วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

ตอนที่ 7 - การโจมตียามค่ำคืน

ไม่นานนักหลังจากที่เราจิบเหล้าองุ่นกันพอให้อบอุ่นและนอนได้โดยไม่ต้องห่มผ้า พวกเราก็เข้านอนกันโดยทิ้งให้มียามเฝ้ากองไฟทั้ง 3 กองไว้

กระโจมเล็กๆของเอมเมอร์ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ขนาดไม่ใหญ่นัก ข้างในนอนได้ 2 คนคือเอมเมอร์กับซีราเอล ส่วน ครีตัส นอนเฝ้าอยู่ที่กองไฟด้านนอก ห่างจากกระโจมแค่ไม่ถึง 2 เมตร

เอลฟ์ที่ชื่อ อานาเร เป็นยามของเอลฟ์ที่อยู่ผลัดแรก ส่วนฝั่งของมนุษย์ จะมี พีท โฮเซ่ และ คอนนี่ เฝ้ายามสลับกันคนละ 4 ชม. โดยพีทจะเป็นคนเข้าผลัดแรก

ส่วนผมโชคดีที่ไม่มีใครเชื่อใจให้ทำงานสำคัญอะไรนัก เลยได้นอนหลับยาวๆเป็นครั้งแรกในรอบ 2 คืนที่ผ่านมา

จริงๆแล้วผมสามารถอดนอนได้มากกว่านั้น แค่ได้นั่งงีบสัก 10 นาทีทุกๆ 6 ชม. ผมก็สามารถวิ่งไปได้เรื่อยๆโดยไม่ต้องหยุดพัก

มนุษย์หรือแม้แต่เอลฟ์ทั่วไปน่ะ ทำแบบผมไม่ได้หรอก เรื่องคือ ผมได้รับความสามารถ "สังเคราะห์แสง" จากพืชปิศาจหลายชนิดที่ผมเคยต่อสู้ด้วยมา มันช่วยให้ผมสามารถรับพลังงานจากแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นพลังงานของตัวเองได้ระดับหนึ่ง แม้ท้องจะหิว แต่ผมก็สามารถใช้พลังงานระดับต่ำได้เกือบจะไม่สิ้นสุดเลยทีเดียว

ส่วนตอนกลางคืน ผมได้รับ "Moonlight Eat" มนต์พิเศษจากแมลงยักษ์ชนิดหนึ่งที่ตัวเท่าแมวและหนังเหนียวพอๆกับจระเข้ เจ้านั่นนอนตอนกลางวันและอ่อนแอมาก แต่เมื่อถึงกลางคืน แสงจันทร์จะทำให้มันมีพลังมากมายกว่าปกติจนเทียบไม่ได้เลยทีเดียว

ผมดันไปฆ่ามันตัวนึงตายโดยไม่รู้ว่าแมลงพวกนี้มันหากินกันเป็นฝูง ผมเกือบเอาตัวเองไม่รอด โชคดีที่พวกมันแพ้ไฟ เรื่องราวจบลงโดยผมต้องปราบพวกมันไปยกฝูง 46 ตัว และได้รับพลังนี้มาแบบเฉียดตายเลยทีเดียว

และหากผมใช้พลังของดรูอิดอย่าง "Lunar Bless" ผมก็สามารถเพิ่มพลังตัวเองได้อีกอย่างน้อย 3 เท่าตราบใดที่อยู่ใต้แสงจันทร์ เอาจริงๆ ต่อให้นับพวกแบล็คเอลฟ์ที่ชอบใช้เวทย์มนต์แห่งความมืดก็ตาม ผมว่าผมน่าจะเป็นเอลฟ์ที่ไร้เทียมทานที่สุดแล้วในทวีปนี้ล่ะนะ (จริงๆก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีใครที่แกร่งกว่าผมหรือเปล่า บางทีผมอาจจะชวนหมอนั่นมาสร้างกิลด์แล้วทำเรื่องเจ๋งๆสัก 2-3 อย่างก็ได้ บางทีนะ)

3 ชม.แรกผ่านไปอย่างปกติ แม้ผมจะหลับสนิท แต่ผมก็ไม่ได้ห่วงเรื่องอันตรายมากนัก เพราะผมยังมี "Awareness" กับ "Consciousness" ที่ได้รับจากสัตว์นอนไวอย่างพวกกระต่าย เสือดาว หรือแม้แต่แมลงบางชนิด ยิ่งผมจัดการสัตว์ประหลาดที่มีความสามารถพวกนี้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งทำให้ความสามารถพวกนี้เพิ่มพูนประสิทธิภาพได้สูงขึ้น เช่นเดียวกับการหมั่นฝึกฝนใช้งานพวกมันอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งผมว่า "การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง" นี่แหละ ที่เป็นจุดอ่อนสำคัญที่สุดของพวกเอลฟ์ และกับมนุษย์ก็เช่นกัน พวกเขาไม่ค่อยจะทำอะไรต่อเนื่องหรือมีวินัยในการฝึกฝนตนเองเท่าไหร่ ส่วนน้อยที่ขยันและพยายาม ไม่นานก็จะกลายเป็นยอดฝีมือในวิชานั้นๆได้ เอลฟ์มักจะคิดว่าตนเองนั้นมีวันเวลาที่เนิ่นนานหลายร้อยปี เลยไม่ค่อยจะใส่ใจเรื่องการฝึนฝนนัก รู้สึกตัวอีกที พวกเขาก็แพ้ให้กับใครสักคนไปแล้ว

ถ้าคนเหล่านี้รู้ว่าผมมีความสามารถอะไรบ้าง พวกเขาคงไม่ต้องมีใครเฝ้ายามกันสักคนเป็นแน่ จริงๆแล้วความสามารถจำพวก "ระวังภัย" นั่นน่ะ มันช่วยป้องกันอันตรายสำหรับผมแค่ "คนเดียว" ไม่ได้ช่วยคนอื่น

เพราะฉะนั้น หากคนที่ผมต้องการจะปกป้อง (ซึ่งในที่นี้คือเอมเมอร์ และบางทีอาจจะรวมถึงพีทกับ โฮเซ่และคอนนี่ด้วย) ดันนอนห่างกายผมออกไป ผมอาจไม่สามารถป้องกันพวกเขาได้ทันหากศัตรูเลือกใช้ธนูมาปลิดชีพพวกเขาได้ เพราะผมสามารถรับรู้อันตรายที่เข้ามาใกล้ในระยะอย่างน้อย 5 เมตรได้แน่ๆ แต่ไกลกว่านั้น ผมยังไม่เคยลอง ก็แน่ล่ะ ใครจะไปโดนลอบฆ่าตอนนอนหลับบ่อยๆล่ะ จริงมั้ย

แต่ก็ช่างเหอะ เรื่องนั้นไม่น่ามีปัญหา ตราบใดที่มียาม 2 คนเฝ้ากองไฟไม่ให้มอดอยู่ ก็กันสัตว์ร้ายหรือมอนสเตอร์ทั่วๆไปได้อยู่แล้ว ส่วนหูตาของเอลฟ์ที่ตื่นอยู่ ก็ไม่น่าจะพลาดโดนใครสักคนโจมตีในความมืดได้หรอก

ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนประมาณเที่ยงคืน

ดีนาเรที่เฝ้ายามกะที่สอง ปลุกเอลฟ์ทุกคน และกำลังจะเข้าไปเรียกหัวหน้าของตนเองในกระโจม

พอผมตื่นมา ผมก็รับรู้ได้ถึงสัญญาณชีพอื่นๆทันที

นอกจากพวกเรา 11 คนที่อยู่ตรงนี้แล้ว มีสิ่งมีชีวิตที่น่าจะเป็นสัตว์ฝูงหนึ่ง อย่างน้อย 18 ตัว ซุ่มซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ตรงชายป่า ห่างออกไปในความมืดรอบๆพวกเราในระยะประมาณ 30-40 เมตร

คนธรรมดาไม่มีทางสังเกตุหรือรับรู้ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้แน่ๆ พวกมันเงียบเชียบ กระหายเลือด และแสดงเจตนาชัดเจนถึงการมุ่งโจมตีคณะของเรา

ซีราเอลออกมาจากกระโจมแล้ว เธอจูงเอมเมอร์ออกมาพลางกันเธอไว้อยู่ข้างหลัง ส่วนครีตัสชักดาบออกมาถือไว้ในมือ เริ่มโวยวายขณะเดินไปเตะขาโฮเซ่ที่กำลังงัวเงียและไม่รู้เรื่องว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

"พวกมันเป็นใคร?" ซีราเอลถามเฟรานา ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้กระโจมเพื่อรวมกลุ่ม
"ไม่แน่ใจนัก นายหญิง" เฟรานาตอบ "บางทีอาจจะเป็นฝูงสัตว์เสียมากกว่า"

นั่นผมค่อนข้างแน่ใจ ดูจากประกายสีแดงเล็กๆที่สะท้อนจากลูกตาหลายสิบคู่ในพงหญ้าพวกนั้น ผมเริ่มคิดไปแล้วว่าน่าจะเป็นมอนสเตอร์จำพวก หมาป่า หรือว่า เสือ มากกว่ากัน

หมาป่าโจมตีเป็นกลุ่ม แน่นอนอยู่แล้ว แต่พวกมันจะไม่เล่นงานคนที่มากันเป็นคณะแบบนี้ เว้นก็แต่จะหิวโซและไม่มีทางเลือก ประเด็นคือ พวกมันไม่ชอบไฟเท่าไหร่ การเลือกโจมตีคณะที่มีไฟและจำนวนคนขนาดนี้ ผมไม่ค่อยเคยเห็นนัก มีแค่ครั้งเดียวที่เคยเจอมอนสเตอร์คล้ายๆหมาป่าตัวใหญ่ยักษ์ที่ยืนสองขาได้เหมือนมนุษย์ พวกคนในหมู่บ้านเรียกมันว่า "มนุษย์หมาป่า" หรือ "Werewolf" ซึ่งจริงๆแล้วมันคือมอนสเตอร์นั่นแหละ แต่ดุร้ายจากคำสาปและเคียดแค้นที่ชาวบ้านไปฆ่าลูกของมัน มันเลยตามมาเอาคืนและฆ่าคนไป 5 ศพ ก่อนจะถูกธนูอาบยาพิษมากกว่า 30 ดอกยิงจนตาย

อีกความน่าจะเป็นนึงซึ่งมีมากกว่าคือ มอนสเตอร์จำพวก เสือ

พวกเสือกลัวไฟน้อยกว่าหมาป่า ตัวที่ฉลาดๆสามารถย่องมางาบหัวนักเดินทางกลางป่าไปโดยที่คนเฝ้ายามอาจจะไม่รู้ตัวได้เลยด้วยซ้ำ พวกมันสามารถทำอะไรได้หลายอย่างทีเดียวเวลาที่หิว และที่สำคัญ คาดเดาได้ยากกว่าหมาป่าด้วย

แต่.... เท่าที่ผมจำได้

เสือมักไม่ออกล่าเป็นฝูงนะ

เรื่องนี้มันเลยประหลาดอยู่หน่อยๆ

ผมเริ่มได้ยินเสียงคำรามเบาๆ เป็นสัญญาณสำหรับการพร้อมจู่โจม ฟังจากเสียงแล้วไม่น่าจะใช่หมาป่าแน่ๆแล้วล่ะ

ผมหยิบธนูอันหนึ่งออกมาจากกองอาวุธที่วางไว้ใกล้ๆ นั่นน่าจะเป็นธนูของพีท ผมบอกเขาว่า ผมน่าจะใช้งานเจ้านี่ได้ดีกว่า ซึ่งพีทก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะนอกจากชักดาบอันเล็กๆออกมาแล้ว เขาก็ยืนตัวแข็งและทำให้ผมรู้ได้เลยว่า ตาแก่นี่น่าจะไม่เคยสู้รบกับใครมาก่อนเลยตลอดชีวิต และผมเองยังไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมมีอาวุธระดับ Super Rare อยู่ในครอบครอง

คอนนี่กับโฮเซ่ก็พอๆกัน โฮเซ่นั้นดีหน่อย หมอนั่นบ่นอุบอิบประมาณว่าตนเองไม่ค่อยเก่งธนูเท่าไหร่นัก ส่วนคอนนี่ดูตื่นเต้นและเกร็งจนเหมือนกับร่างกายจะระเบิดออกมาหากมีใครไปทักหรือแตะตัวเขาตอนนี้

เอลฟ์ทุกคนนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาพร้อมรบกว่ามาก ธนู 5 คันถูกพาดสายเตรียมยิงเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างพร้อมเพรียง ลูกธนูที่เหลือถูกปักลงบนพื้นด้านหน้าพวกเขา ตอนนี้กลุ่มของเอลฟ์คือกำลังหลักที่น่าจะเอาไว้ต้านศัตรูได้ดีที่สุด

แต่ปัญหาคือ ระยะยิง จากจุดที่พวกเราอยู่ถึงพุ่มไม้ มันค่อนข้างสั้น ระยะประมาณ 20 กว่าเมตรคือระยะสังหาร หากพวกสัตว์นั่นบุกเข้ามาพร้อมกัน เอลฟ์อาจยิงธนูได้แค่คนละ 2 หรืออย่างมากก็ 3 ดอก

นั่นแปลว่าพวกเขาน่าจะสามารถฆ่าพวกมันลงได้มากที่สุด 15 ตัว ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่าพวกมันมีมากกว่านั้นแน่ๆ

เรดาห์ของผมจับสัญญาณของพวกมันได้เพิ่มมากขึ้นอีก พวกมันมีกำลังเสริม ให้ตายสิ นี่มันชักจะพิลึกขึ้นเรื่อยๆแล้ว

สัญญาณยิงดอกแรกน่าจะมาจากซีราเอล ทันทีที่เห็นเป้าหมายสักตัวพุ่งออกมา เมื่อธนูดอกแรกพุ่งออกไป ซีราเอลคงจะตะโกนว่า "ยิง" และศรอีก 4 ดอกก็จะวิ่งหาเป้าของมัน

ผมหวังว่าครีตัสที่ถือแค่ดาบจะฉลาดกว่านี้ มากพอที่หยิบธนูสักอันมาช่วยกันต่อสู้ แต่หมอนั่นเหมือนนักรบที่ไม่รู้จักอะไรนอกจากเอาหัวชนศัตรูจนตาย นอกจากดาบเล่มใหญ่ในมือ หมอนั่นถือคบไฟที่หวังว่าจะช่วยปกป้องตนเองจากความตายได้ ส่วนคอนนี่กับโฮเซ่ ผมแค่หวังว่าพวกเขาจะไม่เซ่อซ่าล้มลงหรือวิ่งหนีไปไกลจนผมไม่สามารถช่วยเหลือได้

ดูเหมือนผมจะไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว การต่อสู้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ผมจะยิงธนูสักดอกก่อนที่จะเปลี่ยนคันธนูเป็น Black Stinger ดูๆแล้ว ธนูไม้ที่เป็นของพีทอันนี้ น่าจะทำหน้าที่ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หากผมต้องการยิงพร้อมกันหลายๆเป้า ผมคงไม่มีทางเลือกอื่น

วินาทีนั้นเอง เสียงสายธนูของเฟรานาดีดผึง ดังกลบเสียงลมหายใจของทุกคน เธอมองเห็นแทบจะพร้อมๆกับผมทีเดียว เจ้าสัตว์ร้ายตัวแรกสุดที่วิ่งออกมาเป็นเป้าล่อ ล้มหน้าทิ่มคะมำไปบนดินจนฝุ่นตลบ

และแทบจะในวินาทีถัดมานั้น
3 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน

หนึ่งคือ พวกสัตว์ร้ายวิ่งออกมาจากพุ่มไม้หนาตรงหน้าพวกเราพร้อมๆกัน ผมเห็นตัวที่ใกล้ที่สุดลื่นเล็กน้อย ก่อนลูกศรของผมจะบินไปปักเข้าตรงกระดูกต้นคอ ส่งมันไปยมโลกในอึดใจต่อมา

สองคือ ธนูอีก 4 ดอกของเอลฟ์ทุกคนพุ่งออกไปหาเป้าหมายของมัน สัตว์ร้ายพวกนั้นล้มลง แต่ก็ไม่มากพอจะหยุดพวกที่เหลือที่กรูออกมาพร้อมกันได้

และสามคือ เสียงร้องดังลั่นของครีตัส ที่ฟังดูคล้ายๆกับ "ชิบหาย" หรืออะไรทำนองนั้น ตะโกนออกมาก่อนหมอนั่นจะถอยหลังจนล้มคะมำและทำให้ไฟลุกไปติดกับกระโจม งี่เง่าชิบเป๋ง

ผมทิ้งธนูของพีทลงพื้น แล้วหยิบ Black Stinger ออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ หวังว่าจะไม่มีใครสักเกตุเห็น ธนูชุดที่สองของพวกเอลฟ์แทบจะถูกยิงออกไปพร้อมๆกัน เช่นเดียวกับผมที่อาจจะช้ากว่าสักครึ่งวินาที เพราะผมต้องใช้สมาธิกับ Multiple Shot บวกกับ Precision และทันทีที่ลูกธนูของผมพุ่งออกไป สัตว์ประหลาด 4 ตัวก็ล้มคะมำลงไปตรงหน้าคณะของพวกเรา ห่างออกไปแค่ 10 เมตร

และนั่นคือการยิงครั้งสุดท้าย

เอลฟ์ทุกคนโยนธนูของตนเองทิ้ง ยกเว้นซีราเอล ยัยนั่นยังตั้งท่ายิงธนูขณะที่เอลฟ์คนอื่นที่เหลือชักอาวุธส่วนตัวออกมาถือเรียบร้อยแล้ว

เอลฟ์ผู้ชายใช้ดาบยาวที่ถือสองมือ ส่วนเอลฟ์ผู้หญิงใช้ดาบที่สั้นและเบากว่า 2 เล่ม

ผมเก็บ Black Stinger เข้าไปในกระเป๋า น่าจะไม่มีใครสังเกตุเห็น และชักดาบ Night Viper ออกมา อาวุธระดับ Rare น่าจะพอรับมือได้อยู่ และไม่น่าจะทำให้พวกเอลฟ์ตกใจกันมากนัก มาดูกันซิว่า เจ้านี่จะใช้งานจริงได้ดีแค่ไหน

แม้จะพูดอย่างนั้น ผมก็ยังเอา Vesperic Deathstrike ออกมาเหน็บไว้ที่เข็มขัด เผื่ออะไรมันจะเลวร้ายกว่าที่คิด มันเป็นได้ทั้งอาวุธระยะใกล้ และระยะกลางที่มีประโยชน์สูงที่สุดในสถานการณ์คับขันแบบนี้

บอกตามตรงเลยว่า ถ้าเป็นการเดินทางของผมคนเดียวล่ะก็ ผมคงหนีไปไกลโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกแล้ว บางทีอาจจะสร้าง "ร่างแยกเงา" หรือ "Doppel Ganger" ออกมาเพื่อต่อสู้แทนสัก 2-3 นาที แต่จะให้พวกคนเหล่านี้รู้ว่าผมสามารถใช้เวทย์ตระกูล "ความมืด" ได้ ก็คงไม่ดีเท่าไหร่นัก แค่นี้ผมก็เหมือนเป็นอะไรที่ "ต้องสาป" ในสายตาของพวกนั้นมากพออยู่แล้ว

ผมพุ่งออกไปข้างหน้ากลุ่ม ฟันเข้าไปกลางแสกหน้าของสัตว์ร้ายตัวแรกที่พุ่งเข้ามาใกล้ มันเป็นเสือหรือมอนสเตอร์ตระกูลนั้นแน่ๆ แต่ผมแค่ไม่เคยเห็นมันมาก่อน ไม่มีเวลาคิดอะไรมากกว่านั้น ผมหลบการโจมตีที่ตามเข้ามาอย่างง่ายดาย ก่อนจะเสียบดาบสีดำเข้าไปที่ชายโครงของพวกมันอีกตัว

ด้วยพิษของ Night Viper เจ้าสัตว์ร้ายที่น่าสงสารนั่นกระตุกแค่ทีเดียว ก่อนจะล้มลงไปนอนชักดิ้นชักงออีก 2-3 วินาทีแล้วสิ้นลม ยอมรับเลยว่าพิษของเจ้านี่ค่อนข้างร้ายกาจทีเดียว

ผมเห็นการต่อสู้ของโฮเซ่ คอนนี่ กับ พีท ที่ตอนนี้เหมือนตัวประหลาดที่ไหล่ติดกันไปแล้ว สัตว์ร้ายตัวนึงพุ่งเข้าไปและปะทะเข้ากับหอกยาวของคอนนี่ที่ยื่นออกมา มันบาดเจ็บเล็กน้อยก่อนจะถอยไปตั้งหลักเพื่อเตรียมโจมตีอีกครั้ง

ผมเลยเขวี้ยง Vesper (ชื่อย่อของ Deathstrike ละกันนะ) เข้าไปที่ก้น และเลือดของมันก็สาดกระจายไปเต็มพื้นพร้อมๆกับเสียงคำราม หลังจากนั้นไม่ถึง 3 วินาที มันก็หมดลมหายใจ

ผมใช้เวลานั้นฆ่าพวกมันไปอีก 2 ตัวโดยดาบในมือและ Vesper ที่กลับคืนมา

เหลือบไปมองที่เอมเมอร์ เธอยังปลอดภัย พวกเอลฟ์ปกป้องเธอเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่าที่พวกเขายอมแลกด้วยชีวิตทีเดียว

แต่ยังไงซะ ผมคิดว่าพวกเอลฟ์คงเอาไม่อยู่ ผมฆ่าพวกมันไปอีก 2 ตัว ก่อนจะวิ่งกลับเข้ากลุ่มไป ตะโกนบอกพวกพีทว่าให้ใช้ไฟ เพราะสัตว์พวกนี้น่าจะเกรงกลัวความร้อน มากกว่าฝีมือดาบหรือหอกของพวกเขา

พวกพีททำตาม พวกเขาหยิบฟืนติดไฟขึ้นมาคนละอัน กวัดแกว่งไปรอบๆตัวเป็นวงกว้าง แม้จะฆ่าพวกสัตว์ร้ายไม่ได้ แต่ก็ซื้อเวลาให้ผมได้มากพอที่จะปลิดชีวิตพวกมันทีละตัวอย่างรวดเร็ว

หลังจากส่งพวกมัน 7 ตัวไปยังอเวจี ผมก็เริ่มประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

ดูแล้วทางนี้ไม่น่ามีปัญหา สัตว์ร้ายไม่ค่อยสนใจจะโจมตีมาที่กลุ่มนี้ที่มีผมอีกแล้ว เช่นเดียวกับทางพวกเอลฟ์ที่ห่างออกไปไม่ถึง 5 ก้าว

ผมไม่เห็นครีตัส หมอนั่นน่าจะไปสู้ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆนี่ไม่ก็หนีไปแล้ว พวกเอลฟ์ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี พวกเขาจัดขบวนและวางแถวในการสู้รบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอลฟ์ทั้งสี่คนตั้งแนวป้องกันโดยมี ซีราเอล กับ เอมเมอร์อยู่ตรงกลาง การป้องกันด้วยดาบและเวทย์มนต์ทำให้พวกสัตว์ร้ายไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันมาได้ ขณะที่ธนูของซีราเอลก็รัวใส่สัตว์ประหลาดทุกตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งพวกมันล้มลงไปอย่างยากเย็น แต่ก็มีประสิทธิภาพ แม้จะไม่เท่าความเร็วในการฆ่าของผม แต่ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงอย่างที่คิดมากนัก ทุกอย่างน่าจะจบลงได้ไม่เลว

แต่ผมคิดผิด

อยู่ดีๆพวกสัตว์ร้ายก็เปลี่ยนไป

พวกมันวิ่งไปรวมกลุ่มและโจมตีอยู่แค่เป้าหมายเดียว ฝ่าแนวป้องกันที่อ่อนแอที่สุดตรงบริเวณของเอลฟ์ที่ชื่อ ดีนาเร และผมเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า เธอไม่สามารถรับมือกับพวกมันพร้อมๆกัน 3 ตัวได้

และแทบจะในทันที พวกมันก็กัดเข้าไปที่ต้นแขนของเธอ กระชากและเหวี่ยงร่างเธอออกไปข้างหลัง ก่อนที่พวกที่เหลือจะเข้าไปรุมขย้ำเอลฟ์ผู้น่าสงสารตรงนั้นในเงามืดอย่างรวดเร็ว

เอลฟ์หนุ่มที่ชื่อ อานารา ตะโกนเรียกชื่อของ ดีนาเร แล้ววิ่งออกไปหา ฟันสัตว์พวกนั้นไป 2-3 ตัวแต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกมันล้มลงได้ แค่เกรี้ยวกราดมากขึ้น ยูเรล ตะโกนห้าม บอก อานารา ว่า อย่าออกไป แต่ก็สายไปเสียแล้ว อานารา ที่ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นคนรักของ ดีนาเร หายเข้าไปกลางวงของสัตว์ร้าย และเสียงตะโกนของ อานารา ก็หายไป พร้อมๆกับความสะพรึงกลัวที่เพิ่มมากขึ้นเข้ามาแทน

พวกสัตว์ประหลาดมีมากกว่าที่ผมคิด ผมฆ่าไปร่วมสิบตัว แต่พวกมันมีมากกว่านั้น ไม่น่าเป็นไปได้ ที่สัตว์ประหลาดอันตรายขนาดนี้จะมารวมตัวกันอยู่ใกล้เมืองและเส้นทางสัญจรของมนุษย์โดยไม่มีใครระแคะระคายมาก่อน ที่สำคัญ ผมไม่เคยเห็นมอนสเตอร์แบบนี้ด้วยซ้ำ

ในวินาทีนั้นเองที่ผมเริ่ีมจะมองเห็นเค้าลางของความเลวร้ายถึงขีดสุด

สัตว์ร้ายตัวหนึ่งทะลุแนวป้องกันของเอลฟ์ที่เหลือแค่ 2 คนเข้ามาถึงตัวซีราเอลที่เปลี่ยนมาใช้ดาบ 2 เล่มอย่างรวดเร็ว เธอสามารถสะกัดมันไว้ได้ แต่ก็แค่ไม่นานนัก ก่อนที่อีกตัวนึงจะกระโดดมาจากเงามืดด้านหลัง และหันเขี้ยวยาว 5 นิ้วสีขาวนวลไปทางเป้าหมายหรือเหยื่อของมัน

"เอมเมอร์"

ผมตะโกนและออกวิ่งไปที่นั่นทันที

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น