bloody Finge เป็น Dark Viper ก่อนเพราะมันสามารถโจมตีระยะไกลได้
ผมเร่งพลังเวทย์ไฟและสายฟ้าออกมาฉาบอาวุธที่อยู่ในมือทั้งสองข้าง
คนปกติทั่วไปจะใช้เวทย์ได้ทีละเวทย์ แต่ผมมีสกิล Double Cast ที่ได้เรียนรู้มาตอนอยู่ในถ้ำของ Druid Orge เลยทำให้ผมใช้เวทย์มนต์ได้ทีละสองเวทย์ แต่ก็เปลืองพลังงานมากกว่าปกติเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาในตอนนี้
เสียงร้องของพวกมันเข้ามาใกล้มากขึ้นจากปลายด้านมืดของถ้ำที่ผมคิดว่าน่าจะมีทางออก แต่ผมคงจะฝ่าพวกมันทั้งหมดไปพร้อมๆกับป้องกันซีราเอลไม่ได้เป็นแน่ เพราะงั้น ทางเลือกเดียวของผมในตอนนี้คือ ต่อสู้ ป้องกัน และฆ่าพวกมันให้หมด ก่อนจะค่อยๆหาทางออกทีหลัง
ผมหยิบ Potion อีกขวดออกมาจากกระเป๋าและซดมันรวดเดียวจนหมด พลังกายผมเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นกระบุง พร้อมที่จะต่อสู้เต็มที่
ผมเปิดโซนาร์อีกครั้ง พวกมันโผล่ออกมากันแล้ว วิ่งกรูกันเข้ามาในถ้ำตรงที่ผมอยู่เหมือนกับว่ามองเห็นทุกอย่างในนี้ได้ชัดเจนเท่าๆกับผม
ก็แน่ล่ะสิ บ้านของพวกมันนี่หว่า
และการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น
พวกมันตัวแรกสุดโดน Vesper ของผมจามเข้าให้ที่ักลางหน้าอกขณะที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 10 เมตร เสียงกรีดร้องของมันสร้างความโกรธให้กับพวกที่เหลือที่ตรงเข้ามาหาผมอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม
วินาทีถัดมา ผมก็ตวัด Dark Viper ไปในอากาศ ส่งมันผ่านเงามืดไปฟันพวกมันอีกตัว สายฟ้าและพิษทำลายประสาทส่งมันไปสู่ปรโลกทันที
โชคดีคือ โพรงถ้ำในนี้นั้นไม่ได้กว้างพอจะให้พวกมันกรูกันเข้ามาพร้อมกันเป็นสิบๆตัว ผมเลยมีโอกาสจัดการพวกมันไปได้ 6 ตัวก่อนพวกม้นจะเข้าถึงผม
ผมเปลี่ยนเอา Bloody Finger ออกมาถือแทน Dark Viper ไว้แล้ว ถ้าต้องมีการต่อสู้ระยะยาว ผมว่าดาบที่ดูดพลังจากศัตรูได้น่าจะมีประโยชน์มากกว่า
และก็เป็นจริงตามนั้น
ผมฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย ทุกๆดาบอาบพิษที่ฟาดฟันลงไป บวกกับขวานที่ช่วยต่อสู้ระยะประชิด ส่งพวกมันลงนรกได้อย่างไม่ยากเย็น แม้บางตัวจะโจมตีผมได้ แต่เกล็ดเพชร กับเสื้อ Toxic Skinner ก็ช่วยป้องกันผมพร้อมๆกับทำให้พวกมันโดนพิษไปเป็นของแถมจนพวกมันต้องถอยกรูกันไปเป็นแถว
ผมเคยเห็น Lizard Man มาครั้งสองครั้ง พวกมันนั้นคือทหารราบในหนองน้ำที่น่ากลัวเป็นที่สุด ความร้ายกาจของ Lizard Man คือมันทำงานกันเป็นทีม มีแบบแผน และคิดได้เหมือนคนทั่วไป แม้มันจะมีอยู่แค่ 10 ตัว แต่ด้วยพละกำลังและเกล็ดที่แข็งหนา ก็ทำให้มันสามารถฆ่ากองทหารย่อมๆของมนุษย์ได้อย่างง่ายดายทีเดียว
ส่วนเจ้าพวกนี้ไม่ใช่ มันคือปิศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำใต้ทะเล แม้จะมีจ่าฝูง แต่ทุกอย่างที่พวกมันทำไปก็เป็นแค่สัญชาติญาณของฝูงเท่านั้น ไม่ใช่การคิดหรือตรึกตรองวางแผนอย่างเป็นระบบแต่อย่างใด
เมื่อผมฆ่าพวกมันไปได้เป็นตัวที่ 17 พวกมันก็หยุด และมีทีท่าลังเล ความบ้าคลั่งหายไป เปลี่ยนเป็นความกลัวและรั้งรอ พวกมันไม่กล้าผลีผลามพุ่งเข้ามา เช่นเดียวกับที่ผมก็วิ่งออกไปตามล่าพวกมันทีละตัวไม่ได้เช่นกัน
ตัวที่อยู่ไกลที่สุดเริ่มถอยหลังและคิดจะหนี แต่ผมไม่ปล่อยให้มันทำได้ ผมพ่นใยออกไปจับตัวมันไว้ ก่อนจะปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านใยไปช็อตมันจนน็อค แล้วกระชากมันเข้ามาหาจนไปกระแทกพวกมันหลายตัวสะดุดล้ม
เมื่อร่างไร้สติของมันถูกดึงมาอยู่แทบเท้าผม ผมก็เหยีบมันเอาไว้ ก่อนจะพูดภาษาอะไรบางอย่างที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือภาษาอะไรออกมา เป็นเหมือนเสียงคำรามในคอ แต่ก็ฟังดูมีความหมายแบบประหลาดๆ ซึ่งผมดันเข้าใจได้ว่า "อย่าหนี ไม่งั้นตาย"
และพวกมันก็ทำตามนั้นทั้งหมด ผ่านไปอีกหลายวินาที กว่าผมจะได้รู้ว่าตัวเองดันได้เรียนรู้ภาษาของพวกมันได้จากการฆ่าพวกมันไปหลายตัวนั่นเอง
และที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นก็คือ
พวกมันคือ "ไซเรน"
เสียงเพลงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนจู่ๆ มันก็เงียบและหายไป เหลือเพียงเสียงคลื่นจางๆ ที่ซัดผ่านหมอกหนาที่ดูน่ากลัวและวังเวงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะ ตอนที่ผมไม่ได้อยู่บนเรือกับพรรคพวกหลายคนด้วยนี่สิ
ร่องรอยของซีราเอลหายไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ผมก็มองไม่เห็นความร้อนที่เหลืออยู่บนผิวน้ำอีกต่อไป ผมเริ่มมืดแปดด้าน แต่ยังดีที่นึกเรื่องความสามารถใหม่ที่ผมเพิ่งได้มาออก
คลื่นโซนาร์ ที่ผมได้รับมาจากปลาไหลยักษ์ มารินัส ดาครูนัม
ผมลองใช้มันทันที และในใต้น้ำ มันได้ผลยิ่งกว่าคลื่นโซนาร์บนบกอย่างของสัตว์พวกค้างคาวเสียอีก
ผมส่งคลื่นไปได้ไกลมากเท่าที่ต้องการ อาจจะสักร้อยหรือสองสามร้อยเมตรด้วยซ้ำ และไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงตกกระทบก็วิ่งกลับมาหาผม และทำให้ผมรู้ว่า แถวๆนี้นั้นล้อมรอบไปด้วยโขดหิน ถ้ำ และชะง่อนหินโสโครกจำนวนมากที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล แต่หมอกพวกนี้พรางตาผมไว้ และทำให้ผมมองไม่เห็นอะไรที่อยู่รอบๆเลยแม้แต่น้อย
และคลื่นโซนาร์ก็ทำประโยชน์ได้ในที่สุด ผมจับสัญญาณการว่ายน้ำอย่างรวดเร็วได้ที่ข้างหน้าของผมห่างออกไปเกือบ 2 ร้อยเมตรได้ล่ะมั้ง เป็นซีราเอลไม่ผิดแน่ แต่เธอเร็วอย่างเหลือเชื่อ และพอผมตามสัญญาณนั่นไปเรื่อยๆ มันก็พาผมไปยังชะง่อนหินที่เป็นเหมือนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งกลางทะเล
ผมลากตัวเองขึ้นจากน้ำด้วยสภาพร่อแร่และตัวหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่า หลังจากที่ต้องว่ายน้ำมาไกลเป็นกิโลๆมาอย่างไม่คิดชีวิต พอได้พักหายใจสูดอากาศเข้าปอดสักหน่อย ก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเวลาให้เอ้อระเหยมากขนาดนั้น ผมเลยลุกขึ้นยืนและแกะรอยของซีราเอลต่อไป
ซึ่งนั่นไม่ยากเท่าไหร่ สำหรับพื้นเปียกๆแบบนี้ ดวงตาอสรพิษของผมทำงานอีกครัั้ง และไออุ่นจากรอยเท้าของเธอก็ปรากฏเป็นแสงสีเหลืองจางๆอยู่ในสายหมอกหนาทึบแห่งนี้
ผมเดินตามรอยนั้นไป โดยหยิบเอา Bloody Finger ออกมาถือในมือ ผมต้องหาศัตรูหรืออะไรบางอย่างให้เจอ เผื่อจะได้ฆ่ามันเพื่อขโมยเอาพลังงานหรือเรี่ยวแรงกลับมาบ้าง
ไม่นานผมก็เห็นถ้ำที่อยู่ใต้ชะง่อนหินอันใหญ่ นี่เป็นเกาะหินเล็กๆที่ไม่ได้กว้างไปกว่าที่ดินของคฤหาสน์นสักหลังหรือที่นาสักผืน หินสีดำปรากฏให้เห็นแค่ปากถ้ำที่ดำมืดและลึกยาวลงไปด้านล่างอย่างน่ากลัวเป็นที่สุด ผมเปิดโซนาร์ใส่ปากถ้ำ และพบว่ามันมีทางเดินลงไปอีกไกลพอสมควรทีเดียว
ผมไม่มีที่ให้หันหลังกลับอีกแล้ว เลยเดินลงไปตามทางนั่นพร้อมกับตัดความกังวลออกไป อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่มีเสียงเพลงมาทำให้ไขว้เขวอีก
ถ้านั้นวาดตัวลึกลงไปเรื่อยๆตามแนวทะแยง เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของทะเลและกำลังลากผมลงสู่ก้นนรกสีน้ำเงินเบื้องล่าง อุณหภูมิลดลงอย่างมากและผมก็เริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องเปิดใช้สกิล "Cold Blood" ที่ได้รับมาจากการฆ่างูยักษ์ไปหลายตัว ซึ่งผมมักจะใช้เวลาที่ค่ำคืนอันหนาวเหน็บมาก่อกวนมากกว่าการเดินทางลงสู่ก้นทะเลแบบนี้
แต่มันก็ช่วยผมได้มาก ความหนาวผมหายไป และร่างกายก็รู้สึกเบาขึ้นเล็กน้อย ผมหยิบ Potion เติมพลังออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ที่ผมเพิ่งนึกได้ว่าผมติดมันมาด้วย แล้วยกขึ้นซดเฮือกเดียวหมดกระปุก และความร้อนก็พุ่งเข้าโจมตีผมจากภายในร่างกาย กำลังวังชาผมกลับมาอีกครั้ง แม้จะไม่เท่ากับตอนเริ่มต้นของวันหรือหลังจากได้กินอาหารไปใหม่ๆ แต่สำหรับการว่ายน้ำอันยาวนาน ผมว่าผมค่อนข้างพร้อมสำหรับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้าพอสมควร
ผมเปิด "โซนาร์" อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบเส้นทาง และพบว่าทางเดินนั้นใกล้จะสิ้นสุดแล้ว เลยเร่งฝีเท้าลงไปข้างล่าง
และก้าวสุดท้ายที่ผมเหยีบลงไปบนพื้นหินเปียกน้ำและตะไคร้ ผมก็พบเสื้อผ้าที่เหลือของซีราเอลที่ถูกถอดโยนทิ้งอยู่ในโพรงถ้ำแห่งนี้
ด้านล่างนี้มืดเกือบสนิท แต่ตะไคร่น้ำเรืองแสงบางชนิดก็ช่วยให้เราไม่ต้องตาบอดไปซะทีเดียว ซึ่งผมไม่ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่ เมื่อผมใช้ Night Vision ที่ตาข้างซ้าย ขณะที่ตาข้างขวาก็ใช้ดวงตาบาสิลิสค์ ทำให้ผมมองเห็นทุกอย่างที่ควรเห็นข้างล่างนี่
มันเป็นเส้นทางตรงไปข้างหน้าไม่มากนัก แต่ที่ปลายอุโมงค์นั่น คือภาพที่ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยทีเดียว
ซีราเอลที่ร่างกายเปลือยเปล่า กำลังนอนอยู่บนพื้น โดยมีชายคนหนึ่งกำลังคร่อมร่างอยู่บนตัวเธอ
จะบอกว่าเป็นชายก็ไม่ถูก มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเหมือนผู้ชายเสียมากกว่า
มันมีร่างกายอัปลักษณ์สีฟ้าหรือน้ำเงินหรือเทาสักอย่างนี่แหละ ตามตัวเต็มไปด้วยตุ่มน่าเกลียดและเมือกเหนียวๆที่เหมาะจะใช้สำหรับว่ายน้ำ ตามแขนขาของมันมีครีบใหญ่ของปลาอยู่เต็มไปหมด รวมถึงหลังและหางที่ยาวออกมาด้วย มันไม่มีผมหรืออะไรที่คล้ายกับมนุษย์แม้แต่น้อย ใบหน้าของมันเหมือนปลาบวกกับสัตว์ประหลาดบางอย่างที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าผมไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน
มันมีร่องเหงือกของปลาอยู่ที่แก้ม แต่ที่ปากของมันกลับมีฟันยาวแหลมหลายสิบซี่เหมือนปลากินเนื้อบางประเภท ดวงตากลมใสสีเทาสะท้อนแสงในเงามืด ขณะที่ลิ้นยาวของมันกำลังโลมเลียไปทั่วทั้งใบหน้าและร่างกายของซีราเอล
มือของมันมี 3 นิ้ว และครีบใหญ่ๆที่กางติดอยู่ตรงซอกนิ้วนั่นก็กำลังขยำขยี้ร่างกายของเอลฟ์สาวอย่างเมามัน ซึ่งผมเดาได้ไม่ยากว่ามันกำลังจะทำอะไรต่อไปกับเธอ
ผมเก็บดาบ Bloody Finger เข้ากระเป๋า แล้วดึงเอา Black Singer ออกมา พาดลูกศรธรรมดาที่ฉาบปลายศรไว้ด้วยพิษทำให้ชา ซึ่งผมไม่กล้าจะใช้อะไรที่แรงกว่านี้ หากมันพลาดไปโดนซีราเอลเข้า อาจเป็นผมเองที่ปลิดชีพเธอที่ถ้ำก้นทะเลแห่งนี้
และชั่ววินาทีที่ผมพร้อม ลูกศรก็พุ่งออกไป กรีดความมืดด้วยเสียงดัง ฝึ่บ ก่อนจะปักเข้าไปที่ไหล่ของมันเข้าอย่างจัง
เสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายนั่นจึงดังไปทั่วโพรงถ้่ำ ขณะที่มันกระโดดตัวออกมาจากร่างของเธอ เลือดอุ่นๆสีชมพูเข้มของมันไหลออกมาจากแผล ขณะที่มันกุมมือหนึ่งไว้ที่แผล และมองมายังจุดที่ผมยืนอยู่ พร้อมกับส่งสายตาอาฆาตแค้นอย่างแรงกล้าออกมาจากดวงตากลมโตสีเทานั่น
มันร้องอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงต่างออกไป ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นสัญญาณ
สัญญาณบางอย่าง
"ชิบหายแล้ว" ผมแทบไม่ต้องคิดเลยตอนที่ใช้โซนาร์อีกครั้งแล้วพบว่า สัตว์ประหลาดลูกสมุนมันนับสิบๆตัวต่างเริ่มปรากฏกายออกมาจากทุกทิศทางในโพรงถ้ำแห่งนี้ รวมไปถึงเส้นทางที่ผมเพิ่งลงมาด้วย
30...40... ไม่สิ 50...
50 ตัวได้
พวกมันล้อมเข้ามาทุกทิศ บีบให้ผมไม่มีทางเลือกนอกจากสู้ให้ตายกันไปข้าง
แต่ภารกิจของผมไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการช่วยเหลือซีราเอลที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้นต่างหาก
เจ้าสัตว์ร้ายนั่นยังยืนขวางอยู่ระหว่างผมกับเธอ แต่พิษยาชาเริ่มทำงานแล้ว มันตัวแข็ง หมดแรง และทรุดกายลงใกล้ๆซีราเอลอย่างว่าง่าย แต่สมุนของมันกลับตรงกันข้าม เสียงร้องอย่างบ้าคลั่งของพวกมันทำให้ผมรู้ว่า พวกมันกะปรี้กะเปร่าที่จะฉีกแขนขาผมมากแค่ไหน
อาละวาด นั่นคือสิ่งที่ผมคิดจะทำในโพรงมืดแห่งนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะยุติลง ผมต้องต่อสู้เอาตัวรอด และช่วยซีราเอลออกมาให้ได้ ส่วนวิธีการนั้นไม่เกี่ยง
ผมเก็บ Black Stinger เข้ากระเป๋า มันไม่มีประโยชน์ในที่แคบแบบนี้พอๆกับการต่อสู้ระยะประชิด เช่นเดียวกับ Twin Crimson ที่อาละวาดได้ในวงกว้าง แต่ไร้ประสิทธิภาพพอดูในที่ๆแคบกว่า
ผมหันหลังไปแล้วพ่นใย Silver Garnet ออกมามากพอที่จะปิดปากทางเข้าของพวกอสูรที่กำลังลงมาจากข้างบนได้ ลดกำลังพวกมันไปได้สักหน่อยก็น่าจะไม่เลวนัก และหากพวกมันตัวไหนจะพยายามฝ่าใยของผมเข้ามา พวกมันก็ต้องมีมีดเหล็กกล้าระดับ Uncommon Level สูงหน่อย หรือไม่ต้องต้องมีความสามารถต้านทานไฟฟ้าที่ผมปล่อยไว้ในเส้นใยได้บ้างล่ะ
เสียงร้องของพวกมันดังขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่อยากเสียเวลาอีก เลยวิ่งเข้าไปหาเจ้าตัวจ่าฝูงที่กำลังนั่งตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ขณะที่ชักดาบ Bloody Finger ออกมาจากกระเป๋าและพุ่งตัวเต็มสปีดเข้าไปหามัน
วินาทีเดียวหลังจากนั้น ดาบของผมก็ได้ดื่มเลือดของสัตว์ร้านหน้าตาอัปลักษณ์ตรงหน้า ที่ยิ่งมองใกล้ๆก็ยิ่งการันตีได้ว่า ผมไม่มีทางจะดีใจที่ได้ฆ่ามันเป็นอันขาด มันไม่มีโอกาสหรือเรี่ยวแรงแม้จะส่งเสียงร้อง ขณะที่ปลายดาบของผมแทงทะลุคอของมันจนทะลุ และเพื่อให้เป็นการแน่ใจ ผมบิดดาบเล็กน้อย แล้วกระชากมันผ่านลำคอของสัตว์ร้ายนั่น ก่อนจะปลิดหัวมันปลิวกระเด็นไปบนพื้นถ้ำ
เสียงน้ำกระเด็นดังเป็นจังหวะไปตามที่หัวของมันกลิ้งหลุนๆไป เลือดสีชมพูเข้มอาบไปทั่วดาบ และผมรับรู้ได้ทันทีว่าเรี่ยวแรงของผมเริ่มกลับคืนมา พร้อมกับความสามารถบางอย่างที่ผมเพิ่งได้รับไปจากการฆ่าสัตว์ประหลาดที่น่าจะเป็นหัวหน้าฝูง หรืออาจจะเผ่าพันธุ์ด้วยซ้ำ
ผมไม่มีเวลาจะมาเรียบเรียงหรือนั่งทำความเข้าใจกับความสามารถใหม่ที่เพิ่งได้รับในตอนนี้ อีกไม่กี่วินาที กองทัพของเจ้าสัตว์ร้ายพวกนี้จะมาถึงที่นี่ พร้อมกับความโกรธเกรี้ยวที่ได้เห็นหัวหน้าของพวกมันถูกเด็ดหัวจากเอลฟ์ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนหนึ่ง
ผมลากซีราเอลที่เปลือยเปล่าไม่ได้สติไปยังกำแพงมุมอับซึ่งผมสามารถป้องกันทุกอย่างที่มาจากข้างหน้าได้อย่างครบถ้วน ก่อนจะพ่นใยมากเท่าที่จะมากได้เพื่อมาปกคลุมร่างเธอไว้ให้อยู่ในซอกหินนี่ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่
ผมใช้ความสามารถของ "เกล็ดเพชร" ของปลาไหลยักษ์เพื่อเพิ่มพลังป้องกันให้ตัวเอง พร้อมกับเร่งพลังของ Toxic Skinner ให้ฉาบผิวหนังทุกส่วนของผมจนร่างกายของผมกลายเป็นสีเขียวเข้มจนเกือบดำดูน่ากลัวเหมือนสัตว์ประหลาด มือซ้ายที่ว่างอยู่ของผมหยิบ Vesperic Deathstrike ออกมาถือไว้ ส่วนมือขวาก็เปลี่ยนจาก Bloody Finge เป็น Dark Viper ก่อนเพราะมันสามารถโจมตีระยะไกลได้
ผมเร่งพลังเวทย์ไฟและสายฟ้าออกมาฉาบอาวุธที่อยู่ในมือทั้งสองข้าง
คนปกติทั่วไปจะใช้เวทย์ได้ทีละเวทย์ แต่ผมมีสกิล Double Cast ที่ได้เรียนรู้มาตอนอยู่ในถ้ำของ Druid Orge เลยทำให้ผมใช้เวทย์มนต์ได้ทีละสองเวทย์ แต่ก็เปลืองพลังงานมากกว่าปกติเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาในตอนนี้
เสียงร้องของพวกมันเข้ามาใกล้มากขึ้นจากปลายด้านมืดของถ้ำที่ผมคิดว่าน่าจะมีทางออก แต่ผมคงจะฝ่าพวกมันทั้งหมดไปพร้อมๆกับป้องกันซีราเอลไม่ได้เป็นแน่ เพราะงั้น ทางเลือกเดียวของผมในตอนนี้คือ ต่อสู้ ป้องกัน และฆ่าพวกมันให้หมด ก่อนจะค่อยๆหาทางออกทีหลัง
ผมหยิบ Potion อีกขวดออกมาจากกระเป๋าและซดมันรวดเดียวจนหมด พลังกายผมเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นกระบุง พร้อมที่จะต่อสู้เต็มที่
ผมเปิดโซนาร์อีกครั้ง พวกมันโผล่ออกมากันแล้ว วิ่งกรูกันเข้ามาในถ้ำตรงที่ผมอยู่เหมือนกับว่ามองเห็นทุกอย่างในนี้ได้ชัดเจนเท่าๆกับผม
ก็แน่ล่ะสิ บ้านของพวกมันนี่หว่า
และการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น
พวกมันตัวแรกสุดโดน Vesper ของผมจามเข้าให้ที่ักลางหน้าอกขณะที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 10 เมตร เสียงกรีดร้องของมันสร้างความโกรธให้กับพวกที่เหลือที่ตรงเข้ามาหาผมอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม
วินาทีถัดมา ผมก็ตวัด Dark Viper ไปในอากาศ ส่งมันผ่านเงามืดไปฟันพวกมันอีกตัว สายฟ้าและพิษทำลายประสาทส่งมันไปสู่ปรโลกทันที
โชคดีคือ โพรงถ้ำในนี้นั้นไม่ได้กว้างพอจะให้พวกมันกรูกันเข้ามาพร้อมกันเป็นสิบๆตัว ผมเลยมีโอกาสจัดการพวกมันไปได้ 6 ตัวก่อนพวกม้นจะเข้าถึงผม
ผมเปลี่ยนเอา Bloody Finger ออกมาถือแทน Dark Viper ไว้แล้ว ถ้าต้องมีการต่อสู้ระยะยาว ผมว่าดาบที่ดูดพลังจากศัตรูได้น่าจะมีประโยชน์มากกว่า
และก็เป็นจริงตามนั้น
ผมฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย ทุกๆดาบอาบพิษที่ฟาดฟันลงไป บวกกับขวานที่ช่วยต่อสู้ระยะประชิด ส่งพวกมันลงนรกได้อย่างไม่ยากเย็น แม้บางตัวจะโจมตีผมได้ แต่เกล็ดเพชร กับเสื้อ Toxic Skinner ก็ช่วยป้องกันผมพร้อมๆกับทำให้พวกมันโดนพิษไปเป็นของแถมจนพวกมันต้องถอยกรูกันไปเป็นแถว
ผมเคยเห็น Lizard Man มาครั้งสองครั้ง พวกมันนั้นคือทหารราบในหนองน้ำที่น่ากลัวเป็นที่สุด ความร้ายกาจของ Lizard Man คือมันทำงานกันเป็นทีม มีแบบแผน และคิดได้เหมือนคนทั่วไป แม้มันจะมีอยู่แค่ 10 ตัว แต่ด้วยพละกำลังและเกล็ดที่แข็งหนา ก็ทำให้มันสามารถฆ่ากองทหารย่อมๆของมนุษย์ได้อย่างง่ายดายทีเดียว
ส่วนเจ้าพวกนี้ไม่ใช่ มันคือปิศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำใต้ทะเล แม้จะมีจ่าฝูง แต่ทุกอย่างที่พวกมันทำไปก็เป็นแค่สัญชาติญาณของฝูงเท่านั้น ไม่ใช่การคิดหรือตรึกตรองวางแผนอย่างเป็นระบบแต่อย่างใด
เมื่อผมฆ่าพวกมันไปได้เป็นตัวที่ 17 พวกมันก็หยุด และมีทีท่าลังเล ความบ้าคลั่งหายไป เปลี่ยนเป็นความกลัวและรั้งรอ พวกมันไม่กล้าผลีผลามพุ่งเข้ามา เช่นเดียวกับที่ผมก็วิ่งออกไปตามล่าพวกมันทีละตัวไม่ได้เช่นกัน
ตัวที่อยู่ไกลที่สุดเริ่มถอยหลังและคิดจะหนี แต่ผมไม่ปล่อยให้มันทำได้ ผมพ่นใยออกไปจับตัวมันไว้ ก่อนจะปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านใยไปช็อตมันจนน็อค แล้วกระชากมันเข้ามาหาจนไปกระแทกพวกมันหลายตัวสะดุดล้ม
เมื่อร่างไร้สติของมันถูกดึงมาอยู่แทบเท้าผม ผมก็เหยีบมันเอาไว้ ก่อนจะพูดภาษาอะไรบางอย่างที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือภาษาอะไรออกมา เป็นเหมือนเสียงคำรามในคอ แต่ก็ฟังดูมีความหมายแบบประหลาดๆ ซึ่งผมดันเข้าใจได้ว่า "อย่าหนี ไม่งั้นตาย"
และพวกมันก็ทำตามนั้นทั้งหมด ผ่านไปอีกหลายวินาที กว่าผมจะได้รู้ว่าตัวเองดันได้เรียนรู้ภาษาของพวกมันได้จากการฆ่าพวกมันไปหลายตัวนั่นเอง
และที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นก็คือ
พวกมันคือ "ไซเรน"
ตอนที่ 24 - พายุที่ไม่คาดฝัน และหมอกมรณะที่มาเยือนในอรุณรุ่ง
เราออกเดินทางจากเกาะใบพัดตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
แดดอ่อนๆสาดสีทองไปทั่วท้องทะเล ปลุกลูกเรือให้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างแข็งขัน เรือโจรสลัดนั้นไม่ได้เหมือนกันทุกลำ ส่วนมากมักจะเป็นที่ๆรวมเอาพวกกักขฬะและชั่วร้ายมาอยู่ภายใต้คนที่ชั่วร้ายกว่า แต่เรืออีกาดำนั้นไม่ใช่ พวกลูกเรือแม้จะเป็นโจรสลัดเต็มตัว แต่พวกเขาชั่วร้ายเฉพาะตอนต่อสู้ นอกจากนั้น พวกเขาคือลูกเรือชั้นเยี่ยมที่พร้อมจะล่องเรือไปทั่วน่านน้ำที่เต็มไปด้วยอันตรายภายใต้คำสั่งเดียวของกัปตันของพวกเขา
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคาร์เตอร์มีวิธีปกครองลูกน้องของเขาอย่างไร แต่แน่นอนว่ามันต้องดีเยี่ยมเป็นแน่ เพราะตั้งแต่ผมได้ขึ้นเรือมา ยังไม่เห็นชายสักคนบนนี้ที่มีสายตารังเกียจกัปตันของพวกเขาเลยสักคน บางคนเป็นทหารเรือเก่า เป็นอดีตชาวประมง เด็กกำพร้าที่ถูกสอนวิธีเดินเรือให้ รวมไปถึงลูกเรือพเนจรที่ครั้งนึงเคยเรือแตกหรือเป็นขอทาน ขี้เหล้า ขโมย อันธพาล หรือแม้แต่นักโทษหนีคดี
พวกเขาทิ้งอดีตทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และล่องเรือไปข้างหน้าเหมือนกับว่าไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไป และทุกๆลมหายใจที่เหลือคือกำไรของเมื่อวาน ผมอดชื่นชมในใจไม่ได้ เมื่อเห็นทุกคนทำงานอย่างสามัคคีและใช้เวลาร่วมกันอย่างปรองดอง หากประเทศหรือเมืองสักเมืองจะมีทหารเหมือนลูกเรือลำนี้ได้สักครึ่งล่ะก็ เมืองแห่งนั้นจะไม่มีทางแพ้ศึกหรือสงครามใดๆตราบเท่าที่ผู้นำของเขายังคงยืนหยัดอยู่เป็นแน่
คาร์เตอร์บอกพวกเราว่า การเดินเรือครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 8 หรือ 9 วัน ก่อนจะถึงซัมเมอร์เดน มันอาจจะน่าเบื่อ แต่ความน่าเบื่อจะหายไปหากทุกคนมีงานทำ ซึ่งคาร์เตอร์ไม่ได้บังคับ แต่เอมเมอร์และซีราเอลนั้นเห็นด้วย และคิดว่าการนั่งๆนอนๆตลอด 8 วันไม่น่าจะทำให้พวกเธอรู้สึกดีได้เท่าไหร่ พวกเธอจึงเริ่มทำงานอะไรเล็กๆน้อยๆบ้าง
แต่งานทุกอย่างที่เอมเมอร์ตัดสินใจจะลองทำ ก็มักจะมีซีราเอลอยู่ข้างๆเสมอ เป็นความต้องการของพวกเธอทั้งสองอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเธอทำหลายสิ่งที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับลูกเรือ แต่สิ่งที่พวกนั้นชอบมากที่สุดคือ การทำอาหาร ซึ่งช่วงแรก เอมเมอร์กับซีราเอลต้องไปเป็นลูกมือให้กับ แจ็คกระทะเลือด ซึ่งได้ฉายานี้มาเพราะครั้งหนึ่งหมอนั่นเคยฆ่าคนไป 3 คนด้วยกระทะ ตอนที่โจรสลัดเรือแตก 3 คนบุกขึ้นมาบนเรือตอนกลางดึกและพุ่งเข้าไปในครัวของเขา แจ็คหวดพวกนั้นคนละทีจนหัวบุบ ก่อนจะลากศพพวกมันสามคนไปโยนลงทะเลให้เป็นอาหารฉลาม ซึ่งเรื่องเล่านี้ค่อนข้างดังในทะเลฝั่ง East-End นักกวีคนหนึ่งถึงกับเอาเรื่องของแจ็คไปแต่งเพลงเลยทีเดียว
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แจ็คดีใจหรือหลงระเริงไปแต่อย่างใด เขาชอบทำครัว และก็จะทำต่อไปตราบที่ยังมีคนกินอาหารของเขา แม้กระนั้น ร่างกายของเขาก็ไม่ได้เหมือนพ่อครัวมากนัก แต่ดูคล้ายทหารหรือโทรลล์เสียมากกว่า ความสูงเกือบ 2 เมตรของเขาน่าจะสูงกว่าวิลลิสด้วยซ้ำ แต่การที่เขาชอบขลุกตัวเองอยู่แต่ในห้องครัว เลยไม่ได้ทำให้เขาเป็นจุดเด่นของเรือเท่าไหร่นัก จนกระทั่งผมได้มาเห็นเขาสอนวิธีการทำอาหารให้กับเอมเมอร์และซีราเอลนี่แหละ
ส่วนเวลาที่ว่างเว้นจากการเข้าครัวและฝึกทำอาหาร เอมเมอร์ก็ขอร้องให้ซีราเอลช่วยฝึกสอนเวทย์มนต์ให้ แม้ตอนแรกเธอจะถูกปฏิเสธเพราะเห็นว่าอันตรายและไม่มีความจำเป็นต่อเจ้าสาวในวังใหญ่ แต่เอมเมอร์ก็ยืนกรานและบอกซีราเอลว่า หากยังปฏิเสธต่อไป เธอจะไปขอให้แกรมส์ช่วยสอนการใช้ดาบให้แทน ซีราเอลจึงต้องยอมตกลงเพราะห่วงว่า ดาบจะเป็นอันตรายต่อสาวน้อยมากกว่าเวทย์มนต์
ซึ่งเอมเมอร์ก็ดูจะไปได้ดีทีเดียวสำหรับการฝึกพื้นฐานด้ายเวทย์มนต์ ไม่แน่ อนาคตเธออาจะเป็นจอมเวทย์หญิงหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้ ถ้าไม่ได้แต่งงานน่ะนะ แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็ให้เธอได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง ดีกว่านั่งว่างอยู่เฉยๆ
เรือนั้นแล่นเต็มกำลัง ด้วยเพราะสายลมที่ค่อนข้างเป็นใจ และหลายครั้ง ฝีพายมือดีก็ช่วยให้เราเดินหน้าได้แม้จะต้องพบกับคลื่นลมที่สงบ
แกรมส์ที่ตอนนี้เริ่มมีความสามารถในการเดินเรือมากยิ่งขึ้น ก็ทำตัวมีประโยชน์มากกว่าผมเป็นสองเท่า ซึ่งผมไม่ค่อยจะอิจฉาหมอนั่นเท่าไหร่ แต่พอว่าเว้นจากการทำงาน หมอนั่นก็มักจะหาโอกาสมาขอฝึกดาบกับผมเสมอๆ ซึ่งผมไม่ค่อยจะอยากช่วยเหลือเขามากนัก วิลลิสจึงเป็นคู่มือที่สูสีกับเขามากกว่า และการต่อสู้ของชายร่างใหญ่สองคนก็เรียกเสียงเฮฮาให้กับลูกเรือที่เหลือได้เสมอ โดยมีคาร์เตอร์คอยเปิดหมวกรับแทงพนัน
บ่ายวันที่ 3 เค้าลางของพายุนั้นส่อแววให้เห็นมาแต่ไกล วิลลิสกับคาร์เตอร์ตกลงกันว่าหากอ้อมไปก็น่าจะใช้เวลาหลายวัน อีกทั้งพายุระดับนี้น่าจะไม่ทำอันตรายอะไรเรือได้มากนัก
แต่พอเย็นวันที่ 4 เราก็ได้รู้ว่าเราคาดคะเนผิดไปพอสมควร พายุลูกใหญ่กว่าที่คิดซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ใกล้ๆกับเกาะละแวกนี้โจมตีเรืออีกาดำอย่างรุนแรง แต่ด้วยความสามารถของกัปตันและลูกเรือ เราจึงรอดพ้นจากมันไปได้ในเช้าวันที่สี่ ซึ่งทำเอาพวกเราแทบทุกคนนั้นเหนื่อยจนแทบจะหมดสติกันหมด แม้แต่ผมเองที่ช่วยทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ก็แทบจะไม่สามารถต่อต้านหรือขัดขืนต่อธรรมชาติได้แต่อย่างใด นั่นช่วยเตือนความทรงจำอีกอย่างนึงของผมว่า ผมคือนักฆ่า ไม่ใช่ลูกเรือ
พายุทำให้เราเดินทางช้าลงไปเกือบครึ่งวัน และหลังจากตอนเช้าวันนั้น หมอกก็ลงหนาเสียจนพวกเราแทบจะมองอะไรไกลออกไปเกิน 10 เมตรไม่เห็น วิลลิสบอกว่า นี่อาจจะเป็น "หมอกมรณะ" ก็เป็นได้ หากเราได้ยินเสียงเพลงล่ะก็ ให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย
เตรียมสำหรับอะไรล่ะ ผมยังไม่ทันจะได้ถาม เสียงเพลงของหญิงสาวหลายคนก็ค่อยๆดังขึ้นมาในสายลมไกลๆ ห่างออกไปจากทางนั้นทางนี้ แทบทุกทิศทางที่เราจะจินตนาการได้
"ไซเรน" คาร์เตอร์ตะโกนบอกลูกเรือที่หมดเรี่ยวแรงและนอนกลิ้งไปบนเรือทุกคน "อุดหูไว้ ถ้ายังไม่อยากตาย" แต่ช้าไปเสียแล้ว ลูกเรือส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ตัวว่าตนเองได้ยินเสียงอะไรไปเมื่อไหร่ จนกระทั่งสติหลุดลอยออกไปเสียแล้ว
และนั่นคือช่วงเวลาที่ความฝันเริ่มมาเยือน
ฝันที่กลายเป็นจริง
ลูกเรือหลายคนเริ่มทำไม้ทำมือเหมือนกำลังละเมอ บางคนลุกขึ้นนั่ง บางคนยืน หรือเดิน จนคาร์เตอร์กับวิลลิสต้องรีบวิ่งเข้ามาผลักพวกเขาล้มลงไปและมัดไว้กับอะไรสักอย่างบนเรือ ส่วนแกรมส์นั้นก็ไม่ต่างกัน เขาต้องเอาหัวโขกกับเสาเรือจนเลือดอาบ กว่าจะหลุดพ้นจากเสียงเย้ายวนแฝงมนต์สะกดนั้นได้
"เทลอน ถ้าเจ้าไม่ได้กำลังเพ้ออยู่อีกคนล่ะก็ มาช่วยพวกข้าหน่อยสิ เร็ว" คาร์เตอร์ร้องตะโกนเสียงดัง ปลุกผมที่เกือบจะฝันหวานไปตอนเคลิ้มๆเมื่อกี้ ผมลุกขึ้น สะบัดหัว ตบหน้าตัวเองแรงๆทีนึง แล้วรีบวิ่งเข้ามาช่วยคาร์เตอร์มัดลูกเรือที่เริ่มจะละเมอหนักขึ้นเรื่อยๆ
เสียงเพลงนั้นดังชัดขึ้นทุกวินาทีที่เราแล่นผ่านหมอกไป วิลลิสพยายามจะบังคับเรือให้อยู่ห่างจากแง่นหินที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ซึ่งทำให้เราเคลื่อนตัวไปได้ช้าเหลือเกิน "เวรเอ๊ย..." หมอนั่นสบถ "ข้างล่างเป็นไงบ้าง กัปตัน"
"แย่ว่ะ พวกเราเหนื่อยกันเกินไป มันเลยครอบงำได้ง่ายกว่าที่ควร" เขาหันไปมัดแกรมส์ให้อยู่ติดกับเสาเรือ ซึ่งเป็นการยากมากๆ เพราะหมอนั่นตัวใหญ่ แรงเยอะ และขัดขืนด้วยกำลังมหาศาล
ดูเหมือนไซเรนจะมีสกิลที่เอาไว้สะกดจิตด้วยเสียงเพลงหรือคำพูด ซึ่งน่าจะทำให้เหยื่อของพวกมันนั้นตกอยู่ในฝันหวานได้มากพอก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝันร้าย ผมเคยอ่านหนังสือสองสามเล่มที่พูดถึงพวกมัน สัตว์ร้ายแห่งสายหมอกกลางท้องทะเล พวกมันจะปรากฏกายในสภาพของหญิงสาวสวยที่นั่งร้องเพลงอยู่ตามโขดหิน ล่อลวงให้คนเดินเรือหลายคนบังคับเรือไปหาพวกมัน ชนชะง่อนหิน แล้วรอความตายอยู่กลางทะเลนั่น
ทุกอย่างอาจจะง่ายขึ้น ถ้าต้นหนเรือไม่ได้โดนอำนาจแห่งเสียงนั้นเล่นงานไปด้วย ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคาร์เตอร์กับวิลลิสถึงรอดพ้นจากเสียงของไซเรนไปได้ ในเมื่อมันดังกังวาลไปทั่วผืนน้ำแบบนี้
สำหรับผม ผมมีสกิลจำพวก "Deduff" "Anti-Curse" กับ "Reduction" ที่ทำให้ลดอาการและป้องกันอะไรพวกนี้ได้ เลยสงสัยว่าพวกคาร์เตอร์จะมีด้วยหรือเปล่า
"ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีของอะไรดีนะ เอลฟ์ แต่เจ้าทำให้ข้าทึ่งกับอาวุธลับของเจ้าได้ตลอดเวลาเลยทีเดียวล่ะ มีน้อยคนนัก น้อยจริงๆ ที่เพิ่งจะล่องเรือครั้งแรกแล้วรอดพ้นจากเสียงของไซเรนได้ง่ายดายเช่นเจ้าแบบนี้"
ยังหรอก คาร์เตอร์ เจ้ายังไม่ได้เห็นต่อจากนี้ ผมมีแผนที่จะจัดการกับพวกมันบางตัวเพื่ออย่างน้อยก็จะได้ครอบครองสกิลหรือพวกความต้านทานที่พวกมันมี น่าจะเป็นประโยชน์กับการต่อสู้กับเสียงเพลงหรือลอบโจมตีศัตรูเป็นหมู่คณะได้ดีทีเดียว
กว่าเราจะผูกลูกเรือทุกคนให้อยู่นิ่งๆกันได้ก็ปาไปเกือบชั่วโมง ใครก็ตามที่อยู่ข้างล่างใต้ท้องเรือนั่น หวังว่าจะไม่ไปยุ่มย่ามกับครัวของแจ็คจนต้องกลายเป็นศพไปโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งคาร์เตอร์พูดเองเลยว่า ไม่ได้หวังว่าทุกคนจะรอดไปจากหมอกนี่ได้หมดหรอกนะ แต่จะพยายามพาไปให้รอดให้ได้มากที่สุด ขณะที่ป้อนยานอนหลับให้กับแกรมส์ที่ฤทธิ์เยอะที่สุด
หมอนั่นบอกว่า ไซเรนมักจะทำให้เหล่าชายหนุ่มตกอยู่ในฝันหวานที่ได้ครองคู่กับหญิงสาวสวยที่ชายทุกคนฝันถึง และพอมันเป็นความฝัน หญิงงามทุกคนบนโลกก็ไม่ใช่เรื่องไกลมืออีกต่อไป แม้จะเป็นเจ้าหญิงเลอโฉม หรือเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ ในฝันนั้น ชายทุกคนได้กอดหญิงทุกคนที่เขาต้องการ
เอลฟ์งั้นเหรอ? ให้ตายสิ ผมลืมซีราเอลกับเอมเมอร์ไปได้ยังไงเนี่ย "สองคนนั่นอยู่ไหน?" ผมตะโกนถามคาร์เตอร์ ที่ดูเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวได้ว่า เขาลืมพวกเธอไปเสียสนิท
"อยู่ในห้องพัก" เขามองไปที่ท้ายเรือ ก่อนจะพูดต่อว่า "ข้าหวังว่าเสียงเพลงนี่จะมีผลแค่กับผู้ชายเท่านั้นนะ ตำนานไม่ได้บอกเรื่องเหยื่อที่เป็นผู้หญิงไว้เลย"
ผมก็หวังว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เราก็คิดผิด ตำนานไม่ได้พูดถึงเหยื่อที่เป็นเพศหญิงไว้ เพราะว่าโจรสลัดส่วนใหญ่ที่รอดกลับมามีแต่ลูกเรือผู้ชาย ส่วนตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเรือที่มีผู้หญิง ถึงไม่มีใครรอดมาบอกเล่าเรื่องราวได้เลยแม้แต่ลำเดียว
สำหรับผู้ชาย พวกเขาจะถูกเสียงเพลงล่อลวงให้เดินเรือไปผิดทาง แต่กับผู้หญิง เสียงเพลงทำได้มากกว่านั้น
มันเปลี่ยนพวกเธอเป็นคนอื่นอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว
ซีราเอลปรากฏกายที่ด้านหลังลำเรือ ผมหมายถึง ด้านหลังจริงๆ เพราะแม้แต่วิลลิสก็มองไม่เห็นเธอที่ยืนอยู่ตรงกราบเรือที่ด้านหลัง สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเป็นเหมือนกับคนอื่นที่ผมไม่รู้จัก แววตาเธอคุ้มคลั่งแต่ก็เยือกเย็น ขณะที่เริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกทีละชิ้น และก่อนที่เธอจะเปลือยกายจนหมด ผมก็ตะโกนบอกวิลลิสให้จับตัวเธอไว้
แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
ซีราเอลกระโดดลงน้ำไปพร้อมกับเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น
"เวรแล้วไง" คาร์เตอร์พูด ส่วนผมกระโจนออกไปแล้ว แค่ 3 วินาทีผมก็ถึงจุดที่เธอเพิ่งกระโดดลงน้ำไป โดยมีวิลลิสยืนเกาะราวอยู่ข้างๆ "เร็วมาก เธอว่ายน้ำเร็วจริงๆ"
ใช่ ผมเห็นด้วย "แต่มันเร็วเกินไปนะ" เกินไปมากทีเดียว
ผมยืดแขนไปเตรียมใช้ใยแมงมุม Silver Garnet เพื่อยิงไปจับตัวเธอกลับมา แต่หลังจากนั้นแค่อึดใจเดียว ร่างเธอก็หายไปในสายหมอกเสียแล้ว
"บัดซบเอ๊ย" ผมพูดขึ้นดังพอให้วิลลิสได้ยิน ก่อนจะเริ่มถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือแค่เสื้อ Toxic Skinner กับกางเกงขายาวตัวเดียว และกระเป๋าเวทย์มนต์ที่ผมต้องพ่นใยให้มันติดไว้กับตัวของผมอย่างแน่นหนา ไม่อยากจะคิดเลยหากผมต้องเสียอาวุธทั้งหมดไปให้กับก้นทะเลตอนที่กระโดดลงไปนี่
วิลลิสคว้าแขนผมไว้ทันที "เจ้าจะทำบ้าอะไรของเจ้าวะ เทลอน" หมอนั่นเกือบตวาด "เราเสียเธอไปให้ไซเรนแล้ว อย่าหาเรื่องเอาชีวิตไปทิ้งอีกเลย เชื่อข้าดีกว่า"
ถ้าเป็นผมเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ ผมคงไม่คิดแม้แต่จะช่วยเธอจากราวเรือ แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว บางอย่างในตัวผมเปลี่ยนไป ผมเริ่มรู้สึกว่าผมต้องรับผิดชอบทั้งชีวิตของซีราเอลและเอมเมอร์ จะด้วยเพราะอะไรก็ช่าง แต่ผมปล่อยเธอไปไม่ได้
"เอมเมอร์อยู่ที่ไหน?" ผมตะโกนถามไปยังคาร์เตอร์ด้านล่าง "อยู่นี่ เธอสบายดี แค่หลับไป"
ผมสงสัยว่าทำไมเสียงเพลงแห่งไซเรนถึงได้มีผลแตกต่างกันอย่างนี้กับหญิงสาวทั้งสอง คนนึงทำให้เธอคุ้มคลั่งและกระโดดลงน้ำไปสู่ความตาย ส่วนอีกคนกลับแค่สลบไปเฉยๆเท่านั้น
ไว้ค่อยหาคำตอบทีหลัง ตอนนี้ผมต้องไปช่วยซีราเอลก่อนแล้ว
"อย่าไป เทลอน เจ้าไม่รอดแน่ เชื่อข้า" วิลลิสบีบแขนผมแน่นขึ้นเพื่อห้ามผม
"แล่นเรือต่อไป สหาย ข้าไม่ยอมตายง่ายๆหรอก จนกว่าจะได้สู้กับเจ้าและเอาชนะอีกครั้ง"
ผมสบัดแขนหลุดจากวิลลิส และกระโดดลงน้ำไปสู่ทะเลสีดำ
แดดอ่อนๆสาดสีทองไปทั่วท้องทะเล ปลุกลูกเรือให้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างแข็งขัน เรือโจรสลัดนั้นไม่ได้เหมือนกันทุกลำ ส่วนมากมักจะเป็นที่ๆรวมเอาพวกกักขฬะและชั่วร้ายมาอยู่ภายใต้คนที่ชั่วร้ายกว่า แต่เรืออีกาดำนั้นไม่ใช่ พวกลูกเรือแม้จะเป็นโจรสลัดเต็มตัว แต่พวกเขาชั่วร้ายเฉพาะตอนต่อสู้ นอกจากนั้น พวกเขาคือลูกเรือชั้นเยี่ยมที่พร้อมจะล่องเรือไปทั่วน่านน้ำที่เต็มไปด้วยอันตรายภายใต้คำสั่งเดียวของกัปตันของพวกเขา
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคาร์เตอร์มีวิธีปกครองลูกน้องของเขาอย่างไร แต่แน่นอนว่ามันต้องดีเยี่ยมเป็นแน่ เพราะตั้งแต่ผมได้ขึ้นเรือมา ยังไม่เห็นชายสักคนบนนี้ที่มีสายตารังเกียจกัปตันของพวกเขาเลยสักคน บางคนเป็นทหารเรือเก่า เป็นอดีตชาวประมง เด็กกำพร้าที่ถูกสอนวิธีเดินเรือให้ รวมไปถึงลูกเรือพเนจรที่ครั้งนึงเคยเรือแตกหรือเป็นขอทาน ขี้เหล้า ขโมย อันธพาล หรือแม้แต่นักโทษหนีคดี
พวกเขาทิ้งอดีตทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และล่องเรือไปข้างหน้าเหมือนกับว่าไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไป และทุกๆลมหายใจที่เหลือคือกำไรของเมื่อวาน ผมอดชื่นชมในใจไม่ได้ เมื่อเห็นทุกคนทำงานอย่างสามัคคีและใช้เวลาร่วมกันอย่างปรองดอง หากประเทศหรือเมืองสักเมืองจะมีทหารเหมือนลูกเรือลำนี้ได้สักครึ่งล่ะก็ เมืองแห่งนั้นจะไม่มีทางแพ้ศึกหรือสงครามใดๆตราบเท่าที่ผู้นำของเขายังคงยืนหยัดอยู่เป็นแน่
คาร์เตอร์บอกพวกเราว่า การเดินเรือครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 8 หรือ 9 วัน ก่อนจะถึงซัมเมอร์เดน มันอาจจะน่าเบื่อ แต่ความน่าเบื่อจะหายไปหากทุกคนมีงานทำ ซึ่งคาร์เตอร์ไม่ได้บังคับ แต่เอมเมอร์และซีราเอลนั้นเห็นด้วย และคิดว่าการนั่งๆนอนๆตลอด 8 วันไม่น่าจะทำให้พวกเธอรู้สึกดีได้เท่าไหร่ พวกเธอจึงเริ่มทำงานอะไรเล็กๆน้อยๆบ้าง
แต่งานทุกอย่างที่เอมเมอร์ตัดสินใจจะลองทำ ก็มักจะมีซีราเอลอยู่ข้างๆเสมอ เป็นความต้องการของพวกเธอทั้งสองอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเธอทำหลายสิ่งที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับลูกเรือ แต่สิ่งที่พวกนั้นชอบมากที่สุดคือ การทำอาหาร ซึ่งช่วงแรก เอมเมอร์กับซีราเอลต้องไปเป็นลูกมือให้กับ แจ็คกระทะเลือด ซึ่งได้ฉายานี้มาเพราะครั้งหนึ่งหมอนั่นเคยฆ่าคนไป 3 คนด้วยกระทะ ตอนที่โจรสลัดเรือแตก 3 คนบุกขึ้นมาบนเรือตอนกลางดึกและพุ่งเข้าไปในครัวของเขา แจ็คหวดพวกนั้นคนละทีจนหัวบุบ ก่อนจะลากศพพวกมันสามคนไปโยนลงทะเลให้เป็นอาหารฉลาม ซึ่งเรื่องเล่านี้ค่อนข้างดังในทะเลฝั่ง East-End นักกวีคนหนึ่งถึงกับเอาเรื่องของแจ็คไปแต่งเพลงเลยทีเดียว
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แจ็คดีใจหรือหลงระเริงไปแต่อย่างใด เขาชอบทำครัว และก็จะทำต่อไปตราบที่ยังมีคนกินอาหารของเขา แม้กระนั้น ร่างกายของเขาก็ไม่ได้เหมือนพ่อครัวมากนัก แต่ดูคล้ายทหารหรือโทรลล์เสียมากกว่า ความสูงเกือบ 2 เมตรของเขาน่าจะสูงกว่าวิลลิสด้วยซ้ำ แต่การที่เขาชอบขลุกตัวเองอยู่แต่ในห้องครัว เลยไม่ได้ทำให้เขาเป็นจุดเด่นของเรือเท่าไหร่นัก จนกระทั่งผมได้มาเห็นเขาสอนวิธีการทำอาหารให้กับเอมเมอร์และซีราเอลนี่แหละ
ส่วนเวลาที่ว่างเว้นจากการเข้าครัวและฝึกทำอาหาร เอมเมอร์ก็ขอร้องให้ซีราเอลช่วยฝึกสอนเวทย์มนต์ให้ แม้ตอนแรกเธอจะถูกปฏิเสธเพราะเห็นว่าอันตรายและไม่มีความจำเป็นต่อเจ้าสาวในวังใหญ่ แต่เอมเมอร์ก็ยืนกรานและบอกซีราเอลว่า หากยังปฏิเสธต่อไป เธอจะไปขอให้แกรมส์ช่วยสอนการใช้ดาบให้แทน ซีราเอลจึงต้องยอมตกลงเพราะห่วงว่า ดาบจะเป็นอันตรายต่อสาวน้อยมากกว่าเวทย์มนต์
ซึ่งเอมเมอร์ก็ดูจะไปได้ดีทีเดียวสำหรับการฝึกพื้นฐานด้ายเวทย์มนต์ ไม่แน่ อนาคตเธออาจะเป็นจอมเวทย์หญิงหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้ ถ้าไม่ได้แต่งงานน่ะนะ แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยก็ให้เธอได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง ดีกว่านั่งว่างอยู่เฉยๆ
เรือนั้นแล่นเต็มกำลัง ด้วยเพราะสายลมที่ค่อนข้างเป็นใจ และหลายครั้ง ฝีพายมือดีก็ช่วยให้เราเดินหน้าได้แม้จะต้องพบกับคลื่นลมที่สงบ
แกรมส์ที่ตอนนี้เริ่มมีความสามารถในการเดินเรือมากยิ่งขึ้น ก็ทำตัวมีประโยชน์มากกว่าผมเป็นสองเท่า ซึ่งผมไม่ค่อยจะอิจฉาหมอนั่นเท่าไหร่ แต่พอว่าเว้นจากการทำงาน หมอนั่นก็มักจะหาโอกาสมาขอฝึกดาบกับผมเสมอๆ ซึ่งผมไม่ค่อยจะอยากช่วยเหลือเขามากนัก วิลลิสจึงเป็นคู่มือที่สูสีกับเขามากกว่า และการต่อสู้ของชายร่างใหญ่สองคนก็เรียกเสียงเฮฮาให้กับลูกเรือที่เหลือได้เสมอ โดยมีคาร์เตอร์คอยเปิดหมวกรับแทงพนัน
บ่ายวันที่ 3 เค้าลางของพายุนั้นส่อแววให้เห็นมาแต่ไกล วิลลิสกับคาร์เตอร์ตกลงกันว่าหากอ้อมไปก็น่าจะใช้เวลาหลายวัน อีกทั้งพายุระดับนี้น่าจะไม่ทำอันตรายอะไรเรือได้มากนัก
แต่พอเย็นวันที่ 4 เราก็ได้รู้ว่าเราคาดคะเนผิดไปพอสมควร พายุลูกใหญ่กว่าที่คิดซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ใกล้ๆกับเกาะละแวกนี้โจมตีเรืออีกาดำอย่างรุนแรง แต่ด้วยความสามารถของกัปตันและลูกเรือ เราจึงรอดพ้นจากมันไปได้ในเช้าวันที่สี่ ซึ่งทำเอาพวกเราแทบทุกคนนั้นเหนื่อยจนแทบจะหมดสติกันหมด แม้แต่ผมเองที่ช่วยทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ก็แทบจะไม่สามารถต่อต้านหรือขัดขืนต่อธรรมชาติได้แต่อย่างใด นั่นช่วยเตือนความทรงจำอีกอย่างนึงของผมว่า ผมคือนักฆ่า ไม่ใช่ลูกเรือ
พายุทำให้เราเดินทางช้าลงไปเกือบครึ่งวัน และหลังจากตอนเช้าวันนั้น หมอกก็ลงหนาเสียจนพวกเราแทบจะมองอะไรไกลออกไปเกิน 10 เมตรไม่เห็น วิลลิสบอกว่า นี่อาจจะเป็น "หมอกมรณะ" ก็เป็นได้ หากเราได้ยินเสียงเพลงล่ะก็ ให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย
เตรียมสำหรับอะไรล่ะ ผมยังไม่ทันจะได้ถาม เสียงเพลงของหญิงสาวหลายคนก็ค่อยๆดังขึ้นมาในสายลมไกลๆ ห่างออกไปจากทางนั้นทางนี้ แทบทุกทิศทางที่เราจะจินตนาการได้
"ไซเรน" คาร์เตอร์ตะโกนบอกลูกเรือที่หมดเรี่ยวแรงและนอนกลิ้งไปบนเรือทุกคน "อุดหูไว้ ถ้ายังไม่อยากตาย" แต่ช้าไปเสียแล้ว ลูกเรือส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ตัวว่าตนเองได้ยินเสียงอะไรไปเมื่อไหร่ จนกระทั่งสติหลุดลอยออกไปเสียแล้ว
และนั่นคือช่วงเวลาที่ความฝันเริ่มมาเยือน
ฝันที่กลายเป็นจริง
ลูกเรือหลายคนเริ่มทำไม้ทำมือเหมือนกำลังละเมอ บางคนลุกขึ้นนั่ง บางคนยืน หรือเดิน จนคาร์เตอร์กับวิลลิสต้องรีบวิ่งเข้ามาผลักพวกเขาล้มลงไปและมัดไว้กับอะไรสักอย่างบนเรือ ส่วนแกรมส์นั้นก็ไม่ต่างกัน เขาต้องเอาหัวโขกกับเสาเรือจนเลือดอาบ กว่าจะหลุดพ้นจากเสียงเย้ายวนแฝงมนต์สะกดนั้นได้
"เทลอน ถ้าเจ้าไม่ได้กำลังเพ้ออยู่อีกคนล่ะก็ มาช่วยพวกข้าหน่อยสิ เร็ว" คาร์เตอร์ร้องตะโกนเสียงดัง ปลุกผมที่เกือบจะฝันหวานไปตอนเคลิ้มๆเมื่อกี้ ผมลุกขึ้น สะบัดหัว ตบหน้าตัวเองแรงๆทีนึง แล้วรีบวิ่งเข้ามาช่วยคาร์เตอร์มัดลูกเรือที่เริ่มจะละเมอหนักขึ้นเรื่อยๆ
เสียงเพลงนั้นดังชัดขึ้นทุกวินาทีที่เราแล่นผ่านหมอกไป วิลลิสพยายามจะบังคับเรือให้อยู่ห่างจากแง่นหินที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ซึ่งทำให้เราเคลื่อนตัวไปได้ช้าเหลือเกิน "เวรเอ๊ย..." หมอนั่นสบถ "ข้างล่างเป็นไงบ้าง กัปตัน"
"แย่ว่ะ พวกเราเหนื่อยกันเกินไป มันเลยครอบงำได้ง่ายกว่าที่ควร" เขาหันไปมัดแกรมส์ให้อยู่ติดกับเสาเรือ ซึ่งเป็นการยากมากๆ เพราะหมอนั่นตัวใหญ่ แรงเยอะ และขัดขืนด้วยกำลังมหาศาล
ดูเหมือนไซเรนจะมีสกิลที่เอาไว้สะกดจิตด้วยเสียงเพลงหรือคำพูด ซึ่งน่าจะทำให้เหยื่อของพวกมันนั้นตกอยู่ในฝันหวานได้มากพอก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝันร้าย ผมเคยอ่านหนังสือสองสามเล่มที่พูดถึงพวกมัน สัตว์ร้ายแห่งสายหมอกกลางท้องทะเล พวกมันจะปรากฏกายในสภาพของหญิงสาวสวยที่นั่งร้องเพลงอยู่ตามโขดหิน ล่อลวงให้คนเดินเรือหลายคนบังคับเรือไปหาพวกมัน ชนชะง่อนหิน แล้วรอความตายอยู่กลางทะเลนั่น
ทุกอย่างอาจจะง่ายขึ้น ถ้าต้นหนเรือไม่ได้โดนอำนาจแห่งเสียงนั้นเล่นงานไปด้วย ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคาร์เตอร์กับวิลลิสถึงรอดพ้นจากเสียงของไซเรนไปได้ ในเมื่อมันดังกังวาลไปทั่วผืนน้ำแบบนี้
สำหรับผม ผมมีสกิลจำพวก "Deduff" "Anti-Curse" กับ "Reduction" ที่ทำให้ลดอาการและป้องกันอะไรพวกนี้ได้ เลยสงสัยว่าพวกคาร์เตอร์จะมีด้วยหรือเปล่า
"ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีของอะไรดีนะ เอลฟ์ แต่เจ้าทำให้ข้าทึ่งกับอาวุธลับของเจ้าได้ตลอดเวลาเลยทีเดียวล่ะ มีน้อยคนนัก น้อยจริงๆ ที่เพิ่งจะล่องเรือครั้งแรกแล้วรอดพ้นจากเสียงของไซเรนได้ง่ายดายเช่นเจ้าแบบนี้"
ยังหรอก คาร์เตอร์ เจ้ายังไม่ได้เห็นต่อจากนี้ ผมมีแผนที่จะจัดการกับพวกมันบางตัวเพื่ออย่างน้อยก็จะได้ครอบครองสกิลหรือพวกความต้านทานที่พวกมันมี น่าจะเป็นประโยชน์กับการต่อสู้กับเสียงเพลงหรือลอบโจมตีศัตรูเป็นหมู่คณะได้ดีทีเดียว
กว่าเราจะผูกลูกเรือทุกคนให้อยู่นิ่งๆกันได้ก็ปาไปเกือบชั่วโมง ใครก็ตามที่อยู่ข้างล่างใต้ท้องเรือนั่น หวังว่าจะไม่ไปยุ่มย่ามกับครัวของแจ็คจนต้องกลายเป็นศพไปโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งคาร์เตอร์พูดเองเลยว่า ไม่ได้หวังว่าทุกคนจะรอดไปจากหมอกนี่ได้หมดหรอกนะ แต่จะพยายามพาไปให้รอดให้ได้มากที่สุด ขณะที่ป้อนยานอนหลับให้กับแกรมส์ที่ฤทธิ์เยอะที่สุด
หมอนั่นบอกว่า ไซเรนมักจะทำให้เหล่าชายหนุ่มตกอยู่ในฝันหวานที่ได้ครองคู่กับหญิงสาวสวยที่ชายทุกคนฝันถึง และพอมันเป็นความฝัน หญิงงามทุกคนบนโลกก็ไม่ใช่เรื่องไกลมืออีกต่อไป แม้จะเป็นเจ้าหญิงเลอโฉม หรือเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ ในฝันนั้น ชายทุกคนได้กอดหญิงทุกคนที่เขาต้องการ
เอลฟ์งั้นเหรอ? ให้ตายสิ ผมลืมซีราเอลกับเอมเมอร์ไปได้ยังไงเนี่ย "สองคนนั่นอยู่ไหน?" ผมตะโกนถามคาร์เตอร์ ที่ดูเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวได้ว่า เขาลืมพวกเธอไปเสียสนิท
"อยู่ในห้องพัก" เขามองไปที่ท้ายเรือ ก่อนจะพูดต่อว่า "ข้าหวังว่าเสียงเพลงนี่จะมีผลแค่กับผู้ชายเท่านั้นนะ ตำนานไม่ได้บอกเรื่องเหยื่อที่เป็นผู้หญิงไว้เลย"
ผมก็หวังว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เราก็คิดผิด ตำนานไม่ได้พูดถึงเหยื่อที่เป็นเพศหญิงไว้ เพราะว่าโจรสลัดส่วนใหญ่ที่รอดกลับมามีแต่ลูกเรือผู้ชาย ส่วนตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเรือที่มีผู้หญิง ถึงไม่มีใครรอดมาบอกเล่าเรื่องราวได้เลยแม้แต่ลำเดียว
สำหรับผู้ชาย พวกเขาจะถูกเสียงเพลงล่อลวงให้เดินเรือไปผิดทาง แต่กับผู้หญิง เสียงเพลงทำได้มากกว่านั้น
มันเปลี่ยนพวกเธอเป็นคนอื่นอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว
ซีราเอลปรากฏกายที่ด้านหลังลำเรือ ผมหมายถึง ด้านหลังจริงๆ เพราะแม้แต่วิลลิสก็มองไม่เห็นเธอที่ยืนอยู่ตรงกราบเรือที่ด้านหลัง สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเป็นเหมือนกับคนอื่นที่ผมไม่รู้จัก แววตาเธอคุ้มคลั่งแต่ก็เยือกเย็น ขณะที่เริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกทีละชิ้น และก่อนที่เธอจะเปลือยกายจนหมด ผมก็ตะโกนบอกวิลลิสให้จับตัวเธอไว้
แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
ซีราเอลกระโดดลงน้ำไปพร้อมกับเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น
"เวรแล้วไง" คาร์เตอร์พูด ส่วนผมกระโจนออกไปแล้ว แค่ 3 วินาทีผมก็ถึงจุดที่เธอเพิ่งกระโดดลงน้ำไป โดยมีวิลลิสยืนเกาะราวอยู่ข้างๆ "เร็วมาก เธอว่ายน้ำเร็วจริงๆ"
ใช่ ผมเห็นด้วย "แต่มันเร็วเกินไปนะ" เกินไปมากทีเดียว
ผมยืดแขนไปเตรียมใช้ใยแมงมุม Silver Garnet เพื่อยิงไปจับตัวเธอกลับมา แต่หลังจากนั้นแค่อึดใจเดียว ร่างเธอก็หายไปในสายหมอกเสียแล้ว
"บัดซบเอ๊ย" ผมพูดขึ้นดังพอให้วิลลิสได้ยิน ก่อนจะเริ่มถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือแค่เสื้อ Toxic Skinner กับกางเกงขายาวตัวเดียว และกระเป๋าเวทย์มนต์ที่ผมต้องพ่นใยให้มันติดไว้กับตัวของผมอย่างแน่นหนา ไม่อยากจะคิดเลยหากผมต้องเสียอาวุธทั้งหมดไปให้กับก้นทะเลตอนที่กระโดดลงไปนี่
วิลลิสคว้าแขนผมไว้ทันที "เจ้าจะทำบ้าอะไรของเจ้าวะ เทลอน" หมอนั่นเกือบตวาด "เราเสียเธอไปให้ไซเรนแล้ว อย่าหาเรื่องเอาชีวิตไปทิ้งอีกเลย เชื่อข้าดีกว่า"
ถ้าเป็นผมเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ ผมคงไม่คิดแม้แต่จะช่วยเธอจากราวเรือ แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว บางอย่างในตัวผมเปลี่ยนไป ผมเริ่มรู้สึกว่าผมต้องรับผิดชอบทั้งชีวิตของซีราเอลและเอมเมอร์ จะด้วยเพราะอะไรก็ช่าง แต่ผมปล่อยเธอไปไม่ได้
"เอมเมอร์อยู่ที่ไหน?" ผมตะโกนถามไปยังคาร์เตอร์ด้านล่าง "อยู่นี่ เธอสบายดี แค่หลับไป"
ผมสงสัยว่าทำไมเสียงเพลงแห่งไซเรนถึงได้มีผลแตกต่างกันอย่างนี้กับหญิงสาวทั้งสอง คนนึงทำให้เธอคุ้มคลั่งและกระโดดลงน้ำไปสู่ความตาย ส่วนอีกคนกลับแค่สลบไปเฉยๆเท่านั้น
ไว้ค่อยหาคำตอบทีหลัง ตอนนี้ผมต้องไปช่วยซีราเอลก่อนแล้ว
"อย่าไป เทลอน เจ้าไม่รอดแน่ เชื่อข้า" วิลลิสบีบแขนผมแน่นขึ้นเพื่อห้ามผม
"แล่นเรือต่อไป สหาย ข้าไม่ยอมตายง่ายๆหรอก จนกว่าจะได้สู้กับเจ้าและเอาชนะอีกครั้ง"
ผมสบัดแขนหลุดจากวิลลิส และกระโดดลงน้ำไปสู่ทะเลสีดำ
วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ตอนที่ 23 - เกาะใบพัด ค่ำคืนก่อนเดินทางสู่ทะเลกว้าง
เรามาถึงเกาะใบพัดตามเวลาที่คิดไว้
ช่ายบ่ายแก่ๆของท่าเรือของเกาะใบพัดนั้นไม่ได้คับคั่งหรือเอะอะจอแจเหมือนเอเคอร์เชล ที่นี่เป็นเมืองที่คนส่วนใหญ่ทำประมง และส่วนน้อยที่เป็นพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนั้นก็เหมือนเมืองเล็กๆทั่วไป เรือนพักไม่ได้มีมากมายนัก แต่ก็พอจะต้อนรับแขกไม่กี่คนที่แวะเวียนมาจากเรือไม่กี่ลำ
ที่เกาะนี้นอกจากท่าเรือแล้ว เมืองก็ดูเหมือนจะกระจุกตัวอยู่แค่บริเวณแคบๆ ส่วนอื่นของเกาะก็ยังเป็นป่าหรือเขตแดนที่ยังไม่มีใครสนใจจะไปจับจองหรืออยู่อาศัยนัก แม้ขนาดของเกาะจะไม่ได้ใหญ่โตมากมายก็ตาม ชาวบ้านเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นนอกจากเรื่องปากท้องของตัวเองเท่าไหร่นัก
เรือหาปลาหลายสิบลำจอดเทียบท่าอยู่เรียงกันไปเป็นแถวๆ มีเรือโจรสลัดอยู่ลำหรือสองลำ ถ้าผมจำไม่ผิด และพวกนั้นก็ไม่อยากมีปัญหากับพวกอีกาดำเท่าไหร่นัก เลยไม่ค่อยมีใครยุ่มย่ามหรือวุ่นวายซึ่งกันและกัน
คาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือขนสินค้าหรือของที่ปล้นมาได้ไปขาย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปของที่ยึดมาได้จากเรือยักษ์แดง ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเงิน เสบียง อาวุธ เหล้า อาหาร และน้ำจืดไปทั้งหมด
นอกจากลูกเรือของคาร์เตอร์ ดิชค์ แล้ว พวกเราทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปจากเรือของเขา ระหว่างที่เขาสั่งพวกลูกน้องให้จัดการงานต่างๆ เขาเองก็ลงไปช่วยขนของเท่าที่จะทำได้ด้วย ซึ่งแกรมส์ก็เสนอตัวยินดีที่จะช่วยเช่นกัน และคาร์เตอร์ก็อนุญาต ดูเหมือนเขาจะไม่ปฏิเสธหากแกรมส์จะต้องการลงจากเรือไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย
เขาเรียกพวกลูกเรือเก่าของท่านหญิงรอนด้าออกมาที่ท่าเรือ ทั้งหมดคือ 13 คน 5 คนในนั้นบาดเจ็บ ซึ่งคาร์เตอร์ได้บอกให้พวกเขาทั้งหมดไปขึ้นเรือขนสินค้าที่ชื่อ นางนวลคู่ ด้วยเรือนั่น พวกเขาจะสามารถโดยสารกลับบ้านได้ เพราะเรือ นางนวลคู่ ก็เป็นหนึ่งในเรือที่เป็นพันธมิตรกับอีกาดำ การขนส่งหรือฝากของให้ติดเรือไปด้วยน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะกับการเดินเรือไม่กี่วัน นอกจากนั้นคาร์เตอร์ยังได้แบ่งเสบียงกับทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ยึดมาได้จากเรือยักษ์แดงให้ไปเป็นค่าเดินทางด้วย ซึ่งทำให้กัปตันเรือนางนวลคู่นั้นยินดีเป็นสองเท่า
ชาย 3 คนที่ยังสุขภาพดีปฏิเสธที่จะกลับไปยังเอเคอร์เชล และขอติดตามไปกับเรืออีกาดำของคาร์เตอร์ ดิชค์ ด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะยังมีที่นั่งว่างเหลืออยู่สำหรับสมาชิกใหม่เสมอ ซึ่งทั้ง 3 คนต้องสาบานตนต่อเทพแห่งท้องทะเลว่าจะซื่อสัตย์และไม่ทรยศต่อเรือและพวกพ้อง และวิลลิสจะเป็นคนคอยดูแลพวกเขาให้ทำงานที่เหมาะสมบนเรือต่อไป
คาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือบางคนไปหาซื้อของ ขณะที่ตัวเองหายเข้าไปในหมู่บ้านสองสามชั่วโมง วิลลิสจึงต้องรับหน้าที่รักษาการณ์แทนกัปตันระหว่างนี้
และหลังจากผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างที่ว่าง เลยหามุมสงบๆบนดาดฟ้าเรือนอนกลางวันสักเล็กน้อย
"เจ้าเหมาะจะเป็นโจรสลัดมากกว่าเอลฟ์นะ" ยังไม่ทันที่ผมจะหลับดี วิลลิสก็ปรากฏกายอยู่ข้างๆผม
"ถ้าเจ้าหมายถึงเรื่องขี้โกงล่ะก็ ข้าก็คงไม่แพ้เจ้าเท่าไหร่นักหรอก จริงมั้ย?" ผมยังนอนอยู่แม้จะพูดคุยกับเขาไปด้วย
"นั่นไม่ได้เรียกว่าขี้โกงหรอก สำหรับการต่อสู้ และในสนามรบ เราต่างก็รู้ดีว่า เราจะทำมากกว่านั้นหลายเท่าเลยทีเดียว"
ผมเห็นด้วย ขณะที่หมอนั่นนั่งลงข้างๆผม ดูเหมือนผมจะไม่ได้นอนสบายๆเท่าไหร่แล้วตอนนี้
"หลังจากไปถึงคายล์โฮลต์แล้ว เจ้าคิดจะทำอะไรต่อ? เอลฟ์ดำ" หมอนั่นชวนผมคุย ผิดกับหน้าตาเป็นบ้า
"ไม่รู้สิ" ผมตอบ "ดูแลให้เอมเมอร์ไปถึงดาริอาเนสอย่างปลอดภัยล่ะมั้ง"
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?" หมอนั่นถามมีประเด็น
"ยังไม่รู้สิ เดินทางต่อไปเรื่อยๆล่ะมั้ง" ผมตอบไปตามที่คิด
"ถ้าเจ้าไม่มีที่ไป เรืออีกาดำยังต้องการลูกเรือแบบเจ้านะ เจ้าเอลฟ์"
ผมลุกขึ้นนั่ง พยายามจะยืนยันสิ่งที่หมอนั่นเพิ่งพูดไป
"นี่เจ้าเป็นคนแรกเลยนะที่สู้กับข้าแล้วอยากจะเป็นเพื่อนกับข้าเนี่ย" ไม่ค่อยจะมีใครอยากให้ผมคลุกคลีอยู่ด้วยรอบๆมากนัก ผมเลยไม่ค่อยจะแน่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ยิ่งกัปตันของเขาเองยิ่งหนัก หมอนั่นไม่มีท่าทีเป็นมิตรกับผมเหมือนที่มีให้ซีราเอลแม้แต่น้อย "กัปตันของเจ้าคงมีความเห็นเรื่องนี้ต่างออกไปมากทีเดียว"
"ข้าไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเจ้า ข้าแค่คิดว่าเจ้ามีความสามารถ และเรือลำนี้ต้องการคนมีความสามารถ ส่วนเรื่องกัปตัน เขาไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าอยู่แล้ว"
"ส่วนเจ้าไว้ใจคนแปลกหน้าได้ง่ายๆงั้นสิ"
"เจ้าคือคนที่เอาชนะข้าได้และไม่ฆ่าข้า นั่นห่างไกลกับคำว่าแปลกหน้าสำหรับข้าเยอะ"
นั่นก็จริง ใครก็ตามที่ต่อสู้แล้วโดนโกงตั้งแต่ดาบแรก คงไม่มีความอดกลั้นมากพอที่จะไม่ฆ่าศัตรูเมื่อได้เปรียบเท่าไหร่
"นั่นมันการประลอง ไม่ใช่สงคราม และข้ายังอยากจะอยู่บนเรือลำนี้ต่อไปอีกหน่อยตะหาก" ผมลุกขึ้นยืน คงต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำดีกว่านั่งผูกมิตรกับเจ้ากล้ามโตนี่
"ข้ารู้ เอลฟ์ดำ เจ้ามันชอบฉายเดี่ยว แต่ถ้าจะมีที่ที่เจ้าจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลใจล่ะก็ บนเรือนี่น่าจะเป็นหนึ่งในนั้นนะ ข้าว่า" หมอนั่นพูดจบก็ลุกออกไปสั่งงานลูกน้องที่กำลังขนของอยู่ ทิ้งผมให้ยืนเคว้งคว้างเหมือนคนโดนปล่อยเกาะอยู่บนเรือลำใหญ่นี่คนเดียว ซึ่งผมเพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้ว่า ชื่อ "วิลลี่ดำ" ที่คาร์เตอร์เอามาหลอกผมตอนที่เราเจอกันครั้งแรกนั้น น่าจะหมายถึงชื่อเล่นสักชื่อของวิลลิสเสียมากกว่า ไม่น่าจะเดายากขนาดนั้นถ้าได้มาเจอหมอนี่แต่แรก
ผมเลยนั่งลงและทำท่าจะหลับอีกครั้ง แต่แขกคนที่สองก็มาหา
"เจ้านี่มีเรื่องน่าแปลกใจใหม่ๆอยู่เสมอเลยนะ" เสียงหวานใสของซีราเอลดังมาพร้อมกับฝีเท้าของเธอที่มาหยุดอยู่ใกล้ๆผม
"ข้าว่าไม่น่ามีอะไรน่าแปลกไปกว่าสีผมของข้าแล้วนะ"
"นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าจะให้ความสนใจไปที่ไหน" เธอนั่งลงที่ตำแหน่งเดียวกับที่วิลลิสนั่งก่อนหน้านี้ "เอลฟ์ส่วนใหญ่นั้นใช้ได้แต่เวทย์ลม น้ำ และมีบ้างที่เป็นดินกับต้นไม้ แต่ดูเหมือนเจ้าจะใช้เวทย์มนต์ได้เกือบจะทุกแขนงเลยด้วยซ้ำ ข้าพลาดอะไรไปหรือเปล่า?"
"นอกจากเวทย์มนต์แล้ว เอลฟ์ส่วนใหญ่ยังจองหอง ขี้โม้ และเย่อหยิ่งอีกด้วย ถ้าเจ้าไม่ลืมนะ" พูดตามตรง ผมไม่ได้มีความต้องการจะยั่วโมโหเธอหรอกนะ ผมแค่ต้องการจะดูอาการของเธอเกี่ยวกับคำพูดดูถูกพวกนั้นมากกว่า ยิ่งถ้ามันถูกเอลฟ์ต้องสาปอย่างผมพูดออกมาด้วยแล้วล่ะก็ ท่าทีของเธอจะเป็นยังไงล่ะ?
ซีราเอลเงียบไป 2-3 วินาที ก่อนจะพูดต่อ "นั่นข้าไม่ปฏิเสธ พวกเราคือเผ่าพันธุ์ที่อยู่มานานที่สุดในโลกใบนี้ การจะมองว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมันน่ารังเกียจและต้อยต่ำกว่า เป็นเรื่องปกติที่เผ่าพันธุ์ที่มาก่อนอย่างเราจะเข้าใจได้ไม่ยาก"
"ซึ่งดูเหมือนเราทั้งคู่จะไม่ได้เห็นตรงกันในเรื่องนั้น"
"ข้ายอมรับว่าข้าเองก็ไม่คิดว่าเจ้าจะคู่ควรกับเชื้อชาติของเราในตอนแรก แต่หากลองคิดถึงสิ่งที่เจ้าได้เจอมาตลอดหลายปีนี้ หากเป็นข้า ก็คงทำอะไรไม่ต่างกับเจ้ามากนัก"
"เดินทางคนเดียวอย่างนั้นเหรอ? เจ้าเนี่ยนะ?" ผมเผลอพูดสิ่งที่คิดออกไปเร็วไปหน่อย
ซีราเอลดูจะหงุดหงิดมากขึ้น "ถ้าเจ้าไม่พอใจที่ข้ามาคุยด้วย ข้าก็ขออภัยในข้อนั้น" เธอลุกขึ้นยืน "แต่ข้าหมายถึงเอมเมอร์...มากกว่าเรื่องอื่น"
เธอเรียกชื่อเล่นของเอมเมอร์เหมือนผม ซึ่งตัวเอมเมอร์เองน่าจะเป็นคนขอร้องให้เธอเรียกเองเหมือนกับผมนั่นล่ะ
"ข้าขอโทษที ไม่ได้มีเจตนาจะว่าเจ้า" ผมลุกขึ้นนั่ง "เจ้าคิดยังไงกับเอมเมอร์ล่ะ ซีราเอล"
เธอเย็นลงและนั่งลงชันเข่าใกล้ๆผม "ข้าเป็นห่วงเธอ หลังจากที่ได้คลุกคลีและพูดคุยกับเธอมากขึ้นตั้งแต่ออกเรือมา ทำให้ข้าได้รับรู้ว่า เธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตอันน่าสงสาร และต้องต่อสู้พร้อมๆกับเดินทางไปยังประเทศที่ไม่รู้จัก เพื่อแต่งงานกับชายที่ไม่เคยเห็นหน้า เพียงเพื่อความต้องการของบิดาและอาณาจักร ซึ่งนั่นดูจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดหากเป็นข้า แต่เธอก็ยังยิ้มออกมาได้และทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นั่นยิ่งทำให้ข้าเจ็บปวดทุกครั้งที่มองใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ"
ตอนนี้หน้าตาเธอดูเศร้าจริงๆ การที่ซีราเอลต้องกลายเป็นเอลฟ์ตัวคนเดียวทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอมีลูกน้องติดตามมากมาย น่าจะทำให้เธอได้เติบโตขึ้น มากพอๆกับที่ได้เข้าใจความโดดเดี่ยวที่เอมเมอร์ได้รับมาตลอดชีวิต ผมเพิ่งจะมองเห็นว่าจริงๆแล้ว เอลฟ์บางคนก็สามารถเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองได้ หากละวางทิฐิลงได้มากพอ
"ทำไมเจ้าต้องยึดติดกับคำสั่งที่เจ้าได้รับมามากขนาดนั้นด้วยล่ะ?" ผมถาม "เจ้าส่งเอมเมอร์ขึ้นเรือได้แล้ว ทำไมเจ้าไปกลับไปกับพวกยูเรลไปเลยล่ะ เดินทางอีกไม่กี่วันก็อาจจะถึงป่าของเจ้าเร็วกว่าที่คิดก็ได้"
"เจ้าไม่เข้าใจหรอก" เธอตอบ สีหน้าดูเรียบเฉยแต่ก็ครุ่นคิดถึงความหลังบางอย่างไปด้วย "ข้าเป็นลูกสาวคนสุดท้องของราชาเอลฟ์ บิดาข้าที่ครองราชย์มานานกว่า 400 ปี ที่นั่นไม่มีที่ทางเหลือมากพอให้กับรัชทายาท 4 คนหรอก"
ผมพอจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก "แล้วหลังจากเจ้าส่งเอมเมอร์ไปยังดาริอาเนสแล้วล่ะ เจ้าจะเอายังไงต่อ?"
เธอเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบออกมาได้ "นั่น... ข้ายังไม่แน่ใจนัก"
เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง เพราะคำตอบของเธอก็คล้ายๆของผม คือ ผมเองก็ยังไม่รู้อะไรเท่าไหร่ รู้แค่ว่า การได้ออกเดินทางไปยังอีกทวีปหนึ่ง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในตอนนี้ ผมนอนหงายมองท้องฟ้ายามเย็นกับอากาศสดชื่น ทำท่าว่าจะหลับตาลงได้ไม่ยากนัก
"แล้วเจ้าล่ะ เทลอน เจ้าจะทำอะไรต่อ หลังจากไปส่งเอมเมอร์แล้ว?" เธอปลุกผมขึ้นจากภวังค์อีกครั้ง
"คนแถวนี้ชอบถามอะไรเหมือนกันหรือไงนะ" ผมรำพึงกับตัวเองเบาๆ "ไม่รู้สิ เดินทางต่อไปมั้ง ข้าไม่เคยมีบ้านให้กลับอยู่แล้วนี่นา" ผมตอบไปอย่างที่คิด และนั่นคือประโยคสุดท้ายในบทสนทนาของเรา
ค่ำวันนั้นเรากินอาหารเย็นกันบนเรืออีกาดำ เป็นมื้ออาหารที่ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะคาร์เตอร์ได้แลกเปลี่ยนซื้อหาอาหารที่มากพอจะเดินทางไกลของเรามาและยังมีส่วนต่างของรายได้ที่เหลือเฟือจากเรือยักษ์แดงอยู่อีกมาก พวกเราจึงได้จัดปาร์ตี้ย่อมๆกันบนเรืออย่างครื้นเครง
แม้อย่างนั้น ผมก็ยังไม่คิดจะร่วมวงสรวลเสเฮฮาไปกับลูกเรือส่วนใหญ่ แม้ลูกเรือบางคนจะแสดงออกว่าชอบขี้หน้าผมมากขึ้นจากการที่ผมเอาชนะวิลลิสได้ในการประลองแบบยุติธรรม(?) แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขามากเท่าไหร่อยู่ดี
ผมขึ้นไปรับลมที่ด้านบนเสากระโดงเรืออีกครั้ง เรือไม่ได้กำลังแล่นอยู่ จึงไม่มียามเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ข้างบนนี่ในคืนนี้ ผมเอนหลังพิงเสากระโดงเรือ มองดูดวงดาวเต็มท้องฟ้า พลางเงี่ยหูฟังการสนทนาเบื้องล่างแก้เบื่อ
ทุกคนพูดคุยกันสนุกสนานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เอมเมอร์ได้เล่าให้ทุกคนฟังถึงเมืองกว่า 10 เมืองที่เธอเคยได้เดินทางไปถึง และแทบจะไม่มีเลยสักคนบนเรือที่เคยไปเมืองใหญ่ๆได้สักครึ่งหนึ่งของที่เธอเคยไปมาก่อน
วิลลิสนั่งเงียบๆ กินอาหารอย่างสงบ ส่วนคาร์เตอร์บอกให้ลูกเรือที่เล่นดนตรีเป็นช่วยเล่นเพลงสนุกสนานร่าเริงให้ทุกคนฟังกันหน่อย ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงได้เป็นอย่างดี
ซีราเอลมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น แม้เธอจะยังไม่ยอมเต้นรำกับใครเหมือนเดิม แต่ก็มีการพูดคุยมากกว่าคืนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ผมหวังว่าสองสาวของเราจะได้มีช่วงเวลาที่ดีมากพอก่อนจะไปเจอกับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้าพวกเราในภายหลัง
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเนิ่นนาน พวกเราทุกคนสนุกสนานเหมือนนี่จะเป็นคืนสุดท้ายก่อนการเดินทางที่จะนำพาพวกเราไปสู่ความยากลำบาก
"เราไม่เคยเดินเรือไปที่คายล์โฮลต์นานเท่าไหร่แล้วนะวิลลิส?" คาร์เตอร์ถามให้เอมเมอร์ได้ยินด้วย
"2 ปีได้ล่ะมั้ง" หมอนั่นตอบ สายตายังจับจ้องอยู่ที่ถังเหล็กสุมไฟตรงกลางวง
"ข้าจำคายล์โฮลต์ไม่ค่อยได้เท่าไหร่นักหรอก หนสุดท้ายที่เราอยู่ที่นั่น ข้าโดนสาวนางนึงที่เพิ่งนอนด้วยตบหน้าและไล่ข้าออกไปจากห้องของเธอ พูดตามตรงว่านอกจากตบหน้าข้าก็โดนตบตีไปอีกหลายครั้ง แต่ต้องยอมรับเลยจริงๆว่าเธอคนนั้นเป็นสาวที่สวยและดึงดูดที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จักเลยทีเดียว"
"ท่านนับแค่ในเมืองนั้นเท่านั้นล่ะสิ" ลูกเรืออีกคนนึงแซวขึ้นมา แล้วทุกคนก็หัวเราะไปพร้อมกัน
หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง ผมลงไปข้างล่าง ปาร์ตี้ยังดำเนินต่อไป ส่วนวิลลิสที่กินอาหารเสร็จแล้วแยกไปนั่งอยู่ท้ายเรือ สอนพวกเด็กใหม่ให้ฟันดาบ และขู่พวกเขาว่า ถ้าอีก 5 วันพวกนั้นยังไม่ได้เรื่องเหมือนวันนี้ล่ะก็ เขาจะโยนพวกนั้นให้ปลาปักเป้าฉลามกิน ซึ่งนั่นทำให้ทั้งสามคนยิ่งซ้อมหนักกว่าเดิมอีกสองเท่า
พอวิลลิสเห็นผมใกล้ๆ เขาก็เดินมาหา
"มีอะไรคืบหน้าเรื่องที่ข้าถามหรือไง เทลอน?" เขาหมายถึงเรื่องการเป็นโจรสลัด
"ไม่หรอก พี่ยักษ์ ข้าแค่มาเดินเล่นน่ะ" ผมตอบ "เราจะออกเรือเมื่อไหร่งั้นหรือ?"
"พรุ่งนี้เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น" เขาตอบ "เราต้องขนของอีกหลายอย่างขึ้นเรือให้มากเท่าที่จะทำได้ การเดินทางหลังจากพรุ่งนี้จะยาวนานและอันตรายพอตัวเลยทีเดียว ถ้าเราไม่เจอกับ หมอกมรณะ หรือ วังราชันย์พิโรธ เราอาจจะไปถึงคายล์โฮลต์ได้ใน 10 หรือ 11 วัน นั่นคือกรณีที่ถ้าเราโชคดีนะ"
ผมคำนวณระยะเวลาที่เอมเมอร์ต้องใช้เดินทางในใจแล้วก็คิดว่ามันจะเพียงพอหรือเปล่า หรือคาร์เตอร์จะรู้เรื่องกรอบเวลาก่อนการแต่งงานของเธอหรือไม่ หรือแม้แต่งานแต่งงานที่ว่านั่น คาร์เตอร์เห็นด้วยหรือเปล่า ซึ่งถ้าเขาเห็นเป็นอื่น เขาก็ไม่ได้แสดงมันออกมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
"ฟังดูจะเป็นเส้นทางที่อันตรายนะ" ผมอยากรู้เรื่องความเสี่ยงนั่นมากขึ้น และหวังว่าวิลลิสจะไม่ได้ขู่
"พวกนั้นเป็นอันตรายที่ข้าบอกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ หมอกนั่นมีชีวิต และวังก้นหอยก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆในเส้นทางนี้ แต่ความเสี่ยงก็ไม่ใช่ศูนย์"
"แล้วเรื่อพายุล่ะ?"
"อาจจะมีบ้าง แต่ไม่น่ากังวลมากนัก ทะเลแถบนี้ไม่มีพายุเฮอริเคนที่จมเรือได้มาหลายปีแล้ว"
ผมคิดถึงสัตว์ประหลาด ปลาไหลยักษ์ หรืออะไรที่คล้ายๆกับ มารินัส ดาครูนัม
"แล้วอันตรายจากสัตว์ทะเลหรือมอนสเตอร์ล่ะ?" ผมถาม
วิลลิสหัวเราเบาๆ "เจ้าหมายถึงสัตว์ประหลาดแบบไหนล่ะ ในทะเลน่ะ ยิ่งไกลออกไปก็ยิ่งมีตัวประหลาดเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าก็ตัวหนึ่งล่ะ ถ้านั่นคือคำถามล่ะก็นะ" เขาหัวเราะดังขึ้นอีกหน่อย ก่อนจะรู้ว่าผมไม่ได้ขำไปกับตลกนั้นด้วยเท่าไหร่นัก
"ระหว่างทางจากที่นี่ไปยังคายล์โฮลต์น่ะ ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้หรอกว่าจะมีสัตว์ประหลาดแบบไหนโผล่มาบ้าง ถ้าโชคดี เราจะไม่เจออะไรมากกว่าเต่าทะเลยักษ์ ส่วนถ้าโชคร้าย... เจ้าเองก็เคยเจอมันมาแล้วนี่นา นั่นน่ะ อันดับต้นๆของคำว่าโชคร้ายเลยล่ะ"
"มารินัส... ปลาไหลยักษ์นั่นน่ะ เจ้าเคยเห็นมันในทะเลแถบนี้มาก่อนหรือเปล่า?"
"เราเคยเห็นปลาไหลยักษ์แบบนั้น แต่มันไม่เคยมาอยู่ในทะเลแถบนี้เลย เท่าที่ข้ารู้ และข้าไม่เคยเห็นพวกมันอยู่ใกล้ๆกันถึง 2 ตัวแบบนั้น โชคดีที่อีกาดำมีหอกยักษ์ เจ้าเลยยังมีชีวิตอยู่ได้นานพอจะมาคุยกับข้าวันนี้"
ผมนึกไปถึงเรื่องสัตว์ประหลาดก่อนหน้านี้ ทั้งวอร์กริมส์ และพวกผีดิบ ถ้านับรวมกับเจ้าสัตว์ทะเลยักษ์ที่พลัดถิ่นมาโจมตีเราด้วยนี่ล่ะก็ ใครก็ตามที่บงการเรื่องนี้อยู่ ต้องมีพลังหรืออำนาจมากมายพอตัวเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ ผมเองคงต้องหาคำตอบเอาทีหลัง
"แล้วหลังจากพรุ่งนี้ พวกเราจะมุ่งเรือไปที่ไหนล่ะ?"
"แน่นอนว่าต้องเป็น ซัมเมอร์เดน เกาะที่ร้อนที่สุดของ West-End" วิลลิสเงียบไปสักพัก ก่อนจะรู้ว่าผมรอฟังคำอธิบายเพิ่มอยู่ เขาจึงพูดต่อ
"เกาะนั่นเป็นเกาะที่ตั้งอยู่หน้าช่องแคบสโตนเอดจ์ ระยะห่างจากช่องแคบประมาณ 3 วัน ใครก็ตามที่ต้องการเดินเรือผ่านไปยังที่นั่น ต้องเข้าสู่น่านน้ำของซัมเมอร์เดน ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม"
"แล้วมันจะมีปัญหากับเรือโจรสลัดหรือเปล่า?"
"นั่นขึ้นอยู่กับว่า เจ้าเป็นโจรสลัดจำพวกไหน" วิลลิสหันไปสั่งให้พวกเด็กใหม่ 3 คนนั้นฝึกต่อไปอย่างเคร่งครัด ก่อนจะกลับมาเล่าต่อ "ที่นั่นเป็นเหมือนเกาะสันโดดที่มีกองกำลังทางน้ำที่น่าเกรงขามไม่ใช่น้อย ใครก็ตามที่คิดจะเล็ดรอดผ่านเข้าไปที่นั่นโดยไม่ให้ใครเห็น ต้องบินข้ามไปหรือไม่ก็ดำน้ำเท่านั้น"
"ทำไมถึงมีใครอยากเล็ดรอดผ่านเข้าไปล่ะ?"
"ก็เพราะที่นั่นมันเป็นสถานที่สำหรับพวกเผด็จการอย่างร้ายแรงยังไงล่ะ เกาะซัมเมอร์เดนนั้นปกครองโดยลอร์ดที่ชื่อ คอร์เทส บาร์นาส มาได้สัก 40 ปีแล้วล่ะมั้ง หมอนั่นเคยเป็นโจรสลัดมาก่อน และได้ขึ้นปกครองเพราะโค่นล้มลอร์ดคนเก่าลงได้จากการเผด็จการที่ไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ คอร์เทส นั้น ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและบ้ำอำนาจ มากพอๆกับความเฉลียวฉลาดที่เกินกว่านายเรือคนไหนจะเทียบเท่า เขาเลยสามารถปกครองทั้งเกาะและน่านน้ำแถบนั้นให้อยู่ในระบบระเบียบได้อย่างยาวนาน รวมไปถึงการเลี้ยงดูบริวารที่ซื่อสัตย์ของเขาได้อย่างเหมาะสมพอกัน ด้วยกฏเอกเทศที่คล้ายกับกฏของโจรสลัดมากกว่าของทหาร"
"แล้วคนที่ไม่ซื่อสัตย์ล่ะ?" ผมถาม
"ไม่ต่างจากศัตรูหรือพวกเล็ดลอดเข้าเมือง คอร์เทสลงโทษทุกคนด้วยอาญาเดียวกันหมดคือความตายเท่านั้น ส่วนจะเลือกให้เป็นแบบทรมานมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกน้องของเขาเป็นหลัก"
"แล้วทำไมอีกาดำถึงจะผ่านเกาะนั้นไปได้อย่างปลอดภัยล่ะ?"
"เรามีส่วยและเครื่องบรรณาการมากพอเสมอเมื่อต้องการจะเดินทางผ่านไปยังที่แห่งนั้น และกัปตันของเราก็มีเส้นสายมากพอทีเดียว สำหรับการทำให้ใครสักคนเชื่อว่า เรืออีกาดำ จะเป็นมิตรมากกว่าศัตรู"
งั้นก็แปลว่า คาร์เตอร์ ดิชค์ เอง อาจจะพลาดท่าที่เกาะแห่งนั้นได้เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดเรื่องส่วยของ คอร์เทส นั้นเปลี่ยนไปสินะ
"แต่เป็นข้าจะไม่ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่หรอกนะ เอลฟ์ดำเอ๋ย" วิลลิสแสยะยิ้มน่ากลัวมาให้ผม
"เจ้าอาจจะไปไม่ถึงซัมเมอร์เดนได้เลยด้วยซ้ำ ถ้าโชคร้ายไปเจอกับไซเรนแห่งสายหมอก หรือพวกเงือกพิฆาตที่หากินอยู่ในทะเลน้ำลึกข้างหน้านั่นได้"
"เจ้านี่ ช่างเป็นชายที่สร้างขวัญและกำลังใจได้ดีอย่างเหลือเชื่อจริงๆ วิลลี่ดำ" ผมหันหลังและเดินจากไป
"เจ้าไปรู้จักชื่อนั่นมาจากไหนน่ะ เทลอน?" เขาตกใจที่ผมรู้ชื่อเล่นของเขา
"มันแว่วมาตามลมน่ะ บางทีกัปตันของเจ้าอาจจะชอบชื่อเล่นของเจ้ามากกว่าชื่อจริงนะ"
"เขาสัญญาแล้วว่าจะไม่เรียกข้าด้วยชื่อนั้น"
"ซึ่งเขาก็ไม่ได้เรียกเจ้านี่นา" ผมพูดก่อนเดินจากไปหาที่นอนในค่ำคืนที่กำลังมาถึง
ช่ายบ่ายแก่ๆของท่าเรือของเกาะใบพัดนั้นไม่ได้คับคั่งหรือเอะอะจอแจเหมือนเอเคอร์เชล ที่นี่เป็นเมืองที่คนส่วนใหญ่ทำประมง และส่วนน้อยที่เป็นพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนั้นก็เหมือนเมืองเล็กๆทั่วไป เรือนพักไม่ได้มีมากมายนัก แต่ก็พอจะต้อนรับแขกไม่กี่คนที่แวะเวียนมาจากเรือไม่กี่ลำ
ที่เกาะนี้นอกจากท่าเรือแล้ว เมืองก็ดูเหมือนจะกระจุกตัวอยู่แค่บริเวณแคบๆ ส่วนอื่นของเกาะก็ยังเป็นป่าหรือเขตแดนที่ยังไม่มีใครสนใจจะไปจับจองหรืออยู่อาศัยนัก แม้ขนาดของเกาะจะไม่ได้ใหญ่โตมากมายก็ตาม ชาวบ้านเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นนอกจากเรื่องปากท้องของตัวเองเท่าไหร่นัก
เรือหาปลาหลายสิบลำจอดเทียบท่าอยู่เรียงกันไปเป็นแถวๆ มีเรือโจรสลัดอยู่ลำหรือสองลำ ถ้าผมจำไม่ผิด และพวกนั้นก็ไม่อยากมีปัญหากับพวกอีกาดำเท่าไหร่นัก เลยไม่ค่อยมีใครยุ่มย่ามหรือวุ่นวายซึ่งกันและกัน
คาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือขนสินค้าหรือของที่ปล้นมาได้ไปขาย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปของที่ยึดมาได้จากเรือยักษ์แดง ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเงิน เสบียง อาวุธ เหล้า อาหาร และน้ำจืดไปทั้งหมด
นอกจากลูกเรือของคาร์เตอร์ ดิชค์ แล้ว พวกเราทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปจากเรือของเขา ระหว่างที่เขาสั่งพวกลูกน้องให้จัดการงานต่างๆ เขาเองก็ลงไปช่วยขนของเท่าที่จะทำได้ด้วย ซึ่งแกรมส์ก็เสนอตัวยินดีที่จะช่วยเช่นกัน และคาร์เตอร์ก็อนุญาต ดูเหมือนเขาจะไม่ปฏิเสธหากแกรมส์จะต้องการลงจากเรือไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย
เขาเรียกพวกลูกเรือเก่าของท่านหญิงรอนด้าออกมาที่ท่าเรือ ทั้งหมดคือ 13 คน 5 คนในนั้นบาดเจ็บ ซึ่งคาร์เตอร์ได้บอกให้พวกเขาทั้งหมดไปขึ้นเรือขนสินค้าที่ชื่อ นางนวลคู่ ด้วยเรือนั่น พวกเขาจะสามารถโดยสารกลับบ้านได้ เพราะเรือ นางนวลคู่ ก็เป็นหนึ่งในเรือที่เป็นพันธมิตรกับอีกาดำ การขนส่งหรือฝากของให้ติดเรือไปด้วยน่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะกับการเดินเรือไม่กี่วัน นอกจากนั้นคาร์เตอร์ยังได้แบ่งเสบียงกับทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ยึดมาได้จากเรือยักษ์แดงให้ไปเป็นค่าเดินทางด้วย ซึ่งทำให้กัปตันเรือนางนวลคู่นั้นยินดีเป็นสองเท่า
ชาย 3 คนที่ยังสุขภาพดีปฏิเสธที่จะกลับไปยังเอเคอร์เชล และขอติดตามไปกับเรืออีกาดำของคาร์เตอร์ ดิชค์ ด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะยังมีที่นั่งว่างเหลืออยู่สำหรับสมาชิกใหม่เสมอ ซึ่งทั้ง 3 คนต้องสาบานตนต่อเทพแห่งท้องทะเลว่าจะซื่อสัตย์และไม่ทรยศต่อเรือและพวกพ้อง และวิลลิสจะเป็นคนคอยดูแลพวกเขาให้ทำงานที่เหมาะสมบนเรือต่อไป
คาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือบางคนไปหาซื้อของ ขณะที่ตัวเองหายเข้าไปในหมู่บ้านสองสามชั่วโมง วิลลิสจึงต้องรับหน้าที่รักษาการณ์แทนกัปตันระหว่างนี้
และหลังจากผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างที่ว่าง เลยหามุมสงบๆบนดาดฟ้าเรือนอนกลางวันสักเล็กน้อย
"เจ้าเหมาะจะเป็นโจรสลัดมากกว่าเอลฟ์นะ" ยังไม่ทันที่ผมจะหลับดี วิลลิสก็ปรากฏกายอยู่ข้างๆผม
"ถ้าเจ้าหมายถึงเรื่องขี้โกงล่ะก็ ข้าก็คงไม่แพ้เจ้าเท่าไหร่นักหรอก จริงมั้ย?" ผมยังนอนอยู่แม้จะพูดคุยกับเขาไปด้วย
"นั่นไม่ได้เรียกว่าขี้โกงหรอก สำหรับการต่อสู้ และในสนามรบ เราต่างก็รู้ดีว่า เราจะทำมากกว่านั้นหลายเท่าเลยทีเดียว"
ผมเห็นด้วย ขณะที่หมอนั่นนั่งลงข้างๆผม ดูเหมือนผมจะไม่ได้นอนสบายๆเท่าไหร่แล้วตอนนี้
"หลังจากไปถึงคายล์โฮลต์แล้ว เจ้าคิดจะทำอะไรต่อ? เอลฟ์ดำ" หมอนั่นชวนผมคุย ผิดกับหน้าตาเป็นบ้า
"ไม่รู้สิ" ผมตอบ "ดูแลให้เอมเมอร์ไปถึงดาริอาเนสอย่างปลอดภัยล่ะมั้ง"
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?" หมอนั่นถามมีประเด็น
"ยังไม่รู้สิ เดินทางต่อไปเรื่อยๆล่ะมั้ง" ผมตอบไปตามที่คิด
"ถ้าเจ้าไม่มีที่ไป เรืออีกาดำยังต้องการลูกเรือแบบเจ้านะ เจ้าเอลฟ์"
ผมลุกขึ้นนั่ง พยายามจะยืนยันสิ่งที่หมอนั่นเพิ่งพูดไป
"นี่เจ้าเป็นคนแรกเลยนะที่สู้กับข้าแล้วอยากจะเป็นเพื่อนกับข้าเนี่ย" ไม่ค่อยจะมีใครอยากให้ผมคลุกคลีอยู่ด้วยรอบๆมากนัก ผมเลยไม่ค่อยจะแน่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ยิ่งกัปตันของเขาเองยิ่งหนัก หมอนั่นไม่มีท่าทีเป็นมิตรกับผมเหมือนที่มีให้ซีราเอลแม้แต่น้อย "กัปตันของเจ้าคงมีความเห็นเรื่องนี้ต่างออกไปมากทีเดียว"
"ข้าไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเจ้า ข้าแค่คิดว่าเจ้ามีความสามารถ และเรือลำนี้ต้องการคนมีความสามารถ ส่วนเรื่องกัปตัน เขาไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าอยู่แล้ว"
"ส่วนเจ้าไว้ใจคนแปลกหน้าได้ง่ายๆงั้นสิ"
"เจ้าคือคนที่เอาชนะข้าได้และไม่ฆ่าข้า นั่นห่างไกลกับคำว่าแปลกหน้าสำหรับข้าเยอะ"
นั่นก็จริง ใครก็ตามที่ต่อสู้แล้วโดนโกงตั้งแต่ดาบแรก คงไม่มีความอดกลั้นมากพอที่จะไม่ฆ่าศัตรูเมื่อได้เปรียบเท่าไหร่
"นั่นมันการประลอง ไม่ใช่สงคราม และข้ายังอยากจะอยู่บนเรือลำนี้ต่อไปอีกหน่อยตะหาก" ผมลุกขึ้นยืน คงต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำดีกว่านั่งผูกมิตรกับเจ้ากล้ามโตนี่
"ข้ารู้ เอลฟ์ดำ เจ้ามันชอบฉายเดี่ยว แต่ถ้าจะมีที่ที่เจ้าจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลใจล่ะก็ บนเรือนี่น่าจะเป็นหนึ่งในนั้นนะ ข้าว่า" หมอนั่นพูดจบก็ลุกออกไปสั่งงานลูกน้องที่กำลังขนของอยู่ ทิ้งผมให้ยืนเคว้งคว้างเหมือนคนโดนปล่อยเกาะอยู่บนเรือลำใหญ่นี่คนเดียว ซึ่งผมเพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้ว่า ชื่อ "วิลลี่ดำ" ที่คาร์เตอร์เอามาหลอกผมตอนที่เราเจอกันครั้งแรกนั้น น่าจะหมายถึงชื่อเล่นสักชื่อของวิลลิสเสียมากกว่า ไม่น่าจะเดายากขนาดนั้นถ้าได้มาเจอหมอนี่แต่แรก
ผมเลยนั่งลงและทำท่าจะหลับอีกครั้ง แต่แขกคนที่สองก็มาหา
"เจ้านี่มีเรื่องน่าแปลกใจใหม่ๆอยู่เสมอเลยนะ" เสียงหวานใสของซีราเอลดังมาพร้อมกับฝีเท้าของเธอที่มาหยุดอยู่ใกล้ๆผม
"ข้าว่าไม่น่ามีอะไรน่าแปลกไปกว่าสีผมของข้าแล้วนะ"
"นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าจะให้ความสนใจไปที่ไหน" เธอนั่งลงที่ตำแหน่งเดียวกับที่วิลลิสนั่งก่อนหน้านี้ "เอลฟ์ส่วนใหญ่นั้นใช้ได้แต่เวทย์ลม น้ำ และมีบ้างที่เป็นดินกับต้นไม้ แต่ดูเหมือนเจ้าจะใช้เวทย์มนต์ได้เกือบจะทุกแขนงเลยด้วยซ้ำ ข้าพลาดอะไรไปหรือเปล่า?"
"นอกจากเวทย์มนต์แล้ว เอลฟ์ส่วนใหญ่ยังจองหอง ขี้โม้ และเย่อหยิ่งอีกด้วย ถ้าเจ้าไม่ลืมนะ" พูดตามตรง ผมไม่ได้มีความต้องการจะยั่วโมโหเธอหรอกนะ ผมแค่ต้องการจะดูอาการของเธอเกี่ยวกับคำพูดดูถูกพวกนั้นมากกว่า ยิ่งถ้ามันถูกเอลฟ์ต้องสาปอย่างผมพูดออกมาด้วยแล้วล่ะก็ ท่าทีของเธอจะเป็นยังไงล่ะ?
ซีราเอลเงียบไป 2-3 วินาที ก่อนจะพูดต่อ "นั่นข้าไม่ปฏิเสธ พวกเราคือเผ่าพันธุ์ที่อยู่มานานที่สุดในโลกใบนี้ การจะมองว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมันน่ารังเกียจและต้อยต่ำกว่า เป็นเรื่องปกติที่เผ่าพันธุ์ที่มาก่อนอย่างเราจะเข้าใจได้ไม่ยาก"
"ซึ่งดูเหมือนเราทั้งคู่จะไม่ได้เห็นตรงกันในเรื่องนั้น"
"ข้ายอมรับว่าข้าเองก็ไม่คิดว่าเจ้าจะคู่ควรกับเชื้อชาติของเราในตอนแรก แต่หากลองคิดถึงสิ่งที่เจ้าได้เจอมาตลอดหลายปีนี้ หากเป็นข้า ก็คงทำอะไรไม่ต่างกับเจ้ามากนัก"
"เดินทางคนเดียวอย่างนั้นเหรอ? เจ้าเนี่ยนะ?" ผมเผลอพูดสิ่งที่คิดออกไปเร็วไปหน่อย
ซีราเอลดูจะหงุดหงิดมากขึ้น "ถ้าเจ้าไม่พอใจที่ข้ามาคุยด้วย ข้าก็ขออภัยในข้อนั้น" เธอลุกขึ้นยืน "แต่ข้าหมายถึงเอมเมอร์...มากกว่าเรื่องอื่น"
เธอเรียกชื่อเล่นของเอมเมอร์เหมือนผม ซึ่งตัวเอมเมอร์เองน่าจะเป็นคนขอร้องให้เธอเรียกเองเหมือนกับผมนั่นล่ะ
"ข้าขอโทษที ไม่ได้มีเจตนาจะว่าเจ้า" ผมลุกขึ้นนั่ง "เจ้าคิดยังไงกับเอมเมอร์ล่ะ ซีราเอล"
เธอเย็นลงและนั่งลงชันเข่าใกล้ๆผม "ข้าเป็นห่วงเธอ หลังจากที่ได้คลุกคลีและพูดคุยกับเธอมากขึ้นตั้งแต่ออกเรือมา ทำให้ข้าได้รับรู้ว่า เธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตอันน่าสงสาร และต้องต่อสู้พร้อมๆกับเดินทางไปยังประเทศที่ไม่รู้จัก เพื่อแต่งงานกับชายที่ไม่เคยเห็นหน้า เพียงเพื่อความต้องการของบิดาและอาณาจักร ซึ่งนั่นดูจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดหากเป็นข้า แต่เธอก็ยังยิ้มออกมาได้และทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นั่นยิ่งทำให้ข้าเจ็บปวดทุกครั้งที่มองใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ"
ตอนนี้หน้าตาเธอดูเศร้าจริงๆ การที่ซีราเอลต้องกลายเป็นเอลฟ์ตัวคนเดียวทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอมีลูกน้องติดตามมากมาย น่าจะทำให้เธอได้เติบโตขึ้น มากพอๆกับที่ได้เข้าใจความโดดเดี่ยวที่เอมเมอร์ได้รับมาตลอดชีวิต ผมเพิ่งจะมองเห็นว่าจริงๆแล้ว เอลฟ์บางคนก็สามารถเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองได้ หากละวางทิฐิลงได้มากพอ
"ทำไมเจ้าต้องยึดติดกับคำสั่งที่เจ้าได้รับมามากขนาดนั้นด้วยล่ะ?" ผมถาม "เจ้าส่งเอมเมอร์ขึ้นเรือได้แล้ว ทำไมเจ้าไปกลับไปกับพวกยูเรลไปเลยล่ะ เดินทางอีกไม่กี่วันก็อาจจะถึงป่าของเจ้าเร็วกว่าที่คิดก็ได้"
"เจ้าไม่เข้าใจหรอก" เธอตอบ สีหน้าดูเรียบเฉยแต่ก็ครุ่นคิดถึงความหลังบางอย่างไปด้วย "ข้าเป็นลูกสาวคนสุดท้องของราชาเอลฟ์ บิดาข้าที่ครองราชย์มานานกว่า 400 ปี ที่นั่นไม่มีที่ทางเหลือมากพอให้กับรัชทายาท 4 คนหรอก"
ผมพอจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก "แล้วหลังจากเจ้าส่งเอมเมอร์ไปยังดาริอาเนสแล้วล่ะ เจ้าจะเอายังไงต่อ?"
เธอเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบออกมาได้ "นั่น... ข้ายังไม่แน่ใจนัก"
เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง เพราะคำตอบของเธอก็คล้ายๆของผม คือ ผมเองก็ยังไม่รู้อะไรเท่าไหร่ รู้แค่ว่า การได้ออกเดินทางไปยังอีกทวีปหนึ่ง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในตอนนี้ ผมนอนหงายมองท้องฟ้ายามเย็นกับอากาศสดชื่น ทำท่าว่าจะหลับตาลงได้ไม่ยากนัก
"แล้วเจ้าล่ะ เทลอน เจ้าจะทำอะไรต่อ หลังจากไปส่งเอมเมอร์แล้ว?" เธอปลุกผมขึ้นจากภวังค์อีกครั้ง
"คนแถวนี้ชอบถามอะไรเหมือนกันหรือไงนะ" ผมรำพึงกับตัวเองเบาๆ "ไม่รู้สิ เดินทางต่อไปมั้ง ข้าไม่เคยมีบ้านให้กลับอยู่แล้วนี่นา" ผมตอบไปอย่างที่คิด และนั่นคือประโยคสุดท้ายในบทสนทนาของเรา
ค่ำวันนั้นเรากินอาหารเย็นกันบนเรืออีกาดำ เป็นมื้ออาหารที่ค่อนข้างดีทีเดียว เพราะคาร์เตอร์ได้แลกเปลี่ยนซื้อหาอาหารที่มากพอจะเดินทางไกลของเรามาและยังมีส่วนต่างของรายได้ที่เหลือเฟือจากเรือยักษ์แดงอยู่อีกมาก พวกเราจึงได้จัดปาร์ตี้ย่อมๆกันบนเรืออย่างครื้นเครง
แม้อย่างนั้น ผมก็ยังไม่คิดจะร่วมวงสรวลเสเฮฮาไปกับลูกเรือส่วนใหญ่ แม้ลูกเรือบางคนจะแสดงออกว่าชอบขี้หน้าผมมากขึ้นจากการที่ผมเอาชนะวิลลิสได้ในการประลองแบบยุติธรรม(?) แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขามากเท่าไหร่อยู่ดี
ผมขึ้นไปรับลมที่ด้านบนเสากระโดงเรืออีกครั้ง เรือไม่ได้กำลังแล่นอยู่ จึงไม่มียามเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ข้างบนนี่ในคืนนี้ ผมเอนหลังพิงเสากระโดงเรือ มองดูดวงดาวเต็มท้องฟ้า พลางเงี่ยหูฟังการสนทนาเบื้องล่างแก้เบื่อ
ทุกคนพูดคุยกันสนุกสนานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เอมเมอร์ได้เล่าให้ทุกคนฟังถึงเมืองกว่า 10 เมืองที่เธอเคยได้เดินทางไปถึง และแทบจะไม่มีเลยสักคนบนเรือที่เคยไปเมืองใหญ่ๆได้สักครึ่งหนึ่งของที่เธอเคยไปมาก่อน
วิลลิสนั่งเงียบๆ กินอาหารอย่างสงบ ส่วนคาร์เตอร์บอกให้ลูกเรือที่เล่นดนตรีเป็นช่วยเล่นเพลงสนุกสนานร่าเริงให้ทุกคนฟังกันหน่อย ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงได้เป็นอย่างดี
ซีราเอลมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น แม้เธอจะยังไม่ยอมเต้นรำกับใครเหมือนเดิม แต่ก็มีการพูดคุยมากกว่าคืนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ผมหวังว่าสองสาวของเราจะได้มีช่วงเวลาที่ดีมากพอก่อนจะไปเจอกับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้าพวกเราในภายหลัง
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเนิ่นนาน พวกเราทุกคนสนุกสนานเหมือนนี่จะเป็นคืนสุดท้ายก่อนการเดินทางที่จะนำพาพวกเราไปสู่ความยากลำบาก
"เราไม่เคยเดินเรือไปที่คายล์โฮลต์นานเท่าไหร่แล้วนะวิลลิส?" คาร์เตอร์ถามให้เอมเมอร์ได้ยินด้วย
"2 ปีได้ล่ะมั้ง" หมอนั่นตอบ สายตายังจับจ้องอยู่ที่ถังเหล็กสุมไฟตรงกลางวง
"ข้าจำคายล์โฮลต์ไม่ค่อยได้เท่าไหร่นักหรอก หนสุดท้ายที่เราอยู่ที่นั่น ข้าโดนสาวนางนึงที่เพิ่งนอนด้วยตบหน้าและไล่ข้าออกไปจากห้องของเธอ พูดตามตรงว่านอกจากตบหน้าข้าก็โดนตบตีไปอีกหลายครั้ง แต่ต้องยอมรับเลยจริงๆว่าเธอคนนั้นเป็นสาวที่สวยและดึงดูดที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จักเลยทีเดียว"
"ท่านนับแค่ในเมืองนั้นเท่านั้นล่ะสิ" ลูกเรืออีกคนนึงแซวขึ้นมา แล้วทุกคนก็หัวเราะไปพร้อมกัน
หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วโมง ผมลงไปข้างล่าง ปาร์ตี้ยังดำเนินต่อไป ส่วนวิลลิสที่กินอาหารเสร็จแล้วแยกไปนั่งอยู่ท้ายเรือ สอนพวกเด็กใหม่ให้ฟันดาบ และขู่พวกเขาว่า ถ้าอีก 5 วันพวกนั้นยังไม่ได้เรื่องเหมือนวันนี้ล่ะก็ เขาจะโยนพวกนั้นให้ปลาปักเป้าฉลามกิน ซึ่งนั่นทำให้ทั้งสามคนยิ่งซ้อมหนักกว่าเดิมอีกสองเท่า
พอวิลลิสเห็นผมใกล้ๆ เขาก็เดินมาหา
"มีอะไรคืบหน้าเรื่องที่ข้าถามหรือไง เทลอน?" เขาหมายถึงเรื่องการเป็นโจรสลัด
"ไม่หรอก พี่ยักษ์ ข้าแค่มาเดินเล่นน่ะ" ผมตอบ "เราจะออกเรือเมื่อไหร่งั้นหรือ?"
"พรุ่งนี้เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น" เขาตอบ "เราต้องขนของอีกหลายอย่างขึ้นเรือให้มากเท่าที่จะทำได้ การเดินทางหลังจากพรุ่งนี้จะยาวนานและอันตรายพอตัวเลยทีเดียว ถ้าเราไม่เจอกับ หมอกมรณะ หรือ วังราชันย์พิโรธ เราอาจจะไปถึงคายล์โฮลต์ได้ใน 10 หรือ 11 วัน นั่นคือกรณีที่ถ้าเราโชคดีนะ"
ผมคำนวณระยะเวลาที่เอมเมอร์ต้องใช้เดินทางในใจแล้วก็คิดว่ามันจะเพียงพอหรือเปล่า หรือคาร์เตอร์จะรู้เรื่องกรอบเวลาก่อนการแต่งงานของเธอหรือไม่ หรือแม้แต่งานแต่งงานที่ว่านั่น คาร์เตอร์เห็นด้วยหรือเปล่า ซึ่งถ้าเขาเห็นเป็นอื่น เขาก็ไม่ได้แสดงมันออกมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
"ฟังดูจะเป็นเส้นทางที่อันตรายนะ" ผมอยากรู้เรื่องความเสี่ยงนั่นมากขึ้น และหวังว่าวิลลิสจะไม่ได้ขู่
"พวกนั้นเป็นอันตรายที่ข้าบอกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ หมอกนั่นมีชีวิต และวังก้นหอยก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆในเส้นทางนี้ แต่ความเสี่ยงก็ไม่ใช่ศูนย์"
"แล้วเรื่อพายุล่ะ?"
"อาจจะมีบ้าง แต่ไม่น่ากังวลมากนัก ทะเลแถบนี้ไม่มีพายุเฮอริเคนที่จมเรือได้มาหลายปีแล้ว"
ผมคิดถึงสัตว์ประหลาด ปลาไหลยักษ์ หรืออะไรที่คล้ายๆกับ มารินัส ดาครูนัม
"แล้วอันตรายจากสัตว์ทะเลหรือมอนสเตอร์ล่ะ?" ผมถาม
วิลลิสหัวเราเบาๆ "เจ้าหมายถึงสัตว์ประหลาดแบบไหนล่ะ ในทะเลน่ะ ยิ่งไกลออกไปก็ยิ่งมีตัวประหลาดเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าก็ตัวหนึ่งล่ะ ถ้านั่นคือคำถามล่ะก็นะ" เขาหัวเราะดังขึ้นอีกหน่อย ก่อนจะรู้ว่าผมไม่ได้ขำไปกับตลกนั้นด้วยเท่าไหร่นัก
"ระหว่างทางจากที่นี่ไปยังคายล์โฮลต์น่ะ ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้หรอกว่าจะมีสัตว์ประหลาดแบบไหนโผล่มาบ้าง ถ้าโชคดี เราจะไม่เจออะไรมากกว่าเต่าทะเลยักษ์ ส่วนถ้าโชคร้าย... เจ้าเองก็เคยเจอมันมาแล้วนี่นา นั่นน่ะ อันดับต้นๆของคำว่าโชคร้ายเลยล่ะ"
"มารินัส... ปลาไหลยักษ์นั่นน่ะ เจ้าเคยเห็นมันในทะเลแถบนี้มาก่อนหรือเปล่า?"
"เราเคยเห็นปลาไหลยักษ์แบบนั้น แต่มันไม่เคยมาอยู่ในทะเลแถบนี้เลย เท่าที่ข้ารู้ และข้าไม่เคยเห็นพวกมันอยู่ใกล้ๆกันถึง 2 ตัวแบบนั้น โชคดีที่อีกาดำมีหอกยักษ์ เจ้าเลยยังมีชีวิตอยู่ได้นานพอจะมาคุยกับข้าวันนี้"
ผมนึกไปถึงเรื่องสัตว์ประหลาดก่อนหน้านี้ ทั้งวอร์กริมส์ และพวกผีดิบ ถ้านับรวมกับเจ้าสัตว์ทะเลยักษ์ที่พลัดถิ่นมาโจมตีเราด้วยนี่ล่ะก็ ใครก็ตามที่บงการเรื่องนี้อยู่ ต้องมีพลังหรืออำนาจมากมายพอตัวเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ ผมเองคงต้องหาคำตอบเอาทีหลัง
"แล้วหลังจากพรุ่งนี้ พวกเราจะมุ่งเรือไปที่ไหนล่ะ?"
"แน่นอนว่าต้องเป็น ซัมเมอร์เดน เกาะที่ร้อนที่สุดของ West-End" วิลลิสเงียบไปสักพัก ก่อนจะรู้ว่าผมรอฟังคำอธิบายเพิ่มอยู่ เขาจึงพูดต่อ
"เกาะนั่นเป็นเกาะที่ตั้งอยู่หน้าช่องแคบสโตนเอดจ์ ระยะห่างจากช่องแคบประมาณ 3 วัน ใครก็ตามที่ต้องการเดินเรือผ่านไปยังที่นั่น ต้องเข้าสู่น่านน้ำของซัมเมอร์เดน ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม"
"แล้วมันจะมีปัญหากับเรือโจรสลัดหรือเปล่า?"
"นั่นขึ้นอยู่กับว่า เจ้าเป็นโจรสลัดจำพวกไหน" วิลลิสหันไปสั่งให้พวกเด็กใหม่ 3 คนนั้นฝึกต่อไปอย่างเคร่งครัด ก่อนจะกลับมาเล่าต่อ "ที่นั่นเป็นเหมือนเกาะสันโดดที่มีกองกำลังทางน้ำที่น่าเกรงขามไม่ใช่น้อย ใครก็ตามที่คิดจะเล็ดรอดผ่านเข้าไปที่นั่นโดยไม่ให้ใครเห็น ต้องบินข้ามไปหรือไม่ก็ดำน้ำเท่านั้น"
"ทำไมถึงมีใครอยากเล็ดรอดผ่านเข้าไปล่ะ?"
"ก็เพราะที่นั่นมันเป็นสถานที่สำหรับพวกเผด็จการอย่างร้ายแรงยังไงล่ะ เกาะซัมเมอร์เดนนั้นปกครองโดยลอร์ดที่ชื่อ คอร์เทส บาร์นาส มาได้สัก 40 ปีแล้วล่ะมั้ง หมอนั่นเคยเป็นโจรสลัดมาก่อน และได้ขึ้นปกครองเพราะโค่นล้มลอร์ดคนเก่าลงได้จากการเผด็จการที่ไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ คอร์เทส นั้น ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและบ้ำอำนาจ มากพอๆกับความเฉลียวฉลาดที่เกินกว่านายเรือคนไหนจะเทียบเท่า เขาเลยสามารถปกครองทั้งเกาะและน่านน้ำแถบนั้นให้อยู่ในระบบระเบียบได้อย่างยาวนาน รวมไปถึงการเลี้ยงดูบริวารที่ซื่อสัตย์ของเขาได้อย่างเหมาะสมพอกัน ด้วยกฏเอกเทศที่คล้ายกับกฏของโจรสลัดมากกว่าของทหาร"
"แล้วคนที่ไม่ซื่อสัตย์ล่ะ?" ผมถาม
"ไม่ต่างจากศัตรูหรือพวกเล็ดลอดเข้าเมือง คอร์เทสลงโทษทุกคนด้วยอาญาเดียวกันหมดคือความตายเท่านั้น ส่วนจะเลือกให้เป็นแบบทรมานมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกน้องของเขาเป็นหลัก"
"แล้วทำไมอีกาดำถึงจะผ่านเกาะนั้นไปได้อย่างปลอดภัยล่ะ?"
"เรามีส่วยและเครื่องบรรณาการมากพอเสมอเมื่อต้องการจะเดินทางผ่านไปยังที่แห่งนั้น และกัปตันของเราก็มีเส้นสายมากพอทีเดียว สำหรับการทำให้ใครสักคนเชื่อว่า เรืออีกาดำ จะเป็นมิตรมากกว่าศัตรู"
งั้นก็แปลว่า คาร์เตอร์ ดิชค์ เอง อาจจะพลาดท่าที่เกาะแห่งนั้นได้เมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดเรื่องส่วยของ คอร์เทส นั้นเปลี่ยนไปสินะ
"แต่เป็นข้าจะไม่ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่หรอกนะ เอลฟ์ดำเอ๋ย" วิลลิสแสยะยิ้มน่ากลัวมาให้ผม
"เจ้าอาจจะไปไม่ถึงซัมเมอร์เดนได้เลยด้วยซ้ำ ถ้าโชคร้ายไปเจอกับไซเรนแห่งสายหมอก หรือพวกเงือกพิฆาตที่หากินอยู่ในทะเลน้ำลึกข้างหน้านั่นได้"
"เจ้านี่ ช่างเป็นชายที่สร้างขวัญและกำลังใจได้ดีอย่างเหลือเชื่อจริงๆ วิลลี่ดำ" ผมหันหลังและเดินจากไป
"เจ้าไปรู้จักชื่อนั่นมาจากไหนน่ะ เทลอน?" เขาตกใจที่ผมรู้ชื่อเล่นของเขา
"มันแว่วมาตามลมน่ะ บางทีกัปตันของเจ้าอาจจะชอบชื่อเล่นของเจ้ามากกว่าชื่อจริงนะ"
"เขาสัญญาแล้วว่าจะไม่เรียกข้าด้วยชื่อนั้น"
"ซึ่งเขาก็ไม่ได้เรียกเจ้านี่นา" ผมพูดก่อนเดินจากไปหาที่นอนในค่ำคืนที่กำลังมาถึง
วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ตอนที่ 22 - อาวุธใหม่ ความสามารถใหม่ และการผูกมิตรแบบโจรสลัด
อย่างที่ผมเคยบอกไป ความสามารถหลายอย่างที่ผมเรียกว่า "สกิล" นั้น ผมได้รับมาจากการต่อสู้กับมอนสเตอร์ เอาชนะมัน และบางครั้งก็กินมันเข้าไป
ซึ่งความสามารถเจ๋งๆหลายอย่างที่ผมมี ก็เกิดจากการทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆกันนั่นแหละ
การฆ่ามันหรือได้เห็นพวกมันใช้สกิล อาจทำให้ผมจดจำและเรียนรู้ความสามารถเหล่านั้นและลอกเลียนมาเป็นของตัวเองได้
แต่การกินจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างพวกพิษที่ผมใช้ได้มากมายหลากหลายมากพวกนั้น ผมก็ได้จากการกำจัดและการกินสัตว์หรือแมลงในป่านั่นแหละ ถ้าคุณรู้จักวิธีปรุงและทำให้มันอร่อยล่ะก็ มอนสเตอร์แทบทุกชนิดก็เป็นอาหารที่รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว
ผมกินเนื้อของ มารินัส ดาครูนัม ไปได้ 3 คำ ผมก็รับรู้ได้เลยว่าผมได้รับสกิลบางอย่างเพิ่มเข้ามา
มันก็บอกได้ยากว่า ผมรู้ได้ยังไงว่าผมได้รับแล้ว หรือได้รับสกิลอะไรมา แค่ผม "รับรู้" ของผมคนเดียว
มอนสเตอร์ยักษ์ตัวนี้ทำให้ผมได้รับความสามารถอย่าง "ข่มขวัญ" "คลื่นโซน่าร์" "เกล็ดเพชร" และ "Bone Crusher"
ผมสนใจสองอย่างหลังเป็นพิเศษ "เกล็ดเพชร" น่าจะช่วยให้ผมมีผิวหนังที่แข็งแกร่งขึ้น
ส่วน "Bone Crusher" นั้น น่าจะเป็นความสามารถในการบดขยี้เป้าหมายด้วยเขี้ยว แต่สำหรับผม ผมน่าจะประยุกต์ใช้มันกับการโจมตีแบบอื่นๆได้ ซึ่งผมคงต้องหาโอกาสทดลองมันอีกที
แม้จะได้รับความสามารถหลายอย่างมาจากเจ้านี่
แต่ความสามารถส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ "ระดับสุดยอด" ผมแค่ฆ่ามันตัวเดียวและกินมันเข้าไป ผมจำเป็นต้องฝึกความสามารถพวกนี้เพื่อเพิ่ม "ระดับ" ของมันให้สูงขึ้นด้วย
อธิบายอย่างนี้ละกัน
ทุกๆความสามารถ สกิล หรือเวทย์มนต์ ถ้ายิ่งเราฝึกฝนมันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งใช้มันได้มากขึ้น รุนแรงขึ้น รวดเร็วขึ้น เหมือนจอมเวทย์สักคนที่ถนัดเวทย์ไฟ ถ้าพวกเขาฝึกฝนมันบ่อยๆ ใช้มันบ่อยๆ เขาก็จะเก่งขึ้นในการใช้เวทย์ไฟพวกนั้น ส่วนเวทย์สายอื่นๆอย่างน้ำแข็ง หรือลม ก็อาจจะได้รับอานิสงส์บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับเวทย์ไฟ
อีกตัวอย่างนึงที่เห็นได้ชัดคือพวกเอลฟ์ พวกเขาอยู่ในป่า กับธรรมชาติ และต้นไม้ เวทย์ที่พวกเขาถนัดที่สุดคือ เวทย์ลม รองลงมีคือ เวทย์น้ำ ดิน และต้นไม้ ตามลำดับ ส่วนเวทย์ไฟนั้นไม่ค่อยจะได้รับความนิยมกันมากนัก เพราะเอลฟ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไฟ คือศัตรูของต้นไม้ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและบ้านของพวกเขา การที่ผมใช้เวทย์ไฟระดับสูงได้ จึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างผิดปกติสำหรับเอลฟ์ทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด
ผมกินเนื้อปลาไหลนี่อีกหลายคำ จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าความสามารถที่ได้รับจะไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ จึงหยุด และเดินออกจากห้อง ขบคิดปัญหาคาใจที่เกี่ยวกับคาร์เตอร์ ดิชค์ ก่อนหน้า ว่าทำไมผมจึงไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา
ทางเดียวที่ใครสักคนจะไร้ซุ่มเสียงในการเดินจริงๆ เขาก็ต้องเป็นวิญญาณนั่นแหละ แต่คาร์เตอร์ไม่ใช่ ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด ผมเคยได้ยินเรื่องรองเท้าบู๊ทของจอมโจร รองเท้าเวทย์มนต์ที่ถูก Craft ขึ้นเพื่อให้พวกโจรทำงานได้ดีขึ้น ลดเสียงการเดิน และเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว แต่มันก็ไม่มีทางลดเสียงลงได้จนเป็นกลายเป็นศูนย์ ไม่มีทางแน่
คิดเท่าไหร่ก็ยังคิดไม่ออก ทางเดียวที่เป็นไปได้คือ หมอนั่นมีไอเท็มหรือความสามารถบางอย่างที่ผมยังไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะเขาได้เดินทางไปทั่วโลก และคงยังมีอาวุธหรือไอเท็มอีกมากมายที่เขาน่าจะรู้จักหรือเคยเห็นมากกว่าผม
เยี่ยม บางทีผมอาจจะต้องเกาะติดหมอนี่ไปเรื่อยๆต่อ หลังจากที่จบเรื่องเอมเมอร์ไปแล้ว ถ้าผมกับเขาจะไม่บาดหมางกันมากจนเกินไปเสียก่อนนะ
ก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า หมอนั่นกวนประสาทเป็นบ้า
ผมไม่โทษเขาหรอก เพราะเรื่องกวนประสาทคน ผมเองก็ไม่ใช่น้อยๆเหมือนกัน
ที่ดาดฟ้าเรือด้านบน งานเลี้ยงยังคงมีต่อไป แต่ก็เบาเสียงลงไปพอสมควร ส่วนมากเป็นการนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันมากกว่า ลูกเรือ 2-3 คนกำลังเล่าเรื่องทะเลในทวีปอื่นๆให้เอมเมอร์ที่ตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างใจจอใจจ่อด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ โดยมีคาร์เตอร์นั่งอยู่ข้างๆ
ส่วนซีราเอลยังคงปฏิเสธหนุ่มคนสุดท้ายที่ขอเต้นรำ ขณะที่แกรมส์นั้นหายไปจากหัวเรือแล้ว หมอนั่นคงจะไปนอนหลับที่ไหนสักที่ในเรือ
วิลลิสนั่งลับดาบของเขาอยู่ที่ส่วนท้ายของเรือ ผมเดินไปหาหมอนั่นเพราะคิดว่าน่าจะรับมือได้ง่ายกว่ากัปตันของเขา
"ได้ข่าวว่าเจ้าน่ะเหี้ยมโหดพอๆกับคาร์เตอร์เลยทีเดียว?" ผมเปิดประเด็น "ทำไมไม่แล่นเรือของตัวเองล่ะ วิลลิส?"
วิลลิส เครแกน ชายผิวสีดำแดงหน้าตาน่ากลัวเป็นอันดับต้นๆในเอเคอร์เชลหันมามองผมด้วยสายตาที่เหี้ยมเกรียมและไม่เป็นมิตรที่สุดที่จะทำได้ ซึ่งไม่ค่อยจะมีผลกับผมเท่าไหร่นัก
"เจ้าน่าจะหาคนอื่นคุยเล่นด้วยนะ เอลฟ์ดำ" เขาหันกลับไปลับดาบตัวเองต่อ
"ตรงนั้นมันเสียงดังเกินไปน่ะ ข้าแค่อยากหาคนที่รสนิยมใกล้ๆเคียงกันแถวนี้มากกว่า ถ้าเจ้าจะไม่รังเกียจ"
วิลลิสเงียบไปสักครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา
"ข้าเคยอยู่ในเรือมาหลายลำทีเดียว ก่อนมาเจอคาร์เตอร์ หมอนั่นแตกต่างออกไปจากโจรสลัดส่วนใหญ่ ข้าไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ในตัวเขาจากนักเดินเรือคนใดในทะเล ตลอด 20 กว่าปีในชีวิตข้า บางอย่างที่ลึกลับ อันตราย และมีอำนาจ ข้าก็เพิ่งได้รู้เช่นกันว่าเขาเกี่ยวข้องกับเชื้อตระกูลของพวกอาณาจักร แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า เขาเป็นของทะเลมากกว่าแผ่นดินใดๆ"
"ดูท่าเจ้าจะเคารพเขามากทีเดียว"
"ถ้าพวกเจ้าเรียกมันว่า เคารพ ข้าก็ไม่ขัดข้อง" วิลลิสตอบ "แล้วเจ้าล่ะ เอลฟ์ดำ เจ้ามาอยู่กลางทะเลนี่ได้ยังไง ข้าได้ยินว่าเอลฟ์นั้นเกลียดน้ำเค็มพอๆกับไฟเลยทีเดียว"
สำหรับเอลฟ์ทั่วไปน่ะใช่ ผมอยากจะบอกอย่างนั้น "บางที่บนบกหรือในป่ามันก็น่าเบื่อน่ะ"
"คาร์เตอร์ให้น้ำหนักกับความลึกลับของเจ้ามากพอสมควรเลยทีเดียว ถ้าข้าดูไม่ผิด ข้าไม่เคยเห็นเขาระวังใครเท่าเจ้ามาก่อน เอลฟ์สีดำเอ๋ย แต่อย่าให้คำพูดนี้ทำให้เจ้ากล้าหาญไปต่อกรกับเขาเชียวล่ะ เจ้ามีอาวุธของเจ้า เขาก็มีอาวุธของเขา และเจ้าน่าจะไม่อยากเห็นพวกมันเท่าไหร่หรอก ข้าแนะนำ"
"ข้าจะเก็บไว้เป็นข้อคิดเตือนใจนะ พ่อสุดหล่อ"
"อีกอย่างนะ เอลฟ์ดำ" วิลลิสตวัดปลายดาบของเขามาที่คอของผมทันที
"คาร์เตอร์ไม่ใช่คนเดียวบนเรือนี้ที่เจ้าไม่ควรไปกวนใจด้วย"
ผมไม่ได้กลัวปลายมีดของเขาเท่าไหร่ แต่จิตสังหารของวิลลิสก็น่าเกรงขามมากทีเดียวสำหรับมนุษย์คนหนึ่งที่อายุไม่ถึงครึ่งของผม "ถ้าข้าทำให้เจ้าหัวเสีย ก็ได้โปรดรับการขออภัยจากข้าด้วย รองกัปตัน"
"เจ้าเห็นนี่มั้ย" เขาชี้ไปที่แผลยาวที่แก้มซ้าย "ฝีมือของคาร์เตอร์นั่นแหละ ข้าประลองกับเขา และนี่คือผลที่ข้าได้รับ ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้ามีดีที่ฝีมือดาบ วันหนึ่งเราอาจได้เห็นกัน แต่อย่าได้คิดทีเดียว ว่ามันจะช่วยเจ้าให้พ้นจากการห้าวหาญที่จะไปต่อกรกับคาร์เตอร์ ดิชค์ ชื่อเสียงของหมอนั่นไม่ได้เกิดมาจากคำพูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย"
"ขอบใจที่เตือน วิลลิส" ผมถอยออกมา เอาชนะเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำตัวเองให้กลมกลืนและไม่สะดุดตาไว้ก่อนน่าจะเป็นการดีที่สุดบนเรือลำนี้
คืนนั้นเป็นคืนที่ดีที่สุดในการเดินทางของเรา ลมเย็นๆพัดผ่านดาดฟ้าเรือ ลูกเรือคนนึงเป่าขลุ่ยบางชนิด สร้างดนตรีที่กลายเป็นเพลงกล่อมนอนชั้นเยี่ยม
เอมเมอร์กับซีราเอลนอนในห้องพักแขกที่อยู่ถัดจากห้องกัปตัน แม้คาร์เตอร์จะอยากให้เอมเมอร์นอนด้วยกันกับเขา แต่เอมเมอร์กลับสะดวกใจที่จะนอนกับซีราเอลมากกว่า
แกรมส์ไปนอนกับลูกเรือท่านหญิงรอนด้าที่ชั้นล่างสุด ส่วนผมยึดยอดเสากระโดงเรือที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเอาไว้ บนนี้อาจจะโคลงเคลงไปหน่อย แต่อากาศและสายลมนั้นดีมากๆเลยทีเดียว นานแล้วที่ผมไม่ได้นอนกับคนหมู่มากแบบนี้ ยิ่งเปิดเผยตัวตนว่าผมเป็นเอลฟ์ผมสีดำด้วย นี่คือครั้งแรกเลยทีเดียว อีกไม่นาน อาจมีใครบางคนพูดถึงเอลฟ์ต้องสาป และผมหวังว่า ข่าวลือนั้นจะมีคนพูดกันอยู่แค่ 20 หรือ 30 ปีก็พอ
เช้าวันที่สองของการเดินเรือ คาร์เตอร์บอกพวกเราว่าเราเดินทางได้เร็วกว่าที่คิด เพราะคลื่นลมเป็นใจ ทั้งยังมีแรงฝีพายที่ได้มาโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้เราถึง เกาะใบพัดก่อนตะวันตกดิน
อาหารเช้าคือซุปปลาค้อดร้อนๆ กับแอปเปิ้ล และเนื้อหมูย่างคนละชิ้นใหญ่ๆ เสบียงของอากอร์ช่วยเราได้มากทีเดียวสำหรับการเดินทางนี้
เอมเมอร์นั่งดูพวกลูกเรือบางคนเล่นไพ่หรือหมากกระดานบางชนิดอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะขอพวกนั้นเล่นด้วย โดยมีซีราเอลนั่งดูอยู่ข้างๆ ตอนนี้ เอลฟ์สาวคนนั้นก็ดูเหมือนเด็กหญิงไร้เดียงสาแทบจะไม่ต่างอะไรกับเอมเมอร์เลยแม้แต่น้อย
พวกลูกเรือที่เหลือช่วยกันทำงานเล็กน้อยๆบางอย่างบนดาดฟ้าเรือ รวมไปถึงแกรมส์ที่ดูจะตั้งใจทำงานเป็นอย่างดีทีเดียว
"ดูเจ้าจะชอบทำงานหนักอยู่เสมอเลยนะ" ผมถามเขาตอนที่เดินไปใกล้ๆ แกรมส์ที่กำลังม้วนเชือกเป็นขดๆถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามีแขกมาถึง
"มันทำให้ข้าไม่ต้องเสียเวลาไปคิดเรื่องไร้สาระ" แกรมส์ทำงานต่อโดยไม่หยุดพัก "แล้วเจ้าล่ะ เทลอน งานของเจ้าคืออะไร?"
หมอนี่ถามมีประเด็น
งาน ของผมงั้นเหรอ? ผมไม่เคยถามตัวเองแบบนั้นมาก่อนเลยแฮะ ผมอาจจะเคยรับจ้างฆ่าคน หรือขโมยของมีค่า อะไรก็แล้วแต่ นั่นก็เพื่อแลกกับเงินหรือบางทีก็แค่ทำให้ผมไม่ว่างพอจะทำตัวไร้สาระ แต่ถ้าลองมานั่งนึกดูดีๆแล้ว ผมไม่เคยมี งาน ที่ต้องทำจริงๆเลยสักอย่าง
"ไม่รู้สิ... พาเอมเมอร...รัลเน่ ไปส่งยังดาริอาเนส ล่ะมั้ง" ผมเท้าแขนที่ราวไม้ มองไปยังทะเลและขอบฟ้าที่ไร้จุดจบ
"อยู่ที่กลางทะเลนี่เจ้าไม่ต้องทำเป็นนอบน้อมเรียกชื่อเต็มหรอก เรารู้กันดีว่าเจ้าไม่เคยจะเรียกแบบนั้นอยู่แล้ว และข้าเองก็ไม่ได้เป็นคนของอาณาจักรอีกต่อไปแล้ว มากพอๆกับเจ้าและซีราเอลนั่นแหละ"
หมอนี่ปรับตัวได้เร็วดีแฮะ
"ดูเจ้าจะเบื่อกับชีวิตในรั้วปราสาทนะ"
"ก็พอสมควรทีเดียว" แกรมส์เริ่มม้วนเชือกขดต่อไป "ข้าโตมาในปราสาท โชคดีได้เป็นอัศวินฝึกหัดของลอร์ดประมงคนนึง เขาพาข้าออกทะเล แต่ข้ากลับชอบดาบและม้ามากกว่า เราเลยเข้ากันได้ไม่ค่อยดีนัก โชคไม่เข้าข้างเขาเท่าไหร่ เขาตายเพราะพายุกลางทะเล แต่ข้าดันรอด และได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินในปีต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ข้าได้ใช้ดาบและม้าเพื่อทำศึกบนดิน มากกว่าทะเล แต่นั่นกลับไม่ใช่ที่ของข้า เอเคอร์เชลนั้นคือเมืองแห่งเรือ ท่าน้ำ และโจรสลัด จะมีประโยชน์อะไรกับอัศวินหน้าโง่ที่ล่องเรือไม่เก่งเท่าขี่ม้า...
ข้าพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ก็ไร้ค่าเมื่อเทียบกับที่ปรึกษาที่เอาแต่หาความชอบใส่ตัวและไม่เห็นหัวอัศวินที่ล่องเรือได้ไม่เก่งเท่าไหร่ และอาจเพราะข้าพูดจาตรงเกินไป ศัตรูของข้าในนั้นก็เลยเยอะเกินกว่าที่จะนอนหลับได้สนิท ข้าไม่แปลกใจเลยที่ได้เป็นกัปตันเรือและทำหน้าที่ซึ่งยิ่งใหญ่เกินตัวของข้า หากนั่นจะแฝงไว้ด้วยแผนร้ายของการลอบสังหาร"
"แล้วลอร์ดเจ้าเมืองล่ะ เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้เหรอ?" ผมถาม
"อาจจะรู้ หรืออาจจะไม่ ข้าไม่มีทางรู้ได้ ลอร์ดเฮอร์เชลลัสเห็นข้าเป็นนักดาบแปลกหน้าที่ไม่ได้มีความหมายใดๆมากพอจะให้จดจำเท่าไหร่นัก เขาถูกพวกที่ปรึกษาเป่าหูมามากและนานเกินไป ข้าไม่ต้องเรียนหนังสือมากมายเท่าไหร่ ก็พอจะรู้ได้ว่า อีกไม่นาน เขาก็น่าจะถูกใครสักคนแทงข้างหลังและแย่งเก้าอี้ไปจนได้นั่นแหละ...
"และหากข้ารอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นก่อน ข้าเองอาจไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นในวันเดียวกันนี้ของปีหน้าด้วยซ้ำ ข้าไม่ได้ดูถูกใครนะ แต่นั่นคือสิ่งที่มันเป็น อีกไม่นาน โจรสลัดจะยึดครองเอเคอร์เชล ตราบเท่าที่พวกมันจ่ายส่วยให้นักการเมือง และทุกคนพยายามเอาหูเอานาเอาตาไปไร่ อาจเป็นสักวันนึงในไม่กี่สิบปีข้างหน้า ที่โจรสลัดสักคนอาจจะขึ้นเป็นลอร์ด อาจเป็นคาร์เตอร์ ดิชค์นี่ก็ได้ หรือแม้แต่อากอร์ โดรยาส ก็ตาม"
อากอร์น่ะ คงไม่ไหวหรอก แต่คาร์เตอร์ น่ะ ไม่แน่
"เจ้าก็เลยคิดว่าการทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังน่าจะดีกับเจ้ามากกว่างั้นสินะ?"
"ข้าหวังไว้เช่นนั้น หลายครั้งที่ข้าคิดจะขี่ม้าออกจากเมืองและไม่กลับมาอีก แต่เมืองที่ใกล้ที่สุดและเป็นเมืองเดียวที่ม้าจะไปถึงคือบิสทรอต เจ้าเมืองที่นั่น เซอร์เดนเนอร์ ดูจะชอบให้เอเคอร์เชลตัดขาดจากโลกภายนอกมากทีเดียว เขาคงไม่ยอมให้ข้าผ่านทางไปง่ายๆหรอก ยิ่งจากข่าวลือพวกนั้นแล้วด้วยล่ะก็นะ"
"ข่าวลือ?.... ข่าวลืออะไรงั้นเหรอ?"
"ข้าได้ยินนักเดินทางบางคนบอกว่า เซอร์เดนเนอร์นั้นคลั่งไคล้เวทย์มนต์ มันไม่ผิดหรอกที่ใครสักคนจะศึกษาเวทย์มนต์น่ะ แต่กับเจ้าเมืองที่มีหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเป็นหน้าตาของความปลอดภัยในเมืองด่าน การแอบศึกษาเวทย์มนต์อย่างลับๆ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นักหรอก ยิ่งถ้าเป็นเวทย์สายความมืดด้วยแล้วล่ะก็นะ"
นั่นเป็นเรื่องใหม่ทีเดียว ผมเริ่มจะสงสัยและคิดไปว่ายูเรลกับเฟรานาจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นั่นหรือเปล่า แต่การเอาเรื่องนี้ไปคุยกับซีราเอลก็ไม่ได้ทำให้เราได้ข้อสรุปที่จะทำให้เธอพอใจได้เป็นแน่ ผมเลยบอกให้แกรมส์เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ซึ่งแกรมส์ก็เข้าใจว่าไม่ควรไปทำใหซีราเอลต้องกังวล แม้มันจะหมายถึงจุดจบของพวกพ้องของเธอก็ตาม
และก็เหมือนโชคชะตาที่เราไม่อยากจะเจออะไร มันก็มักจะมาหาเราอยู่ดีนั่นล่ะ
มื้อกลางวันซีราเอลระบายความไม่สบายใจเรื่องยูเรลกับเฟรานาออกมาให้เอมเมอร์ฟัง ดูเธอจะกังวลพอสมควรเพราะเมื่อคืนเธอฝันถึงพวกเขา สีหน้าท่าทางไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่นัก ซึ่งเอมเมอร์ก็ทำได้แค่จับมือและปลอบใจเธอเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
แต่คาร์เตอร์ ดิชค์ กลับบอกเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่า เขาบอกว่าได้ส่งลูกสมุนและสายลับไปกับขบวนเดินทางที่พาเอลฟ์ทั้งสองไปส่งที่บิสทรอตด้วย และที่เมืองบิสทรอตเองก็เช่นเดียวกัน คาร์เตอร์ มีลูกสมุนปลอมตัวอยู่ในจวนผู้ว่าด้วยอีกสองสามคน
ซีราเอลจึงลดความกังวลของเธอลงไปได้พอสมควร ถึงอย่างไร หากพวกนั้นจะปองร้ายเอมเมอร์จริงๆ ก็ไม่น่าจะอยากก่อสงครามกับเอลฟ์โดยการสังหารพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล
เรากินอาหารกลางวันที่ประกอบไปด้วยปลาตัวใหญ่ตัวนึงที่จับได้เมื่อชั่วโมงก่อน พวกลูกเรือแล่เนื้อหนังมันออกมาเพื่อทำเป็นมื้อเที่ยง ขณะที่เก็บก้างและน้ำมันเอาไว้ขาย รสชาติของมันไม่เลวเลยทีเดียว พอเรากินกันเสร็จ เรือก็แล่นต่อไปบนคลื่นลมที่สงบและอากาศที่ร้อนไปสักหน่อย
ผมอยากจะทดสอบอาวุธและสกิลใหม่ที่เพิ่งได้รับมา เลยมองหาที่ว่างๆบนเรือซึ่งค่อนข้างยาก ผมไม่เห็นตรงไหนนอกจากยอดเสากระโดงเรือ เลยปีนขึ้นไปข้างบนโดยไม่ใช้ใยของ Silver Garnet
ผมนั่งลงสูดอากาศสดชื่นข้างบนนี่ ก่อนจะเอาดาบคาตานะออกมา ผมมองดูมันอย่างพินิจพิจารณากว่าครั้งก่อนๆ ภายใต้แสงแดด มันดูไม่ค่อยจะสดใสเท่าไหร่นัก ด้ามดาบพันด้วยหนังนุ่มสีดำสลับแดง ไม่มีกั่นดาบ มันเลยดูเหมือนดาบที่ยังตีไม่เสร็จดีนัก แต่ใบดาบกลับสมบูรณ์แบบกว่าส่วนอื่น เหล็กกล้าสีเงินดูดแสงจนทำให้มันเกือบจะดูหม่นหมองแม้อยู่กลางแจ้ง แต่ผมก็มั่นใจทีเดียวว่ามันค่อนข้างจะคมและตวัดได้ว่องไวเหมือนกับดาบคุณภาพดีอื่นๆ
เมื่อผมลองใช้สมาธิและพยายามดึงพลังของมันออกมา สิ่งที่ได้คือคมดาบเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำมากขึ้น แวววาวมากขึ้น และส่องประกายสีแดงที่ใบดาบ แดงเหมือนเลือด ผมยังไม่เห็นประโยชน์อื่นๆของมันนอกจาก Life Drain เลยคิดว่าจะตั้งชื่อมันว่า Bloody Finger น่าจะเหมาะดี เพราะเมื่อเทียบมันกับ Dark Viper แล้ว มันก็ออกจะสั้นกว่าดาบดำเล่มนั้นสักเล็กน้อย แม้จะมีน้ำหนักใกล้เคียงกันทีเดียว
ผมเก็บ Bloody Finger แล้วเอา Gale Spinner ออกมา มันเป็นหอกสีเขียวสวยงามอย่างเรียบๆที่ผมเพิ่งจะรู้สึกว่ามันยาวกว่าตอนแรกที่เห็น ไม่ใช่ว่ามันโตขึ้นหรืออะไรหรอก แต่ในแสงสว่างกลางแจ้งแบบนี้ หอกนั้นเปล่งประกายมากกว่าตอนแรกที่ผมเห็นมันในห้องมืดมากมายทีเดียว
ผมลองใส่เวทย์มนต์ลงไปในนั้น ก็พบว่า มันเหมาะกับเวทย์ลมมากที่สุด จากที่ผมจำได้ตอนใช้มัน มันมีความสามารถ "ควงสว่าน" กับ "Piercing" หรือ "เจาะเกราะ" รวมไปถึงการ Return ที่มันจะกลับมาอยู่ในมือของผมอีกครั้งหลังจากปาออกไปเหมือน Vesperic Deathstrike ด้วย แต่เวลาที่ใช้อาจจะนานกว่านั้น ผมเลยลองปามันออกไปที่ทะเลและนับเวลาดู มันต้องใช้เวลาประมาณเกือบนาทีเลยทีเดียวกว่าจะกลับมาอยู่ในมือผมอีกครั้ง บางทีผมอาจต้องฝึกความสามารถด้าน Restoration หรือ Regeneration เพื่อจะทำให้เวลาตรงนี้มันหดสั้นลง ถึงอย่างนั้น มันก็มีประโยชน์มากๆกับการต่อสู้กับอะไรก็ตามที่แข็งแกร่ง เป็นเป้านิ่ง และสวมเกราะ
ผมเก็บ Gale Spinner ลงไปในกระเป๋า แล้วคิดถึงความสามารถที่ผมได้รับจากปลาไหลยักษ์เมื่อวานนั่น
สกิล "ข่มขวัญ" นั้น ไม่ต่างอะไรมากนักกับความสามารถที่ผมได้รับจากสิงโตและมอนสเตอร์ตระกูลลิงยักษ์ในป่าลึก มันช่วยให้ผมสามารถข่มขู่ศัตรูที่มีพลังน้อยกว่าให้เสียสมาธิ รวมไปถึงการลดความสามารถบางอย่างของศัตรูพวกนั้นลงได้ระดับหนึ่ง ประโยชน์ของมันคือ เวลาที่เราถูกล้อมโดยคนหรือมอนสเตอร์จำนวนมาก ผมอาจจะใช้ความสามารถนี้ร่วมกับ ดวงตาบาสิลิสค์ และทำให้มันโจมตีผมได้ยากเย็นขึ้นก็ได้เหมือนกัน
สกิล "คลื่นโซนาร์" นั้นคล้ายกับความสามารถที่ผมได้จาก "ค้างคาวยักษ์" 3-4 ตัวในป่าเช่นกัน มันสามารถส่งคลื่นเสียงที่มีเฉพาะพวกเดียวกันได้ยินไปรอบๆ เพื่อค้นหาสิ่งกีดขวาง ศัตรู หรือวัตถุใดๆที่ตั้งอยู่ได้ ซึ่งผมไม่เคยทดลองมันตอนอยู่ในน้ำ แต่คิดว่าคงจะไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่แล้วในตอนนี้
สกิล "เกล็ดเพชร" นั้น เป็นอะไรที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน น่าจะเป็นสกิลเกี่ยวกับการป้องกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยฆ่าสัตว์มีกระดองไปหลายตัว รวมถึงมอนสเตอร์จำพวกจระเข้หรือแรดที่มีผิวหนังหนามากๆ ซึ่งทำให้ผมได้รับสกิล "Tough Skin" มาติดตัว มันก็ใช้ได้ดี แต่ไม่ได้ป้องกันการโจมตีตรงๆได้ทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับนักสู้จำพวก Warrior หรือนักดาบ ที่เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ตรงๆได้ดีกว่า
ผมลองใช้สกิล "เกล็ดเพชร" นั่นดู ก็พบว่ามันทำให้ผิวหนังของผมนั้นมีเกล็ดสีเทาออกมาเคลือบ การเคลื่อนไหวผมไม่ติดขัด และพอลองเอามีดพกสักเล่มออกมาลองจิ้มดู ก็ไม่ระคายเคืองแม้แต่น้อย ผมลองเพิ่มแรงกด ลองทิ่มมีดใส่หลังมือตัวเองแรงขึ้น แรงขึ้น จนสุดแรง สิ่งที่ได้รับคือปลายมีดนั้นบิ่นเล็กน้อย และสองสามครั้ง มีดกลับลื่นออกไปด้านข้าง เจ้าเกล็ดนี่ทำให้การป้องกันของผมสมบูรณ์ขึ้นมากทีเดียว นั่นยังไม่รวมถึงมันสามารถปัดป้องอาวุูธที่โจมตีเข้ามาจนแฉลบออกไปได้ด้วยเหมือนกัน
ส่วนสกิล "Bone Crusher" นั้น น่าจะเป็นความสามารถที่เอาไว้สำหรับโจมตีซึ่งต้องมีเป้าหมายเสียก่อน จะให้ผมหวดลมฟันอากาศ ก็คงจะไม่มีทางรู้ได้ว่าความสามารถนี้จะมีประโยชน์แค่ไหนกันแน่ ผมหันซ้ายหันขวา ไม่เจออะไรนอกจากอากาศ เลยหันหลังแล้วจับเสากระโดงเรือ ส่วนที่อยู่สูงที่สุดที่ไม่ได้ผูกเกี่ยวไว้กับใบเรือไหนๆ แล้วใช้ Bone Crusher ในการบีบมัน
แค่ผมออกแรงไปเพียงนิดเดียว เสาไม้ก็แตกปริออกเหมือนไม้เก่าๆผุๆ ให้ตายสิ ผมได้รับความสามารถอันตรายมาอีกอย่างซะแล้ว คงต้องเอาไว้ลองใช้กับอย่างอื่นที่แข็งกว่านี้ทีหลัง หวังว่าจะไม่ต้องลองมันกับมนุษย์คนไหนนะ
Dark Viper ที่อัพเกรดแล้วของผมนั้น มีความสามารถเพิ่มมาอีกอย่างนึงคือ "Shadow Stab" หรือการฟันผ่านเงา ดูเหมือนมันจะเป็นดาบที่โจมตีระยะกลางได้แล้วในตอนนี้ ผมค่อนข้างจะดีใจที่มันมีความสามารถเจ๋งๆติดมาด้วยแบบนี้ และรู้สึกว่าคงจะได้ใช้มันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่
ช่วงบ่ายนั้นผ่านไปด้วยความเรียบง่ายพอๆกับน่าเบื่อหน่าย แดดร้อนตอนกลางวันแบบนี้ทำให้เราไม่ค่อยอยากจะทำอะไรกันมากนัก พวกผู้หญิงนั้นเข้าไปพักผ่อนในห้อง คาร์เตอร์กับวิลลิสยืนคุยกันที่ท้ายเรือ ปรึกษาเส้นทางเดินเรือและแผนการณ์หลังจากไปถึงเกาะใบพัดในเย็นนี้
ส่วนแกรมส์ที่ตอนนี้ไม่มีงานทำอีกแล้ว กลับจับดาบขึ้นมาแล้วฝึกดาบคนเดียวตรงหัวเรือ หมอนี่มันอัศวินบ้าพลังชัดๆ
และเนื่องจากผมไม่มีอะไรที่ดีกว่านั่งเฉยๆทำ ผมเลยโดดลงไปและขอเป็นคู่ซ้อมให้หมอนั่นสักหน่อยน่าจะเป็นการฆ่าเวลาได้ดี
"เจ้าอยากจะเป็นคู่ซ้อมให้ข้างั้นเหรอ?" แกรมส์ปากเหงื่อเม็ดโตออกจากหน้าผาก
"ถ้าเจ้าจะเบื่อกับการหวดลมและการอยู่คนเดียวมานานพอแล้วล่ะก็นะ" ผมตอบ
แกรมส์ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก ผมไม่รู้ว่าเขาอาจจะคิดว่าผมจะทำเขาบาดเจ็บ ไม่ก็ตรงกันข้ามหรือเปล่า
"ก็ดี" หมอนั่นตอบ "จะใช้ดาบจริงหรือดาบไม้กันล่ะ?"
"แล้วแต่เจ้า" ผมยักไหล่
"ออมมือให้ข้าด้วยล่ะ ท่านเซอร์" คำสุดท้ายนั่นจงใจกวนประสาทผมแน่ๆ แต่เขาไม่รอให้ผมตอบกลับ ดาบของเขาตวัดมาอย่างเร็วจากท่ายืนเรียบๆที่ดูเหมือนจะโจมตีไม่ได้ด้วยซ้ำ
แรงฟันนั้นมากพอจะตัดกระดูกใครสักคน โชคดีที่ผมหลบทันและดึงเอา Bloody Finger ออกมาเตรียมไว้ในก้าวต่อไป
"คาตานะงั้นเหรอ?" เขาถามขณะที่ตั้งท่าเตรียมการโจมตีครั้งต่อไป "หวังว่ามันจะทนทานพอนะ"
และการฟาดดาบครั้งต่อไปก็ตามมา ผมปัดป้องด้วยดาบไปได้อย่างเฉียดฉิว สำหรับนักดาบที่ถือดาบยาวแบบนี้ หมอนี่ฟันได้เร็วกว่าที่ควรเป็นมากทีเดียว
"พอดีได้ของใหม่มาน่ะ เลยอยากจะลองใช้ดูสักหน่อย" ผมตอบไปพร้อมกับพุ่งเข้าโจมตีบ้าง แต่หมอนั่นก็ปัดป้องออกไปได้อย่างสวยงาม
และทันทีที่ตั้ังตัวได้ การโต้ตอบก็สวนกลับมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นกว่าครั้งแรกนัก หมอนี่เก็บซ่อนความสามารถเอาไว้พอสมควร ผมปัดป้อง ถอยหลัง และวนไปรอบๆ พลางมองหาจุดอ่อนในการเคลื่อนไหวของเขา แต่ก็ทำได้ยากจริงๆถ้าไม่ใช่สกิลหรือเวทย์มนต์เข้าช่วย
แกรมส์ฟันเข้ามาเรื่อยๆ และพอผมกระโดดออกห่างออกไป เขาก็หยุด และเปลี่ยนท่าวางดาบ
"เมื่อวานไม่เห็นเจ้าจะดูเจ๋งขนาดนี้เลยนี่นา ตอนสู้กับลูกสมุนของอากอร์น่ะ" ผมควงดาบเบาๆขณะเดินไปด้านข้าง
"ข้าสู้กับคนสี่คนพร้อมกัน ถ้าเจ้าไม่เห็น" แกรมส์โจมตีอีกครั้ง ความกดดันและรุนแรงทวีคูณขึ้น "และพวกมันทั้งหมดเป็นนักดาบที่ดีที่สุดในเรือยักษ์แดงนั่น" เขาพลิกตัวและฟันดาบอย่างรุนแรงมาจากด้านซ้าย ซึ่งผมกระโดดขึ้นจนพ้นรัศมี แต่ขาผมก็ไม่ติดพื้นเช่นกัน แกรมส์เลยใช้ไหล่กระแทกมาที่ผม แต่ผมสกัดเขาด้วยเท้าทั้งสองข้าง ก่อนจะม้วนตัวไปข้างหลัง ซึ่งเขาก็ตามมาติดๆ
เราประดาบกันอีกเกือบ 20 กระบวน ซึ่งบอกตามตรงว่า หมอนี่เป็นนักดาบฝีมือเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆที่ผมเคยเจอมาทีเดียว ถ้าไม่ได้อยู่ผิดที่ผิดเวลา แกรมส์อาจจะกลายเป็นอัศวินที่มีชื่อเสียงถ้าได้ไปอยู่ในกองทัพของลอร์ดนักรบที่มีสายตากว้างไกลและเป็นธรรมสักคน
และในที่สุด หมอนั่นก็คุกเข่าลงพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าอย่างเห็นได้ชัด "เจ้าขี้โกง" หมอนั่นพูดกับผมด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้าอย่างหนัก "เจ้าทำอะไรกับข้า? เทลอน" ตอนนี้หมอนั่นคุกเข่าหมดสภาพอยู่ตรงหน้าผมนี่แล้ว
"การต่อสู้จริงๆน่ะ มันมีแต่พวกขี้โกงทั้งนั้นแหละ แกรมส์"
จริงๆผมไม่ได้ใช้ความสามารถอะไรเลย นอกจาก.... ดาบนี่ Bloody Finger เท่านั้น
และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด มันน่าจะดูดเอากำลังวังชาจากคู่ต่อสู้ของผมมาด้วย ผ่านการประดาบเมื่อกี้ เพราะตรงกันข้ามกับแกรมส์ ผมกลับสดชื่นขึ้นและมีกำลังวังชามากกว่าก่อนจะสู้กันเสียอีก แม้จะไม่ได้เยอะมากนัก แต่ถ้าในการต่อสู้ระยะยาวกับคู่ต่อสู้คนเดียวอย่างเช่นการประลอง ผมว่าดาบนี่เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ความสนใจของผมถูกดึงดูดออกไปที่ผู้คนซึ่งมายืนดูเราใกล้ๆ ทั้งหมดคือลูกเรือที่ว่างจากงานช่วงบ่าย รวมไปถึงคาร์เตอร์และวิลลิสก็อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
"อ้าว จบแล้วเหรอ?" คาร์เตอร์ถามด้วยเสียงกวนประสาท "เอ้าๆๆๆ เจ้ามือกินเรียบนะเว้ยเฮ้ยยย" เขาบอกลูกเรือและส่วนใหญ่ในนั้นก็ดูจะหัวเสียกับผลการพนันที่ออกมาอย่างที่เห็น
"ที่นี่มันว่างน่ะ ทุกคนเลยชอบเรื่องสนุกอย่างการพนันหรือการประลองเล็กๆน้อยๆ" เขาอธิบายให้ผมฟังขณะที่ไล่เก็บเงินจากมือลูกเรือแต่ละคน
"เจ้าพวกนี้เห็นนักดาบนั่นหวดดาบมาเป็นชั่วโมงแล้ว นานพอจะรู้ว่าหมอนี่มีฝีมืออยู่พอตัว แต่กับเจ้า ไม่มีใครรู้ว่าเจ้านั้นต่อสู้ได้เก่งกาจแค่ไหน ซึ่งนั่นเป็นช่องทางให้ข้าหากำไรจากพวกโง่นี่ได้ดีทีเดียว... เอ้า ใครอยากจะต่อยกสองมั่งล่ะ? ห๊ะ" เขาตะโกนถามลูกเรือ และส่วนใหญ่ในนั้นก็ยังมีเงินเหลือมากพอจะเดิมพันอีกรอบ
"ข้าไม่สนใจ" ผมบอก ก่อนจะเดินออกจากวง
แต่ชายคนนึงก็มาขวางผมไว้ ร่างกายกำยำใหญ่โตของเขาทำให้ผมเกือบจะเหมือนเด็กน้อยไปเลยทีเดียว
"แล้วถ้าเป็นข้าล่ะ เอลฟ์ดำ" วิลลิสบอกผม ก่อนจะยักคิ้วเป็นเชิงถามแกมดูถูก หากผมจะหลบออกไปจากตรงนี้
"ไม่ล่ะ ข้าไม่สน" ผมไม่ได้รู้สึกอยากจะเอาชนะหรือรับไม่ได้ถ้าพวกนี้จะเรียกผมว่าไอ้ขี้ขลาด อีกไม่นาน ผมก็จะไม่ได้เจอพวกมันอีกแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้พวกนี้ยอมรับหรือนับถือความสามารถของผม ยิ่งผมอยากจะให้พวกเขาลืมผมไปเลยแล้วด้วยซ้ำ การทำตัวเด่นมีแต่จะแย่
"แน่ใจงั้นหรือ เอลฟ์ดำ?" คาร์เตอร์ยังไม่ยอม "เอาอย่างนี้เป็นไง ข้าจะเดิมพันด้วย แต่อยู่ข้างวิลลิส ถ้าเจ้าชนะ ข้าจะบอกความลับของข้าให้เจ้าฟังหนึ่งอย่าง อะไรก็ได้ เป็นไง น่าสนใจมั้ย?"
ความลับของคาร์เตอร์ ดิชค์ ที่ผมอยากรู้งั้นเหรอ? ผมนึกออกเรื่องสองเรื่องได้ในทันที
"บอกกติกามา" ผมหันหลัง กลับสู่ใจกลางการประลอง เสียงเฮดังขึ้นทั่วดาดฟ้าเรืออีกาดำ จนซีราเอลกับเอมเมอร์ต้องออกมาดู
"ไม่มีกติกา ใครสู้ไม่ได้ก่อน เป็นฝ่ายแพ้" วิลลิสก้าวออกมาพร้อมดาบยาว 4 ฟุตที่ดูจะหนักและคมกว่าดาบเล่มไหนที่ผมเคยเห็นมา
ผมชักดาบ Bloody Finger ออกมาอีกครั้งหนึ่ง และหันหน้าเข้าหาชายผิวคล้ำร่างยักษ์ที่เป็นคู่ต่อสู้ของผม "เจ้าแน่ใจนะ วิลลิส ข้าไม่อยากทำเจ้าเจ็บ" ผมกวนประสาทหมอนั่น ซึ่งดูจะไร้ประโยชน์
"ถ้าเจ้าทำได้ก็ลองดู เอลฟ์ตัวน้อย" เขาก็ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว เรื่องกวนประสาทเนี่ย
และโดยไม่มีระฆัง การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น ผมพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุดหวังจะจัดการหมอนั่นในดาบเดียว หรืออย่างน้อยสักสองดาบก็ยังดี
แต่วิลลิสกลับสะบัดมือข้างที่ไม่ได้ถือดาบออกมาแล้วปาอะไรอย่างใส่หน้าผมเต็มกำมือ
ในนั้นเป็นแป้งหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นผงสีขาวขุ่น ผมไม่เคยเห็นเจ้านี่มาก่อน แต่รู้ได้ทันทีที่มันกระแทกใส่เต็มหน้าผม ซึ่งแม้ผมจะฉากหลบอย่างฉิวเฉียด แต่ละอองของมันก็ทำเอาผมสีดำของผมเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนโดนแป้งไปทันที
"เจ้าขี้โกง" ผมม้วนตัวออกมาและตั้งหลักทันที ก่อนจะลืมสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้
"เจ้าพูดว่าไงนะ กับแกรมส์เมื่อครู่นี้น่ะ" วิลลิสไม่รอให้ผมตอบ เริ่มโจมตีจริงๆใส่ผมอย่างหนักหน่วงและไม่มีการออมแรง
ผมยกดาบรับการฟันนั้น แต่ก็เหมือนเอากิ่งไม้ไปรับก้อนหินหนักสัก 100 กิโล วิลลิสมีแรงที่มหาศาลเกินมนุษย์มนาและการฟันดาบของเขาก็หนักหน่วงกว่าแกรมส์เยอะทีเดียว
และเมื่อเขาฟันดาบมาอีกครั้ง ผมก็เลือกหลบมากกว่าปะทะด้วยแรง เพราะกลัวดาบของผมจะหักเอาเสียก่อน ซึ่งนั่นทำให้เขาโจมตีติดๆมาอีกหลายครั้ง
ผมเริ่มวิงเวียนศีรษะ ในผงนั่นต้องมีพิษอะไรสักอย่างอยู่แน่ แม้ผมจะมีพิษอยู่ในความสามารถหลายอย่าง แต่ผมตัวผมเองจริงๆก็ไม่ได้ป้องกันพิษได้ร้อยเปอร์เซนต์ ขึ้นอยู่กับว่าพิษที่ผมโดนนั้นเป็นพิษแบบไหนด้วย ถ้าพิษจากงู ตะขาบ แมงป่อง กบ คางคก ตัวต่อ หรือแมลงต่างๆในป่าล่ะก็ ไม่มีทางทำอะไรผมได้เป็นแน่ แต่เจ้าพิษพวกนี้นั้นไม่ใช่ ผมไม่มีความต้านทานพิษพวกนี้เท่าไหร่เลย
ขณะที่วิลลิสก็ระดมฟันดาบมาที่ผมเรื่อยๆ ผมก็เอาแต่ปัดป้องและหลบหนีเป็นหลัก หวังว่าจะให้เขาเหนื่อยและผมเริ่มทุเลาลงจากอาการวิงเวียนนี่ แต่ก็ดูจะไร้ผล วิลลิสไม่มีทีที่ว่าจะเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับผมที่ดูจะฟื้นตัวได้ช้าจากผงพิษเมื่อกี้พอๆกัน
การยอมแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร เพราะยังไงซะ มันก็แค่การประลองดาบ แต่ผมอยากจะรู้ความลับบางอย่างจากคาร์เตอร์มากกว่า เลยตั้งใจพยายามต่ออีกหน่อย
"ไม่ต้องคิดหาวิธีถอนพิษหรอก เทลอน" คาร์เตอร์ยืนยิ้มอยู่หน้ากองเชียร์ "นั่นไม่ใช่พิษ แต่เป็นผงที่สะกัดจากต้นไม้กินคนจำพวกหนึ่งใน East-End มันมีฤทธิ์ที่ทำให้คนที่โดนละอองของมันมึนเมาเหมือนกินเหล้าและมีฤทธิ์ของยานอนหลับอยู่ด้วย สำหรับเจ้าที่ไม่มียาแก้อาการของมันอย่างที่วิลลิสมีแล้วนั้น ข้าว่าเจ้าน่ะ อึดใช้ได้เลยทีเดียว"
ผมมีความสามารถอย่าง Reduce Effect หรือ Status Protect ซึ่งจะลดอาการบาดเจ็บจากพิษหรือความผิดปกติจากการโจมตีใดๆ แต่ก็อาจจะไมใช่ทั้งหมด แม้ผมจะเร่งความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายอย่าง Fast Restoration หรือ Regen ไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ผมคงต้องหาทางเตรียมยาถอนพิษหรือแก้อาการพวกนี้เตรียมไว้บ้างในอนาคต
แต่โอเค... ถ้าจะเล่นกันขนาดนี้แล้วล่ะก็ ผมก็ไม่มีปัญหา ไอ้เรื่องขี้โกงเนี่ย ผมล่ะตัวพ่ออยู่แล้ว
ผมแกล้งเซไปเซมา เพื่อหลอกให้วิลลิสตายใจ และทันทีที่หมอนั่นพุ่งเข้ามา ผมก็รับดาบด้วย Bloody Finger ปัดป้องมันไปข้างๆ พลางหาทางฟันเท่าที่จะทำได้โดยไม่ให้พวกนั้นสงสัย ขณะที่ใช้ความสามารถ Fast Restore กับ Regen ไปพร้อมๆกับพลังงานที่ดูดมาได้จาก Life Drain จากดาบ ผมค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังทำท่าเหมือนคนใกล้ตายอยู่ ซึ่งทุกคนในที่นี้ยังไม่มีใครรู้ว่าสุขภาพผมกำลังจะกลับมาเหมือนเดิมในไม่ช้า
หลังจากที่ผมเริ่มเห็นวิลลิสเหนื่อย เขาต้องการเผด็จศึกที่ยืดเยื้อนี่ และดาบที่เขาเงื้อขึ้นมาก็ใส่แรงช้างสาร ก่อนจะฟาดลงมาเหมือนตั้งใจจะบดทุกอย่างตรงหน้าให้แตกละเอียด ผมก็ฉากหลบอย่างรวดเร็วผิดกับก่อนหน้านี้ ก่อนจะปามีดพกออกไป 2 เล่ม ซึ่งวิลลิสไม่ทันตั้งตัว เขาปัดได้เล่มนึง แต่อีกเล่มก็ปักไปที่ต้นขาด้านนอกเขา บาดแผลไม่ลึก แต่ผมใส่พิษยานอนหลับกับยาชาขั้นรุนแรงไว้ในนั้นเรียบร้อยแล้ว และพอเขาหันมา ผมก็พ่นใยแมงมุมจาก Silver Garnet ใส่เขาซึ่งยกดาบมารับ แต่ใยก็พันดาบกับมือเขาไว้ให้ติดแน่นกัน ก่อนผมจะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆเพื่อช็อตให้เขาชา
แต่ดูเหมือนนั่นมีแต่จะทำให้วิลลิสโกรธและมีอารมณ์มากขึ้น เขาคำรามเสียงดังลั่นดาดฟ้าเรือ ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาผมเต็มแรงด้วยกำลังเฮือกสุดท้าย
แต่กำลังของผมกลับมาแล้ว ผมเร่งความเร็วตัวเอง หลบคมดาบเฉียงไปทางซ้าย ก่อนจะกางฝ่ามือซ้ายออกและตะปบเข้าไปที่ใบหน้าของเขา อัดพิษที่ทำให้หลับและมึนงงไปอีกดอกแบบจัดเต็ม และก่อนที่ผมจะกดเขาลงกับพื้น ผมก็เพิ่ม Stun เข้าไปในฝ่ามือนั้นอีก ดูเหมือนว่าแค่วิลลิสคนเดียว ผมก็ต้องใช้พิษจากสกิลต่างๆมากมาย ยังดีที่ผมมี Toxic Skinner ที่ทำให้ผมสร้างพิษได้อย่างมากมายมหาศาล
ผมยืนขึ้นมาเหนือร่างของวิลลิส หมอนั่นสลึมสะลือแต่ยังไม่หลับ ให้ตายสิ ผมเพิ่งเคยเห็นมนุษย์ธรรมดาที่ทนพิษของผมได้มากขนาดนี้เป็นครั้งแรก แม้เขาจะโดนพิษของผมไปหลายขนาน แต่ก็ไม่มีพิษตัวใดที่ผมเจตนาจะทำให้เขาบาดเจ็บหรือทรมาน
แต่พวกคนดูไม่รู้เรื่องนั้น พวกเขานึกว่าผมใช้กำลังที่มหาศาลกว่าวิลลิสจัดการเขา และคาร์เตอร์ก็เป็นฝ่ายแพ้พนันผม แต่เขากลับได้เงินมากมายจากลูกเรือคนอื่นที่แทงข้างวิลลิส หมอนั่นยิ้มให้ผม ก่อนจะบอกให้ลูกน้อง 2 คนช่วยอุ้มวิลลิสไปนอนพักในห้อง
"เจ้าไม่ได้ทำร้ายเขามากเกินควรใช่มั้ย?" เขาถามผม
"นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตีความหมายของคำว่าทำร้ายไว้อย่างไร" ผมตอบ "ถ้าการทำให้หมอนั่นพ่ายแพ้ต่อหน้าคนจำนวนมาก คือการทำร้ายด้วยละก็ ข้าก็ทำร้ายหมอนั่นไปเยอะพอดูเลยล่ะ เท่าที่เห็นนะ"
"เจ้านี่มันอันตรายจริงๆ เทลอน หวังว่าเจ้าจะหันคมเขี้ยวของเจ้าไปทางศัตรูของเรานะ สหาย"
ผมไม่รู้ว่าคาร์เตอร์ตีความหมายของคำว่า สหาย ไว้อย่างไรเช่นกัน แต่ก็เลือกจะไม่เก็บมาคิดอะไรมากมายนัก เพราะผมไม่คิดจะญาติดีกับหมอนี่ไปนานเท่าไหร่นัก
"ท่านสุดยอดไปเลย เทลอน" เสียงใสๆของเอมเมอร์ดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ผมคุ้นตา "ท่านล้มวิลลิสที่ตัวใหญ่กว่าท่านตั้ง 2 เท่าได้ง่ายๆ ทั้งที่โดนลอบโจมตีอีกด้วย"
"หมอนั่นตัวไม่ใหญ่ขนาดนั้นหรอกเอมเมอร์..." ผมมองไปยังวิลลิสที่โดนหิ้วปีกไปยังห้องพัก "และเราก็สู้กันอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว"
ซึ่งความสามารถเจ๋งๆหลายอย่างที่ผมมี ก็เกิดจากการทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆกันนั่นแหละ
การฆ่ามันหรือได้เห็นพวกมันใช้สกิล อาจทำให้ผมจดจำและเรียนรู้ความสามารถเหล่านั้นและลอกเลียนมาเป็นของตัวเองได้
แต่การกินจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างพวกพิษที่ผมใช้ได้มากมายหลากหลายมากพวกนั้น ผมก็ได้จากการกำจัดและการกินสัตว์หรือแมลงในป่านั่นแหละ ถ้าคุณรู้จักวิธีปรุงและทำให้มันอร่อยล่ะก็ มอนสเตอร์แทบทุกชนิดก็เป็นอาหารที่รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว
ผมกินเนื้อของ มารินัส ดาครูนัม ไปได้ 3 คำ ผมก็รับรู้ได้เลยว่าผมได้รับสกิลบางอย่างเพิ่มเข้ามา
มันก็บอกได้ยากว่า ผมรู้ได้ยังไงว่าผมได้รับแล้ว หรือได้รับสกิลอะไรมา แค่ผม "รับรู้" ของผมคนเดียว
มอนสเตอร์ยักษ์ตัวนี้ทำให้ผมได้รับความสามารถอย่าง "ข่มขวัญ" "คลื่นโซน่าร์" "เกล็ดเพชร" และ "Bone Crusher"
ผมสนใจสองอย่างหลังเป็นพิเศษ "เกล็ดเพชร" น่าจะช่วยให้ผมมีผิวหนังที่แข็งแกร่งขึ้น
ส่วน "Bone Crusher" นั้น น่าจะเป็นความสามารถในการบดขยี้เป้าหมายด้วยเขี้ยว แต่สำหรับผม ผมน่าจะประยุกต์ใช้มันกับการโจมตีแบบอื่นๆได้ ซึ่งผมคงต้องหาโอกาสทดลองมันอีกที
แม้จะได้รับความสามารถหลายอย่างมาจากเจ้านี่
แต่ความสามารถส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ "ระดับสุดยอด" ผมแค่ฆ่ามันตัวเดียวและกินมันเข้าไป ผมจำเป็นต้องฝึกความสามารถพวกนี้เพื่อเพิ่ม "ระดับ" ของมันให้สูงขึ้นด้วย
อธิบายอย่างนี้ละกัน
ทุกๆความสามารถ สกิล หรือเวทย์มนต์ ถ้ายิ่งเราฝึกฝนมันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งใช้มันได้มากขึ้น รุนแรงขึ้น รวดเร็วขึ้น เหมือนจอมเวทย์สักคนที่ถนัดเวทย์ไฟ ถ้าพวกเขาฝึกฝนมันบ่อยๆ ใช้มันบ่อยๆ เขาก็จะเก่งขึ้นในการใช้เวทย์ไฟพวกนั้น ส่วนเวทย์สายอื่นๆอย่างน้ำแข็ง หรือลม ก็อาจจะได้รับอานิสงส์บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับเวทย์ไฟ
อีกตัวอย่างนึงที่เห็นได้ชัดคือพวกเอลฟ์ พวกเขาอยู่ในป่า กับธรรมชาติ และต้นไม้ เวทย์ที่พวกเขาถนัดที่สุดคือ เวทย์ลม รองลงมีคือ เวทย์น้ำ ดิน และต้นไม้ ตามลำดับ ส่วนเวทย์ไฟนั้นไม่ค่อยจะได้รับความนิยมกันมากนัก เพราะเอลฟ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าไฟ คือศัตรูของต้นไม้ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและบ้านของพวกเขา การที่ผมใช้เวทย์ไฟระดับสูงได้ จึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างผิดปกติสำหรับเอลฟ์ทั่วๆไปอย่างเห็นได้ชัด
ผมกินเนื้อปลาไหลนี่อีกหลายคำ จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าความสามารถที่ได้รับจะไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ จึงหยุด และเดินออกจากห้อง ขบคิดปัญหาคาใจที่เกี่ยวกับคาร์เตอร์ ดิชค์ ก่อนหน้า ว่าทำไมผมจึงไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา
ทางเดียวที่ใครสักคนจะไร้ซุ่มเสียงในการเดินจริงๆ เขาก็ต้องเป็นวิญญาณนั่นแหละ แต่คาร์เตอร์ไม่ใช่ ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด ผมเคยได้ยินเรื่องรองเท้าบู๊ทของจอมโจร รองเท้าเวทย์มนต์ที่ถูก Craft ขึ้นเพื่อให้พวกโจรทำงานได้ดีขึ้น ลดเสียงการเดิน และเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว แต่มันก็ไม่มีทางลดเสียงลงได้จนเป็นกลายเป็นศูนย์ ไม่มีทางแน่
คิดเท่าไหร่ก็ยังคิดไม่ออก ทางเดียวที่เป็นไปได้คือ หมอนั่นมีไอเท็มหรือความสามารถบางอย่างที่ผมยังไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะเขาได้เดินทางไปทั่วโลก และคงยังมีอาวุธหรือไอเท็มอีกมากมายที่เขาน่าจะรู้จักหรือเคยเห็นมากกว่าผม
เยี่ยม บางทีผมอาจจะต้องเกาะติดหมอนี่ไปเรื่อยๆต่อ หลังจากที่จบเรื่องเอมเมอร์ไปแล้ว ถ้าผมกับเขาจะไม่บาดหมางกันมากจนเกินไปเสียก่อนนะ
ก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า หมอนั่นกวนประสาทเป็นบ้า
ผมไม่โทษเขาหรอก เพราะเรื่องกวนประสาทคน ผมเองก็ไม่ใช่น้อยๆเหมือนกัน
ที่ดาดฟ้าเรือด้านบน งานเลี้ยงยังคงมีต่อไป แต่ก็เบาเสียงลงไปพอสมควร ส่วนมากเป็นการนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันมากกว่า ลูกเรือ 2-3 คนกำลังเล่าเรื่องทะเลในทวีปอื่นๆให้เอมเมอร์ที่ตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างใจจอใจจ่อด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ โดยมีคาร์เตอร์นั่งอยู่ข้างๆ
ส่วนซีราเอลยังคงปฏิเสธหนุ่มคนสุดท้ายที่ขอเต้นรำ ขณะที่แกรมส์นั้นหายไปจากหัวเรือแล้ว หมอนั่นคงจะไปนอนหลับที่ไหนสักที่ในเรือ
วิลลิสนั่งลับดาบของเขาอยู่ที่ส่วนท้ายของเรือ ผมเดินไปหาหมอนั่นเพราะคิดว่าน่าจะรับมือได้ง่ายกว่ากัปตันของเขา
"ได้ข่าวว่าเจ้าน่ะเหี้ยมโหดพอๆกับคาร์เตอร์เลยทีเดียว?" ผมเปิดประเด็น "ทำไมไม่แล่นเรือของตัวเองล่ะ วิลลิส?"
วิลลิส เครแกน ชายผิวสีดำแดงหน้าตาน่ากลัวเป็นอันดับต้นๆในเอเคอร์เชลหันมามองผมด้วยสายตาที่เหี้ยมเกรียมและไม่เป็นมิตรที่สุดที่จะทำได้ ซึ่งไม่ค่อยจะมีผลกับผมเท่าไหร่นัก
"เจ้าน่าจะหาคนอื่นคุยเล่นด้วยนะ เอลฟ์ดำ" เขาหันกลับไปลับดาบตัวเองต่อ
"ตรงนั้นมันเสียงดังเกินไปน่ะ ข้าแค่อยากหาคนที่รสนิยมใกล้ๆเคียงกันแถวนี้มากกว่า ถ้าเจ้าจะไม่รังเกียจ"
วิลลิสเงียบไปสักครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา
"ข้าเคยอยู่ในเรือมาหลายลำทีเดียว ก่อนมาเจอคาร์เตอร์ หมอนั่นแตกต่างออกไปจากโจรสลัดส่วนใหญ่ ข้าไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ในตัวเขาจากนักเดินเรือคนใดในทะเล ตลอด 20 กว่าปีในชีวิตข้า บางอย่างที่ลึกลับ อันตราย และมีอำนาจ ข้าก็เพิ่งได้รู้เช่นกันว่าเขาเกี่ยวข้องกับเชื้อตระกูลของพวกอาณาจักร แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า เขาเป็นของทะเลมากกว่าแผ่นดินใดๆ"
"ดูท่าเจ้าจะเคารพเขามากทีเดียว"
"ถ้าพวกเจ้าเรียกมันว่า เคารพ ข้าก็ไม่ขัดข้อง" วิลลิสตอบ "แล้วเจ้าล่ะ เอลฟ์ดำ เจ้ามาอยู่กลางทะเลนี่ได้ยังไง ข้าได้ยินว่าเอลฟ์นั้นเกลียดน้ำเค็มพอๆกับไฟเลยทีเดียว"
สำหรับเอลฟ์ทั่วไปน่ะใช่ ผมอยากจะบอกอย่างนั้น "บางที่บนบกหรือในป่ามันก็น่าเบื่อน่ะ"
"คาร์เตอร์ให้น้ำหนักกับความลึกลับของเจ้ามากพอสมควรเลยทีเดียว ถ้าข้าดูไม่ผิด ข้าไม่เคยเห็นเขาระวังใครเท่าเจ้ามาก่อน เอลฟ์สีดำเอ๋ย แต่อย่าให้คำพูดนี้ทำให้เจ้ากล้าหาญไปต่อกรกับเขาเชียวล่ะ เจ้ามีอาวุธของเจ้า เขาก็มีอาวุธของเขา และเจ้าน่าจะไม่อยากเห็นพวกมันเท่าไหร่หรอก ข้าแนะนำ"
"ข้าจะเก็บไว้เป็นข้อคิดเตือนใจนะ พ่อสุดหล่อ"
"อีกอย่างนะ เอลฟ์ดำ" วิลลิสตวัดปลายดาบของเขามาที่คอของผมทันที
"คาร์เตอร์ไม่ใช่คนเดียวบนเรือนี้ที่เจ้าไม่ควรไปกวนใจด้วย"
ผมไม่ได้กลัวปลายมีดของเขาเท่าไหร่ แต่จิตสังหารของวิลลิสก็น่าเกรงขามมากทีเดียวสำหรับมนุษย์คนหนึ่งที่อายุไม่ถึงครึ่งของผม "ถ้าข้าทำให้เจ้าหัวเสีย ก็ได้โปรดรับการขออภัยจากข้าด้วย รองกัปตัน"
"เจ้าเห็นนี่มั้ย" เขาชี้ไปที่แผลยาวที่แก้มซ้าย "ฝีมือของคาร์เตอร์นั่นแหละ ข้าประลองกับเขา และนี่คือผลที่ข้าได้รับ ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้ามีดีที่ฝีมือดาบ วันหนึ่งเราอาจได้เห็นกัน แต่อย่าได้คิดทีเดียว ว่ามันจะช่วยเจ้าให้พ้นจากการห้าวหาญที่จะไปต่อกรกับคาร์เตอร์ ดิชค์ ชื่อเสียงของหมอนั่นไม่ได้เกิดมาจากคำพูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย"
"ขอบใจที่เตือน วิลลิส" ผมถอยออกมา เอาชนะเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำตัวเองให้กลมกลืนและไม่สะดุดตาไว้ก่อนน่าจะเป็นการดีที่สุดบนเรือลำนี้
คืนนั้นเป็นคืนที่ดีที่สุดในการเดินทางของเรา ลมเย็นๆพัดผ่านดาดฟ้าเรือ ลูกเรือคนนึงเป่าขลุ่ยบางชนิด สร้างดนตรีที่กลายเป็นเพลงกล่อมนอนชั้นเยี่ยม
เอมเมอร์กับซีราเอลนอนในห้องพักแขกที่อยู่ถัดจากห้องกัปตัน แม้คาร์เตอร์จะอยากให้เอมเมอร์นอนด้วยกันกับเขา แต่เอมเมอร์กลับสะดวกใจที่จะนอนกับซีราเอลมากกว่า
แกรมส์ไปนอนกับลูกเรือท่านหญิงรอนด้าที่ชั้นล่างสุด ส่วนผมยึดยอดเสากระโดงเรือที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเอาไว้ บนนี้อาจจะโคลงเคลงไปหน่อย แต่อากาศและสายลมนั้นดีมากๆเลยทีเดียว นานแล้วที่ผมไม่ได้นอนกับคนหมู่มากแบบนี้ ยิ่งเปิดเผยตัวตนว่าผมเป็นเอลฟ์ผมสีดำด้วย นี่คือครั้งแรกเลยทีเดียว อีกไม่นาน อาจมีใครบางคนพูดถึงเอลฟ์ต้องสาป และผมหวังว่า ข่าวลือนั้นจะมีคนพูดกันอยู่แค่ 20 หรือ 30 ปีก็พอ
เช้าวันที่สองของการเดินเรือ คาร์เตอร์บอกพวกเราว่าเราเดินทางได้เร็วกว่าที่คิด เพราะคลื่นลมเป็นใจ ทั้งยังมีแรงฝีพายที่ได้มาโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้เราถึง เกาะใบพัดก่อนตะวันตกดิน
อาหารเช้าคือซุปปลาค้อดร้อนๆ กับแอปเปิ้ล และเนื้อหมูย่างคนละชิ้นใหญ่ๆ เสบียงของอากอร์ช่วยเราได้มากทีเดียวสำหรับการเดินทางนี้
เอมเมอร์นั่งดูพวกลูกเรือบางคนเล่นไพ่หรือหมากกระดานบางชนิดอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะขอพวกนั้นเล่นด้วย โดยมีซีราเอลนั่งดูอยู่ข้างๆ ตอนนี้ เอลฟ์สาวคนนั้นก็ดูเหมือนเด็กหญิงไร้เดียงสาแทบจะไม่ต่างอะไรกับเอมเมอร์เลยแม้แต่น้อย
พวกลูกเรือที่เหลือช่วยกันทำงานเล็กน้อยๆบางอย่างบนดาดฟ้าเรือ รวมไปถึงแกรมส์ที่ดูจะตั้งใจทำงานเป็นอย่างดีทีเดียว
"ดูเจ้าจะชอบทำงานหนักอยู่เสมอเลยนะ" ผมถามเขาตอนที่เดินไปใกล้ๆ แกรมส์ที่กำลังม้วนเชือกเป็นขดๆถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามีแขกมาถึง
"มันทำให้ข้าไม่ต้องเสียเวลาไปคิดเรื่องไร้สาระ" แกรมส์ทำงานต่อโดยไม่หยุดพัก "แล้วเจ้าล่ะ เทลอน งานของเจ้าคืออะไร?"
หมอนี่ถามมีประเด็น
งาน ของผมงั้นเหรอ? ผมไม่เคยถามตัวเองแบบนั้นมาก่อนเลยแฮะ ผมอาจจะเคยรับจ้างฆ่าคน หรือขโมยของมีค่า อะไรก็แล้วแต่ นั่นก็เพื่อแลกกับเงินหรือบางทีก็แค่ทำให้ผมไม่ว่างพอจะทำตัวไร้สาระ แต่ถ้าลองมานั่งนึกดูดีๆแล้ว ผมไม่เคยมี งาน ที่ต้องทำจริงๆเลยสักอย่าง
"ไม่รู้สิ... พาเอมเมอร...รัลเน่ ไปส่งยังดาริอาเนส ล่ะมั้ง" ผมเท้าแขนที่ราวไม้ มองไปยังทะเลและขอบฟ้าที่ไร้จุดจบ
"อยู่ที่กลางทะเลนี่เจ้าไม่ต้องทำเป็นนอบน้อมเรียกชื่อเต็มหรอก เรารู้กันดีว่าเจ้าไม่เคยจะเรียกแบบนั้นอยู่แล้ว และข้าเองก็ไม่ได้เป็นคนของอาณาจักรอีกต่อไปแล้ว มากพอๆกับเจ้าและซีราเอลนั่นแหละ"
หมอนี่ปรับตัวได้เร็วดีแฮะ
"ดูเจ้าจะเบื่อกับชีวิตในรั้วปราสาทนะ"
"ก็พอสมควรทีเดียว" แกรมส์เริ่มม้วนเชือกขดต่อไป "ข้าโตมาในปราสาท โชคดีได้เป็นอัศวินฝึกหัดของลอร์ดประมงคนนึง เขาพาข้าออกทะเล แต่ข้ากลับชอบดาบและม้ามากกว่า เราเลยเข้ากันได้ไม่ค่อยดีนัก โชคไม่เข้าข้างเขาเท่าไหร่ เขาตายเพราะพายุกลางทะเล แต่ข้าดันรอด และได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินในปีต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ข้าได้ใช้ดาบและม้าเพื่อทำศึกบนดิน มากกว่าทะเล แต่นั่นกลับไม่ใช่ที่ของข้า เอเคอร์เชลนั้นคือเมืองแห่งเรือ ท่าน้ำ และโจรสลัด จะมีประโยชน์อะไรกับอัศวินหน้าโง่ที่ล่องเรือไม่เก่งเท่าขี่ม้า...
ข้าพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ก็ไร้ค่าเมื่อเทียบกับที่ปรึกษาที่เอาแต่หาความชอบใส่ตัวและไม่เห็นหัวอัศวินที่ล่องเรือได้ไม่เก่งเท่าไหร่ และอาจเพราะข้าพูดจาตรงเกินไป ศัตรูของข้าในนั้นก็เลยเยอะเกินกว่าที่จะนอนหลับได้สนิท ข้าไม่แปลกใจเลยที่ได้เป็นกัปตันเรือและทำหน้าที่ซึ่งยิ่งใหญ่เกินตัวของข้า หากนั่นจะแฝงไว้ด้วยแผนร้ายของการลอบสังหาร"
"แล้วลอร์ดเจ้าเมืองล่ะ เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้เหรอ?" ผมถาม
"อาจจะรู้ หรืออาจจะไม่ ข้าไม่มีทางรู้ได้ ลอร์ดเฮอร์เชลลัสเห็นข้าเป็นนักดาบแปลกหน้าที่ไม่ได้มีความหมายใดๆมากพอจะให้จดจำเท่าไหร่นัก เขาถูกพวกที่ปรึกษาเป่าหูมามากและนานเกินไป ข้าไม่ต้องเรียนหนังสือมากมายเท่าไหร่ ก็พอจะรู้ได้ว่า อีกไม่นาน เขาก็น่าจะถูกใครสักคนแทงข้างหลังและแย่งเก้าอี้ไปจนได้นั่นแหละ...
"และหากข้ารอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นก่อน ข้าเองอาจไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นในวันเดียวกันนี้ของปีหน้าด้วยซ้ำ ข้าไม่ได้ดูถูกใครนะ แต่นั่นคือสิ่งที่มันเป็น อีกไม่นาน โจรสลัดจะยึดครองเอเคอร์เชล ตราบเท่าที่พวกมันจ่ายส่วยให้นักการเมือง และทุกคนพยายามเอาหูเอานาเอาตาไปไร่ อาจเป็นสักวันนึงในไม่กี่สิบปีข้างหน้า ที่โจรสลัดสักคนอาจจะขึ้นเป็นลอร์ด อาจเป็นคาร์เตอร์ ดิชค์นี่ก็ได้ หรือแม้แต่อากอร์ โดรยาส ก็ตาม"
อากอร์น่ะ คงไม่ไหวหรอก แต่คาร์เตอร์ น่ะ ไม่แน่
"เจ้าก็เลยคิดว่าการทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังน่าจะดีกับเจ้ามากกว่างั้นสินะ?"
"ข้าหวังไว้เช่นนั้น หลายครั้งที่ข้าคิดจะขี่ม้าออกจากเมืองและไม่กลับมาอีก แต่เมืองที่ใกล้ที่สุดและเป็นเมืองเดียวที่ม้าจะไปถึงคือบิสทรอต เจ้าเมืองที่นั่น เซอร์เดนเนอร์ ดูจะชอบให้เอเคอร์เชลตัดขาดจากโลกภายนอกมากทีเดียว เขาคงไม่ยอมให้ข้าผ่านทางไปง่ายๆหรอก ยิ่งจากข่าวลือพวกนั้นแล้วด้วยล่ะก็นะ"
"ข่าวลือ?.... ข่าวลืออะไรงั้นเหรอ?"
"ข้าได้ยินนักเดินทางบางคนบอกว่า เซอร์เดนเนอร์นั้นคลั่งไคล้เวทย์มนต์ มันไม่ผิดหรอกที่ใครสักคนจะศึกษาเวทย์มนต์น่ะ แต่กับเจ้าเมืองที่มีหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเป็นหน้าตาของความปลอดภัยในเมืองด่าน การแอบศึกษาเวทย์มนต์อย่างลับๆ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นักหรอก ยิ่งถ้าเป็นเวทย์สายความมืดด้วยแล้วล่ะก็นะ"
นั่นเป็นเรื่องใหม่ทีเดียว ผมเริ่มจะสงสัยและคิดไปว่ายูเรลกับเฟรานาจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นั่นหรือเปล่า แต่การเอาเรื่องนี้ไปคุยกับซีราเอลก็ไม่ได้ทำให้เราได้ข้อสรุปที่จะทำให้เธอพอใจได้เป็นแน่ ผมเลยบอกให้แกรมส์เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ซึ่งแกรมส์ก็เข้าใจว่าไม่ควรไปทำใหซีราเอลต้องกังวล แม้มันจะหมายถึงจุดจบของพวกพ้องของเธอก็ตาม
และก็เหมือนโชคชะตาที่เราไม่อยากจะเจออะไร มันก็มักจะมาหาเราอยู่ดีนั่นล่ะ
มื้อกลางวันซีราเอลระบายความไม่สบายใจเรื่องยูเรลกับเฟรานาออกมาให้เอมเมอร์ฟัง ดูเธอจะกังวลพอสมควรเพราะเมื่อคืนเธอฝันถึงพวกเขา สีหน้าท่าทางไม่ค่อยจะสบายใจเท่าไหร่นัก ซึ่งเอมเมอร์ก็ทำได้แค่จับมือและปลอบใจเธอเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
แต่คาร์เตอร์ ดิชค์ กลับบอกเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่า เขาบอกว่าได้ส่งลูกสมุนและสายลับไปกับขบวนเดินทางที่พาเอลฟ์ทั้งสองไปส่งที่บิสทรอตด้วย และที่เมืองบิสทรอตเองก็เช่นเดียวกัน คาร์เตอร์ มีลูกสมุนปลอมตัวอยู่ในจวนผู้ว่าด้วยอีกสองสามคน
ซีราเอลจึงลดความกังวลของเธอลงไปได้พอสมควร ถึงอย่างไร หากพวกนั้นจะปองร้ายเอมเมอร์จริงๆ ก็ไม่น่าจะอยากก่อสงครามกับเอลฟ์โดยการสังหารพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล
เรากินอาหารกลางวันที่ประกอบไปด้วยปลาตัวใหญ่ตัวนึงที่จับได้เมื่อชั่วโมงก่อน พวกลูกเรือแล่เนื้อหนังมันออกมาเพื่อทำเป็นมื้อเที่ยง ขณะที่เก็บก้างและน้ำมันเอาไว้ขาย รสชาติของมันไม่เลวเลยทีเดียว พอเรากินกันเสร็จ เรือก็แล่นต่อไปบนคลื่นลมที่สงบและอากาศที่ร้อนไปสักหน่อย
ผมอยากจะทดสอบอาวุธและสกิลใหม่ที่เพิ่งได้รับมา เลยมองหาที่ว่างๆบนเรือซึ่งค่อนข้างยาก ผมไม่เห็นตรงไหนนอกจากยอดเสากระโดงเรือ เลยปีนขึ้นไปข้างบนโดยไม่ใช้ใยของ Silver Garnet
ผมนั่งลงสูดอากาศสดชื่นข้างบนนี่ ก่อนจะเอาดาบคาตานะออกมา ผมมองดูมันอย่างพินิจพิจารณากว่าครั้งก่อนๆ ภายใต้แสงแดด มันดูไม่ค่อยจะสดใสเท่าไหร่นัก ด้ามดาบพันด้วยหนังนุ่มสีดำสลับแดง ไม่มีกั่นดาบ มันเลยดูเหมือนดาบที่ยังตีไม่เสร็จดีนัก แต่ใบดาบกลับสมบูรณ์แบบกว่าส่วนอื่น เหล็กกล้าสีเงินดูดแสงจนทำให้มันเกือบจะดูหม่นหมองแม้อยู่กลางแจ้ง แต่ผมก็มั่นใจทีเดียวว่ามันค่อนข้างจะคมและตวัดได้ว่องไวเหมือนกับดาบคุณภาพดีอื่นๆ
เมื่อผมลองใช้สมาธิและพยายามดึงพลังของมันออกมา สิ่งที่ได้คือคมดาบเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำมากขึ้น แวววาวมากขึ้น และส่องประกายสีแดงที่ใบดาบ แดงเหมือนเลือด ผมยังไม่เห็นประโยชน์อื่นๆของมันนอกจาก Life Drain เลยคิดว่าจะตั้งชื่อมันว่า Bloody Finger น่าจะเหมาะดี เพราะเมื่อเทียบมันกับ Dark Viper แล้ว มันก็ออกจะสั้นกว่าดาบดำเล่มนั้นสักเล็กน้อย แม้จะมีน้ำหนักใกล้เคียงกันทีเดียว
ผมเก็บ Bloody Finger แล้วเอา Gale Spinner ออกมา มันเป็นหอกสีเขียวสวยงามอย่างเรียบๆที่ผมเพิ่งจะรู้สึกว่ามันยาวกว่าตอนแรกที่เห็น ไม่ใช่ว่ามันโตขึ้นหรืออะไรหรอก แต่ในแสงสว่างกลางแจ้งแบบนี้ หอกนั้นเปล่งประกายมากกว่าตอนแรกที่ผมเห็นมันในห้องมืดมากมายทีเดียว
ผมลองใส่เวทย์มนต์ลงไปในนั้น ก็พบว่า มันเหมาะกับเวทย์ลมมากที่สุด จากที่ผมจำได้ตอนใช้มัน มันมีความสามารถ "ควงสว่าน" กับ "Piercing" หรือ "เจาะเกราะ" รวมไปถึงการ Return ที่มันจะกลับมาอยู่ในมือของผมอีกครั้งหลังจากปาออกไปเหมือน Vesperic Deathstrike ด้วย แต่เวลาที่ใช้อาจจะนานกว่านั้น ผมเลยลองปามันออกไปที่ทะเลและนับเวลาดู มันต้องใช้เวลาประมาณเกือบนาทีเลยทีเดียวกว่าจะกลับมาอยู่ในมือผมอีกครั้ง บางทีผมอาจต้องฝึกความสามารถด้าน Restoration หรือ Regeneration เพื่อจะทำให้เวลาตรงนี้มันหดสั้นลง ถึงอย่างนั้น มันก็มีประโยชน์มากๆกับการต่อสู้กับอะไรก็ตามที่แข็งแกร่ง เป็นเป้านิ่ง และสวมเกราะ
ผมเก็บ Gale Spinner ลงไปในกระเป๋า แล้วคิดถึงความสามารถที่ผมได้รับจากปลาไหลยักษ์เมื่อวานนั่น
สกิล "ข่มขวัญ" นั้น ไม่ต่างอะไรมากนักกับความสามารถที่ผมได้รับจากสิงโตและมอนสเตอร์ตระกูลลิงยักษ์ในป่าลึก มันช่วยให้ผมสามารถข่มขู่ศัตรูที่มีพลังน้อยกว่าให้เสียสมาธิ รวมไปถึงการลดความสามารถบางอย่างของศัตรูพวกนั้นลงได้ระดับหนึ่ง ประโยชน์ของมันคือ เวลาที่เราถูกล้อมโดยคนหรือมอนสเตอร์จำนวนมาก ผมอาจจะใช้ความสามารถนี้ร่วมกับ ดวงตาบาสิลิสค์ และทำให้มันโจมตีผมได้ยากเย็นขึ้นก็ได้เหมือนกัน
สกิล "คลื่นโซนาร์" นั้นคล้ายกับความสามารถที่ผมได้จาก "ค้างคาวยักษ์" 3-4 ตัวในป่าเช่นกัน มันสามารถส่งคลื่นเสียงที่มีเฉพาะพวกเดียวกันได้ยินไปรอบๆ เพื่อค้นหาสิ่งกีดขวาง ศัตรู หรือวัตถุใดๆที่ตั้งอยู่ได้ ซึ่งผมไม่เคยทดลองมันตอนอยู่ในน้ำ แต่คิดว่าคงจะไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่แล้วในตอนนี้
สกิล "เกล็ดเพชร" นั้น เป็นอะไรที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน น่าจะเป็นสกิลเกี่ยวกับการป้องกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยฆ่าสัตว์มีกระดองไปหลายตัว รวมถึงมอนสเตอร์จำพวกจระเข้หรือแรดที่มีผิวหนังหนามากๆ ซึ่งทำให้ผมได้รับสกิล "Tough Skin" มาติดตัว มันก็ใช้ได้ดี แต่ไม่ได้ป้องกันการโจมตีตรงๆได้ทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับนักสู้จำพวก Warrior หรือนักดาบ ที่เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ตรงๆได้ดีกว่า
ผมลองใช้สกิล "เกล็ดเพชร" นั่นดู ก็พบว่ามันทำให้ผิวหนังของผมนั้นมีเกล็ดสีเทาออกมาเคลือบ การเคลื่อนไหวผมไม่ติดขัด และพอลองเอามีดพกสักเล่มออกมาลองจิ้มดู ก็ไม่ระคายเคืองแม้แต่น้อย ผมลองเพิ่มแรงกด ลองทิ่มมีดใส่หลังมือตัวเองแรงขึ้น แรงขึ้น จนสุดแรง สิ่งที่ได้รับคือปลายมีดนั้นบิ่นเล็กน้อย และสองสามครั้ง มีดกลับลื่นออกไปด้านข้าง เจ้าเกล็ดนี่ทำให้การป้องกันของผมสมบูรณ์ขึ้นมากทีเดียว นั่นยังไม่รวมถึงมันสามารถปัดป้องอาวุูธที่โจมตีเข้ามาจนแฉลบออกไปได้ด้วยเหมือนกัน
ส่วนสกิล "Bone Crusher" นั้น น่าจะเป็นความสามารถที่เอาไว้สำหรับโจมตีซึ่งต้องมีเป้าหมายเสียก่อน จะให้ผมหวดลมฟันอากาศ ก็คงจะไม่มีทางรู้ได้ว่าความสามารถนี้จะมีประโยชน์แค่ไหนกันแน่ ผมหันซ้ายหันขวา ไม่เจออะไรนอกจากอากาศ เลยหันหลังแล้วจับเสากระโดงเรือ ส่วนที่อยู่สูงที่สุดที่ไม่ได้ผูกเกี่ยวไว้กับใบเรือไหนๆ แล้วใช้ Bone Crusher ในการบีบมัน
แค่ผมออกแรงไปเพียงนิดเดียว เสาไม้ก็แตกปริออกเหมือนไม้เก่าๆผุๆ ให้ตายสิ ผมได้รับความสามารถอันตรายมาอีกอย่างซะแล้ว คงต้องเอาไว้ลองใช้กับอย่างอื่นที่แข็งกว่านี้ทีหลัง หวังว่าจะไม่ต้องลองมันกับมนุษย์คนไหนนะ
Dark Viper ที่อัพเกรดแล้วของผมนั้น มีความสามารถเพิ่มมาอีกอย่างนึงคือ "Shadow Stab" หรือการฟันผ่านเงา ดูเหมือนมันจะเป็นดาบที่โจมตีระยะกลางได้แล้วในตอนนี้ ผมค่อนข้างจะดีใจที่มันมีความสามารถเจ๋งๆติดมาด้วยแบบนี้ และรู้สึกว่าคงจะได้ใช้มันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เป็นแน่
ช่วงบ่ายนั้นผ่านไปด้วยความเรียบง่ายพอๆกับน่าเบื่อหน่าย แดดร้อนตอนกลางวันแบบนี้ทำให้เราไม่ค่อยอยากจะทำอะไรกันมากนัก พวกผู้หญิงนั้นเข้าไปพักผ่อนในห้อง คาร์เตอร์กับวิลลิสยืนคุยกันที่ท้ายเรือ ปรึกษาเส้นทางเดินเรือและแผนการณ์หลังจากไปถึงเกาะใบพัดในเย็นนี้
ส่วนแกรมส์ที่ตอนนี้ไม่มีงานทำอีกแล้ว กลับจับดาบขึ้นมาแล้วฝึกดาบคนเดียวตรงหัวเรือ หมอนี่มันอัศวินบ้าพลังชัดๆ
และเนื่องจากผมไม่มีอะไรที่ดีกว่านั่งเฉยๆทำ ผมเลยโดดลงไปและขอเป็นคู่ซ้อมให้หมอนั่นสักหน่อยน่าจะเป็นการฆ่าเวลาได้ดี
"เจ้าอยากจะเป็นคู่ซ้อมให้ข้างั้นเหรอ?" แกรมส์ปากเหงื่อเม็ดโตออกจากหน้าผาก
"ถ้าเจ้าจะเบื่อกับการหวดลมและการอยู่คนเดียวมานานพอแล้วล่ะก็นะ" ผมตอบ
แกรมส์ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก ผมไม่รู้ว่าเขาอาจจะคิดว่าผมจะทำเขาบาดเจ็บ ไม่ก็ตรงกันข้ามหรือเปล่า
"ก็ดี" หมอนั่นตอบ "จะใช้ดาบจริงหรือดาบไม้กันล่ะ?"
"แล้วแต่เจ้า" ผมยักไหล่
"ออมมือให้ข้าด้วยล่ะ ท่านเซอร์" คำสุดท้ายนั่นจงใจกวนประสาทผมแน่ๆ แต่เขาไม่รอให้ผมตอบกลับ ดาบของเขาตวัดมาอย่างเร็วจากท่ายืนเรียบๆที่ดูเหมือนจะโจมตีไม่ได้ด้วยซ้ำ
แรงฟันนั้นมากพอจะตัดกระดูกใครสักคน โชคดีที่ผมหลบทันและดึงเอา Bloody Finger ออกมาเตรียมไว้ในก้าวต่อไป
"คาตานะงั้นเหรอ?" เขาถามขณะที่ตั้งท่าเตรียมการโจมตีครั้งต่อไป "หวังว่ามันจะทนทานพอนะ"
และการฟาดดาบครั้งต่อไปก็ตามมา ผมปัดป้องด้วยดาบไปได้อย่างเฉียดฉิว สำหรับนักดาบที่ถือดาบยาวแบบนี้ หมอนี่ฟันได้เร็วกว่าที่ควรเป็นมากทีเดียว
"พอดีได้ของใหม่มาน่ะ เลยอยากจะลองใช้ดูสักหน่อย" ผมตอบไปพร้อมกับพุ่งเข้าโจมตีบ้าง แต่หมอนั่นก็ปัดป้องออกไปได้อย่างสวยงาม
และทันทีที่ตั้ังตัวได้ การโต้ตอบก็สวนกลับมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นกว่าครั้งแรกนัก หมอนี่เก็บซ่อนความสามารถเอาไว้พอสมควร ผมปัดป้อง ถอยหลัง และวนไปรอบๆ พลางมองหาจุดอ่อนในการเคลื่อนไหวของเขา แต่ก็ทำได้ยากจริงๆถ้าไม่ใช่สกิลหรือเวทย์มนต์เข้าช่วย
แกรมส์ฟันเข้ามาเรื่อยๆ และพอผมกระโดดออกห่างออกไป เขาก็หยุด และเปลี่ยนท่าวางดาบ
"เมื่อวานไม่เห็นเจ้าจะดูเจ๋งขนาดนี้เลยนี่นา ตอนสู้กับลูกสมุนของอากอร์น่ะ" ผมควงดาบเบาๆขณะเดินไปด้านข้าง
"ข้าสู้กับคนสี่คนพร้อมกัน ถ้าเจ้าไม่เห็น" แกรมส์โจมตีอีกครั้ง ความกดดันและรุนแรงทวีคูณขึ้น "และพวกมันทั้งหมดเป็นนักดาบที่ดีที่สุดในเรือยักษ์แดงนั่น" เขาพลิกตัวและฟันดาบอย่างรุนแรงมาจากด้านซ้าย ซึ่งผมกระโดดขึ้นจนพ้นรัศมี แต่ขาผมก็ไม่ติดพื้นเช่นกัน แกรมส์เลยใช้ไหล่กระแทกมาที่ผม แต่ผมสกัดเขาด้วยเท้าทั้งสองข้าง ก่อนจะม้วนตัวไปข้างหลัง ซึ่งเขาก็ตามมาติดๆ
เราประดาบกันอีกเกือบ 20 กระบวน ซึ่งบอกตามตรงว่า หมอนี่เป็นนักดาบฝีมือเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆที่ผมเคยเจอมาทีเดียว ถ้าไม่ได้อยู่ผิดที่ผิดเวลา แกรมส์อาจจะกลายเป็นอัศวินที่มีชื่อเสียงถ้าได้ไปอยู่ในกองทัพของลอร์ดนักรบที่มีสายตากว้างไกลและเป็นธรรมสักคน
และในที่สุด หมอนั่นก็คุกเข่าลงพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าอย่างเห็นได้ชัด "เจ้าขี้โกง" หมอนั่นพูดกับผมด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้าอย่างหนัก "เจ้าทำอะไรกับข้า? เทลอน" ตอนนี้หมอนั่นคุกเข่าหมดสภาพอยู่ตรงหน้าผมนี่แล้ว
"การต่อสู้จริงๆน่ะ มันมีแต่พวกขี้โกงทั้งนั้นแหละ แกรมส์"
จริงๆผมไม่ได้ใช้ความสามารถอะไรเลย นอกจาก.... ดาบนี่ Bloody Finger เท่านั้น
และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด มันน่าจะดูดเอากำลังวังชาจากคู่ต่อสู้ของผมมาด้วย ผ่านการประดาบเมื่อกี้ เพราะตรงกันข้ามกับแกรมส์ ผมกลับสดชื่นขึ้นและมีกำลังวังชามากกว่าก่อนจะสู้กันเสียอีก แม้จะไม่ได้เยอะมากนัก แต่ถ้าในการต่อสู้ระยะยาวกับคู่ต่อสู้คนเดียวอย่างเช่นการประลอง ผมว่าดาบนี่เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ความสนใจของผมถูกดึงดูดออกไปที่ผู้คนซึ่งมายืนดูเราใกล้ๆ ทั้งหมดคือลูกเรือที่ว่างจากงานช่วงบ่าย รวมไปถึงคาร์เตอร์และวิลลิสก็อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
"อ้าว จบแล้วเหรอ?" คาร์เตอร์ถามด้วยเสียงกวนประสาท "เอ้าๆๆๆ เจ้ามือกินเรียบนะเว้ยเฮ้ยยย" เขาบอกลูกเรือและส่วนใหญ่ในนั้นก็ดูจะหัวเสียกับผลการพนันที่ออกมาอย่างที่เห็น
"ที่นี่มันว่างน่ะ ทุกคนเลยชอบเรื่องสนุกอย่างการพนันหรือการประลองเล็กๆน้อยๆ" เขาอธิบายให้ผมฟังขณะที่ไล่เก็บเงินจากมือลูกเรือแต่ละคน
"เจ้าพวกนี้เห็นนักดาบนั่นหวดดาบมาเป็นชั่วโมงแล้ว นานพอจะรู้ว่าหมอนี่มีฝีมืออยู่พอตัว แต่กับเจ้า ไม่มีใครรู้ว่าเจ้านั้นต่อสู้ได้เก่งกาจแค่ไหน ซึ่งนั่นเป็นช่องทางให้ข้าหากำไรจากพวกโง่นี่ได้ดีทีเดียว... เอ้า ใครอยากจะต่อยกสองมั่งล่ะ? ห๊ะ" เขาตะโกนถามลูกเรือ และส่วนใหญ่ในนั้นก็ยังมีเงินเหลือมากพอจะเดิมพันอีกรอบ
"ข้าไม่สนใจ" ผมบอก ก่อนจะเดินออกจากวง
แต่ชายคนนึงก็มาขวางผมไว้ ร่างกายกำยำใหญ่โตของเขาทำให้ผมเกือบจะเหมือนเด็กน้อยไปเลยทีเดียว
"แล้วถ้าเป็นข้าล่ะ เอลฟ์ดำ" วิลลิสบอกผม ก่อนจะยักคิ้วเป็นเชิงถามแกมดูถูก หากผมจะหลบออกไปจากตรงนี้
"ไม่ล่ะ ข้าไม่สน" ผมไม่ได้รู้สึกอยากจะเอาชนะหรือรับไม่ได้ถ้าพวกนี้จะเรียกผมว่าไอ้ขี้ขลาด อีกไม่นาน ผมก็จะไม่ได้เจอพวกมันอีกแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้พวกนี้ยอมรับหรือนับถือความสามารถของผม ยิ่งผมอยากจะให้พวกเขาลืมผมไปเลยแล้วด้วยซ้ำ การทำตัวเด่นมีแต่จะแย่
"แน่ใจงั้นหรือ เอลฟ์ดำ?" คาร์เตอร์ยังไม่ยอม "เอาอย่างนี้เป็นไง ข้าจะเดิมพันด้วย แต่อยู่ข้างวิลลิส ถ้าเจ้าชนะ ข้าจะบอกความลับของข้าให้เจ้าฟังหนึ่งอย่าง อะไรก็ได้ เป็นไง น่าสนใจมั้ย?"
ความลับของคาร์เตอร์ ดิชค์ ที่ผมอยากรู้งั้นเหรอ? ผมนึกออกเรื่องสองเรื่องได้ในทันที
"บอกกติกามา" ผมหันหลัง กลับสู่ใจกลางการประลอง เสียงเฮดังขึ้นทั่วดาดฟ้าเรืออีกาดำ จนซีราเอลกับเอมเมอร์ต้องออกมาดู
"ไม่มีกติกา ใครสู้ไม่ได้ก่อน เป็นฝ่ายแพ้" วิลลิสก้าวออกมาพร้อมดาบยาว 4 ฟุตที่ดูจะหนักและคมกว่าดาบเล่มไหนที่ผมเคยเห็นมา
ผมชักดาบ Bloody Finger ออกมาอีกครั้งหนึ่ง และหันหน้าเข้าหาชายผิวคล้ำร่างยักษ์ที่เป็นคู่ต่อสู้ของผม "เจ้าแน่ใจนะ วิลลิส ข้าไม่อยากทำเจ้าเจ็บ" ผมกวนประสาทหมอนั่น ซึ่งดูจะไร้ประโยชน์
"ถ้าเจ้าทำได้ก็ลองดู เอลฟ์ตัวน้อย" เขาก็ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว เรื่องกวนประสาทเนี่ย
และโดยไม่มีระฆัง การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น ผมพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุดหวังจะจัดการหมอนั่นในดาบเดียว หรืออย่างน้อยสักสองดาบก็ยังดี
แต่วิลลิสกลับสะบัดมือข้างที่ไม่ได้ถือดาบออกมาแล้วปาอะไรอย่างใส่หน้าผมเต็มกำมือ
ในนั้นเป็นแป้งหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นผงสีขาวขุ่น ผมไม่เคยเห็นเจ้านี่มาก่อน แต่รู้ได้ทันทีที่มันกระแทกใส่เต็มหน้าผม ซึ่งแม้ผมจะฉากหลบอย่างฉิวเฉียด แต่ละอองของมันก็ทำเอาผมสีดำของผมเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนโดนแป้งไปทันที
"เจ้าขี้โกง" ผมม้วนตัวออกมาและตั้งหลักทันที ก่อนจะลืมสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้
"เจ้าพูดว่าไงนะ กับแกรมส์เมื่อครู่นี้น่ะ" วิลลิสไม่รอให้ผมตอบ เริ่มโจมตีจริงๆใส่ผมอย่างหนักหน่วงและไม่มีการออมแรง
ผมยกดาบรับการฟันนั้น แต่ก็เหมือนเอากิ่งไม้ไปรับก้อนหินหนักสัก 100 กิโล วิลลิสมีแรงที่มหาศาลเกินมนุษย์มนาและการฟันดาบของเขาก็หนักหน่วงกว่าแกรมส์เยอะทีเดียว
และเมื่อเขาฟันดาบมาอีกครั้ง ผมก็เลือกหลบมากกว่าปะทะด้วยแรง เพราะกลัวดาบของผมจะหักเอาเสียก่อน ซึ่งนั่นทำให้เขาโจมตีติดๆมาอีกหลายครั้ง
ผมเริ่มวิงเวียนศีรษะ ในผงนั่นต้องมีพิษอะไรสักอย่างอยู่แน่ แม้ผมจะมีพิษอยู่ในความสามารถหลายอย่าง แต่ผมตัวผมเองจริงๆก็ไม่ได้ป้องกันพิษได้ร้อยเปอร์เซนต์ ขึ้นอยู่กับว่าพิษที่ผมโดนนั้นเป็นพิษแบบไหนด้วย ถ้าพิษจากงู ตะขาบ แมงป่อง กบ คางคก ตัวต่อ หรือแมลงต่างๆในป่าล่ะก็ ไม่มีทางทำอะไรผมได้เป็นแน่ แต่เจ้าพิษพวกนี้นั้นไม่ใช่ ผมไม่มีความต้านทานพิษพวกนี้เท่าไหร่เลย
ขณะที่วิลลิสก็ระดมฟันดาบมาที่ผมเรื่อยๆ ผมก็เอาแต่ปัดป้องและหลบหนีเป็นหลัก หวังว่าจะให้เขาเหนื่อยและผมเริ่มทุเลาลงจากอาการวิงเวียนนี่ แต่ก็ดูจะไร้ผล วิลลิสไม่มีทีที่ว่าจะเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับผมที่ดูจะฟื้นตัวได้ช้าจากผงพิษเมื่อกี้พอๆกัน
การยอมแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร เพราะยังไงซะ มันก็แค่การประลองดาบ แต่ผมอยากจะรู้ความลับบางอย่างจากคาร์เตอร์มากกว่า เลยตั้งใจพยายามต่ออีกหน่อย
"ไม่ต้องคิดหาวิธีถอนพิษหรอก เทลอน" คาร์เตอร์ยืนยิ้มอยู่หน้ากองเชียร์ "นั่นไม่ใช่พิษ แต่เป็นผงที่สะกัดจากต้นไม้กินคนจำพวกหนึ่งใน East-End มันมีฤทธิ์ที่ทำให้คนที่โดนละอองของมันมึนเมาเหมือนกินเหล้าและมีฤทธิ์ของยานอนหลับอยู่ด้วย สำหรับเจ้าที่ไม่มียาแก้อาการของมันอย่างที่วิลลิสมีแล้วนั้น ข้าว่าเจ้าน่ะ อึดใช้ได้เลยทีเดียว"
ผมมีความสามารถอย่าง Reduce Effect หรือ Status Protect ซึ่งจะลดอาการบาดเจ็บจากพิษหรือความผิดปกติจากการโจมตีใดๆ แต่ก็อาจจะไมใช่ทั้งหมด แม้ผมจะเร่งความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายอย่าง Fast Restoration หรือ Regen ไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ผมคงต้องหาทางเตรียมยาถอนพิษหรือแก้อาการพวกนี้เตรียมไว้บ้างในอนาคต
แต่โอเค... ถ้าจะเล่นกันขนาดนี้แล้วล่ะก็ ผมก็ไม่มีปัญหา ไอ้เรื่องขี้โกงเนี่ย ผมล่ะตัวพ่ออยู่แล้ว
ผมแกล้งเซไปเซมา เพื่อหลอกให้วิลลิสตายใจ และทันทีที่หมอนั่นพุ่งเข้ามา ผมก็รับดาบด้วย Bloody Finger ปัดป้องมันไปข้างๆ พลางหาทางฟันเท่าที่จะทำได้โดยไม่ให้พวกนั้นสงสัย ขณะที่ใช้ความสามารถ Fast Restore กับ Regen ไปพร้อมๆกับพลังงานที่ดูดมาได้จาก Life Drain จากดาบ ผมค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังทำท่าเหมือนคนใกล้ตายอยู่ ซึ่งทุกคนในที่นี้ยังไม่มีใครรู้ว่าสุขภาพผมกำลังจะกลับมาเหมือนเดิมในไม่ช้า
หลังจากที่ผมเริ่มเห็นวิลลิสเหนื่อย เขาต้องการเผด็จศึกที่ยืดเยื้อนี่ และดาบที่เขาเงื้อขึ้นมาก็ใส่แรงช้างสาร ก่อนจะฟาดลงมาเหมือนตั้งใจจะบดทุกอย่างตรงหน้าให้แตกละเอียด ผมก็ฉากหลบอย่างรวดเร็วผิดกับก่อนหน้านี้ ก่อนจะปามีดพกออกไป 2 เล่ม ซึ่งวิลลิสไม่ทันตั้งตัว เขาปัดได้เล่มนึง แต่อีกเล่มก็ปักไปที่ต้นขาด้านนอกเขา บาดแผลไม่ลึก แต่ผมใส่พิษยานอนหลับกับยาชาขั้นรุนแรงไว้ในนั้นเรียบร้อยแล้ว และพอเขาหันมา ผมก็พ่นใยแมงมุมจาก Silver Garnet ใส่เขาซึ่งยกดาบมารับ แต่ใยก็พันดาบกับมือเขาไว้ให้ติดแน่นกัน ก่อนผมจะปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆเพื่อช็อตให้เขาชา
แต่ดูเหมือนนั่นมีแต่จะทำให้วิลลิสโกรธและมีอารมณ์มากขึ้น เขาคำรามเสียงดังลั่นดาดฟ้าเรือ ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาผมเต็มแรงด้วยกำลังเฮือกสุดท้าย
แต่กำลังของผมกลับมาแล้ว ผมเร่งความเร็วตัวเอง หลบคมดาบเฉียงไปทางซ้าย ก่อนจะกางฝ่ามือซ้ายออกและตะปบเข้าไปที่ใบหน้าของเขา อัดพิษที่ทำให้หลับและมึนงงไปอีกดอกแบบจัดเต็ม และก่อนที่ผมจะกดเขาลงกับพื้น ผมก็เพิ่ม Stun เข้าไปในฝ่ามือนั้นอีก ดูเหมือนว่าแค่วิลลิสคนเดียว ผมก็ต้องใช้พิษจากสกิลต่างๆมากมาย ยังดีที่ผมมี Toxic Skinner ที่ทำให้ผมสร้างพิษได้อย่างมากมายมหาศาล
ผมยืนขึ้นมาเหนือร่างของวิลลิส หมอนั่นสลึมสะลือแต่ยังไม่หลับ ให้ตายสิ ผมเพิ่งเคยเห็นมนุษย์ธรรมดาที่ทนพิษของผมได้มากขนาดนี้เป็นครั้งแรก แม้เขาจะโดนพิษของผมไปหลายขนาน แต่ก็ไม่มีพิษตัวใดที่ผมเจตนาจะทำให้เขาบาดเจ็บหรือทรมาน
แต่พวกคนดูไม่รู้เรื่องนั้น พวกเขานึกว่าผมใช้กำลังที่มหาศาลกว่าวิลลิสจัดการเขา และคาร์เตอร์ก็เป็นฝ่ายแพ้พนันผม แต่เขากลับได้เงินมากมายจากลูกเรือคนอื่นที่แทงข้างวิลลิส หมอนั่นยิ้มให้ผม ก่อนจะบอกให้ลูกน้อง 2 คนช่วยอุ้มวิลลิสไปนอนพักในห้อง
"เจ้าไม่ได้ทำร้ายเขามากเกินควรใช่มั้ย?" เขาถามผม
"นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตีความหมายของคำว่าทำร้ายไว้อย่างไร" ผมตอบ "ถ้าการทำให้หมอนั่นพ่ายแพ้ต่อหน้าคนจำนวนมาก คือการทำร้ายด้วยละก็ ข้าก็ทำร้ายหมอนั่นไปเยอะพอดูเลยล่ะ เท่าที่เห็นนะ"
"เจ้านี่มันอันตรายจริงๆ เทลอน หวังว่าเจ้าจะหันคมเขี้ยวของเจ้าไปทางศัตรูของเรานะ สหาย"
ผมไม่รู้ว่าคาร์เตอร์ตีความหมายของคำว่า สหาย ไว้อย่างไรเช่นกัน แต่ก็เลือกจะไม่เก็บมาคิดอะไรมากมายนัก เพราะผมไม่คิดจะญาติดีกับหมอนี่ไปนานเท่าไหร่นัก
"ท่านสุดยอดไปเลย เทลอน" เสียงใสๆของเอมเมอร์ดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ผมคุ้นตา "ท่านล้มวิลลิสที่ตัวใหญ่กว่าท่านตั้ง 2 เท่าได้ง่ายๆ ทั้งที่โดนลอบโจมตีอีกด้วย"
"หมอนั่นตัวไม่ใหญ่ขนาดนั้นหรอกเอมเมอร์..." ผมมองไปยังวิลลิสที่โดนหิ้วปีกไปยังห้องพัก "และเราก็สู้กันอย่างยุติธรรมที่สุดแล้ว"
วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ตอนที่ 21 - งานเลี้ยงมื้อค่ำ และการสนทนาในห้องเสบียง
เราออกเดินทางอีกครั้ง พร้อมกับเสียงตะโกนด่าด้วยคำหยาบคายมากที่สุดเท่าที่มนุษย์คนนึงจะนึกออก ด้วยเสียงแหบดังของ อากอร์ โดรยาส กัปตันเรือยักษ์แดงที่น่าจะกลายเป็นเศษไม้ในไม่ช้า หมอนี่น่าจะเจ็บใจมากพอๆกับเจ็บตัวจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และวางแผนแก้แค้นทั้งคาร์เตอร์และพวกเราไปพร้อมๆกัน ถ้าเขาหาเรือลำใหม่ได้เร็วพอล่ะก็นะ
ซีราเอล เกือบจะพลั้งมือฆ่าหมอนั่นอีกรอบ ตอนที่อากอร์ทำท่าจะคว้าเธอไปจูบ ยังดีที่วิลลิสนั้นเร็วกว่า ดาบเล่มยาวจึงแยกหมอนั่นออกจากเอลฟ์สาวได้ก่อนเธอจะปักลูกศรลงไปในกะโหลกกัปตันเรือยักษ์แดง
หลังจากเราออกเรือล่องทะเลอีกครั้ง ฝันร้ายทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องโกหกไปเลยทีเดียว เราแลกเปลี่ยนข้อมูลการเดินทางกันโดยเริ่มจากเอมเมอร์ ที่ดูจะมีเรื่องเล่ามากมายตลอดสิบปีที่ไม่ได้เจอกับพี่ชาย
คาร์เตอร์บอกให้เธอใจเย็นๆ ขณะที่สั่งให้ลูกน้องเอาชาร้อนมาเสิร์ฟให้เราทุกคน ซึ่งนั่นทำให้ซีราเอลอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ใช่ชาชั้นเลิศ แต่ก็ยังดีกว่าน้ำทะเลเป็นไหนๆล่ะนะ" เธอผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พยายามทำตัวให้แห้งไปด้วย
"พรุ่งนี้ช่วงเย็นๆ เราน่าจะไปถึงเกาะใบพัด" คาร์เตอร์บอกแผน "เราจะส่งลูกเรือจากท่านหญิงรอนด้าลงที่นั่นทั้งหมด พร้อมกับขนถ่ายสินค้าบางอย่างด้วยเช่นกัน"
"เจ้าหมายถึง สินค้าที่ปล้นมาได้" ผมถามตรงๆ
"ถ้าเจ้าจะเลือกใช้คำแบบนั้น ข้าก็ไม่ขัด.... เทลอน... ใช่มั้ย ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องมีอาวุธหรือความสามารถบางอย่างที่วิเศษมากทีเดียว ที่ทำให้เรือนั่นรอดจากปลาไหลยักษ์นั่นได้ แต่อย่าให้ข้าเตือนความจำเจ้าเชียวล่ะ ว่าใครคือกัปตันบนเรือลำนี้" คาร์เตอร์ข่มผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกวนประสาทสิ้นดี "แต่ยังไงก็ต้องขอบใจเจ้ามากล่ะนะ ที่ช่วยชีวิตน้องสาวผู้น่ารักของข้าไว้"
"ซีราเอลก็ช่วยชีวิตข้าไว้เช่นกันนะ ท่านพี่" เอมเมอร์ขัดขึ้นเพื่อปกป้องพี่สาวคนสวยของตัวเอง
"ซึ่งข้าก็กำลังจะขอบใจท่านหญิงเอลฟ์อยู่นี่เช่นกัน โปรดอภัยให้ข้าด้วย แม่หญิงคนงาม ข้าคงจะเป็นชายที่โชคดีที่สุดในทะเลใต้ หากท่านให้เกียรติเต้นรำกับข้าสักเพลงในงานเลี้ยงต้อนรับคืนนี้"
คาร์เตอร์ตั้งใจจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เพื่อแนะนำน้องสาวของเขาและสหายใหม่ให้กับทุกคนบนเรืออีกาดำได้รู้จัก และเสบียงกับอาวุธที่ยืดมาได้จากเรือของอากอร์ก็มากพอจะเลี้ยงโจรสลัดไปได้อีกเดือนเต็มๆ
"ข้าขอปฏิเสธ" ซีราเอลไม่เห็นด้วย "แม้เจ้าจะเป็นคนที่มาช่วยเหลือพวกเรา แต่ข้าก็ไม่คิดว่าโจรสลัดจะเป็นคนที่สมควรจะยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ว่ากรณีใดๆ นั่นไม่รวมถึงความจาบจ้วงของเจ้าในคำพูดกับสายตายะโสนั่น และ...."
"ข้าชอบงานเลี้ยง" เอมเมอร์แทรกขึ้นมาเพื่อหยุดคำดูถูกอีก 20 คำที่ซีราเอลอาจจะระบายออกมาในห้องนี้ ผมชอบที่เธอนั้นโตและฉลาดเกินตัวพอๆกับที่ไร้เดียงสา แต่ยังไงซะ งานเลี้ยงก็คงไม่เลวนัก สำหรับทุกคนที่นี่
ยกเว้นผม
ยังไงก็ยังเป็นเอลฟ์ผมสีดำอยู่ดี และสำหรับอะไรที่คล้ายกับ "เอลฟ์ต้องสาป" ผมไม่คิดว่าการปรากฏตัวต่อสายตาคนเยอะๆจะเป็นผลดีต่อตัวเองในอนาคตเท่าไหร่นัก
และเมื่อยามค่ำคืนมาถึง งานเลี้ยงเล็กๆที่ประกอบไปด้วยอาหารมากมายก็เริ่มขึ้น โจรสลัดหลายคนจับปลาจากทะเลได้มากพอจะเอามาย่างกินกันจนอิ่มโดยไม่ต้องใช้เสบียงของอากอร์ด้วยซ้ำ เหล้าองุ่นถูกตักจากถังและรินไปรอบๆวงอาหาร เสียงเพลงและเครื่องดนตรีหลายชิ้นเท่าที่พวกลูกเรือจะเล่นกันได้ดังไปทั่วน่านน้ำ ส่วนพวกลูกเรือเก่าของท่านหญิงรอนด้าทุกคนถูกสั่งให้อยู่ที่ชั้นล่าง และพายเรือไปจนกว่าจะถึงเที่ยงคืนหลังจากได้รับอาหารที่มากพอ
ผมหลบออกมาจากวงรื่นเริง ขึ้นไปนั่งอยู่บนเสากระโดงที่ไม่มีใครจอง เสานึงข้างหน้าที่สูงกว่านั่น เป็นของพลสังเกตุการณ์ที่ชื่อ บอช หรืออะไรสักอย่าง แต่ยังไงซะ ข้างบนนี่ก็สงบดีพอตัว ผมนั่งดูคลื่นลมสงบที่อยู่ใต้ท้องฟ้าสีดำ ในมือมีอาหารสองสามอย่างที่หยิบติดมาด้วย นั่งฟังเสียงคลื่น และบทสนทนาข้างล่างไปพลางๆ
เอมเมอร์ดูจะมีความสุขและสนุกสนานเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่พบกับผม เธอดูจะผ่อนคลายกับลูกเรืออีกาดำที่ตอนนี้ก็เหมือนชายวัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคนที่ดูจะเอ็นดูเธอมากพอๆกับกัปตันของพวกเขา
ส่วนซีราเอลก็เป็นจุดเด่นและเป็นที่สนใจของลูกเรือทุกคน และไม่ใช่แค่คาร์เตอร์เท่านั้นที่อยากเต้นรำกับเธอ แต่ลูกเรือกว่าครึ่งต่างผลัดกันมาขอเธอเต้นรำ ซึ่งเธอก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย และนั่นช่วยสร้างเสียงหัวเราะให้พวกโจรสลัดได้ดีทุกครั้งที่เธอทำให้ใครสักคนผิดหวัง
แกรมส์นั้น แม้ว่าจะไม่ต้องไปนั่งพายเรือยามดึกเหมือนเชลยคนอื่น แต่หมอนั่นก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโจรสลัด มากพอๆกับที่พวกโจรสลัดที่คิดแบบเดียวกัน เขาถืออาหารไปนั่งกินไกลๆที่หัวเรือซึ่งเงียบกว่า และไม่สะดวกที่จะสุงสิงกับใครมากนัก
คืนนี้ น่าจะเป็นคืนแรกที่พวกเรารู้สึกว่าได้ผ่อนคลายจากอันตรายหลายๆอย่างที่ประเดประดังเข้ามาอย่างไม่ให้ตั้งตัว ผมยังหวังว่าจะไม่มีสัตว์ประหลาดยักษ์โผล่มาอีก แม้จะเปิดสัญญาณตรวจจับแล้ว แต่ผืนน้ำนั้นกว้างใหญ่และลึกเกินจะมีสัญญาณใดๆไปถึง ยิ่งถ้าผมไม่ใช่สัตว์น้ำแล้วด้วยล่ะก็
เดี๋ยวนะ ผมไม่ใช่สัตว์น้ำ
แต่ผมก็เรียนรู้ความสามารถและสกิลของพวกมันได้นี่นา
นึกได้แล้วผมก็โดดลงจากเสากระโดงเรือ ลงไปยังห้องเก็บเสบียงข้างล่าง ผมจำได้ว่าคาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือแล่เนื้อกับกระดูกของปลาไหลยักษ์นั่นออกมามากพอจะเก็บเอาไว้สำหรับขายหรือแลกเปลี่ยนที่ท่าเรือข้างหน้า
และพอถึงห้องเสบียงที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งที่เอาไว้แช่เย็นอาหารเพื่อไม่ให้เน่าเสีย ผมก็เห็นส่วนหนึ่งของหัวปลาไหลนั่นอยู่ที่มุมห้อง เมื่อผมเดินตรงไปที่มัน เสียงนึงก็ไล่หลังผมมา
"เจ้านี่ ดูจะมีรสนิยมในการกินที่ค่อนข้างแปลกทีเดียวนะ"
ผมหันไป คาร์เตอร์ ดิชค์ ยืนพิงประตูอยู่ตรงนั้น
แปลกประหลาดมาก ไม่น่าจะมีใครตามผมมาได้ด้วยประสาทหูของผมที่ดีกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่าแบบนี้ ผมเผชิญหน้ากับเขา มีคำถามมากมายที่อยากรู้จากชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กุมอำนาจในท่าเรือโจรสลัดของเอเคอร์เชล
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้ดีพอสมควรเลยว่าเจ้าตัวนี้คืออะไร ฉมวกที่เจ้ายิงมาจากท้องเรือนั่น เจ้าเคยเจอกับสัตว์ร้ายตัวนี้มาก่อนงั้นหรือ?" ผมถาม
"จริงๆก็ไม่เชิงหรอกนะ" คาร์เตอร์ยังยืนอยู่ที่เดิม ทำท่าเหมือนจะหนาวจากไอเย็น ซึ่งผมรู้ว่าหมอนั่นแกล้ง "เรือของข้านั้นล่องไปไกลกว่าที่เรือลำไหนจะเคยไปถึง ข้าเคยเห็นมาเกือบหมด แต่ก็ยังไม่มากพอกับสัตว์ประหลาดที่อยู่นอกน่านน้ำเหล่านั้น เจ้าตัวนี้ก็เหมือนกัน ข้าไม่เคยเห็นมันหรอก แต่สัตว์ประหลาดขนาดเท่ามันน่ะ ไม่ได้เป็นเรื่องเร้นลับ หากเจ้าล่องเรือออกไปไกลมากพอ"
หมอนั่นเดินมาที่ลังใส่แอปเปิ้ล หยิบขึ้นมากัดหนึ่งลูก "ว่าแต่เจ้าเถอะ ข้าล่องเรือออกไปไกลมากมายขนาดนี้แล้ว แต่ข้าก็ยังไม่เคยเห็นเอลฟ์ผมสีดำมาก่อนเลย ข้านึกว่ามันเป็นตำนานไร้สาระ จนได้มาเห็นเจ้านี่แหละ"
"ตำนานอะไร?"
"ก็ขึ้นอยู่กับว่า มันถูกพูดถึงที่ไหน? ใน West-End น่ะ ดูเหมือนจะเป็นเอลฟ์ต้องสาปที่นำหายนะมาสู่เผ่าพันธุ์ แต่ที่อื่นน่ะไม่ใช่ ข้าเคยได้ยินวาเอลฟ์ผมสีดำที่อยู่ใน South-End น่ะ เป็นเผ่าพันธุ์หายาก ส่วนที่ East-End น่ะ บางคนยกให้เป็นเทพเจ้าหรือหัวหน้าเผ่าพันธุ์เลยด้วยซ้ำ"
"ฟังดูน่าอยู่นะ ที่นั่นน่ะ"
"ก็ไม่เชิง ถ้าไม่นับว่าทวีปนั้นมันร้อนและมีทรายเยอะไปหน่อยล่ะก็นะ" คาร์เตอร์เว้นระยะนิดหน่อยระหว่างกัดแอปเปิ้ลเย็นๆอีกคำ
"เจ้าต้องการอะไรจากเอมเมอร์กันแน่ เทลอน" น้ำเสียงหมอนั่นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ผมไม่ได้คิดคำตอบพวกนี้เตรียมเอาไว้ "ไม่มากไปกว่าการคุ้มครองสำหรับค่าตอบแทน ข้าเป็นเอลฟ์ เป็นคนพเนจร ข้าจะยินดีมากกว่าถ้ามีหลักทรัพย์ส่วนหนึ่งสำหรับการยังชีพอันแสนสั้นของข้า"
"งั้นเจ้าก็คงต้องแบกเงินติดกระเป๋ามากมายทีเดียว ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร หรือมีเป้าหมายอะไรนะ เทลอน ที่รู้อย่างเดียวคือ เจ้ามันตัวอันตราย ฝีมือของเจ้า เวทย์มนต์ อาวุธ และความลับของเจ้ามันมากเกินกว่าที่จะมาขลุกอยู่กับเด็กหญิงอายุ 16 สักคน หรือเจ้าว่าไงล่ะ?"
"ข้าแค่อยากจะถามว่า ข้าจะขอกินเนื้อปลาไหลยักษ์นี่สักคำสองคำได้หรือเปล่าเท่านั้น"
"ถ้าเจ้าต้องการแค่นั้นก็เอาเถอะ เอลฟ์หนุ่ม ข้าแค่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เจ้าจะไม่ทำให้พวกเราต้องลำบาก โดยเฉพาะกับน้องสาวของข้า ซึ่งนอกจากข้าแล้ว เจ้าเป็นอีกคนที่เรียกนางว่า เอมเมอร์ ได้"
หมอนั่นหันหลังเดินจากไป ทิ้งแอปเปิ้ลเย็นๆที่กัดไปแล้วสองคำกลิ้งลงพื้น
ผมก้มลงตัดเนื้อปลานั่นมาชิ้นหนึ่ง จับเข้าปากเคี้ยว รสชาติใช้ได้ทีเดียวสำหรับเนื้อดิบและแช่แข็ง ขณะที่เพิ่งจะคิดเรื่องน่าประหลาดออกอีกเรื่อง
ผมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหมอนั่นตอนที่เดินออกไปเลยด้วยซ้ำ
ซีราเอล เกือบจะพลั้งมือฆ่าหมอนั่นอีกรอบ ตอนที่อากอร์ทำท่าจะคว้าเธอไปจูบ ยังดีที่วิลลิสนั้นเร็วกว่า ดาบเล่มยาวจึงแยกหมอนั่นออกจากเอลฟ์สาวได้ก่อนเธอจะปักลูกศรลงไปในกะโหลกกัปตันเรือยักษ์แดง
หลังจากเราออกเรือล่องทะเลอีกครั้ง ฝันร้ายทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องโกหกไปเลยทีเดียว เราแลกเปลี่ยนข้อมูลการเดินทางกันโดยเริ่มจากเอมเมอร์ ที่ดูจะมีเรื่องเล่ามากมายตลอดสิบปีที่ไม่ได้เจอกับพี่ชาย
คาร์เตอร์บอกให้เธอใจเย็นๆ ขณะที่สั่งให้ลูกน้องเอาชาร้อนมาเสิร์ฟให้เราทุกคน ซึ่งนั่นทำให้ซีราเอลอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ใช่ชาชั้นเลิศ แต่ก็ยังดีกว่าน้ำทะเลเป็นไหนๆล่ะนะ" เธอผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พยายามทำตัวให้แห้งไปด้วย
"พรุ่งนี้ช่วงเย็นๆ เราน่าจะไปถึงเกาะใบพัด" คาร์เตอร์บอกแผน "เราจะส่งลูกเรือจากท่านหญิงรอนด้าลงที่นั่นทั้งหมด พร้อมกับขนถ่ายสินค้าบางอย่างด้วยเช่นกัน"
"เจ้าหมายถึง สินค้าที่ปล้นมาได้" ผมถามตรงๆ
"ถ้าเจ้าจะเลือกใช้คำแบบนั้น ข้าก็ไม่ขัด.... เทลอน... ใช่มั้ย ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องมีอาวุธหรือความสามารถบางอย่างที่วิเศษมากทีเดียว ที่ทำให้เรือนั่นรอดจากปลาไหลยักษ์นั่นได้ แต่อย่าให้ข้าเตือนความจำเจ้าเชียวล่ะ ว่าใครคือกัปตันบนเรือลำนี้" คาร์เตอร์ข่มผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกวนประสาทสิ้นดี "แต่ยังไงก็ต้องขอบใจเจ้ามากล่ะนะ ที่ช่วยชีวิตน้องสาวผู้น่ารักของข้าไว้"
"ซีราเอลก็ช่วยชีวิตข้าไว้เช่นกันนะ ท่านพี่" เอมเมอร์ขัดขึ้นเพื่อปกป้องพี่สาวคนสวยของตัวเอง
"ซึ่งข้าก็กำลังจะขอบใจท่านหญิงเอลฟ์อยู่นี่เช่นกัน โปรดอภัยให้ข้าด้วย แม่หญิงคนงาม ข้าคงจะเป็นชายที่โชคดีที่สุดในทะเลใต้ หากท่านให้เกียรติเต้นรำกับข้าสักเพลงในงานเลี้ยงต้อนรับคืนนี้"
คาร์เตอร์ตั้งใจจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เพื่อแนะนำน้องสาวของเขาและสหายใหม่ให้กับทุกคนบนเรืออีกาดำได้รู้จัก และเสบียงกับอาวุธที่ยืดมาได้จากเรือของอากอร์ก็มากพอจะเลี้ยงโจรสลัดไปได้อีกเดือนเต็มๆ
"ข้าขอปฏิเสธ" ซีราเอลไม่เห็นด้วย "แม้เจ้าจะเป็นคนที่มาช่วยเหลือพวกเรา แต่ข้าก็ไม่คิดว่าโจรสลัดจะเป็นคนที่สมควรจะยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ว่ากรณีใดๆ นั่นไม่รวมถึงความจาบจ้วงของเจ้าในคำพูดกับสายตายะโสนั่น และ...."
"ข้าชอบงานเลี้ยง" เอมเมอร์แทรกขึ้นมาเพื่อหยุดคำดูถูกอีก 20 คำที่ซีราเอลอาจจะระบายออกมาในห้องนี้ ผมชอบที่เธอนั้นโตและฉลาดเกินตัวพอๆกับที่ไร้เดียงสา แต่ยังไงซะ งานเลี้ยงก็คงไม่เลวนัก สำหรับทุกคนที่นี่
ยกเว้นผม
ยังไงก็ยังเป็นเอลฟ์ผมสีดำอยู่ดี และสำหรับอะไรที่คล้ายกับ "เอลฟ์ต้องสาป" ผมไม่คิดว่าการปรากฏตัวต่อสายตาคนเยอะๆจะเป็นผลดีต่อตัวเองในอนาคตเท่าไหร่นัก
และเมื่อยามค่ำคืนมาถึง งานเลี้ยงเล็กๆที่ประกอบไปด้วยอาหารมากมายก็เริ่มขึ้น โจรสลัดหลายคนจับปลาจากทะเลได้มากพอจะเอามาย่างกินกันจนอิ่มโดยไม่ต้องใช้เสบียงของอากอร์ด้วยซ้ำ เหล้าองุ่นถูกตักจากถังและรินไปรอบๆวงอาหาร เสียงเพลงและเครื่องดนตรีหลายชิ้นเท่าที่พวกลูกเรือจะเล่นกันได้ดังไปทั่วน่านน้ำ ส่วนพวกลูกเรือเก่าของท่านหญิงรอนด้าทุกคนถูกสั่งให้อยู่ที่ชั้นล่าง และพายเรือไปจนกว่าจะถึงเที่ยงคืนหลังจากได้รับอาหารที่มากพอ
ผมหลบออกมาจากวงรื่นเริง ขึ้นไปนั่งอยู่บนเสากระโดงที่ไม่มีใครจอง เสานึงข้างหน้าที่สูงกว่านั่น เป็นของพลสังเกตุการณ์ที่ชื่อ บอช หรืออะไรสักอย่าง แต่ยังไงซะ ข้างบนนี่ก็สงบดีพอตัว ผมนั่งดูคลื่นลมสงบที่อยู่ใต้ท้องฟ้าสีดำ ในมือมีอาหารสองสามอย่างที่หยิบติดมาด้วย นั่งฟังเสียงคลื่น และบทสนทนาข้างล่างไปพลางๆ
เอมเมอร์ดูจะมีความสุขและสนุกสนานเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่พบกับผม เธอดูจะผ่อนคลายกับลูกเรืออีกาดำที่ตอนนี้ก็เหมือนชายวัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคนที่ดูจะเอ็นดูเธอมากพอๆกับกัปตันของพวกเขา
ส่วนซีราเอลก็เป็นจุดเด่นและเป็นที่สนใจของลูกเรือทุกคน และไม่ใช่แค่คาร์เตอร์เท่านั้นที่อยากเต้นรำกับเธอ แต่ลูกเรือกว่าครึ่งต่างผลัดกันมาขอเธอเต้นรำ ซึ่งเธอก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย และนั่นช่วยสร้างเสียงหัวเราะให้พวกโจรสลัดได้ดีทุกครั้งที่เธอทำให้ใครสักคนผิดหวัง
แกรมส์นั้น แม้ว่าจะไม่ต้องไปนั่งพายเรือยามดึกเหมือนเชลยคนอื่น แต่หมอนั่นก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโจรสลัด มากพอๆกับที่พวกโจรสลัดที่คิดแบบเดียวกัน เขาถืออาหารไปนั่งกินไกลๆที่หัวเรือซึ่งเงียบกว่า และไม่สะดวกที่จะสุงสิงกับใครมากนัก
คืนนี้ น่าจะเป็นคืนแรกที่พวกเรารู้สึกว่าได้ผ่อนคลายจากอันตรายหลายๆอย่างที่ประเดประดังเข้ามาอย่างไม่ให้ตั้งตัว ผมยังหวังว่าจะไม่มีสัตว์ประหลาดยักษ์โผล่มาอีก แม้จะเปิดสัญญาณตรวจจับแล้ว แต่ผืนน้ำนั้นกว้างใหญ่และลึกเกินจะมีสัญญาณใดๆไปถึง ยิ่งถ้าผมไม่ใช่สัตว์น้ำแล้วด้วยล่ะก็
เดี๋ยวนะ ผมไม่ใช่สัตว์น้ำ
แต่ผมก็เรียนรู้ความสามารถและสกิลของพวกมันได้นี่นา
นึกได้แล้วผมก็โดดลงจากเสากระโดงเรือ ลงไปยังห้องเก็บเสบียงข้างล่าง ผมจำได้ว่าคาร์เตอร์สั่งให้ลูกเรือแล่เนื้อกับกระดูกของปลาไหลยักษ์นั่นออกมามากพอจะเก็บเอาไว้สำหรับขายหรือแลกเปลี่ยนที่ท่าเรือข้างหน้า
และพอถึงห้องเสบียงที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งที่เอาไว้แช่เย็นอาหารเพื่อไม่ให้เน่าเสีย ผมก็เห็นส่วนหนึ่งของหัวปลาไหลนั่นอยู่ที่มุมห้อง เมื่อผมเดินตรงไปที่มัน เสียงนึงก็ไล่หลังผมมา
"เจ้านี่ ดูจะมีรสนิยมในการกินที่ค่อนข้างแปลกทีเดียวนะ"
ผมหันไป คาร์เตอร์ ดิชค์ ยืนพิงประตูอยู่ตรงนั้น
แปลกประหลาดมาก ไม่น่าจะมีใครตามผมมาได้ด้วยประสาทหูของผมที่ดีกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่าแบบนี้ ผมเผชิญหน้ากับเขา มีคำถามมากมายที่อยากรู้จากชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กุมอำนาจในท่าเรือโจรสลัดของเอเคอร์เชล
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้ดีพอสมควรเลยว่าเจ้าตัวนี้คืออะไร ฉมวกที่เจ้ายิงมาจากท้องเรือนั่น เจ้าเคยเจอกับสัตว์ร้ายตัวนี้มาก่อนงั้นหรือ?" ผมถาม
"จริงๆก็ไม่เชิงหรอกนะ" คาร์เตอร์ยังยืนอยู่ที่เดิม ทำท่าเหมือนจะหนาวจากไอเย็น ซึ่งผมรู้ว่าหมอนั่นแกล้ง "เรือของข้านั้นล่องไปไกลกว่าที่เรือลำไหนจะเคยไปถึง ข้าเคยเห็นมาเกือบหมด แต่ก็ยังไม่มากพอกับสัตว์ประหลาดที่อยู่นอกน่านน้ำเหล่านั้น เจ้าตัวนี้ก็เหมือนกัน ข้าไม่เคยเห็นมันหรอก แต่สัตว์ประหลาดขนาดเท่ามันน่ะ ไม่ได้เป็นเรื่องเร้นลับ หากเจ้าล่องเรือออกไปไกลมากพอ"
หมอนั่นเดินมาที่ลังใส่แอปเปิ้ล หยิบขึ้นมากัดหนึ่งลูก "ว่าแต่เจ้าเถอะ ข้าล่องเรือออกไปไกลมากมายขนาดนี้แล้ว แต่ข้าก็ยังไม่เคยเห็นเอลฟ์ผมสีดำมาก่อนเลย ข้านึกว่ามันเป็นตำนานไร้สาระ จนได้มาเห็นเจ้านี่แหละ"
"ตำนานอะไร?"
"ก็ขึ้นอยู่กับว่า มันถูกพูดถึงที่ไหน? ใน West-End น่ะ ดูเหมือนจะเป็นเอลฟ์ต้องสาปที่นำหายนะมาสู่เผ่าพันธุ์ แต่ที่อื่นน่ะไม่ใช่ ข้าเคยได้ยินวาเอลฟ์ผมสีดำที่อยู่ใน South-End น่ะ เป็นเผ่าพันธุ์หายาก ส่วนที่ East-End น่ะ บางคนยกให้เป็นเทพเจ้าหรือหัวหน้าเผ่าพันธุ์เลยด้วยซ้ำ"
"ฟังดูน่าอยู่นะ ที่นั่นน่ะ"
"ก็ไม่เชิง ถ้าไม่นับว่าทวีปนั้นมันร้อนและมีทรายเยอะไปหน่อยล่ะก็นะ" คาร์เตอร์เว้นระยะนิดหน่อยระหว่างกัดแอปเปิ้ลเย็นๆอีกคำ
"เจ้าต้องการอะไรจากเอมเมอร์กันแน่ เทลอน" น้ำเสียงหมอนั่นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ผมไม่ได้คิดคำตอบพวกนี้เตรียมเอาไว้ "ไม่มากไปกว่าการคุ้มครองสำหรับค่าตอบแทน ข้าเป็นเอลฟ์ เป็นคนพเนจร ข้าจะยินดีมากกว่าถ้ามีหลักทรัพย์ส่วนหนึ่งสำหรับการยังชีพอันแสนสั้นของข้า"
"งั้นเจ้าก็คงต้องแบกเงินติดกระเป๋ามากมายทีเดียว ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร หรือมีเป้าหมายอะไรนะ เทลอน ที่รู้อย่างเดียวคือ เจ้ามันตัวอันตราย ฝีมือของเจ้า เวทย์มนต์ อาวุธ และความลับของเจ้ามันมากเกินกว่าที่จะมาขลุกอยู่กับเด็กหญิงอายุ 16 สักคน หรือเจ้าว่าไงล่ะ?"
"ข้าแค่อยากจะถามว่า ข้าจะขอกินเนื้อปลาไหลยักษ์นี่สักคำสองคำได้หรือเปล่าเท่านั้น"
"ถ้าเจ้าต้องการแค่นั้นก็เอาเถอะ เอลฟ์หนุ่ม ข้าแค่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เจ้าจะไม่ทำให้พวกเราต้องลำบาก โดยเฉพาะกับน้องสาวของข้า ซึ่งนอกจากข้าแล้ว เจ้าเป็นอีกคนที่เรียกนางว่า เอมเมอร์ ได้"
หมอนั่นหันหลังเดินจากไป ทิ้งแอปเปิ้ลเย็นๆที่กัดไปแล้วสองคำกลิ้งลงพื้น
ผมก้มลงตัดเนื้อปลานั่นมาชิ้นหนึ่ง จับเข้าปากเคี้ยว รสชาติใช้ได้ทีเดียวสำหรับเนื้อดิบและแช่แข็ง ขณะที่เพิ่งจะคิดเรื่องน่าประหลาดออกอีกเรื่อง
ผมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหมอนั่นตอนที่เดินออกไปเลยด้วยซ้ำ
ตอนที่ 20 - เรืออีกาดำ กับ คาร์เตอร์ ดิชค์.... อีกครั้ง
มารินัส ดาครูนัม ตัวที่สอง.... งั้นเหรอ?
ตอนนี้สายตาของมันเหมือนมีมนต์ของบาสิลิสค์ สะกดทุกคนบนเรือยักษ์แดงให้อยู่นิ่งขยับเขยื้อนไม่ได้กันไปหมด แม้แต่เอมเมอร์หรือซีราเอล ก็ยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้เห็น
แค่มันตัวแรกตัวเดียว ก็เล่นเอาเรือเราเกือบจมไปแล้วทั้งลำ ผมอาจจะฆ่ามันได้ด้วยหอกเวทย์มนต์นี่ แต่ไม่ใช่กับตัวนี้เป็นแน่ พลังเวทย์ของผมหมดเกลี้ยงแล้ว และตอนนี้ ผมไม่มีไอเท็มเพิ่มพลังเวทย์เหลืออยู่เลยแม้แต่กระปุกเดียว
สิ้นหวังเป็นบ้า
แต่กระนั้นผมก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก
ผมเงื้อหอกสีเขียวที่ผมตั้งใจจะมอบชื่อให้มันว่า Gale Spinner และเตรียมตัวปล่อยมันออกไปแม้ว่าจะไม่มีเวทย์มนต์ใดๆหลงเหลือเพียงพอ แต่อย่างน้อยก็ยังมีพิษ พิษที่อยู่ในสกิลความสามารถของผม แม้ผมจะคิดว่าเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์นี่ไม่น่าจะแพ้พิษหรือต่อให้แพ้ มันก็คงจะยากมากทีเดียวที่พิษของผมจะทำอะไรสัตว์ที่มีขนาดตัวเท่ากับมันได้ พิษของผมต้องมากกว่านี้สักสิบหรือร้อยเท่าได้เป็นอย่างน้อย
แต่ผมคงไม่มีเวลาพิสูจน์ข้อนั้น
Gale Spinner เกือบจะพุ่งออกไปแล้ว แต่ผมกลับชะงักกับเสียงและภาพที่เห็นตรงหน้ามากกว่า
ฉมวก...
ฉมวกขนาดยักษ์ ยาวสัก 10 หรือ 15 ฟุตน่าจะได้ พุ่งมาจากที่ไหนไม่รู้ ปักเข้าไปที่คอของมารินัส ดาครูนัม จนทะลุ และแค่เสี้ยววินาทีถัดมา ฉมวกยักษ์อีกอันก็พุ่งตามมาติดๆ ปักเข้าไปที่ข้างลูกตาของเจ้าสัตว์ยักษ์นี่เต็มๆ กะโหลกและสมองถูกบดเป็นรู ปลายฉมวกทะลุออกมาที่อีกด้านนึงของหัวเลยทีเดียว
พอดูให้ชัดๆ ฉมวกนี่น่าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 2 ฟุต ไม่สิ อาจจะ 3 เลยก็ได้ ขนาดของมันอาจจะล้มสัตว์ประหลาดตัวใหญ่กว่านี้ลงได้ด้วยซ้ำถ้ายิงออกมาได้มากและถี่พอ แต่กับเจ้านี่ แค่ 2 ดอก.... 2 ดอกเท่านั้น ก็น่าจะปลิดชีพดับลมหายใจมันลงได้แล้ว
และแทบจะไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ ขัดขืน หรือดิ้นรนใดๆ มารินัส ดาครูนัม ทิ้งร่างไร้วิญญาณเลือดท่วมลงไปบนผิวน้ำเกือบจะทันที และนั่นคือการต่อสู้กับสัตว์ร้ายมหึมาที่ผมต้องใช้อาวุธทั้งหมดและเกือบเอาตัวไม่รอดไปเมื่อกี้
ให้ตายเหอะ ไม่ว่าเจ้าของฉมวกนี่จะเป็นใครก็ตาม พวกเขาต้องมีเครื่องยิงที่เจ๋งและใหญ่มากแน่ๆ
ผมมองไปยังที่มาของฉมวก ก็เห็นเรือ อีกาดำ อยู่ห่างออกไปสัก 100 หรือ 200 เมตรได้ เรือนี่ต้องวิ่งเร็วเป็นบ้าเป็นหลังแน่ๆ เพราะแค่ไม่กี่วินาทีที่แล้วมันยังอยู่ห่างออกไปจนเหมือนไกลแสนไกลอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่นี่ มันกลับมาโผล่อยู่ในระยะยิงของเราแล้ว แม้เราจะไม่มีกำลังพอจะยิงมันหรือใครก็ตามไปอีกหลายสัปดาห์ก็เหอะ
เรืออีกาดำ เป็นเรือขนาดกลาง ไม่เล็ก หรือไม่ใหญ่เกินไป บรรจุลูกเรือได้ประมาณ 20 คนไม่น่าจะเกิน 30 ใบเรือและลำเรือ ถูกทาด้วยสีดำและมีหัวกะโหลกห้อยประดับอยู่หลายจุดมาก รอบๆลำเรือ ที่ด้านหน้า ผมเห็นช่องยิงขนาดใหญ่ที่น่าจะเป็นปากกระบอกสำหรับยิงฉมวกยักษ์ 2 อันมาเมื่อกี้ หัวเรือเป็นรูปนกที่เกือบจะคล้ายเหยี่ยวทะเล แต่บางมุมมันก็คล้ายอีกาเช่นกัน ทำให้ผมนึกถึงอีกาที่ ครีตัส เคยบอกไม่ได้ ถ้าพวกมันยังอยู่และคอยตามราวีเรา หนนี้มันอาจจะมาในรูปของเรือโจรสลัดก็เป็นได้
และแค่ชั่วอึดใจเดียว อีกาดำ ก็เคลื่อนลำเรือมาขนาบข้างเรือยักษ์แดงที่ขนาดใหญ่กว่าร่วม 2 เท่า แต่สภาพกลับน่าสมเพชและดูกระจอกไปเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเรือที่แล่นได้เร็วและดูน่าเกรงขามกว่าแบบนี้
ลูกเรืออีกาดำโยนเชือกตะขอเกี่ยวเพื่อจับเรือให้เข้าหากัน ก่อนจะปีนขึ้นมาบนเรือยักษ์แดงอย่างไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆแม้แต่น้อย
อากอร์ ออกมายืนตรงกลางดาดฟ้าเรือ รอเผชิญหน้ากับใครก็ตามที่กำลังจะประกาศการเป็นเจ้าของและยึดครองเรือยักษ์แดงแห่งนี้ ผมสังเกตุเห็นว่า หมอนี่ดูกลัวมากกว่าจะอยากต่อสู้ เห็นได้ชัดทีเดียว แต่คงเพราะความเป็นกัปตันเรือ การหนีจึงจะยิ่งทำให้เขามีชีวิตอยู่ในทะเลนี้ได้ยากกว่าที่ควร หรือไม่ อากอร์ก็แค่ไม่อยากโดดลงไปในน้ำที่มีซากไอ้ตัวประหลาดนั้น 2 ตัวเท่านั้น
ลูกเรืออีกาดำมีผ้าโพกหัวสีดำกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชายคนสุดท้ายที่โดดขึ้นมาบนเรือยักษ์แดง เขาเป็นชายผิวสีดำแดง ร่างใหญ่กว่าทุกคนที่เพิ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ อาจจะสูงที่สุดในนี้ ถ้าไม่นับอากอร์ แต่สีหน้า แววตา และจิตสังหารของเขานั้นคนละเรื่องกับอากอร์ที่ตอนนี้หงออย่างกับหมาโดนใส่ตะกร้อเลยทีเดียว
ชายผิวดำมีแผลเป็นที่ใบหน้า เป็นรอยดาบ 2 รอยตัดขวางกันที่แก้มอย่างน่ากลัว เขาก็โพกหัวด้วยผ้าสีดำเหมือนกัน แต่มีวงกลมสีขาวอยู่ตรงกลาง ปกปิดผมสีดำสั้นหยิกอยู่ข้างใต้
"คาร์เตอร์ ดิชค์ งั้นเหรอ?" ผมถามออกไป
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนอากอร์จะบอกว่า "ไม่ใช่หรอก นั่นน่ะ วิลลิส เครแกน ต้นหนเรืออีกาดำ มือขวาของคาร์เตอร์ ดิชค์"
"เจ้ายังความจำดีอยู่นี่หว่า อากอร์" วิลลิสแสยะยิ้มน่ากลัวมายังกัปตันเรือยักษ์แดง
"ดูเหมือนตอนนี้เรือของเจ้าจะไม่ค่อย ยักษ์ เท่าไหร่แล้วนี่นะ"
"ก็อย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ เครแกน มังกรยักษ์นั่นเกือบฆ่าเราทั้งหมด ถ้าเจ้าเห็นว่ามันทำอะไรได้บ้าง เจ้าอาจจะเข้าใจในความลำบากของข้าได้มากขึ้น"
"นี่เจ้ากำลังเรียกร้องความเห็นใจจากข้างั้นหรือ กัปตัน?" เครแกนเจือน้ำเสียงดูหมิ่นมาด้วยในคำพูด
"กัปตันของเจ้าไปอยู่เสียที่ไหนล่ะ?" อากอร์เปลี่ยนเรื่อง
"นั่นไม่ใช่เรื่องของเจ้า" วิลลิสพูดพร้อมกับชี้ดาบมาที่พวกเรา "เจ้า เจ้า และเจ้า ตามข้าลงมาที่เรือ ส่วนพวกเจ้าที่เหลือทั้งหมด จะกลายเป็นเชลยของอีกาดำ"
หมอนั่นหมายถึงผม เอมเมอร์ และซีราเอล ส่วนอากอร์ที่พยายามตัดพ้อและปฏิเสธเงื่อนไขที่ว่า ก็เริ่มจะโต้เถียงกลับ แต่วิลลิส เครแกน ตวาดกลับด้วยเสียงที่ดังเกือบจะเท่าเสียงคำรามของสัตว์ยักษ์เมื่อครู่
"หุบปาก อากอร์ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อรองกับเจ้า" อากอร์เลยหยุดคำพูดถัดไปทันที "อย่างที่พวกเจ้าทุกคนเห็น ถ้าเรือของพวกข้าไม่มาช่วยเจ้าเอาไว้ ป่านนี้พวกเจ้ากลายเป็นอาหารปลาไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่การต่อรอง แต่คือคำสั่ง เจ้าไม่มีสิทธิ์ใดๆที่จะขัดขืน ทางเลือกอื่นที่เจ้ามีคือกระโดดลงน้ำไป แล้วว่ายกลับเอเคอร์เชล เลือกเอา!!"
และโดยไม่สนใจว่าใครจะฟังที่เขาพูดหรือคิดตามหรือไม่ วิลลิส สั่งให้ลูกเรืออีกาดำพาพวกเราทุกคนลงไปที่เรือของเขา โดยคนที่เหลือก็ขนเอาเสบียงและสิ่งของที่พอจะมีค่าไปมากที่สุด แม้อากอร์จะพยายามโต้เถียงและร้องขอความเป็นธรรมมากแค่ไหนก็ตาม
"ถ้าเจ้าพูดอีกคำเดียว อากอร์ ข้าสัญญาว่าดาบของข้าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าจะได้เห็นในชีวิตนี้ ข้ายังไม่ลืมที่พวกเจ้าดักโจมตีพวกข้าในอ่าวหมอกน้ำเงินนั่น และกัปตันของข้าก็ไม่อยากจะเสวนากับไอ้ลิ้นสองแฉกแบบเจ้าพอๆกับข้านั่นแหละ"
"แต่ข้าก็ปล่อยพวกเจ้าไปในท้ายที่สุดไม่ใช่เรอะไง วิลลิส ในหมอกนั่น ไม่งั้นพวกเจ้าตายกันหมดแล้ว" อากอร์ยังไม่ยอมหยุด
วิลลิสจึงเดินเข้ามาแล้วต่อยเปรี้ยงเข้าไปที่กรามของอากอร์เต็มแรง หมอนั่นลงไปนอนกองบนพื้นเลือดกลบปาก
"ไอ้สวะน่าสมเพช เจ้าเกือบฆ่าพวกเราที่นั่น ถ้าใบเรือพวกเจ้าไม่ขาดไปก่อน คงเป็นข้าที่ต้องรอคมดาบจากเจ้า เพราะฉะนั้น อย่ามาอ้างว่าเจ้าปล่อยพวกข้าไป พวกข้าต่อสู้และหนีพ้นการลอบโจมตีสกปรกของเจ้าออกมาได้เองต่างหาก... นี่ถ้ากัปตันไม่ห้ามข้าไว้ล่ะก็ พวกเจ้าตายห่ากันไปหมดแล้วป่านนี้"
"ถ้างั้นก็เหลือเสบียงให้พวกข้าบ้างสิ เจ้าทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับปล่อยให้พวกเราตายอยู่กลางทะเลนั่นแหละ"
"ข้าปล่อยให้พวกเจ้ามีลมหายใจต่อไป นั่นคือความเมตตาที่เพียงพอแล้วสำหรับคนอย่างเจ้า อย่าให้ข้าต้องเตือนความจำเจ้าอีก ว่าข้าจะฆ่าเจ้าเมื่อไหร่ก็ได้" วิลลิสถุยน้ำลายใส่หน้าอากอร์ ก่อนจะเดินตามลูกเรือที่พาพวกผมไปที่อีกาดำ
เมื่อพวกเราลงมาถึงเรืออีกาดำ ก็พบว่าเราอยู่ในเรือที่น่ากลัวกว่าที่คิด ทุกสิ่งบนนี้ไม่บ่งบอกถึงความปกติของการเดินเรือทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ไม่มีสิ่งสวยงาม เครื่องตกแต่ง หรือสีสันใดๆที่จะทำให้คนบนเรือเบิกบานใจ แต่ลูกเรือทุกคนก็ดูเข้มแข็ง สามัคคี และมีวินัยมากกว่าเรือยักษ์แดงกับท่านหญิงรอนด้ารวมกันเสียอีก แม้กำลังคนจะน้อยกว่า แต่ถ้ามีการรบพุ่งกันเกิดขึ้น ผมมองไม่เห็นทางแพ้ของอีกาดำเลยแม้แต่น้อย
วิลลิสเดินนำเราเข้าไปที่ห้องกัปตันท้ายเรือ ในนั้นมืด ไม่มีของตกแต่งใดๆที่หรูหรา มีแผนที่กางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง และนอกจากนั้นก็เป็นอาวุธ เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ และโต๊ะกับเก้าอี้ของกัปตัน ซึ่งยืนหันหลังมองออกไปที่หน้าต่าง ทันทีที่ประตูปิดลง กัปตันเรืออีกาดำก็หันหน้ามา
ใบหน้านั้นทำเอาผมตกใจจนเกือบช็อค
"วิลลี่ดำ?" ผมนึกถึงชายที่ผมแอบรีดข้อมูลที่ท่าเรือโจรสลัด และใช้สกิล Hypnosis ใส่ไปที่หัวแล้ว เขาไม่น่าจะเป็นคนที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปได้ ให้ตายสิ นี่ผมพลาดอะไรไปเยอะขนาดนี้เลยเชียวหรือนี่ แล้วทำไม?.... ทำไมเขา...
"เจ้านั่นเอง เอลฟ์ผมสีดำ" วิลลี่ดำมองมาทางผม "และนี่คงเป็นท่านหญิงซีราเอล ราชนิกูลแห่งเอลฟ์จากเวเนลเรีย
"ส่วนเจ้าคือ..." ซีราเอลถามกลับ
"คาร์เตอร์ ดิชค์" เอมเมอร์ต่อให้ ก่อนจะพุ่งเข้าไป กระโดดกอดหมอนั่นเต็มแรงจนเกือบล้ม คาร์เตอร์ รับตัวเธอไว้ได้ ก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่น
"ใช่แล้ว ยัยตัวยุ่ง ข้าเอง คาร์เตอร์ จอมแสบ คาร์เตอร์ของเจ้า แม่สาวน้อย ให้ตายสิ เจ้าตัวโตขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว" คาร์เตอร์ถอยออกมา จับไหล่เอมเมอร์ไว้ และชื่นชมเธออย่างดีอกดีใจ
"เดี๋ยวนะ นี่มันเรื่องอะไรกัน" ผมถามแทนซีราเอลที่ทำหน้างงกว่าผม 2 เท่า
"ท่านผู้นี่คือ คาร์เตอร์ ดิชค์ กัปตันเรือสีดำลำนี้ หรือ คาร์เตอร์ ไพน์แลนด์ พี่ชายต่างมารดาของข้าเอง"
เอาล่ะสิ เรื่องดราม่าเด็ดๆเกิดขึ้นแล้ว
"ไพน์แลนด์ เป็นนามสกุลแม่ข้า ข้าเป็นบุตรนอกสมรส ท่านพ่อไม่สามารถนับข้าเป็นทายาทตามกฏหมายได้" คาร์เตอร์ยีหัวเอมเมอร์จนผมสีทองเปียกๆนั่นเกือบจะแห้ง
"ซึ่งทำให้เราต้องจากกันตั้งแต่ข้ายังเด็ก" เอมเมอร์กอดพี่ชายอีกครัั้ง
"ถ้างั้น กำลังเสริม.... พันธมิตรที่เอมเมอร์พูดถึง ก็คือเจ้านั่นเองงั้นเหรอ?" ผมถาม
คาร์เตอร์ยักไหล่ ทำหน้าตากวนประสาทจนผมหมั่นไส้
"ถ้างั้น เมื่อวันก่อนทำไมเจ้าถึงได้ไม่บอกว่าเจ้าเป็นใครแต่แรก?"
"เจ้าจะบอกคนแปลกหน้าที่เอามีดจ่อคอถามหาชื่อเจ้างั้นเหรอ ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าไม่ได้จะมาฆ่าข้าล่ะ?"
โอเค นั่นเข้าใจได้ เป็นผมก็คงทำไม่ต่างกัน
"ถ้างั้นแล้วเจ้า จำได้... ว่าข้าลบความจำเจ้า งั้นเหรอ?"
"เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าข้ามีเครื่องประดับบางอย่างที่ป้องกันการโจมตีทางจิตใจได้เกือบทุกชนิด" คาร์เตอร์โชว์แหวนสีเงินที่นิ้วกลางข้างซ้าย
"งั้นครั้งหน้า ข้าคงต้องลองอะไรที่แรงกว่าสกิลพื้นๆสินะ"
"นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเลือกข้างไหน?" วิลลิสเตือนผมไม่ให้เหิมเกริมมากเกินไป ตราบใดที่ผมไม่ใช่น้องสาวต่างแม่ของกัปตันเรือ
"ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านมากมายเหลือเกิน" เอมเมอร์พูด "แต่เราคงมีเวลาพูดคุยกันอีกเยอะหลังจากนี้ ข้าอยากขอร้องให้ท่านช่วยละเว้นคนบนเรือยักษ์แดงได้ไหม ข้าเชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่คนเลวนัก"
"นี่เจ้ายังคิดว่าคนที่จะฆ่าพวกเจ้านั้นเป็นคนดีอีกเหรอ น้องข้า ถ้าไม่นับว่าเจ้าอยู่บนเรือของพวกมันล่ะก็ ข้าสั่งยิงจมเรือลำนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ" คาร์เตอร์ปฏฺิเสธ
"แต่ครึ่งหนึ่งของลูกเรือ คือชายที่บริสุทธิ์ ซึ่งออกจากท่าเรือมากับข้า พวกเขาบาดเจ็บ สิ้นหวัง และไม่สมควรตายอย่างไร้ค่ากลางทะเลแห่งนี้พอๆกับเราทุกคน และหากปล่อยพวกเขาไว้กลางทะเลโดยไม่มีเสบียงให้ พวกเขาคงฆ่ากันเองจนตายกันหมดก่อนจะไปถึงฝั่งแน่นอน"
คาร์เตอร์ถอนหายใจ กาลเวลาหลายปีที่แยกจากกัน ไม่ได้ทำให้น้องสาวของเขามีจิตใจที่ดำมืดลงแม้แต่น้อย
"เจ้าก็ยังคงเป็นเจ้าสินะ แม่ตัวยุ่ง" คาร์เตอร์ลูบหัวน้องสาวอีกครั้ัง ก่อนจะบอกเงื่อนไขที่เขารับได้จากการตกลงนี้
ลูกเรือทั้งหมดของท่านหญิงรอนด้า จะให้โดยสารไปกับเรืออีกาดำด้วย จนกว่าจะถึง เกาะใบพัด เกาะใกล้ที่สุดที่อยู่ตอนใต้ของ West-End ใช้เวลาเดินทางแค่วันเดียวก็ถึง ที่นั่นอาจไม่ใช่เกาะที่เพรียบพร้อม แต่ก็จะมีเรือที่ใครก็ตามที่อยากจะกลับไปยังเอเคอร์เชลสามารถทำได้ไม่ยากถ้าแลกกับการทำงานบนเรือ โดยระหว่างที่อยู่บนเรืออีกาดำ พวกเขาก็ต้องทำงานหนักเช่นกันในฐานะเชลยศึก แม้จะไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน แต่คนเหล่านี้ก็เป็นคนของอาณาจักรซึ่งเป็นศัตรูกับโจรสลัดอย่างเลี่ยงไม่ได้
นั่นรวมไปถึง แกรมส์ นอร์ตัน ที่อาสาจะขอร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วยเช่นกัน
ส่วน อากอร์ โดรยาส และลูกเรือยักษ์แดงทั้งหมด จะได้รับเสบียงมากพอที่จะเดินทางกลับไปยังเอเคอร์เชลหรือที่ไหนก็ตามที่เขาต้องการ นั่นคือเสบียงสำหรับ 2 วันเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
และหลังจากจัดการทุกอย่างตามที่ต้องการเสร็จสรรพ เรือสองลำก็แยกออกจากกัน ทิ้งเสียงตะโกนด่าไล่หลังของอากอร์ที่ถูกปล้นทุกอย่างบนเรือไปหมด ซึ่งนั่นน่าจะทำให้หมอนั่นเจ็บแค้นมากพอจะวางแผนล้างตาอีกครั้ง ถ้าเขาหาเรือลำใหม่ได้น่ะนะ
ตอนนี้สายตาของมันเหมือนมีมนต์ของบาสิลิสค์ สะกดทุกคนบนเรือยักษ์แดงให้อยู่นิ่งขยับเขยื้อนไม่ได้กันไปหมด แม้แต่เอมเมอร์หรือซีราเอล ก็ยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้เห็น
แค่มันตัวแรกตัวเดียว ก็เล่นเอาเรือเราเกือบจมไปแล้วทั้งลำ ผมอาจจะฆ่ามันได้ด้วยหอกเวทย์มนต์นี่ แต่ไม่ใช่กับตัวนี้เป็นแน่ พลังเวทย์ของผมหมดเกลี้ยงแล้ว และตอนนี้ ผมไม่มีไอเท็มเพิ่มพลังเวทย์เหลืออยู่เลยแม้แต่กระปุกเดียว
สิ้นหวังเป็นบ้า
แต่กระนั้นผมก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก
ผมเงื้อหอกสีเขียวที่ผมตั้งใจจะมอบชื่อให้มันว่า Gale Spinner และเตรียมตัวปล่อยมันออกไปแม้ว่าจะไม่มีเวทย์มนต์ใดๆหลงเหลือเพียงพอ แต่อย่างน้อยก็ยังมีพิษ พิษที่อยู่ในสกิลความสามารถของผม แม้ผมจะคิดว่าเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์นี่ไม่น่าจะแพ้พิษหรือต่อให้แพ้ มันก็คงจะยากมากทีเดียวที่พิษของผมจะทำอะไรสัตว์ที่มีขนาดตัวเท่ากับมันได้ พิษของผมต้องมากกว่านี้สักสิบหรือร้อยเท่าได้เป็นอย่างน้อย
แต่ผมคงไม่มีเวลาพิสูจน์ข้อนั้น
Gale Spinner เกือบจะพุ่งออกไปแล้ว แต่ผมกลับชะงักกับเสียงและภาพที่เห็นตรงหน้ามากกว่า
ฉมวก...
ฉมวกขนาดยักษ์ ยาวสัก 10 หรือ 15 ฟุตน่าจะได้ พุ่งมาจากที่ไหนไม่รู้ ปักเข้าไปที่คอของมารินัส ดาครูนัม จนทะลุ และแค่เสี้ยววินาทีถัดมา ฉมวกยักษ์อีกอันก็พุ่งตามมาติดๆ ปักเข้าไปที่ข้างลูกตาของเจ้าสัตว์ยักษ์นี่เต็มๆ กะโหลกและสมองถูกบดเป็นรู ปลายฉมวกทะลุออกมาที่อีกด้านนึงของหัวเลยทีเดียว
พอดูให้ชัดๆ ฉมวกนี่น่าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 2 ฟุต ไม่สิ อาจจะ 3 เลยก็ได้ ขนาดของมันอาจจะล้มสัตว์ประหลาดตัวใหญ่กว่านี้ลงได้ด้วยซ้ำถ้ายิงออกมาได้มากและถี่พอ แต่กับเจ้านี่ แค่ 2 ดอก.... 2 ดอกเท่านั้น ก็น่าจะปลิดชีพดับลมหายใจมันลงได้แล้ว
และแทบจะไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ ขัดขืน หรือดิ้นรนใดๆ มารินัส ดาครูนัม ทิ้งร่างไร้วิญญาณเลือดท่วมลงไปบนผิวน้ำเกือบจะทันที และนั่นคือการต่อสู้กับสัตว์ร้ายมหึมาที่ผมต้องใช้อาวุธทั้งหมดและเกือบเอาตัวไม่รอดไปเมื่อกี้
ให้ตายเหอะ ไม่ว่าเจ้าของฉมวกนี่จะเป็นใครก็ตาม พวกเขาต้องมีเครื่องยิงที่เจ๋งและใหญ่มากแน่ๆ
ผมมองไปยังที่มาของฉมวก ก็เห็นเรือ อีกาดำ อยู่ห่างออกไปสัก 100 หรือ 200 เมตรได้ เรือนี่ต้องวิ่งเร็วเป็นบ้าเป็นหลังแน่ๆ เพราะแค่ไม่กี่วินาทีที่แล้วมันยังอยู่ห่างออกไปจนเหมือนไกลแสนไกลอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่นี่ มันกลับมาโผล่อยู่ในระยะยิงของเราแล้ว แม้เราจะไม่มีกำลังพอจะยิงมันหรือใครก็ตามไปอีกหลายสัปดาห์ก็เหอะ
เรืออีกาดำ เป็นเรือขนาดกลาง ไม่เล็ก หรือไม่ใหญ่เกินไป บรรจุลูกเรือได้ประมาณ 20 คนไม่น่าจะเกิน 30 ใบเรือและลำเรือ ถูกทาด้วยสีดำและมีหัวกะโหลกห้อยประดับอยู่หลายจุดมาก รอบๆลำเรือ ที่ด้านหน้า ผมเห็นช่องยิงขนาดใหญ่ที่น่าจะเป็นปากกระบอกสำหรับยิงฉมวกยักษ์ 2 อันมาเมื่อกี้ หัวเรือเป็นรูปนกที่เกือบจะคล้ายเหยี่ยวทะเล แต่บางมุมมันก็คล้ายอีกาเช่นกัน ทำให้ผมนึกถึงอีกาที่ ครีตัส เคยบอกไม่ได้ ถ้าพวกมันยังอยู่และคอยตามราวีเรา หนนี้มันอาจจะมาในรูปของเรือโจรสลัดก็เป็นได้
และแค่ชั่วอึดใจเดียว อีกาดำ ก็เคลื่อนลำเรือมาขนาบข้างเรือยักษ์แดงที่ขนาดใหญ่กว่าร่วม 2 เท่า แต่สภาพกลับน่าสมเพชและดูกระจอกไปเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเรือที่แล่นได้เร็วและดูน่าเกรงขามกว่าแบบนี้
ลูกเรืออีกาดำโยนเชือกตะขอเกี่ยวเพื่อจับเรือให้เข้าหากัน ก่อนจะปีนขึ้นมาบนเรือยักษ์แดงอย่างไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆแม้แต่น้อย
อากอร์ ออกมายืนตรงกลางดาดฟ้าเรือ รอเผชิญหน้ากับใครก็ตามที่กำลังจะประกาศการเป็นเจ้าของและยึดครองเรือยักษ์แดงแห่งนี้ ผมสังเกตุเห็นว่า หมอนี่ดูกลัวมากกว่าจะอยากต่อสู้ เห็นได้ชัดทีเดียว แต่คงเพราะความเป็นกัปตันเรือ การหนีจึงจะยิ่งทำให้เขามีชีวิตอยู่ในทะเลนี้ได้ยากกว่าที่ควร หรือไม่ อากอร์ก็แค่ไม่อยากโดดลงไปในน้ำที่มีซากไอ้ตัวประหลาดนั้น 2 ตัวเท่านั้น
ลูกเรืออีกาดำมีผ้าโพกหัวสีดำกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชายคนสุดท้ายที่โดดขึ้นมาบนเรือยักษ์แดง เขาเป็นชายผิวสีดำแดง ร่างใหญ่กว่าทุกคนที่เพิ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ อาจจะสูงที่สุดในนี้ ถ้าไม่นับอากอร์ แต่สีหน้า แววตา และจิตสังหารของเขานั้นคนละเรื่องกับอากอร์ที่ตอนนี้หงออย่างกับหมาโดนใส่ตะกร้อเลยทีเดียว
ชายผิวดำมีแผลเป็นที่ใบหน้า เป็นรอยดาบ 2 รอยตัดขวางกันที่แก้มอย่างน่ากลัว เขาก็โพกหัวด้วยผ้าสีดำเหมือนกัน แต่มีวงกลมสีขาวอยู่ตรงกลาง ปกปิดผมสีดำสั้นหยิกอยู่ข้างใต้
"คาร์เตอร์ ดิชค์ งั้นเหรอ?" ผมถามออกไป
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนอากอร์จะบอกว่า "ไม่ใช่หรอก นั่นน่ะ วิลลิส เครแกน ต้นหนเรืออีกาดำ มือขวาของคาร์เตอร์ ดิชค์"
"เจ้ายังความจำดีอยู่นี่หว่า อากอร์" วิลลิสแสยะยิ้มน่ากลัวมายังกัปตันเรือยักษ์แดง
"ดูเหมือนตอนนี้เรือของเจ้าจะไม่ค่อย ยักษ์ เท่าไหร่แล้วนี่นะ"
"ก็อย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ เครแกน มังกรยักษ์นั่นเกือบฆ่าเราทั้งหมด ถ้าเจ้าเห็นว่ามันทำอะไรได้บ้าง เจ้าอาจจะเข้าใจในความลำบากของข้าได้มากขึ้น"
"นี่เจ้ากำลังเรียกร้องความเห็นใจจากข้างั้นหรือ กัปตัน?" เครแกนเจือน้ำเสียงดูหมิ่นมาด้วยในคำพูด
"กัปตันของเจ้าไปอยู่เสียที่ไหนล่ะ?" อากอร์เปลี่ยนเรื่อง
"นั่นไม่ใช่เรื่องของเจ้า" วิลลิสพูดพร้อมกับชี้ดาบมาที่พวกเรา "เจ้า เจ้า และเจ้า ตามข้าลงมาที่เรือ ส่วนพวกเจ้าที่เหลือทั้งหมด จะกลายเป็นเชลยของอีกาดำ"
หมอนั่นหมายถึงผม เอมเมอร์ และซีราเอล ส่วนอากอร์ที่พยายามตัดพ้อและปฏิเสธเงื่อนไขที่ว่า ก็เริ่มจะโต้เถียงกลับ แต่วิลลิส เครแกน ตวาดกลับด้วยเสียงที่ดังเกือบจะเท่าเสียงคำรามของสัตว์ยักษ์เมื่อครู่
"หุบปาก อากอร์ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อรองกับเจ้า" อากอร์เลยหยุดคำพูดถัดไปทันที "อย่างที่พวกเจ้าทุกคนเห็น ถ้าเรือของพวกข้าไม่มาช่วยเจ้าเอาไว้ ป่านนี้พวกเจ้ากลายเป็นอาหารปลาไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่การต่อรอง แต่คือคำสั่ง เจ้าไม่มีสิทธิ์ใดๆที่จะขัดขืน ทางเลือกอื่นที่เจ้ามีคือกระโดดลงน้ำไป แล้วว่ายกลับเอเคอร์เชล เลือกเอา!!"
และโดยไม่สนใจว่าใครจะฟังที่เขาพูดหรือคิดตามหรือไม่ วิลลิส สั่งให้ลูกเรืออีกาดำพาพวกเราทุกคนลงไปที่เรือของเขา โดยคนที่เหลือก็ขนเอาเสบียงและสิ่งของที่พอจะมีค่าไปมากที่สุด แม้อากอร์จะพยายามโต้เถียงและร้องขอความเป็นธรรมมากแค่ไหนก็ตาม
"ถ้าเจ้าพูดอีกคำเดียว อากอร์ ข้าสัญญาว่าดาบของข้าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าจะได้เห็นในชีวิตนี้ ข้ายังไม่ลืมที่พวกเจ้าดักโจมตีพวกข้าในอ่าวหมอกน้ำเงินนั่น และกัปตันของข้าก็ไม่อยากจะเสวนากับไอ้ลิ้นสองแฉกแบบเจ้าพอๆกับข้านั่นแหละ"
"แต่ข้าก็ปล่อยพวกเจ้าไปในท้ายที่สุดไม่ใช่เรอะไง วิลลิส ในหมอกนั่น ไม่งั้นพวกเจ้าตายกันหมดแล้ว" อากอร์ยังไม่ยอมหยุด
วิลลิสจึงเดินเข้ามาแล้วต่อยเปรี้ยงเข้าไปที่กรามของอากอร์เต็มแรง หมอนั่นลงไปนอนกองบนพื้นเลือดกลบปาก
"ไอ้สวะน่าสมเพช เจ้าเกือบฆ่าพวกเราที่นั่น ถ้าใบเรือพวกเจ้าไม่ขาดไปก่อน คงเป็นข้าที่ต้องรอคมดาบจากเจ้า เพราะฉะนั้น อย่ามาอ้างว่าเจ้าปล่อยพวกข้าไป พวกข้าต่อสู้และหนีพ้นการลอบโจมตีสกปรกของเจ้าออกมาได้เองต่างหาก... นี่ถ้ากัปตันไม่ห้ามข้าไว้ล่ะก็ พวกเจ้าตายห่ากันไปหมดแล้วป่านนี้"
"ถ้างั้นก็เหลือเสบียงให้พวกข้าบ้างสิ เจ้าทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับปล่อยให้พวกเราตายอยู่กลางทะเลนั่นแหละ"
"ข้าปล่อยให้พวกเจ้ามีลมหายใจต่อไป นั่นคือความเมตตาที่เพียงพอแล้วสำหรับคนอย่างเจ้า อย่าให้ข้าต้องเตือนความจำเจ้าอีก ว่าข้าจะฆ่าเจ้าเมื่อไหร่ก็ได้" วิลลิสถุยน้ำลายใส่หน้าอากอร์ ก่อนจะเดินตามลูกเรือที่พาพวกผมไปที่อีกาดำ
เมื่อพวกเราลงมาถึงเรืออีกาดำ ก็พบว่าเราอยู่ในเรือที่น่ากลัวกว่าที่คิด ทุกสิ่งบนนี้ไม่บ่งบอกถึงความปกติของการเดินเรือทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ไม่มีสิ่งสวยงาม เครื่องตกแต่ง หรือสีสันใดๆที่จะทำให้คนบนเรือเบิกบานใจ แต่ลูกเรือทุกคนก็ดูเข้มแข็ง สามัคคี และมีวินัยมากกว่าเรือยักษ์แดงกับท่านหญิงรอนด้ารวมกันเสียอีก แม้กำลังคนจะน้อยกว่า แต่ถ้ามีการรบพุ่งกันเกิดขึ้น ผมมองไม่เห็นทางแพ้ของอีกาดำเลยแม้แต่น้อย
วิลลิสเดินนำเราเข้าไปที่ห้องกัปตันท้ายเรือ ในนั้นมืด ไม่มีของตกแต่งใดๆที่หรูหรา มีแผนที่กางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง และนอกจากนั้นก็เป็นอาวุธ เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ และโต๊ะกับเก้าอี้ของกัปตัน ซึ่งยืนหันหลังมองออกไปที่หน้าต่าง ทันทีที่ประตูปิดลง กัปตันเรืออีกาดำก็หันหน้ามา
ใบหน้านั้นทำเอาผมตกใจจนเกือบช็อค
"วิลลี่ดำ?" ผมนึกถึงชายที่ผมแอบรีดข้อมูลที่ท่าเรือโจรสลัด และใช้สกิล Hypnosis ใส่ไปที่หัวแล้ว เขาไม่น่าจะเป็นคนที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปได้ ให้ตายสิ นี่ผมพลาดอะไรไปเยอะขนาดนี้เลยเชียวหรือนี่ แล้วทำไม?.... ทำไมเขา...
"เจ้านั่นเอง เอลฟ์ผมสีดำ" วิลลี่ดำมองมาทางผม "และนี่คงเป็นท่านหญิงซีราเอล ราชนิกูลแห่งเอลฟ์จากเวเนลเรีย
"ส่วนเจ้าคือ..." ซีราเอลถามกลับ
"คาร์เตอร์ ดิชค์" เอมเมอร์ต่อให้ ก่อนจะพุ่งเข้าไป กระโดดกอดหมอนั่นเต็มแรงจนเกือบล้ม คาร์เตอร์ รับตัวเธอไว้ได้ ก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่น
"ใช่แล้ว ยัยตัวยุ่ง ข้าเอง คาร์เตอร์ จอมแสบ คาร์เตอร์ของเจ้า แม่สาวน้อย ให้ตายสิ เจ้าตัวโตขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว" คาร์เตอร์ถอยออกมา จับไหล่เอมเมอร์ไว้ และชื่นชมเธออย่างดีอกดีใจ
"เดี๋ยวนะ นี่มันเรื่องอะไรกัน" ผมถามแทนซีราเอลที่ทำหน้างงกว่าผม 2 เท่า
"ท่านผู้นี่คือ คาร์เตอร์ ดิชค์ กัปตันเรือสีดำลำนี้ หรือ คาร์เตอร์ ไพน์แลนด์ พี่ชายต่างมารดาของข้าเอง"
เอาล่ะสิ เรื่องดราม่าเด็ดๆเกิดขึ้นแล้ว
"ไพน์แลนด์ เป็นนามสกุลแม่ข้า ข้าเป็นบุตรนอกสมรส ท่านพ่อไม่สามารถนับข้าเป็นทายาทตามกฏหมายได้" คาร์เตอร์ยีหัวเอมเมอร์จนผมสีทองเปียกๆนั่นเกือบจะแห้ง
"ซึ่งทำให้เราต้องจากกันตั้งแต่ข้ายังเด็ก" เอมเมอร์กอดพี่ชายอีกครัั้ง
"ถ้างั้น กำลังเสริม.... พันธมิตรที่เอมเมอร์พูดถึง ก็คือเจ้านั่นเองงั้นเหรอ?" ผมถาม
คาร์เตอร์ยักไหล่ ทำหน้าตากวนประสาทจนผมหมั่นไส้
"ถ้างั้น เมื่อวันก่อนทำไมเจ้าถึงได้ไม่บอกว่าเจ้าเป็นใครแต่แรก?"
"เจ้าจะบอกคนแปลกหน้าที่เอามีดจ่อคอถามหาชื่อเจ้างั้นเหรอ ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าไม่ได้จะมาฆ่าข้าล่ะ?"
โอเค นั่นเข้าใจได้ เป็นผมก็คงทำไม่ต่างกัน
"ถ้างั้นแล้วเจ้า จำได้... ว่าข้าลบความจำเจ้า งั้นเหรอ?"
"เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าข้ามีเครื่องประดับบางอย่างที่ป้องกันการโจมตีทางจิตใจได้เกือบทุกชนิด" คาร์เตอร์โชว์แหวนสีเงินที่นิ้วกลางข้างซ้าย
"งั้นครั้งหน้า ข้าคงต้องลองอะไรที่แรงกว่าสกิลพื้นๆสินะ"
"นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะเลือกข้างไหน?" วิลลิสเตือนผมไม่ให้เหิมเกริมมากเกินไป ตราบใดที่ผมไม่ใช่น้องสาวต่างแม่ของกัปตันเรือ
"ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านมากมายเหลือเกิน" เอมเมอร์พูด "แต่เราคงมีเวลาพูดคุยกันอีกเยอะหลังจากนี้ ข้าอยากขอร้องให้ท่านช่วยละเว้นคนบนเรือยักษ์แดงได้ไหม ข้าเชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่คนเลวนัก"
"นี่เจ้ายังคิดว่าคนที่จะฆ่าพวกเจ้านั้นเป็นคนดีอีกเหรอ น้องข้า ถ้าไม่นับว่าเจ้าอยู่บนเรือของพวกมันล่ะก็ ข้าสั่งยิงจมเรือลำนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ" คาร์เตอร์ปฏฺิเสธ
"แต่ครึ่งหนึ่งของลูกเรือ คือชายที่บริสุทธิ์ ซึ่งออกจากท่าเรือมากับข้า พวกเขาบาดเจ็บ สิ้นหวัง และไม่สมควรตายอย่างไร้ค่ากลางทะเลแห่งนี้พอๆกับเราทุกคน และหากปล่อยพวกเขาไว้กลางทะเลโดยไม่มีเสบียงให้ พวกเขาคงฆ่ากันเองจนตายกันหมดก่อนจะไปถึงฝั่งแน่นอน"
คาร์เตอร์ถอนหายใจ กาลเวลาหลายปีที่แยกจากกัน ไม่ได้ทำให้น้องสาวของเขามีจิตใจที่ดำมืดลงแม้แต่น้อย
"เจ้าก็ยังคงเป็นเจ้าสินะ แม่ตัวยุ่ง" คาร์เตอร์ลูบหัวน้องสาวอีกครั้ัง ก่อนจะบอกเงื่อนไขที่เขารับได้จากการตกลงนี้
ลูกเรือทั้งหมดของท่านหญิงรอนด้า จะให้โดยสารไปกับเรืออีกาดำด้วย จนกว่าจะถึง เกาะใบพัด เกาะใกล้ที่สุดที่อยู่ตอนใต้ของ West-End ใช้เวลาเดินทางแค่วันเดียวก็ถึง ที่นั่นอาจไม่ใช่เกาะที่เพรียบพร้อม แต่ก็จะมีเรือที่ใครก็ตามที่อยากจะกลับไปยังเอเคอร์เชลสามารถทำได้ไม่ยากถ้าแลกกับการทำงานบนเรือ โดยระหว่างที่อยู่บนเรืออีกาดำ พวกเขาก็ต้องทำงานหนักเช่นกันในฐานะเชลยศึก แม้จะไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน แต่คนเหล่านี้ก็เป็นคนของอาณาจักรซึ่งเป็นศัตรูกับโจรสลัดอย่างเลี่ยงไม่ได้
นั่นรวมไปถึง แกรมส์ นอร์ตัน ที่อาสาจะขอร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วยเช่นกัน
ส่วน อากอร์ โดรยาส และลูกเรือยักษ์แดงทั้งหมด จะได้รับเสบียงมากพอที่จะเดินทางกลับไปยังเอเคอร์เชลหรือที่ไหนก็ตามที่เขาต้องการ นั่นคือเสบียงสำหรับ 2 วันเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
และหลังจากจัดการทุกอย่างตามที่ต้องการเสร็จสรรพ เรือสองลำก็แยกออกจากกัน ทิ้งเสียงตะโกนด่าไล่หลังของอากอร์ที่ถูกปล้นทุกอย่างบนเรือไปหมด ซึ่งนั่นน่าจะทำให้หมอนั่นเจ็บแค้นมากพอจะวางแผนล้างตาอีกครั้ง ถ้าเขาหาเรือลำใหม่ได้น่ะนะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)