ยามเช้ามาถึงอย่างรวดเร็ว พวกเราได้นอนกันแค่ไม่ถึงคนละ 2 ชม. พีท คอนนี่และโฮเซ่ ต้องช่วยกันขุดดินเพื่อฝังศพของ ดีนาเร กับ อานารา ขณะที่หญิงรับใช้ 2 คน ตื่นขึ้นมาเพื่อทำอาหาร และเอลฟ์ที่ยังมีชีวิตรอด ทั้ง เฟรานา และ ยูเรล ตัดสินใจที่จะร่วมกันกินอาหารกับมนุษย์ เราเลยได้อาหารมื้อใหญ่กว่าตอนที่ออกมาจากบิสทรอต
ตัวต่อจำลองที่ผมส่งออกไปเพื่อติดตามเจ้าสัตว์ร้ายนั่นกลับมา หลังจากมันไปพบว่าเจ้าสัตว์ตัวนั้นวิ่งหายเข้าไปในป่าลึก และกลายเป็นแค่มอนสเตอร์ธรรมดาตัวนึงที่ไม่ได้ดุร้ายเหมือนตอนที่มันอยู่กันเป็นฝูง ผมมองเห็นภาพจากสายตาของตัวต่อแทบจะในเวลาเดียวกันกับที่ตัวต่อนั้นมองเห็น ภายใต้ประสาทรับรู้ที่ถูกแบ่งแยกออกไป ซึ่งนั่นค่อนข้างกวนใจผมตอนที่กำลังนอนหลับเมื่อคืน และมันก็ไม่ได้ช่วยให้ผมสามารถรู้ได้มากกว่าเดิมเลยว่า ใครกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หรือศัตรูของเราจริงๆแล้วเป็นใคร
ผมมองพวกพีทที่กำลังขุดหลุมเสร็จ ก็พอดีกับได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆเดินเข้ามาใกล้จากข้างหลัง เอมเมอร์ที่ตื่นก่อนเวลาอันควรเดินออกมาจากกระโจมด้วยเท้าเปล่า สวมชุดนอนผ้าไหมสีขาวที่มีผ้าขนสัตว์สีเข้มผืนใหญ่คลุมอยู่
"อากาศดีนะ เทลอน" เธอกล่าวทักทาย
"ไม่มากเท่ากับเมื่อคืนหรอก"
"ข้าเสียใจอย่างยิ่งที่เป็นต้นเหตุให้เอลฟ์ผู้ภักดีในหน้าที่ 2 คนต้องจากไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ"
"จริงๆแล้ว ข้าก็อยากจะถามเจ้าเรื่องนั้นอยู่พอดีเลย, เอมเมอร์" ผมเริ่มเข้าประเด็น
"ใครคือศัตรูของเจ้า พวกนั้นอยากฆ่าเจ้าทำไม เหตุใดเจ้าจึงต้องรีบเดินทาง และจริงๆแล้ว เจ้าเป็นใครกันแน่?"
"นั่นค่อนข้างจะใช้เวลาตอบนานอยู่นะ นายท่าน" เธอทำน้ำเสียงกวนๆนิดๆ แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวอายุไม่ถึง 18 ปีคนนี้จะกล้าหาญและผ่านเรื่องร้ายๆมาเยอะเหลือเกินใน 2 คืนที่ผ่านมา แต่แม้กระนั้น ท่าทีและบุคลิกของเธอก็ยังคงแจ่มใสและเป็นมิตรมากกว่าเอลฟ์ทั้งหมู่บ้านของผมรวมกันเสียอีก
"แล้วเจ้าจะตอบข้าได้สักกี่คำถามกันล่ะ" ผมยังคงไม่ยอมแพ้
"นั่นขึ้นอยู่กับว่า ท่านกับข้าจะมีเวลาเดินทางร่วมกันอีกนานแค่ไหน....
"เพราะเท่าที่ข้ารู้ พรุ่งนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน หากท่านเลือกจะจากไป ข้าคงจะเสียใจและรู้สึกปลอดภัยน้อยลงกว่าเดิมเป็นแน่" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผมมั่นใจว่าเธอไม่ได้โกหก
"เจ้ามีเอลฟ์ที่จะคุ้มครองเจ้าอยู่อีก 3 คน และถ้ามันจะมีความหมายใดๆอยู่บ้าง ครีตัสก็อาจเป็นตัวช่วยที่ดี แม้เขาจะขี้ขลาดและปลิ้นปล้อนอยู่สักหน่อย"
"ซึ่งนั่นทำให้ข้าจำเป็นต้องมีท่าน.... ท่านลอร์ด"
"เรียกข้าว่า ลอร์ด อีกที ข้าจะหายไปจากที่นี่ก่อนเจ้าจะได้ตักอาหารคำแรกเข้าปากแน่ๆ" ผมเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อยกับคำพูดเยินยอเกินจริงของเธอ แม้ในน้ำเสียงเหล่านั้นจะไม่มีคำเสียดสีใดๆอยู่เลยก็ตาม
"ข้าขอโทษ เทลอน หากทำให้ท่านไม่พอใจ" เธอขออภัยอย่างจริงใจ
"พูดตามตรง ข้าเองก็อยากรู้ว่าเหตุใดข้าถึงตกอยู่ในอันตราย แต่นั่นก็เป็นคำตอบที่ข้าไม่เคยได้รับเลยแทบจะตลอดชีวิต ข้าเป็นลูกสาวของลอร์ดคนนึงในดินแดนภาคเหนือ ท่านพ่อบอกข้าอยู่เสมอว่าข้าเป็นคนสำคัญ แต่ก็ไม่เคยบอกว่าทำไม เราเดินทางเพื่อเปลี่ยนที่พักผ่อนกันทุกๆ 3-4 เดือน ไปยังปราสาทหรือมหานครต่างๆกันโดยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเสมอมา ตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้ารู้ว่าบ้านจริงๆของข้าคือที่ไหน แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นมันด้วยซ้ำ....
เรื่องมันเลวร้ายตอนการเดินทางครั้งล่าสุดที่ผ่านมานั่นแหละ ท่านพ่อของข้าต้องไปเข้าเฝ้าพระราชากระทันหัน ขณะที่เรากำลังเดินทางไปที่บิสทรอต แต่พอเราผ่านเข้าไปในช่องเขา เราก็ถูกโจมตีจากโจรภูเขา และพ่อบ้านของข้าก็พาข้าควบม้าหนีมาในรถม้านั่น ก่อนข้าจะเสียเขาไป และได้พบกับท่านแทน"
นั่นอธิบายเรื่องราวก่อนหน้าได้พอสมควร
"ถ้างั้นครอบครัวเจ้า ตระกูลเจ้า มีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า?" ผมถามต่อ
"เท่าที่ข้ารู้คือ มี จากเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนว่าคนรอบๆตัวข้ามักจะต้องได้รับอันตรายและสูญเสียชีวิตไปทีละคน แม้กระนั้น ข้าก็ไม่สามารถบอกท่านได้จริงๆว่า ต้นเหตุคืออะไร หรือใครกันที่ต้องการชีวิตของข้า ข้าบอกได้เพียงอย่างเดียวว่า ทุกแห่งที่ข้าไป จะได้รับการต้อนรับจากทางการเป็นอย่างดี เจ้าเมืองหรือผู้ครองแคว้นทุกคนจะต้อนรับข้าและคนของข้า มากกว่าที่ข้าต้องการเสมอ"
"แลกกับผู้คนที่อยากฆ่าเจ้า" ผมมองไปยังหลุมศพของเอลฟ์ทั้งสอง "และคนที่ติดตามเจ้า"
"ข้าหวังว่าจะสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก" เธอตอบ "นั่นจึงทำให้ข้าต้องการให้ท่านอยู่ใกล้ๆ อาจเพราะความสามารถหรือเหตุผลบางอย่าง แต่ข้าคิดว่า ท่านอาจจะเป็นคนเดียวที่จะจากข้าไปทั้งๆที่ยังหายใจอยู่ได้"
"งั้นเจ้าก็คาดหวังว่ารอบๆตัวเจ้าจะมีแต่ซากศพอย่างนั้นล่ะสิ"
"นั้นคือความจริง ไม่ใช่สิ่งที่ข้าหวัง มันเกิดขึ้นเสมอ เหมือนเป็นคำสาป"
ยัยเด็กนี่น่าจะผ่านอะไรมาเยอะพอดูเหมือนกันในช่วงเวลา 10 กว่าปีที่มีชีวิตนี่ จากปฏิกริยาหลายๆอย่างทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เอมเมอร์ ไม่ใช่คนที่เพิ่งจะเดินทาง แม้จะขี่ม้า หรือต่อสู้ไม่ได้เลย แต่เธอก็มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเธอเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุ ถ้านั่นจะเป็นหนึ่งในข้อดีไม่กี่อย่างของการได้อยู่ใกล้เธอล่ะก็นะ
"องครักษ์ที่ต้องการเงินทอง การต้อนรับ เกียรติยศ และการเลี้ยงดูปูเสื่อ จะยินดีร่วมทางไปกับเจ้า" ผมพูด
"แต่กับข้า มันต่างออกไป ข้าไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น มากพอๆกับที่ไม่มีจุดหมายใดจะแจ่มชัดพอจะชี้หนทางข้างหน้าของข้า การเดินทางเป็นเสมือนมิตรสหายที่แท้จริง การพบเจอและลาจาก ไม่มีผลอันใดกับเอลฟ์ผู้โดดเดี่ยว
"หนึ่งใน 3 สิ่งที่ข้าต้องการคือการได้เรียนรู้ เดินทาง และได้เห็นสิ่งต่างๆบนโลกนี้มากเท่าที่ข้าต้องการ"
"แล้วอีกสองอย่างที่เหลือ คือการช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการท่านหรือเปล่าล่ะ?" เอมเมอร์ถาม
"ข้าว่าเจ้ารู้เรื่องตัวข้ามามากเกินพอแล้วล่ะ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัวสำหรับอาหารเช้าได้แล้ว"
"แต่ข้ายังไม่ได้คำตอบจากท่านเลย เทลอน.... " เธอยังไม่ยอมแพ้ "ท่านจะเดินทางต่อไปกับข้าหรือเปล่า? ได้โปรด" สายตาอ้อนวอนเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆถูกส่งมา
"เรายังมีเวลาคิดอีกคืนสำหรับเรื่องนั้น" ผมยุติบทสนทนาแล้วเดินจากไป สวนกับ ซีราเอลที่กำลังเดินเข้ามา
"ข้ามีเรื่องคุยกับเจ้า" ซีราเอลพูด
"ข้าว่าเช้านี้ข้าคุยเยอะเกินไปแล้ว สำหรับวันปกติวันหนึ่ง"
"เมื่อคืนไม่ใช่ เราต้องคุยกันว่าเจ้าได้อะไรจากเวทย์อ่านใจนั่นบ้าง มากพอๆกับอาวุธของเจ้า เวทย์มนต์ของเจ้า และที่มาของเจ้า" ซีราเอลยังไม่ยอมแพ้ เธอยืนขวางทางผมไว้
"เท่าที่ข้าจำได้ เจ้าไม่ใช่เจ้านายของข้า" ผมหลบไปข้างๆ "และข้าเพิ่งช่วยชีวิตเจ้าไว้เมื่อคืน ข้าจะขอบคุณมากหากเจ้าปล่อยให้ข้าอยู่เงียบๆสักครู่ในเช้านี้"
ผมกลับมาที่วงของกลุ่ม กองไฟกำลังลุกโชน หุงซุปหัวหอมกับเนื้อของสัตว์ตัวเมื่อคืนที่ไม่ได้ไหม้ไฟซึ่งพีทไปแล่ออกมาจากซากของตัวที่ผมบอกว่า น่าจะกินได้เพราะไม่มีพิษ (ตัวที่ไม่ได้ตายเพราะดาบของผมน่ะนะ)
เราล้อมวงกันกินซุปมื้อนั้นจนอิ่ม และพิธีศพแบบง่ายๆ ก็เริ่มต้นขึ้นใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งตรงจุดที่พวกพีทไปขุดหลุมกันมา
ยูเรล เป็นคนกล่าวคำอวยพรเพื่อส่งวิญญาณของเอลฟ์ทั้งสองกลับคืนสู่ต้นไม้แห่งชีวิต ผมพอจะคุ้นๆอยู่บ้าง จำได้ว่าแต่ก่อนตอนอยู่ในหมู่บ้านก็จะมีพิธีศพคล้ายๆแบบนี้ แม้จะไม่ค่อยเห็นใครตายเท่าไหร่นักก็ตาม ดูเหมือนเอลฟ์จะอายุยืนในหมู่บ้าน แต่ตายได้ง่ายเหลือเกินเมื่ออยู่ข้างนอก
เราเก็บของและเริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง ยังไงต่อให้รีบแค่ไหน เราก็ไปไม่ถึง เอเคอร์เชล ก่อนค่ำแน่นอน จากคำบอกเล่าของโฮเซ่ หมอนั่นยังบอกอีกด้วยว่า ถ้าโชคดี เราอาจจะถึงเรือนพักกลางทางสักแห่งก่อนพลบค่ำ และเราอาจได้นอนในนั้นกันบ้าง ซึ่งผมก็หวังให้เป็นอย่างนั้น
โฮเซ่บอกอีกว่า เหตุผลที่แถวนี้ไม่มีเรือนพัก ก็เพราะว่าเส้นทางแถบนี้นั้นค่อนข้างปลอดภัย และไม่เคยมีโจรหรือสัตว์ร้ายใดๆเลยตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราเห็นตรงกันว่าสถิตินั้นน่าจะถูกทำลายลงเมื่อคืน และครีตัสยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า จะรายงานเรื่องนี้ต่อเซอร์เดนเนอร์ ทันทีที่กลับไปถึงเมืองบิสทรอต
คณะเดินทางเราเริ่มออกเดินทางอีกครั้ัง แต่วันนี้ขบวนต่างออกไป ผมถูกขอร้องให้เดินคู่ไปกับขบวนรถม้าหลักที่เอมเมอร์กับสาวรับใช้นั่งอยู่ ด้านหลังขบวนพ่วงด้วยม้าของดีนาเรซึ่งตอนนี้ไร้เจ้าของ ส่วน ซีราเอล ออกมาขี่ม้าของอานารา แทนที่จะนั่งอยู่ในรถม้าเหมือนตอนแรก
นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิมมากนัก นอกจากการระแวดระวังที่มากขึ้นกว่าเดิม และความเครียดที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมไม่มีปัญหาอะไรกับความเครียด ไม่ว่าจะถูกโจมตีอีกกี่ครั้ง สำหรับผมก็เหมือนกับการประลองฝีมือที่ไม่มีทางที่ผมจะแพ้ได้ (หรือถึงจะมีก็น้อยมาก มากจริงๆ)
พีท กับ คอนนี่ นั่งเงียบๆบนหลังม้าที่ตัวเองขี่ ส่วนโฮเซ่ที่เมื่อวานยังร้องเพลงอยู่เป็นระยะ ตอนนี้ก็เหลือแค่ผิวปากบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น
"เจ้าเป็นใครกันแน่?" ไม่ทันที่ผมได้ตั้งตัว ซีราเอลก็เทียบม้ามาข้างๆผมพร้อมกับยิงคำถามที่กวนใจเธอมาตลอด 24 ชม.หลังนี้
"ก็เป็นเอลฟ์..." ผมตอบ "เหมือนกับเจ้า เพียงแต่ข้ามาจากป่าตอนใต้ เวเนลเรีย"
"ที่นั่นพังราบไปแล้ว" เธอพูด
"ใช่ ข้าบังเอิญรอดมาได้..... ทำนองนั้น"
"แล้วเจ้า... เอ่อ... อาวุธของเจ้าน่ะ" เธอเริ่มกระอักกระอ่วน ดูเหมือนพยายามจะถามเกี่ยวกับอาวุธที่ผมมี โดยไม่ต้องการให้ผมรู้สึกว่าเธอต้องการจะครอบครองมันหรืออิจฉาผมแต่อย่างใด เอลฟ์นั้นไม่เห็นแก่ได้หรือละโมบ แต่พวกเขากลัวว่าคนอื่นจะคิดอย่างนั้น ทุกครั้งเมื่อถามถึงสิ่งที่ผู้อื่นครอบครอง เอลฟ์จึงไม่ค่อยจะรู้สึกสะดวกใจเท่าไหร่นัก เว้นแต่วัน มันเป็นประเด็นสำคัญจริงๆ อย่างเช่นกรณีของผมนี้"
"ข้าไม่ได้ขโมยมา ข้าได้รับมาจากกองค้าอาวุธแห่งหนึ่งซึ่งถูกโจมตีระหว่างเดินทาง ข้าช่วยพวกเขาไว้ และลูกชายเจ้าของคณะ มอบรางวัลให้ข้ามากเท่าที่ข้าจะพอใจแลกเปลี่ยนกับการช่วยชีวิตพวกเขา"
ซีราเอล น่าจะพอใจกับคำตอบนี้มากกว่าการเฉไฉไปคุยเรื่องอื่น เธอไม่มีทางแย้งผมได้ ผมไม่ได้โกหก แค่พูดความจริงไม่หมดเท่านั้น
ของที่ผมได้รับมาจากคณะเดินทาง มีแค่ Night Viper (ที่ตอนนี้อัพเกรดแล้ว ^^) กับผลึก Craft Crystal เท่านั้น ส่วนของหรืออาวุธที่เหลืออื่นๆ ผมได้รับจาก Druid Org (ในตำนาน) ผู้เป็นอาจารย์และผู้ช่วยชีวิตของผม
"แล้ว เจ้า... กำลังจะเดินทางไปไหน ก่อนจะมาที่นี่งั้นหรือ?" เธอถามเรื่องอื่น
"ก็ไม่มีที่ไหนเป็นพิเศษ...." ผมพยายามเป็นมิตรกับเธอ "ถ้าข้าไม่ได้เจอ เอมเมอร์.... เอ่อ เอมเมอรัลเน่ ก็คงจะกำลังเดินทางไปรอบๆแถวนี้ ล่าสุดข้าเพิ่งออกจากป่ามาน่ะ คงจะหาทางเข้าเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนของป่ากับอาหารและยาเพื่อเดินทางต่อ...ล่ะมั้ง"
"แล้ว.... ผม.... ผมของเจ้าน่ะ" เธอเริ่มเข้าประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในวันนี้
"นั่้นข้าก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน" ผมตอบ "ข้าจำไม่ได้ว่าเกิดมาจากไหน และทำไมถึงมีผมสีดำ รู้ตัวอีกทีก็เป็นเด็กกำพร้าไปเสียแล้ว และเอลฟ์เด็กส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ชอบขี้หน้าข้ามากไปกว่าเจ้านัก ถ้านั่นจะทำให้เจ้าพอใจ.... ท่านหญิง"
"ไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านหญิงก็ได้ แค่ ซีราเอล" เธอเริ่มมีท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น แต่ก่อนที่จะได้คุยอะไรกันมากกว่านั้น เธอก็ชักม้าไปทางต้นขบวน
"อย่าแม่แต่จะคิดเชียวนะ"
ผมสะดุ้งเฮือกนิดๆ น้ำเสียงห้าวดุดังมาจากด้านหลัง ผมหันไปพบกับ เฟรานา เอลฟ์สาวที่ดูเหมือนเป็นนักรบที่เก่งกาจพอๆกับงดงาม ซึ่งชักม้าตามเข้ามาจากข้างหลัง
ผมเพิ่งได้มองเธอตรงๆเป็นจริงเป็นจังครั้งแรก เหตุการณ์ก่อนหน้านี้มันไม่ได้อำนวยมากนัก ซึ่งผมก็ไม่ได้โทษเธอหรือใคร
"คิดอะไรงั้นหรือ?" ผมถามกลับ ท่าทีไม่สะทกสะท้านหรือเกรงกลัวอะไร เรื่องราวเมื่อคืนน่าจะทำให้ทั้งผมและเธอเข้าใจได้อย่างตรงกันแล้วว่า เธอไม่สามารถเอาชนะผมได้ด้วยกำลัง แม้ว่าจะรวมเธอเข้ากับ ยูเรล ซีราเอล หรือแม้แต่คนในคณะที่เหลือ ผมเลยตอบกลับน้ำเสียงของเธอไปด้วยท่าทีแข็งกร้าวพอๆกัน
"อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับท่านหญิง"
"คนไหนล่ะ?" ผมยังกวนไม่เลิก
"ทั้งสองคนนั่นแหละ" เธอไม่ยอมแพ้
"ถ้าเจ้ากำลังจะหาเรื่อง ตรงนั้นมีที่ว่างๆ ข้าพอจะเป็นคู่มือให้เจ้าได้สัก 10 นาที ถ้าเจ้าต้องการ"
"นั่นไม่จำเป็น" เธอตอบ ชักม้าไปทางอื่น "เราเสียกำลังไปกับเรื่องไร้สาระไม่ได้"
นี่เธอคิดจริงๆงั้นหรือว่าจะเอาชนะผมได้ ให้ตายเหอะ พวกเอลฟ์นี่มันจองหองเสียจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าเธอเป็นนักรบที่ทิฐิสูงขนาดนี้ล่ะก็ ผมว่าเธอเป็นเอลฟ์ที่หน้าตาดีอันดับต้นๆเท่าที่ผมเคยรู้จักทีเดียวนะ เผลอๆ ถ้าทำตัวเรียบร้อย ทำผมเผ้าสะอาดสะอ้าน อาจจะหน้าตาสวยกว่า ซีราเอล ก็ได้ อย่างเธอเนี่ย โดนจับตัวไปได้เมื่อไหร่ล่ะก็ ผมไม่อยากจะคิดถึงจุดจบเลยทีเดียว ไม่โดนจับไปเป็นนางบำเรอ ก็โดนขายในตลาดมืดแน่นอน ราคาอาจจะไม่ดีเท่านายหญิงของเธอเอง แต่เชื่อเถอะว่า ราคาต้องติดอันดับท็อปของตลาดแน่นอน
ผมดีใจที่ไม่ต้องคุยกับเธอต่อ ปล่อยให้การเดินทางของเราดำเนินต่อไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางสายลมที่พัดเอากลิ่นเกลือและน้ำทะเลมาหาเรา ถ้าคำนวณไม่ผิด พรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ เราจะถึง เอเคอร์เชล เมืองท่าที่เป็นจุดหมายของ เอมเมอร์ และผมต้องตอบคำถามของเธอเรื่องการเดินทางต่อไปของตัวเอง
ท้องทุ่งที่เราเดินทางผ่านมาเรื่อยๆนั้น เป็นทางรถลากที่ไม่ได้กว้างแต่ก็ไม่ได้แคบจนเกินไป หนทางค่อนข้างไม่ได้กันดารนัก เพราะมีนักเดินทางผ่านไปมาอย่างสม่ำเสมอ เรื่องสัตว์ร้ายเมื่อคืนนี้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยแค่ไหน อีกไม่นานอาจจะมีคนพูดถึง แต่ก็คงไม่มากนัก เพราะเจ้าตัวที่ยังเหลืออยู่ อาจจะอยู่แถวๆนี้ได้นานพอจนใครสักคนไปเจอและออกตามล่ามัน และนั่นคงเป็นจุดจบของเผ่าพันธุ์ที่ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่แถบนี้
"ข้าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง" ยูเรลพูดกับผม หลังจากเขาขี่ม้ามาใกล้ๆ "เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดในแผ่นดินไกลออกไป....
"หน้าตาของฝูงสัตว์ร้ายเมื่อคืนนี้ ทำให้ข้านึกออกว่าข้าอาจจะเคยเห็นมันในหน้าหนังสือ สัตว์ประหลาดแห่ง South-End มาก่อน"
นั่นทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจ "เจ้าแน่ใจมากแค่ไหนล่ะ"
"ก็พอสมควร" ยูเรลตอบ "ข้าคิดว่าพวกนั้นน่าจะเป็น วอร์กริมส์ สัตว์ป่าดุร้ายที่อาศัยอยู่ในป่าดิบสักแห่งของทวีปแดนใต้ คำถามคือ สัตว์ประหลาดจากแดนไกลแบบนั้น มาปรากฏอยู่ที่หนทางแห่งนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ทางเรือ และปริมาณที่มากมายแบบนั้น อาจจะร่วม 30 ตัวได้ ถ้าข้านับไม่ผิด มันไม่น่าจะถูกขนมาจากทางเรือได้โดยที่ไม่มีใครพบเห็นมาก่อน หากขบวนสัตว์ร้ายหายากแบบนั้นถูกขนขึ้นฝั่งมา ก็น่าจะมีข่าวลือหนาหูแพร่สะพัดไปถึงบิสทรอต หรือบางทีอาจจะทั้งครึ่งซีกใต้ของทวีปนี้ด้วยซ้ำ"
หมอนี่พูดมีประเด็น ถ้าสัตว์ร้ายพวกนี้ไม่ควรอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้จริงๆ พวกมันจะมาจากที่ไหนกันได้ล่ะ
"ข้าว่า เราอาจจะได้คำตอบเหล่านั้นเมื่อเราไปถึง เอเคอร์เชล ก็เป็นได้" ผมพูด "นี่พวกเจ้า ต้องอารักขาเอมเมอ.... เอมเมอรัลเน่ ไปถึงไหนล่ะ แค่ถึงเอเคอร์เชล หรือขึ้นเรือไปที่ไหนกับเธอด้วย?"
"เอลฟ์ไม่ชอบทะเล" ยูเรลตอบ "พอๆกับใต้ดินนั่นแหละ...
"แต่เราก็ไม่มีทางเลือก... ท่านหญิง ซีราเอล เป็นรัชทายาทลำดับที่ 4 แห่งราชวงศ์อัลซีเรียน ซึ่งมีรัชทายาทชายผู้พี่อยู่ถึง 3 คน"
"สงครามแย่งชิงบัลลังก์งั้นหรือ?" ผมถาม
"เราไม่ได้เหมือนมนุษย์" ยูเรลตอบ ไร้ซึ่งน้ำเสียงหงุดหงิด "เจ้าก็น่าจะรู้...
"ท่านหญิงซีราเอล ได้รับคำสั่งจากราชาเอลฟ์ของเรา ให้ทำงานชิ้นสำคัญซึ่งอาจส่งผลต่ออนาคตของอาณาจักรมนุษย์ การคุ้มครองท่านหญิง เอมเมอรัลเน่ จะเป็นการช่วยให้อาณาจักรของมนุษย์มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น และผลที่ตามมา คือการประสานสัมพันธไมตรีระหว่างเอลฟ์กับมนุษย์ ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การช่วยเหลือครั้งนี้ จะนำพาความสงบอีก 500 ปีมาให้เรา"
ผมไม่รู้ว่าเขาไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหน "เจ้าคิดจริงๆหรือว่า มนุษย์จะรักษาสัญญาน่ะ"
"ข้าหวังเช่นนั้น"
"ความหวังอาจไม่เพียงพอ" ผมสวน "จากประสบการณ์ของข้าที่ได้คลุกคลีกับมนุษย์มาพักใหญ่ๆ อาจจะมากกว่าเจ้าหน่อยนึง ข้าค่อนข้างแน่ใจวา มนุษย์จะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก แน่นอนว่า มนุษย์ดีๆนั้นก็มี แต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก ถ้าเทียบกับพวกที่เราต้องไม่ต้องการ ข้าค่อนข้างแน่ใจเลยว่า หากมนุษย์สักครึ่งนึง รักษาสัญญาได้มากเท่ากับเอลฟ์ที่ขี้โกหกที่สุดในหมู่บ้านข้าแล้วล่ะก็ เจ้าอาจจะไม่มีสงครามไปอีก 5000 ปีเลยก็เป็นได้"
"ถ้าได้เช่นนั้นก็จะเป็นการดีมากๆ...
"ดูเจ้าไม่ค่อยชอบมนุษย์เท่าไหร่เลยนะ เทลอนนัส" ยูเรลเพิ่มประเด็นอีกข้อ
"ไม่มากไปกว่าพวกเจ้าหรอก ข้าแค่เปลี่ยนจากความเกลียดชังรังเกียจ เป็นการเข้าใจธรรมชาติของเผ่าพันธุ์พวกนั้นเสียมากกว่า การคาดหวังที่สูงเกินไปไม่นำพาผลดีใดๆมาสู่ตัวเราเองทั้งนั้น ยิ่งข้าได้เรียนรู้ชีวิตของมนุษย์มากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งรู้ว่า จริงๆแล้ว พวกนั้นก็ไม่ได้ต่างจากเอลฟ์มากเท่าที่เอลฟ์คิด เพียงแค่ แต่ละคนมองกันคนละมุมเท่านั้น"
"งั้นมนุษย์มองเอลฟ์เป็นแบบไหนล่ะ?"
"ก็.... หยิ่งยะโส ถือดี จองหอง อวดเก่ง... ล่ะมั้งนะ " ส่วนใหญ่ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน
"นั่นก็.... เอ่อ... อาจจะจริง" ยูเรลไม่ขัดผม หมอนี่ดูจะเปิดใจได้มากกว่าเอลฟ์ปกติทั่วไป อาจเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืน หรือไม่ก็การที่เขาออกมาจากหมู่บ้านนานเกินไปก็ได้
"แล้วเจ้าพอจะรู้มั้ย ว่า เอมเมอรัลเน่ น่ะ เป็นใคร หรือมีความสำคัญอะไรกับอาณาจักรมนุษย์" ผมเปลี่ยนเรื่อง ออกจากเรื่องผมไปที่เอมเมอร์น่าจะดีกว่า
"นั่นข้าไม่ได้รับอนุญาตให้รู้ เรามีหน้าที่ติดตามท่านหญิงซีราเอลเพื่อคุ้มครองท่านให้ทำภาระกิจสำเร็จเท่านั้น ซึ่งข้าหวังเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ว่า เจ้าจะเป็นผู้มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้"
หมอนี่กำลังขอร้องผมแบบอ้อมๆอยู่งั้นเหรอ? "นั่นข้าไม่แน่ใจนัก ข้าอาจจะคุ้มครองเอมเมอรัลเน่ แต่นั่นไม่รวมถึงชีวิตของพวกเจ้า ข้าไม่ได้ผูกพันธ์กับเอลฟ์คนไหนๆ มากพอๆกับมนุษย์นั่นแหละ"
"นั่นข้าก็ไม่ได้หวัง ข้ารู้ว่าเจ้ามาที่นี่ไม่ใช่เพราะพวกเรา แต่เพื่อท่านหญิงเอมเมอรัลเน่ ข้าไม่ได้ขอร้องให้เจ้ามาช่วยดูแลหรือรักษาชีวิตของพวกเรา แม้ว่าจากเหตุการณ์เมื่อคืน ข้าจะค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าจะทำได้ไม่ยากนักก็ตาม...
"ข้าอาจจะร้องขอมากเกินไป แต่ท่านหญิงของเรา ท่านซีราเอล เป็นเอลฟ์ที่ดี หากเจ้าจะพอมีหัวใจของเอลฟ์อยู่บ้าง เจ้าอาจจะอยากช่วยท่านหญิงของเราให้พ้นจากอันตราย ในเวลาที่ข้าหรือเฟรานาไม่ได้อยู่ตรงนั้น"
นั่นแหละปัญหา ผมไม่ได้มีหัวใจของเอลฟ์ มากพอๆกับมนุษย์นั่นแหละ
"แล้วตกลง เจ้าจะลงเรือไปด้วยงั้นสิ?" ผมถามเรื่องอื่นแทน
"เป็นเช่นนั้น" หมอนั่นตอบ
"ไปที่ไหนงั้นเหรอ?"
"South-End.... ผ่าน เกาะซัมเมอร์เด็น ช่องแคบสโตนเอดจ์ สู่เมืองท่า คายล์โฮสต์ ดินแดนหน้าต่าง จาก West-End สู่ทวีปซีกใต้ของโลก... นั่นคือคำตอบของข้า แล้วของเจ้าล่ะ เทลอนนัส?"
"เรียกข้าว่าเทลอนก็พอ.. " ผมตอบ "คำตอบข้ายังไม่แน่ชัด ข้าไม่ได้มีจุดหมายจะไปไหนไกลจากแถวนี้เท่าไหร่ แต่การเดินทางไปยังทวีปอื่น ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน บางที เมื่อถึงเอเคอร์เชล เราอาจได้รู้กันว่า ทะเล จะน่าอภิรมย์มากพอหรือเปล่า"
ยูเรลพยักหน้า ชวนผมคุยอีก 2-3 เรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านที่ผมจากมา ไม่ต่างจากที่ซีราเอลถามก่อนหน้ามากนัก เราเดินทางไปจนถึงตอนเที่ยง เห็นร่มไม้ขนาดใหญ่ที่ไม่มีเจ้าของ จึงหยุดพักสำหรับมื้อเที่ยง
ผมนั่งในวงใหญ่วงเดียวกับทุกคนที่เหลือ ความเครียดจากเรื่องเมื่อคืนและความเศร้าของเมื่อเช้าเริ่มเบาบางลง อากาศตรงนี้นั้นไม่เลวทีเดียว ลมพัดแรงกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป กลิ่นของเกลือเค็มๆลอยเข้ามาสัมผัสใบหน้า มื้อเที่ยงไม่เลวนัก เป็นปลาย่างที่เราจับได้ตรงแม่น้ำใกล้ๆชายป่า ที่ผมเข้าไปกับ คอนนี่ และยูเรล หมอนั่นยิงธนูแค่ 3 ดอก ก็ได้ปลาถึง 5 ตัว และหลังจากมั่นใจว่าทุกคนน่าจะอิ่ม เราก็แบกปลากลับมาที่แคมป์ถึง 7 ตัว รวมกับเนื้อเค็มและกระต่ายที่ เฟรานา ยิงได้อีกตัว เราก็มีอาหารเที่ยงมากพอจะทำให้ทุกคนในคณะอิ่มได้จนถึงค่ำ
มีการพูดคุยบ้างพอสมควร เกี่ยวกับการพักแรมคืนนี้ ซึ่งพีทค่อนข้างมั่นใจว่า เราน่าจะไปถึงเรือนพักแรมแห่งหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่พอจะให้เราทุกคนได้นอนกันในห้องพัก และนั่นทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แม้ผมจะแน่ใจว่า เจ้าเมืองเดนเนอร์ คงจะไม่ได้ให้ค่าที่พักของพวกพีทมากับครีตัสแน่ๆ แต่อย่างน้อย หากผมต้องนอนข้างนอกกับพวกเขา ก็ยังง่ายกับการป้องกันตัวมากกว่าเมื่อคืนนี้แน่นอน
สาวใช้คนที่อายุน้อยกว่าตักอาหารให้ผม ในนั้นมีอาหารน่ากินที่ต้องยอมรับเลยว่า ผมเองก็ท้องร้องไม่เบาเหมือนกัน แต่ก่อนที่ผมจะสนใจอาหารไปมากกว่านั้น สาวใช้ก็ทำท่าเขินจนผมค่อนข้างแน่ใจว่า เธออาจจะมีใจให้ผมเหมือนหญิงมนุษย์ทั่วๆไป ยิ่งถ้าได้มองใกล้ๆแล้ว ผมก็ค่อนข้างจะหน้าตาดี แถมไม่มีผมสีทองแบบเอลฟ์ให้เธอรู้สึกห่างไกลเกินไปอีกด้วย ผมยิ้มให้เธอเป็นการขอบคุณตอนที่รับอาหาร นั่นยิ่งทำให้เธอหน้าแดงและยิ้มพร้อมกับเขิน ดูน่ารักไม่เลว เธอเดินไปตักอาหารให้พวกพีทต่อ ผมเห็นว่าเธอยังเหลือบมามองผมจนกระทั่งเธอตักอาหารให้ทุกคนเสร็จ และสาวใช้คนที่แก่เป็นคุณป้า ก็หยิกแขนเธอแรงๆ เหมือนจะปรามเธอว่าอย่ายุ่งกับผม อันนั้นผมพอจะเข้าใจได้
เอมเมอร์ดูจะหิวพอๆกับผม เธอกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็ยังมีท่วงท่าของชนชั้นสูงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพีทหรือโฮเซ่ ส่วนพวกเอลฟ์นั้นกินอาหารอย่างสำรวม พอๆกับความตะกละของครีตัส ซึ่งยังคงถามหาเหล้าองุ่นตลอดเวลา ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า หมอนี่จะตามมาด้วยทำไมในเมื่อแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรกับคณะเลยแม้แต่น้อย
พวกเรากินอาหารเสร็จในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง และหลังจากดับกองไฟพร้อมกับเตรียมตัวเดินทางต่อ คณะของเราก็กลับสู่เส้นทางหลักสู่เอเคอร์เชลอีกครั้ง การทำเวลาช่วงบ่ายนั้นค่อนข้างดี เราเดินทางสวนกับคนเดินทาง 7-8 คน กับคณะรถม้าอีก 2 คัน โฮเซ่บอกทุกคนในนั้นให้ระวังเรื่องการพักแรมกลางแจ้ง และสิ่งที่พวกเราได้เจอมาเมื่อคืนนี้ แน่นอน คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เพราะมันแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย จากประวัติศาสตร์ของเส้นทางเดินแห่งนี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากโดนเจ้าอ้วนคนนึงที่ท่าทางเหมือนพ่อค้าตะโกนด่าโฮเซ่ว่า "ไอ้ขี้ข้าจอมปด" โฮเซ่ก็เลิกบอกเรื่องนี้กับคนผ่านทางที่เหลือ และนำขบวนต่อไปเงียบๆแทน
ผมเห็นอีกา 2-3 ตัวบินวนอยู่ไกลๆ น่าจะเพราะกลิ่นอาหารที่เรากินกันตั้งแต่เช้า หรืออาจจะเมื่อวาน รวมไปถึงซากศพของสัตว์ร้ายที่ตายลง น่าจะเป็นอาหารของพวกมันได้ไม่ยาก บางที ป่านนี้ ฝูงแร้งอาจจะเข้ามาแย่งเหยื่อของพวกมันไปหมดแล้วก็ได้
ตอนเย็น พีทบอกว่าอีกไม่นานก็จะถึงเรือนพักแรมแล้ว ทั้งโฮเซ่และคอนนี่ต่างกระวนกระวายใจทันทีที่นึกถึงเบียร์อร่อยๆหรืออย่างน้อยก็อาหารดีๆสักมื้อ หลังจากเรื่องราวเสี่ยงชีวิตเมื่อคืน การได้กินอาหารอีกสักมื้อหรือได้นอนกับผู้หญฺิงสักคน อาจเป็นทางเลือกที่ดีหากจะต้องตายในเร็ววัน ซึ่งแม้ว่าผมจะยืนกรานเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่า แทบจะไม่มีโอกาสที่พวกสัตว์ร้ายเมื่อคืนจะกลับมาโจมตีเราได้อีกเลยก็ตาม พวกเขาก็ยังยืนว่า การใช้ชีวิตให้คุ้มในตอนนี้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โฮเซ่ถึงขนาดบอกว่า อยากจะขอเข้าไปจีบเฟรานาสักครั้ง เผื่อจะฟลุคได้เอลฟ์เป็นเมีย ก็ยังดีกว่าตายไปทั้งอย่างนี้ ซึ่งผมคัดค้านเต็มประตูกับหมอนั่นว่า เก็บโอกาสมีชีวิตอันน้อยนิดไว้กับตัวและเสี่ยงเดินทางกลับไปบิสทรอตดีกว่า ถ้ายังไม่อยากตายตอนนี้
เกือบๆ 6 โมงเย็น เราเห็นควันไฟลอยอยู่ไกลๆข้างหน้า น่าจะเกิดจากกองไฟหลายกองทีเดียว หากข้างหน้าไม่ได้มีการรบราฆ่าฟันแล้วเผาบ้านเผาเรือนทิ้ง ก็น่าจะต้องมีทหารสักกองตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกเรือนพักแรมนั่น พีทบอกว่าน่าประหลาดใจ ปกติไม่เคยมีกองไฟเยอะอย่างนั้นมาก่อน ผมเห็นด้วย คาดหวังว่าสิ่งที่รออยู่ตรงหน้าจะไม่ใช่ซากศพหรือขี้เถ้ากองโต
เมื่อเราเข้าไปใกล้ ก็ค่อนข้างจะโล่งใจเล็กน้อย บริเวณใกล้ๆเรือนพักแรมแห่งนี้ รอบๆเป็นทุ่งหญ้าแห้งอยู่บนลานดินเลี่ยนเตียนกินพื้นที่ขนาดเกือบๆจะ 4 หรือ 5 ไร่ แหล่งน้ำเดียวคือตาน้ำที่มองเห็นไกลๆจากตรงนี้ไปยังตีนเนินด้านทิศตะวันออก เจ้าของเรือนพักแรมน่าจะดูดน้ำมาจากบ่อบาดาลที่อยู่ใกล้ๆตัวอาคาร
สิ่งที่สะดุดตาพวกเราเป็นอย่างมาก คือต้นเหตุของควันไฟหลายจุดที่เราสังเกตุได้ก่อนนี้ มันคือกองไฟหุงต้มอาหารของกองทัพขนาดย่อมๆ ผมเห็นทหารหรือนักดาบรับจ้างหลายสิบคน บางทีอาจจะเป็นร้อย ตั้งค่ายอยู่โดยรอบอาคารพักแรมที่ชื่อ "ซอลต์สปูน" (Salt spoon) คิดว่าคงจะมีราชาสักองค์หรือไม่ก็คนสำคัญเข้ามาพักในเรือนพักแรมแห่งนี้สักไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า
เราเข้าไปใกล้ๆ และหยุดคณะเดินทางตรงแถวๆคอกม้า พีทเข้าไปติดต่อกับเจ้าของเรือนพักแรม ขณะที่คอนนี่กับโฮเซ่ลงลากม้าไปผูกไว้กับคอกม้าที่มีม้าอยู่เต็ม
ชายหลายคนแถวๆนั้นมองมาที่เรา พร้อมกับซุบซิบเกี่ยวกับเอลฟ์ 3 คนที่พวกเขาเห็น คิดว่าพวกเขาคงไม่ได้สนใจผมเพราะเสื้อผ้ามอมแมมซอมซ่อผิดกับพวกของซีราเอล ที่แม้จะมีฮู้ดคลุมปิดศีรษะ แต่เครื่องแต่งกายก็ค่อนข้างจะมองเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นของมีราคาและหลายๆชิ้นประดับลวดลายของเอลฟ์อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะธนูไม้ชั้นดีที่ประดับด้วยเหล็กเวทย์มนต์ส่องแสงแวววาว
ถ้าชายเหล่านี้เป็นกลุ่มโจร พวกมันคงจะพุ่งเข้ามาหาเรื่องปล้นพวกเราตั้งแต่เดินเข้ามาใกล้ที่นี้แล้ว แต่คงเพราะคนที่พักอยู่ข้างใน น่าจะเป็นคนของทางการหรืออาณาจักร เจ้าพวกนี้จึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม จนกว่าหัวหน้าของพวกมันจะสั่งการลงมา ซึ่งผมหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น หากต้องมีการต่อสู้ที่นี่ ผมคงเลี่ยงที่จะไม่ฆ่าใครเลยสักคนไม่ได้เป็นแน่ และเอมเมอร์ก็อาจจะเป็นอันตรายได้พอๆกันกับคนอื่นที่เหลือ
พีทออกมาเพื่อบอกพวกเราว่า ห้องพักของซอลตี้สปูนนั้น เต็มหมดแล้วในคืนนี้ แม้ว่าที่นี่จะเป็นเรือนพักแรมขนาดไม่เล็กมาก มีห้องพักถึง 10 ห้อง แต่ก็ถูกจองจนเต็มไปทั้งหมด เพราะแขกสำคัญที่ได้ล่วงหน้ามาจากเอเคอร์ชิล ที่กำลังเดินทางไปยังบิสทรอต ซึ่งตอนนี้กำลังพักอยู่ในห้องพักทั้ง 10 ห้องอยู่ตอนนี้
ครีตัสบ่นโวยวายเสียงดังพอสมควร ดึงความสนใจจากทหารรอบๆให้มองตาขวางมาที่คณะของเรา น่าจะเพราะเจ้าอ้วนนั่นเริ่มเมามาตลอดทางตั้งแต่มื้อกลางวัน ซึ่งถ้าหมอนั่นยังไม่หยุดเห่า ผมอาจจะตรงเข้าไปตบกะบาลจนหมอนั่นสลบเลยก็เป็นได้ ยังดีที่เจ้าอ้วนนั่นยังพอจะมองเห็นสายตาไม่เป็นมิตรได้ดีอยู่บ้าง เลยหุบปากลงและบ่นอุบอิบ
พีทบอกว่า แม้จะเข้าไปนอนในนั้นไม่ได้ เราก็ยังสามารถเข้าไปกินอาหารค่ำที่ด้านในได้ อาหารนั้นมีเยอะ เพราะเรือเพิ่งเข้าเทียบท่า และเจ้าของเรือนพักได้วัวมา 2 ตัว ซึ่งน่าจะหมดภายในคืนนี้อยู่ดี แต่ก็มีพอเพียงสำหรับแขกอื่นๆ ซึ่งตอนแรก เจ้าของเรือนพักทำท่าจะปฏิเสธพีท แต่พอพีทแสดงจดหมายของผู้ว่าเดนเนอร์ ทุกอย่างก็ค่อนข้างจะง่ายดายลงพอสมควร
เราเก็บม้าไว้ใกล้ๆกัน และตัดสินใจตั้งเรือนพักแรมสำหรับทุกคนในคณะ ห่างออกไป 200-300 เมตรจากกลุ่มทหารที่ตั้งอยู่ก่อน ตรงนั้นเป็นลานกว้างที่อยู่เลยจากคอกม้าออกไป ซึ่งจากทิศทางลมแล้ว ไม่น่าจะสร้างปัญหาเรื่องกลิ่นขี้ม้าให้เราเท่าไหร่นัก
พอเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ และแสดงอาทิตย์อัสดงจากไปจากขอบฟ้าแล้ว ที่ด้านในเรือนพักแรม พีทบอกว่ามีโต๊ะว่างที่นั่งได้ 4 คนอยู่ 2 โต๊ะ ซึ่งเจ้าของพักแรมสามารถจัดหาให้เราได้อย่างกระเบียดกระเสียด เอมเมอร์ ครีตัส ซีราเอล และเฟรานา จะนั่งอยู่ที่โต๊ะหนึ่ง ส่วน ยูเรล กับผม จะนั่งอยู่อีกโต๊ะ ซึ่งพีทขอกลับไปกินอาหารร่วมกับพวกคอนนี่มากกว่าจะนั่งอยู่ในนี้ ซึ่งผมก็เข้าใจ เพราะแม้ข้างนอกจากมีทหารอยู่เต็มไปหมดแล้ว ข้างในก็ยังมีพวกอัศวิน หรือพวกเจ้าหน้าที่ที่ยศสูงกว่าพวกข้างนอกอยู่มากพอสมควร จะว่าไปคือ ทุกโต๊ะนอกจากพวกเรา คือกลุ่มของคนที่มาพักก่อนหน้าเราทั้งหมด
"พระเจ้าทรงเมตตา นั่นท่านหญิงเอมเมอรัลเน่มิใช่หรอกหรือ" เสียงดังแหลมสูงดังมาจากเชิงบันได ชายที่แต่งตัวได้ชัดเจนว่าเป็นขุนนางหรือท่านเซอร์จากที่ไหนสักแห่งตะโกนกลบเสียงจอแจในห้องอาหารได้เงียบสงัดยิ่งนัก
ชายหน้าตาปานกลางแต่แต่งตัวด้วยชุดที่ค่อนข้างจะมองได้ชัดเจนเลยว่าเป็นคนจากตระกูลชั้นสูงเดินตรงมาหากลุ่มของเรา
"ความงามของท่านช่างเลื่องลือไปไกล และนั่นยังน้อยเสียยิ่งกว่าคำกล่าวอ้างใดๆที่ข้าได้ยินมา หากมิได้มายืนอยู่ตรงหน้าท่าน ข้าอาจคิดว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นคำลวง"
ไอ้หมอนี่จะชมหญิงสาวสักคนว่าสวย มันต้องพูดกันยาวขนาดนี้เชียวเหรอนั่น
ชายคนนั้นก้มลงจับมือของเอมเมอร์เอาไปประคองแล้วจูบเบาๆแต่ยังกุมมือเธอไว้อยู่
"ท่านกล่าวเกินไปนัก ท่านรัชทายาทแห่งสังฆราชา ลอร์ดเฟอร์ดินาน" เอมเมอร์กล่าวทักทายกลับโดยไม่ได้ยืนขึ้น
"อภัยให้ข้าอีกร้อยครั้ง หากต้องบรรยายความงามของท่านซ้ำซากจนมันอาจดูน่าเบื่อไปบ้าง" เฟอร์ดินานยังคงชมไม่เลิก "แต่หากข้ารู้เพียงสักนิดว่า แขกผู้มาเยือนเรือนพักแห่งนี้จะเป็นท่าน ข้าคงจะไม่ปล่อยให้เจ้าของโรงแรมให้แห่งนี้ปฏิเสธคนของท่านไปอย่างเด็ดขาด" พูดจบ หมอนั่นก็เรียกผู้รับใช้หน้าตาดุดันคนหนึ่งเข้ามา น่าจะเป็นองครักษ์คนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเงาตามตัวหมอนั่น
เฟอร์ดินานสั่งอะไรบางอย่าง หมอนั่นก็รีบจากไป
"ข้าสั่งให้คนของข้า สละห้องพักให้ท่านหากท่านจะกรุณา ข้าจะให้เจ้าของเรือนพักแรมรีบจัดการทำความสะอาดห้องให้พร้อมสำหรับท่านภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสนทนาของเราจะนานกว่านั้นอย่างง่ายดาย ท่านหญิงของข้า"
"ท่านช่างกรุณายิ่งนัก ลอร์ดเฟอร์ดินาน" เอมเมอร์ขอบคุณ "แต่ข้าจะยินดีกว่าหากจะไม่ต้องเบียดเบียนคนของท่านในคืนนี้ คณะของข้าเตรียมเรือนพักให้ข้าที่ด้านนอกเรียบร้อยแล้ว และข้ามั่นใจว่าเหล่าองครักษ์ของข้าจะทำงานได้ดีไม่แพ้ของท่านในราตรีอันสวยงามนี้"
เฟอร์ดินานทำหน้าตาผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด "ข้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เช่นนั้นแล้ว จะเป็นการเสียมารยาทไปหรือไม่ หากข้าจะขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงคณะของท่าน ด้วยอาหารอันแสนธรรมดานี้แทน"
"ข้าขอขอบพระคุณในน้ำใจของท่านอย่างสุดซึ้ง ท่านลอร์ด ข้ามั่นใจว่าเราจะได้รับอาหารอย่างดีในราตรีนี้ ฝากความคิดถึงถึงบิดาของท่านด้วยเช่นกัน หากท่านจะกรุณา" เอมเมอร์กล่าวขอบคุณพร้อมๆกับยุติบทสนทนา
"ข้าอาจจะล่วงเกินไปสักหน่อย หากจะไม่กล่าวทักทายสหายร่วมคณะของท่าน จะเป็นการเสียมารยาทหรือไม่ หากข้าจะขอดื่มอวยพรให้กับท่านและคณะ" หมอนั่นส่งสายตามาทางซีราเอล และเฟรานา สองสาวสวยที่เห็นได้ชัดว่าเป็นจุดสนใจของชายหนุ่มทุกคนในเรือนพักแห่งนี้ตั้งแต่เราเดินเข้ามา
"ข้าเกรงว่าคนของข้าอาจจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปสักหน่อย เมื่อคืนก่อนเราพบกับอันตรายใหญ่หลวงจากสัตว์ร้ายในป่า ข้าหวังว่าคณะของท่านจะปลอดภัยในเส้นทางสู่บิสทรอต"
เอมเมอร์ปกป้องไม่ให้ซีราเอลกับเฟรานาให้ไม่ต้องพูดคุยกับเจ้าหน้าใหญ่นี่ ซึ่งนั่นค่อนข้างจะทำให้เฟอร์ดินานผิดหวังพอสมควร ครีตัสลุกขึ้นเพื่อดื่มขอบคุณหลังจากแนะนำตัวเองซึ่งเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเฟอร์ดินานไม่สนใจแถมออกจะรังเกียจด้วยซ้ำ ซึ่งก็โทษหมอนั่นไม่ได้ เป็นผมก็ทำเหมือนกัน
และหลังจากคำพูดหว่านล้อมอีกหลายประโยค ซีราเอลก็ทนไม่ไหว เธอจึงตัดบทด้วยการแนะนำตัวเอง ซึ่งผมก็อดชื่นชมความอดทนของเธอไม่ได้เช่นกัน แม้นั่นจะทำให้เฟรานาไม่ค่อยชอบใจนัก แต่ในที่สุดอาหารค่ำของเราก็เริ่มต้นขึ้นได้เสียที
ผมกินอาหารเสร็จก่อนยูเรล แต่ก็ต้องรอจนเอมเมอร์กินเสร็จก่อน เราถึงจะลุกออกไปได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะดูเอมเมอร์จะกินอาหารค่อนข้างน้อย ผมเดาว่าน่าจะเป็นเพราะเฟอร์ดินาน หมอนั่นน่ารำคาญใช้ได้เลย ยิ่งระหว่างมื้ออาหาร ตอนที่หมอนั่นบอกให้นักดนตรีประจำคณะที่มากับพวกของตัวเองหยุดเล่นเพลงแล้วกล่าวแนะนำสรรเสริญความงามของเอมเมอร์กับซีราเอล ซึ่งนั่นทำให้พวกเราทุกคนยกเว้นครีตัสดูเหมือนจะเจริญอาหารน้อยลง
แต่ในที่สุด มันก็จบลง ก่อนที่พวกอัศวินในห้องนี้จะเมากันหมด และเสียงจะเริ่มดังไปมากกว่านี้ พวกเราตัดสินใจออกมาด้านนอกเพื่อกลับไปยังกระโจมพักของคณะเราเอง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเดียวตั้งแต่ร่วมเดินทางมาที่ผมเห็นด้วยกับเอลฟ์ 2 สาวนั่น
เราทุกคนออกมาจากเรือนพัก ยกเว้นครีตัสที่ขันอาสาจะอยู่เพื่อเป็นเพื่อนดื่มกับคณะของเฟอร์ดินาน (แม้ว่าพวกนั้นจะไม่ต้องการเขาอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม) เอมเมอร์อนุญาต ซึ่งผมว่าน่าจะทำให้ค่ำคืนของเราน่าจะมีความเงียบสงบกว่าเดิมอีกหลายเท่า และนั่นเป็นเรื่องน่ายินดี
ด้านนอกเริ่มมืดแล้ว แสงจันทร์เริ่มสาดส่อง แม้จะไม่ได้สว่างมากนัก ที่กระโจมของพวกเรา พวกพีท ยังคงนั่งกินอาหารอยู่ มีการพูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน พอเห็นพวกเราเดินกลับเข้ามา พวกเขาก็เงียบลงไปพร้อมกับดูเรียบร้อยมากขึ้น เอมเมอร์บอกให้คุยกันต่อ และเธอเองก็อยากฟังเรื่องตลกของโฮเซ่ตอนที่ขอเมียคนที่สองแต่งงานด้วยเช่นกัน พวกนั้นเลยเริ่มต้นมื้ออาหารว่างก่อนจะเข้านอน
ผมปลีกตัวออกมาเดินรอบๆเพื่อสำรวจเส้นทาง อันตราย จุดซุ่มโจมตี ซึ่งดูจะไม่น่าเป็นห่วงนัก ที่ราบแห่งนี้เป็นพื้นที่ๆกว้างขวาง แม้จะไม่ได้สมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธ์ แต่ก็ค่อนข้างปลอดภัยในระดับหนึ่ง จึงเป็นไปได้ยากจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีการโจมตีจากฝูง "วอร์กริมส์" เมื่อคืน
ผมออกไปไกลจนมองกลับมาเห็นเฟนารากับยูเรลก็เริ่มออกลาดตระเวนเช่นกัน คืนนี้อาจจะมีคณะของลอร์ดที่มาพักด้วย จำนวนน่าจะประมาณ 120-150 คน แต่การระวังภัยไว้ก่อน ก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ อย่างน้อยก็ ถ้าเทียบกับเมื่อคืนก่อนน่ะนะ
ผมเห็นพวกม้าทำท่าจะไม่ค่อยสบายใจนัก จากเสียงที่พวกมันร้อง ผมจึงกลับไปที่คอกม้า และพยายามปลอบใจพวกมันด้วย Tamer ความสามารถของนักฝึกสัตว์ที่จะทำให้สัตว์ต่างๆสงบได้ไม่ยาก และหลังจากปลอบใจพวกม้าทุกตัว ผมก็ได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งที่เดินตามมาจากด้านหลัง
สาวใช้คนที่อายุน้อยคนนั้นนั่นเอง
"เอ่อ... ท่าน... เทลอนนัส" เธอพยายามเริ่มบทสนทนา ผมสังเกตุได้ชัดเจนว่าเธอตัวสั่น หน้าแดง และไม่กล้าสบตาผม
"เทลอน... เรียกข้าว่าเทลอน แล้วเจ้าล่ะ ชื่ออะไร"
"ข้าชื่อ อาเลน"
"เจ้ามีธุระอะไรกับข้าหรือ อาเลน"
เธอยังคงมีทีท่าเหนียมอาย แต่ก็ยังเดินเข้ามาหาผม "ข้าเห็นท่านเดินมาทางนี้" เธอเอ่ย "เลยคิดว่า ท่านอาจจะต้องการให้ข้าช่วยอะไร หากข้าจะช่วยได้"
ผมเริ่มเข้าใจ "แล้วเจ้าช่วยอะไรข้าได้บ้างล่ะ" ผมเดินไปหาเธอ เชยคางเธอขึ้นมาให้มองหน้าผมตรงๆ หลังจากที่ผมเปิดฮู้ดคลุมหน้าออกแล้ว แน่นอน ผมเป็นเอลฟ์ และเอลฟ์ส่วนใหญ่หน้าตาดี นั่นรวมถึงผมเองด้วยเช่นกัน การมีผมสีดำ ทำให้ใบหน้าผมนั้นดูเคร่งขรึมกว่าเอลฟ์ปกติ แต่ก็ไม่ได้สูงส่งเท่าพวกนั้น
"ข้า... ข้าแค่... ข้าแค่ กลัวว่า หากเกิดเรื่องอย่างเมื่อคืนอีก ข้าอาจจะไม่ได้โชคดีรอดตายได้อีกครั้ง"
"ทำไมเจ้าคิดเช่นนั้นล่ะ อาเลน เจ้าก็เห็นแล้วว่า คืนนี้นั้นมีทหารอยู่ใกล้ๆนี่กี่คน หากจะมีสัตว์ร้ายอีกสักฝูงเข้ามาโจมตี พวกมันก็ต้องมีมากกว่าเดิมอย่างน้อย 5 เท่าล่ะ ถึงจะทำให้พวกเราอันตรายได้เท่ากับเมื่อคืน และนั่นก็เป็นไปได้ยากพอๆกับการจะเจอผีสักตัวในคอกม้านี่ทีเดียว"
"ข้า...แค่.... ข้าไม่อยากตาย ทั้งๆที่ยังไม่ได้รู้จักความรัก"
"เช่นนั้นแล้ว เจ้าคิดว่าข้าอาจจะเป็นคนรักของเจ้าได้หรืออย่างไร?" ผมเข้าประเด็น
"ถ้าท่านจะกรุณา ข้ายังไม่อยากตายทั้งๆที่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่" เธอกอดเข้ามาที่รอบคอผม ทำผมเซไปข้างหลัง ผมเห็นกองฟางพอดี เลยจงใจล้มลงไปบนกองฟางนั้น
"เจ้าก็เลยคิดว่าข้าอาจจะช่วยเจ้าในข้อนั้นได้งั้นเหรอ?" มนุษย์ผู้หญิงก็ไม่เลว อย่างน้อยเธอก็หน้าตาใช้ได้
"ถ้าท่านจะกรุณา..." อาเลนพูด แล้วก็หลับตา ก่อนจะประกบปากของเธอเข้ากับของผม
ผมตรวจสอบแล้ว ไม่มีพิษใดๆจากลิ้นของเธอ มากพอๆกับความคิดหรือความมุ่งร้ายที่อยู่ในหัวเธอ หลังจากผมตรวจสอบด้วย Telepathy ในหัวเธอแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวตรวจสอบร่างกายของเธอบ้าง
ผมยอมรับว่า ผมไม่ปฏิเสธที่จะหาความสุขเล็กๆน้อยๆที่จะหาได้จากสาวน้อยสาวใหญ่ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม แน่นอน การมีหูยาวของเอลฟ์อาจทำให้พวกเธอประหลาดใจ ตื่นเต้น หรือหวาดกลัว แต่ส่วนใหญ่ได้ผลดี เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ผมไม่จำเป็นต้องเป็นฤาษีผู้เคร่งขรึม ตราบใดที่ผมไม่ได้ไปขโมยหรือข่มขืนใคร หากพวกเธอเสนอ และผมยินดีที่จะสนอง ความสุข ก็อาจอยู่ไม่ไกลเกินไปขนาดนั้น
ผมพยายามนุ่มนวลมากที่สุด เพราะเธอบอกว่าบริสุทธิ์ และเธอก็ไม่ได้โกหก เคยมีบ้างที่เด็กสาวบางคนพยายามจะโกหกผม แต่ผมก็อ่านใจพวกเธอได้ มากพอๆกับที่รับรู้ได้ตอนจัดการพวกเธอ มีบ้างที่เคยมีคนเป็นห่วงเรื่องกามโรค แต่ผมว่า เรื่องพวกนั้นมันเกิดขึ้นได้ยากพอสมควร หากผมไม่วิ่งเข้าไปในซ่องนางโลมบ่อยจนเกินไปนัก เด็กสาวชาวบ้าน หรือสาวใช้ในวัง หญิงหม้ายยังสาว หากผมเจอคนที่ถูกใจ บางที ผมก็เป็นฝ่ายเริ่มต้นจีบพวกเธอ และส่วนมาก มันก็ไม่ใช่ปัญหา ยิ่งหากผมมีอาหารหรือเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆเป็นของกำนัลให้พวกเธอแล้วด้วยล่ะก็นะ
ผมกับอาเลนใช้เวลาร่วมกันอยู่ร่วมชั่วโมงกว่าๆ คนอื่นไม่น่าจะสนใจอะไรผมมากนัก เพราะรู้ว่าผมนั้นไม่ค่อยจะชอบสุงสิงกับคนอื่นอยู่แล้ว แต่อาเลนอาจจะมีปัญหากับคุณป้าที่เป็นสาวใช้อีกคนได้ ซึ่งเธอบอกว่า สาวใช้คนนั้นชื่อ เมเรดิธ เป็นผู้ดูแลผู้รับใช้ทั้งหมดใสจวนผู้ว่าของเดนเนอร์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่เมเรดิธ จะได้รับเลือกให้มาปรนนิบัติเอมเมอรัลเน่ แต่เป็นตัวเธอเองตะหาก ที่น่าประหลาดใจที่ได้รับเลือกให้เดินทางมาด้วย เธอคิดว่า เป็นเพราะเธออายุใกล้เคียงกับเอมเมอรัลเน่มากที่สุด นั่นเลยเป็นเหตุผลให้เธอถูกส่งมาเพื่อทำหน้าที่นี้
ส่วนเรื่องที่เธอหายตัวไป อาเลนยอมรับว่าเธออาจจะโดนดุอยู่บ้าง แต่เธอเองก็ไม่เห็นเมเรดิธมาสักพักแล้ว บางทีเธออาจจะไม่ค่อยสบาย และขอตัวไปนอนทันทีที่ทำอาหารเสร็จ เดี๋ยวเธอจะออกไปดูอาการของหล่อนอีกรอบ แต่ตอนนี้ เธออยากอยู่กับผมที่นี่ต่อให้นานที่สุด ผมเลยจัดการเธออีกรอบ แล้วบอกเธอว่า อย่าร้องจนดังเกินไปนัก เพราะพวกม้าอาจจะตื่นกันหมด
หลังจากเธอแต่งตัว ผมหยิบเข็มกลัดเล็กๆอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋า น่าจะได้มาจากเหยื่อที่ผมเคยฆ่าสักคนในเมืองสักแห่งที่อยู่เลยไปทางทิศตะวันออก พอผมส่งให้เธอ บอกว่าเป็นของขวัญ เธอก็ดีใจจนพุ่งเข้ามากอดผมจนล้มลงไปอีกรอบ ก่อนจะจูบผมใหญ่ และเราก็จัดกันอีกครั้งโดยไม่ได้ถอดชุดออก ก่อนอาเลนจะกลับไปยังที่นอนของ เมเรดิธ และมั่นใจได้ว่าเธอจะฝันหวานไปจนถึงเช้าพรุ่งนี้ ซึ่งผมกังวลว่าอาจจะทำให้เธอเจ็บระบมตรงหว่างขาก็เป็นได้
ผมนอนเล่นในคอกม้าอีกสักพัก ก่อนจะออกจากคอกม้า คิดสำรวจรอบๆอีกสักหน่อย ผมเห็นเอมเมอร์กับพวกผู้หญิงเดินเข้าไปในกระโจม น่าจะได้เวลานอนแล้ว ส่วนยูเรลกับพวกพีทยังนั่งอยู่ตรงกองไฟ ผมเลยเดินไปทางทุ่งราบที่พวกทหารนอนกันอยู่ บางกลุ่มยังสนุกสนานกันอยู่ ผมเห็นครีตัสยังชนแก้วเหล้ากับพวกทหาร พวกนั้นเริ่มเมามากพอจะทิ้งตัวลงไปบนพื้นหรือทำเรื่องแย่ๆได้ตลอดเวลา แต่ผมก็มั่นใจว่าจะไม่มีใครมายุ่มย่ามกับเอลฟ์ในคณะผม เฟอร์ดินานคงไม่โง่ขนาดนั้น และหัวหน้าทหารหลายคนไม่ได้รับอนุญาตให้เมาในการเดินทางนี้มากเกินไป
ผมปีนขึ้นไปที่ชั้นสองของอาคาร สอดแนมพวกที่อาศัยอยู่ในห้องพักเหล่านั้นอย่างง่ายดาย ไม่มีใครเห็นหรือรู้สึกได้ถึงผม ซึ่งใช้ความสามารถ Conceal กับ Disguise พร้อมๆกัน ถ้าไม่มีเวทย์มนต์ขาวขั้นสูง ก็ไม่สามารถร่ายเวทย์พวกนี้ได้หรอก ผมไม่เห็นสาธุคุณหรือบาทหลวงแถวๆนี้ เพราะงั้นวางใจได้ และต่อให้แก้ได้ พวกนั้นก็ไม่สามารถได้ยินเสียงผมเดินบนหลังคาเป็นแน่
ผมเงี่ยหูฟังสิ่งที่พวกนั้นพูดคุยกันในแต่ละห้อง ส่วนใหญ่อัศวินชั้นสูงหรือองครักษ์ประจำตัวของเฟอร์ดินานจะเป็นคนที่พักอยู่ในห้องเดี่ยวของตัวเอง ส่วนเฟอร์ดินานนั้นพักอยู่ในห้องด้านในที่เป็นห้องขนาดใหญ่ที่สุดในอาคารพักแห่งนี้
ข้างในห้องของเฟอร์ดินานมีคนอยู่ 2 คน ชายกับหญิง ผมมั่นใจว่าลูกชายของสังฆราชน่าจะหาความสุขเล็กๆน้อยๆระหว่างการเดินทางได้ไม่ยาก ตั้งแต่เข้ามา ถ้าไม่นับสาวๆในคณะของผม ผมก็เห็นว่ามีแค่ลูกสาวเข้าของเรือนพักเท่านั้น ที่สาวพอจะเป็นเป้าหมายของเฟอร์ดินานได้ เธออาจจะถูกหมอนั่นหว่านคำหวานเกี่ยวกับอนาคตสวยหรูหลังจากที่หมอนั่นฟันเธอและกลับไปยังเมืองหลวงแล้วจะกลับมารับเธอไปเป็นนางสนมในวัง รางวัลของคำพูดนั้นเลยทำให้หมอนั่นได้จัดการยัยนั่นสนุกสนานในคืนนี้
ผมทิ้งตัวต่อไว้ตัวนึงเพื่อสอดแนม ก่อนจะย่องออกมา กลับสู่กระโจมนอนของคณะ และถามหาเกี่ยวกับผลัดเฝ้าเวรยาม
คอนนี่โฮเซ่เป็นผลัดแรก คืนนี้ พวกเราจะปล่อยเวรยามไว้แค่ 1 คนเท่านั้น สำหรับพวกพีท จะเฝ้าอยู่กันคนละ 3 ชั่วโมง และหลังจาก 5 ทุ่ม ยูเรลจะตื่นขึ้นมาตระเวนรอบๆทุกๆ 2-3 ชั่วโมงเพื่อหาความผิดปกติ
ผมถูกไหว้วานจากยูเรลให้ช่วยสอดส่องในส่วนที่เขาทำไม่ได้ด้วยเช่นกัน ผมบอกว่าไม่ต้องห่วงไป นั่นคือสิ่งที่ผมจะทำอยู่แล้ว ผมบอกยูเรลให้นอนให้สบาย ผมจะสลับตื่นกับหมอนั่นเพื่อระวังภัยแถวนี้เอง ยูเรลไม่รู้ว่าผมมีความสามารถจำพวก Awareness หรือ Consciousness อยู่กับตัว เลยไม่เข้าใจว่าผมจะป้องกันภัยได้อย่างไร แต่ช่างเถอะ ให้เขาทำสิ่งที่เขาสบายใจไปน่าจะดีกว่า
ค่ำคืนผ่านไปอย่างราบรื่น เสียงร้องเพลงหรือกิจกรรมเข้าจังหวะในวงเหล้าของพวกทหารค่อยเงียบลงทีละวงๆ เช่นเดียวกับห้องของเฟอร์ดินาน ผมมั่นใจว่าหมอนั่นจัดการลูกสาวเจ้าของเรือนพักไปอย่างน้อย 2 รอบ หลังจากที่ผมแอบฟัง และหลังจากนั้น เจ้าลอร์ดขี้โม้นั่น ก็หลับเป็นตายไปทันที
คืนนี้น่าจะผ่านไปด้วยดี ผมเลยปล่อยตัวต่อบินวนไปรอบๆอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยตัวเองให้ฝันหวาน พลางนึกไปถึงรสชาติของอาเลน ก่อนจะผล็อยหลับไปใกล้ๆกับพวกพีท
แต่ ผมก็คิดผิด
สัญญาณเตือนในความสามารถของผมดังขึ้น Awareness ทำงาน มีบางอย่างผิดปกติ
ผมลืมตาและเด้งตัวเองขึ้นมาด้วยเสียงที่เบากว่าแมวสักตัวก้าวเดินไปบนพรม
การเคลื่อนไหวนั้น บอกผมว่ามันมาจากด้านนอกเต็นท์ของพวกผู้หญิง ใครบางคนกำลังเดินมาทางคณะของเรา
ตอนตี 2....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น