วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

ตอนที่ 8 - ลานสังหารยามค่ำคืน การอาละวาด และกองไฟดวงสุดท้ายก่อนเช้าตรู่

ก่อนที่การฆ่าจะเกิดขึ้นมากกว่านี้ ผมก็พุ่งออกไปแล้ว

คำๆเดียวที่ผมตะโกนบอกพวกพีทได้และน่าจะเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดในตอนนี้สำหรับพวกเขาก็คือ "ตามมา"

ผมขว้างใช้ความสามารถ Focus เพิ่มความแม่นยำและขว้า Vesper ออกไปสุดแรงด้วยมือขวา ขณะที่มือซ้ายของผมยังถือธนูอยู่

ขวานปิศาจนั่นวิ่งแหวกความมืดออกไปพร้อมกับประกายแสงสีแดงอมม่วง ก่อนจะฝังเข้าไปเต็มลำคอของสัตว์ร้ายนั่น ส่งมันไปโลกหน้าโดยแทบจะไม่รู้ตัว

ผมเก็บ Black Stinger ใส่กระเป๋าและเตรียมตัวใช้ความสามารถของ Silver Garnet เรื่องนี้ต้องจบลงเดี๋ยวนี้แล้ว จะไม่มีการสูญเสียใดๆเกิดขึ้นในคืนนี้อีก (ยกเว้นครีตัส ผมยินดีจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นหากหมอนั่นกำลังร้องไห้ตอนที่ถูกสัตว์ประหลาดสักตัวกำลังกัดขาอยู่)

ผมกระโดดสูง เล็งไปที่กลางวงต่อสู้ ภาพทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง ผมเล็งเป้า และยิงใยออกไปจากขาแมงมุมข้างหนึ่งที่โผล่ออกมาจากข้อมือข้างซ้าย ใยนั้นพุ่งไปที่สัตว์ร้ายตัวที่ซีราเอลกำลังต่อสู้พัวพันอยู่ และในจัวหวะที่ผมร่วงสู่ร่างของมัน Night Viper ก็เสียบเข้าไปที่กลางแนวกระดูกสันหลัง ส่งมันลงนรกทันทีโดยที่ตัวมันเองยังไม่ล้มลงไปด้วยซ้ำ

ผมยังยืนอยู่บนร่างของของสัตว์ร้ายนั่น ปล่อยมือจาก Night Viper ที่ปักอยู่ตรงหน้า กางแขนออก ปล่อยใยของ Silver Garnet ไปทั่วบริเวณนั้นจากแขนทั้งสองข้างที่ตอนนี้เหมือนมีขาแมงมุมสีเทาโผล่ออกมาอีกข้างละ 4 ขาจากแขนของผม ทะลุผ่านแขนเสื้อของผมออกมาจนเหมือนผมเป็นตัวประหลาดที่นั่งคุกเข่าอยู่บนซากศพยืนได้ของสัตว์ร้ายที่ตอนนี้น่ากลัวน้อยกว่าผมไปแล้ว

สัตว์ประหลาดรอบๆ 8 ตัวถูกใยเหนียวๆพร้อมกับพิษที่ทำลายระบบประสาทด้วยไฟฟ้า 700 กว่าโวลต์ และในวินาทีนั้น พวกมันก็หมดสติและไม่สามารถต่อสู้ได้อีกต่อไป อย่างน้อยก็ในครึ่งชม.นี้

ขณะที่ร่างไร้วิญญาณของเจ้าตัวที่ผมนั่งทับอยู่ล้มลง ผมก็พ่นใยอีก 8 เส้นไปยังเป้าหมายใหม่อีก 8 ตัว พวกเอลฟ์และทุกคนตรงนั้นยังตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า เช่นเดียวกับสัตว์ร้ายที่ไม่เคยเห็นใยแมงมุมที่มีปล่อยกระแสไฟฟ้าได้แบบนี้มาก่อน

ก่อนที่พวกมันจะหายจากการตกตะลึง ผมต้องรีบปิดฉากการต่อสู้นี้โดยไว

ผมร่ายมนต์ความมืด และสร้างร่างแยกของผมออกมา บางคนเรียกว่า Doppel Ganger มันเป็นเงาที่มีรูปร่างเหมือนเจ้าของหรือผู้ใช้ มีความสามารถและพลังกายแทบจะใกล้เคียงกับเจ้าของเลยทีเดียว ปัญหาคือ มันคงสภาพอยู่ได้ไม่นานนัก แต่นั่นก็มากพอจะให้ผมสังหารพวกสัตว์ประหลาดที่เหลือทั้งหมด ไม่ว่ามันจะมีอีกกี่สิบตัวก็ตาม

คนส่วนใหญ่ที่ใช้เวทย์มนต์นี้ได้ มักจะเป็นพวก นักฆ่าที่เรียนเวทย์มนต์มา หรือไม่ก็แบล็คเอลฟ์ที่พอจะมีความรู้ด้านศาสตร์มืด ร่างแยกนี้อาจจะไร้ประโยชน์ไปเลยก็ได้ ถ้าเจ้าของร่างเป็นคนที่ไม่มีความสามารถด้านการต่อสู้ใดๆอยู่เลย เพราะงั้น พวกจอมเวทย์หรือคนที่ต่อสู้ไม่เก่ง จะไม่ชอบฝึกฝนเวทย์มนต์นี้เท่าไหร่นัก ที่สำคัญ แค่สร้างมันออกมาได้สักตัวก็เต็มกลืนแล้ว

แต่ผมสร้างออกมาได้ถึง 3 ตัว เพราะปริมาณของพลังเวทย์มนต์ของผมที่น่าจะบอกว่าใกล้เคียงกับคำว่า "มหาศาล" แบบที่คนทั่วไปจินตนาการไม่ออก จริงๆผมเคยลองสร้างตัวที่ 4 แต่มันก็รู้สึกว่าสิ้นเปลืองเกินไปและคงไม่เหมาะเท่าไหร่นักในด้านการควบคุมและสั่งการ 2 ตัวจึงเป็นปริมาณที่กำลังพอดีในเกือบจะทุกๆสถานการณ์ ไม่เว้นแม้แต่ตอนนี้

ร่างแยกเงาทั้ง 2 ของผมเข้าไปประจำตำแหน่งเพื่อคุ้มครอง เอมเมอร์ ทันที ผมตะโกนบอก ซีราเอล แค่คำเดียวว่า "ตั้งแนวป้องกัน" ก่อนจะกระโดดไปที่กลางวงสัตว์ร้ายที่ยังพร้อมต่อสู้ที่เหลือ และเก็บอาวุธทั้งหมดเข้าไปในกระเป๋า เช่นเดียวกับ Silver Garnet ที่หดหายกลับเข้าไปในรอยสักที่แขนของผม

ตอนนี้เป็นหน้าที่ของ Twin Crimson ดาบใหญ่ที่เหมาะสมกับคำว่า "อาละวาด" มากกว่า "คุ้มครอง"

ผมหยิบมันออกมาจากกระเป๋า กระชากมันออกจากันจนกลายเป็นดาบคู่ ใส่พลังเวทย์มนต์เข้าไปในตัวดาบ จนใบดาบหยักๆน่ากลัวนั่นเริ่มกลายเป็นสีส้ม สว่างวาบในเงามืด และขณะที่ผมยังลอยตัวอยู่ในอากาศ ผมก็สะบัดดาบทั้งสองเล่มออกไป

ใบดาบแตกออกและยืดยาวออกไปโดยมีโซ่เส้นเล็กๆยึดติดกันอยู่ พวกมันเหมือน "ปล้อง" ของลำตัวตะขาบที่แยกออกจากกัน เกือบจะเหมือนมีชีวิต ตอนที่ผมสะบัดมือ ใบดาบหลายสิบอันก็ปลิวว่อนไปทั่วแดนสังหาร

สัตว์ร้าย 12 ตัว ถูกปลิดชีพทันทีที่ผมลงสู่พื้น Twin Crimson แผดเผาด้วยเวทย์ไฟและพิษที่ร้อนแรงจนแทบจะทำให้หญ้าตรงนั้นไหม้เกรียม ควันร้อนๆส่งไอกรุ่นไปทั่วบริเวณ ผมยังไม่หยุดสะบัดดาบคู่ที่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนแส้เส้นยักษ์ยาวข้างละ 2 เมตรครึ่ง และการสะบัดอีก 3 ครั้งถัดมา ก็ส่งพวกมันไปยังยมโลกอีก 7 หรือ 8 ตัว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ผมสะบัดมันพร้อมกับเวทย์ไฟขั้นสูงสุด เอลฟ์ทั่วไปไม่ถนัดใช้เวทย์ไฟเท่าไหร่นัก พวกเขาชอบใช้เวทย์ลมหรือน้ำมากกว่า เพราะไฟคือศัตรูของป่า การที่ได้เห็นผมระเบิดเวทย์ไฟจนราตรีถูกฉีกคร่าด้วยคบเพลงแบบนี้ จึงทำให้พวกเอลฟ์ทั้งหมดตรงนั้นแทบจะอ้าปากค้างพร้อมๆกัน

แค่ไม่ถึงนาทีหลังจากนั้น ผมก็สังหารพวกมันจนหมด ทิ้งควันท่วมทุ่ง และซากศพของสัตว์ร้ายไหม้เกรียมที่สุกเกินพอดี ถ้าจะมีพวกมันหลุดรอดหรือหนีไปได้ ก็คงไม่มากไปกว่าหนึ่งหรือสองตัว ซึ่งผมคิดว่าการตามพวกมันไปน่าจะเหนื่อยเปล่า แต่ก็ส่งตัวต่อจำลอง ออกไปจาก Hornetia ปลอกแขนเวทย์มนต์ที่สามารถสร้างพวกมันเพื่อเอาไว้สำหรับสอดแนมและลอบสังหารได้

สิ่งที่ผมคิดออกตอนนั้นก็คือ หากมีใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ การติดตามเจ้าสัตว์พวกนี้ไปก็อาจจะทำให้พบเจอหรือเห็นต้นตอของเรื่องนี้ หรือไม่ก็เบาะแสสักอย่างสำหรับความไม่ปกติที่อาจจะเกิดขึ้น

ผมเก็บ Twin Crimson เข้าไปในกระเป๋า ชัก Night Viper ออกมา และตามไปสังหารสัตว์ร้ายทุกตัวที่ยังคงลงเหลือลมหายใจอยู่ จากการใช้ความสามารถ "Perception" กับ "Cognition" ผมก็รู้ได้ทันทีว่าพวกมันตัวไหนที่ยังมีลมหายใจอยู่บ้าง และรอบๆนี้ยังมีอันตรายใดๆหลงเหลืออยู่อีกหรือเปล่า

ทั้งกลุ่มของพีทและเอลฟ์ที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ต่างตกตะลึงและซ่อนตัวเองอยู่หลังใบหน้าอันหวาดกลัวพอๆกับสงสัยใคร่รู้ ผมทำเป็นไม่สนใจ ขณะที่สัมผัสได้จากความ Perception ว่า ครีตัส เดินกลับเข้ามาในวงในสภาพถลอกปอกเปลือก หมอนั่นน่าจะหนีไปแล้วหกล้มตรงไหนสักที่ตอนที่เกิดเรื่อง ช่างเป็นนายกองหรือหัวหน้าองครักษ์ตัวอย่างเสียจริงๆ

ผมมาถึงสัตว์ร้ายตัวท้ายสุดที่ยังหอบหายใจรวยรินอยู่ภายใต้ซากของใยแมงมุม Silver Garnet ที่ช็อตมันจนแน่นิ่งไป

พอมองดูมันดีๆ มันก็ไม่ต่างกับเสือตัวใหญ่ที่มีแผงขอและโหนกตรงท้ายทอยขนาดมโหฬาร ลักษณะของมันเหมือนมนุษย์หมาป่าที่ถนัดเดิน 4 ขามากกว่า 2 ขา เขี้ยวยาวเกือบ 5 นิ้วโผล่ออกมาตรงมุมปาก สีขนของมันเหมือนกันทุกตัวคือเป็นสีน้ำตาลเข้มออกเหลืองหม่นๆโดยแซมด้วยขนสีดำเกือบทั่วทั้งตัว หางของมันเหมือนสิงโตมากกว่าหมาป่า แต่ใบหน้าของมันเหมือนพวกหมาไนขนาดยักษ์ที่มีแววตาดุร้ายบ้าเลือด ซึ่งตอนนี้หลงเหลือเพียงแต่ความเลื่อนลอยไร้สติอยู่ในนั้น

ผมก้มลง ประกบมือเข้าไปตรงศีรษะ ใช้ความสามารถ Telepathy ที่ผมสามารถใช้สำหรับอ่านใจคนหรือสะกดจิตด้วย Hypnosis ได้ แต่กับพวกสัตว์ ผมสามารถมองเห็นความคิดหรือความทรงจำระยะสั้นกว่านั้นได้ อย่างน้อยก็อาจจะรู้ได้ว่าพวกมันมีใครอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า

และผมก็คิดถูก ผมมองเห็นร่างๆหนึ่งอยู่ในความทรงจำเของเจ้านี่ ออกคำสั่งและปล่อยให้สิ่งๆเดียวที่อยู่ในหัวของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้คือ กำจัดเด็กหญิง ซึ่งคงเป็นเหตุให้เป้าหมายของเจ้าพวกนี้ทุกตัว ถูกชี้มาที่ เอมเมอร์ แต่ภาพและข้อความก็มีอยู่แค่นั้น สัตว์พวกนี้จดจำอะไรไม่ได้ไกลไปกว่าการหาอาหารมื้อต่อไปหรือจะผสมพันธุ์กันตอนไหนดี

มีใครบางคนเป็นคนสั่งการเจ้าสัตว์พวกนี้จริงๆ

"เจ้ากำลังทำอะไร?" เสียงดุๆและความมาดร้ายส่งมาถึงผมจากร่างที่ยืนอยู่ด้านหลัง

ซีราเอล คือคนที่คุมสติได้ดีที่สุดในบริเวณนี้

"กำลังตรวจสอบอะไรบางอย่างอยู่น่ะ" ผมตอบ

"เวทย์มนต์อ่านใจงั้นหรือ นี่เจ้าเป็นพ่อมดหรือจอมเวทย์ศาสตร์มืดกันแน่?.... หรือว่าสัตว์ประหลาด อาจจะเหมาะกว่า เจ้ามีขาแมงมุมด้วยนี่นา"

"นั่นก็ใช่ แต่จะเรียกอะไรก็เอาเถอะ" ผมดึงมือกลับ ก่อนจะทิ่มดาบสีดำเข้าไปที่ชายโครงของมัน ปลิดชีพมันให้พ้นทรมาน "ยังไงข้าก็เป็นตัวประหลาดในสายตาพวกเจ้าอยู่แล้วนี่"

"นั่นข้าเห็นด้วย" เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูหวาดกลัวมากกว่าจะรังเกียจ แต่เกรี้ยวกราดน้อยลง ผมชื่นชมความกล้าหาญของเธอที่แม้จะกลัวผมอยู่บ้าง แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินมาหาเรื่องคุย คงต้องการแสดงให้ผมเห็นว่าเธอสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้ดีกว่าที่ผมคิด ซึ่งผมก็ต้องยอมรับว่าเธอคิดถูก

ผมยืนขึ้น สะบัดดาบ Night Viper ออกมา มันมีอาการบางอย่างที่ผมเข้าใจได้ทันทีว่ามันคือ "การอัพเกรด"

"เสียใจเรื่องเพื่อนของเจ้าด้วยนะ" ผมพูดโดยไม่ละสายตาไปจากดาบของตัวเอง

"พวกเขาตายอย่างสมศักดิ์ศรี" เธอมองไปยังซากที่เหลืออยู่ของ ดีนาเร และ อานารา เอลฟ์วัยรุ่นอนาคตไกลที่ตอนนี้จะเก็บพวกเขามาฝังให้ครบยังเป็นเรื่องยาก "เอลฟ์อย่างเรา...." เธอสะดุดไปนิดขณะที่มองมาที่ผม "เอลฟ์อย่างเราได้รับเกียรติสูงสุดเมื่อคงอยู่ในจิตใจของเพื่อนร่วมรบ เช่นเดียวกับที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง" น้ำเสียงของเธอมีความเศร้าสร้อยปนอยู่

แต่ตายก็คือตาย ผมหยุดปากไม่พูดสิ่งที่อาจจะทำลายบรรยากาศดีๆออกไป หวังว่าเธอจะเห็นผมเป็นศัตรูและสิ่งที่น่ารังเกียจน้อยลง "ข้าจะช่วยฝังศพพวกเขา" ผมเลือกคำพูดที่ดูดีกว่า "เราทุกคนจะช่วยกัน"

เธอพยักหน้ารับ และทำท่าว่าจะจากไป แต่ก็ยังไม่วายมองมาที่ผมเหมือนยังมีคำถามอยู่อีก "เจ้าเป็น.... อะไรกันแน่?"

ผมยังคงสนใจดาบ Night Viper อยู่ พลางสงสัยว่าสิ่งที่เธอพูดน่าจะหมายถึง "เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่?" มากกว่าหรือเปล่า

"มันก็อธิบายยาก" ผมตอบ พยายามมองหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาบ ซึ่งไม่มีอะไรมากนัก ลูกแก้วเวทย์มนต์ดูเหมือนจะมีพลังอำนาจมากกว่าเดิมอยู่ในนั้น แต่พอมองดีๆ ผมก็เห็นอักขระบางอย่างปรากฏขึ้นที่ใบดาบทีละน้อย

"ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตนเองมาจากไหน เกิดที่ไหน และทำไมถึงมีผมสีดำ"

Night Viper ได้อัพเกรดตัวเองจากอาวุธระดับ Rare กลายเป็น Super Rare ไปแล้ว น่าจะเป็นเพราะผมใช้มันเป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ และมันก็ได้ปลิดชีพศัตรูไปเป็นจำนวนมากเสียด้วยในค่ำคืนนี้ ผมต้องแอบซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ขณะที่ทำเป็นเศร้าจากการสูญเสียเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ไปสองคน

ซีราเอลก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้เช่นกัน ทำไมผมของผมถึงสีดำ จากสีหน้า เธอเองก็คงไม่เคยเห็นเช่นเดียวกับคนในหมู่บ้านที่ผมจากมา "เจ้ามาจากไหน?"

"เวเนลเรีย ป่าทางตอนใต้ของอาณาจักร"

"ข้ารู้จักเอลฟ์ 2-3 คนที่นั่น หมู่บ้านนั้นสิ้นไปแล้วนี่ บางคนบอกว่าเพราะคำสาป... หรือว่าเจ้า...."

"ใช่ ตอนนั้นข้ายังอยู่ที่นั่น และหวังว่าคำสาปของข้าจะไม่ใช่ต้นเหตุ แต่มีไอ้เอลฟ์โง่บางคนที่หนีออกไปจากหมู่บ้านและทิ้งร่องรอยไว้ให้พวกมนุษย์ตามมาตะหาก ตอนเกิดสงคราม ข้าไปลาดตระเวนที่อื่น พอกลับมาถึง หมู่บ้านก็เละเทะไปแล้ว" ผมเก็บดาบ Night Viper ลงไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ ทำท่าจะยุติบทสนทนาเกี่ยวกับตัวผมลงน่าจะดีกว่า "เอมเมอร์.... เอมเมอรัลเน่ เป็นยังไงบ้าง?" ผมถามเพื่อหวังเปลี่ยนเรื่อง

ซีราเอลหันไปดูข้างหลัง เฟนารา กำลังเช็ดเนื้อตัวให้ เอมเมอร์ ขณะที่สาวใช้ 2 คนของเธอเพิ่งโผล่ออกมาจากกระโจม ซึ่งน่าประหลาดใจว่ามันยังอยู่และไม่เกิดความเสียหายใดๆ พวกสัตว์ร้ายแทบไม่สนใจกระโจมเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนเป้าหมายของพวกมันจะมีแค่ เอมเมอร์ คนเดียว

เรากลับมารวมกลุ่มกัน กองไฟ 3 กองถูกรวมเป็นกองเดียว ซากศพของเอลฟ์ทั้งสองถูกห่อไว้ห่างออกไปเล็กน้อย เราค่อนข้างมั่นใจว่าไม่น่าจะมีอันตรายใดๆเกิดขึ้นอีกในคืนนี้ แต่ทุกคนก็ตัดสินใจว่าจะไม่หลับต่อไปอีก พีท กับ คอนนี่ ยืนยันเรื่องนั้นเป็นมั่นเหมาะ แต่โฮเซ่ของเสียสละหลับเสียเองหากทุกคนจะเฝ้ายามให้ หมอนั่นตลกดีพอๆกับที่พึ่งพาเรื่องการต่อสู้ไม่ค่อยจะได้

ครีตัสเอาเหล้าที่พกมาด้วยออกมาเปิดดื่ม เรามีลูกแพร์เชื่อมและเนื้อรมควันเป็นกลับแกล้ม ครีตัสกล่าวชื่นชมทุกคนในการต่อสู้อันกล้าหาญยกเว้นผม สายตาหมอนั่นที่มองมาไม่ได้รังเกียจผมน้อยลง พอๆกับเอลฟ์สาวที่ชื่อ เฟนารา ยัยนั่นยังไม่ยอมมองผมตรงๆเหมือนเดิม ต่างจาก ซีราเอล ที่ดูจะมีความสงสัยและคำถามกับผมมากกว่าความรู้สึกด้านลบ แม้ผมจะมั่นใจว่าเธอก็ไม่ไดคิดบวกกับผมเท่าไหร่ก็ตาม ส่วนเอลฟ์ที่ชื่อยูเรลซึ่งปกติก็เงียบอยู่แล้ว ก็ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ หมอนั่นทำปากงุบงิบเหมือนจะสวดมนต์ให้เพื่อนที่ตายไปมากกว่าจะสนใจคนที่เหลืออยู่

และไม่นาน ครีตัสที่เมามายและพ่นแต่เรื่อง "การต่อสู้อันกล้าหาญที่ด้านหลังนู่นนนน" ของตัวเอง ก็ผล็อยหลับไป หน้ากองไฟอุ่นๆ เช่นเดียวกับ พีทและคอนนี่ซึ่งไปซุกตัวอยู่ใกล้ๆโฮเซ่ที่นอนกรนเสียงดังอยู่อีกฝั่ง

เอมเมอร์ถูกสาวใช้สองคนพาไปนอนตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว หลังจากทำความสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเสร็จ ดูท่าทางเธอจะไม่ได้ตกใจกลัวมากเท่าที่ผมคิด แต่ยังไงยัยนี่ก็ประหลาดตั้งแต่แวบแรกที่ผมเห็นอยู่แล้วนี่นา

เฟรานา ได้รับคำสั่งจาก ซีราเอล ซึ่งเดินตามเข้าไปนอนในกระโจม บอกเธอให้สลับกันเฝ้ายามกับยูเรลซึ่งเสนอตัวของอยู่เป็นผลัดแรก แม้จะเหลืออีกแค่ 3 ชั่วโมงก็จะถึงเช้าแล้วก็ตาม

ผมนั่งลงตรงหน้ากองไฟ การได้หลับมาสักพัก และออกกำลังกายอีกหน่อย ยอมรับว่าทำให้ผมอยากนอนต่อ ยิ่งได้ดื่มเหล้าเข้าไปด้วยอีกนิด ผมก็เริ่มหาว และทำท่าจะนอนพักเอาแรงบ้าง

"ขอบใจ" เสียงที่คล้ายกับการกระซิบกับตัวเองมากกว่า ดังออกมาจากชายร่างใหญ่ที่ชื่อ ยูเอล

"ถ้าไม่มีเจ้า เราอาจสูญเสียมากกว่านี้" หมอนั่นพูดต่อ

ผมพยักหน้า แสดงความเข้าใจพร้อมๆกับเคารพ ซึ่งดูเหมือนหมอนั่นจะรับรู้ได้ดีทีเดียว ผิดกับเอลฟ์ทั่วไปที่ผมเคยพบเจอ

ผมล้มตัวลงนอนบนผ้ากระสอบของตัวเอง ใกล้ๆกับพีท ก่อนจะได้ยินยูเรลพูดประโยคสุดท้าย

"ขอให้ดวงวิญญาณของเจ้าจงไปสู่ดินแดนแห่งความสมบูรณ์" เป็นประโยคบอกลาสำหรับผู้ตายของเอลฟ์ ไม่ผิดเพี้ยน

"สู่ดินแดนแห่งความสมบูรณ์" ผมพูดเบาๆให้หมอนั่นได้ยิน ก่อนจะหลับตาและทิ้งสติตนเองสู่ความมืดอันเวิ้งว้าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น