เอลฟ์ 5 คนปลดฮู้ดคลุมศีรษะแทบจะพร้อมๆกัน พวกนั้นน่าจะเข้ามาถึงก่อนผมไม่กี่วินาทีนี้ ผมสีทองเฉดใกล้เคียงกัน 5 สีสว่างวาบขึ้นทั่วห้อง เอลฟ์จะภูมิใจที่ได้แสดงให้เผ่าพันธุ์อื่นได้ยลความสวยงามนี้ ส่วนตัวผมที่บนหัวเป็นสีดำ เลยไม่ค่อยจะอยากทำตามเท่าไหร่นัก
"ลอร์ดเทลอนนัส" เซอร์เดนเนอร์เอ่ยข้ามห้องมาขณะที่ผมยังมองพวกเอลฟ์นั่นไม่วางตา "ข้าว่าในสถานที่ที่มีแต่มิตรเช่นนี้ เราน่าจะวางใจให้ทุกคนได้ใบหน้าอันกล้าหาญของท่านบ้าง.... จากเรื่องที่ข้าได้ยินจากท่านหญิงมาเมื่อครู่ ท่านเป็นผู้กล้าหาญและมีฝีมือเหนือกว่าเครื่องแต่งกายของท่านจะเก็บงำไว้ข้างในยิ่งนัก"
ไอ้หมอนี่มันช่างจ้อเสียจริงๆ
ผมเองยังมองเอลฟ์พวกนั้นไม่วางตา คนอยู่หน้าสุดซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้า เป็นเอลฟ์ผู้หญิง ผมเห็นเครื่องประดับที่คล้ายๆรัดเกล้าแล้วก็ค่อนข้างแน่ใจว่ายัยนี่น่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์จากเอลฟ์สักแห่งนึงเป็นแน่ การเดินทางนี้ ไม่ว่ายัยพวกนี้จะเกี่ยวข้องอย่างไรก็แล้วแต่ น่าจะเป็นการแสดงให้เห็นผลงานอันสูงส่งเพื่อการเป็นราชินีหรือสืบสายวงศ์ตระกูลของยัยนี่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เอลฟ์ 2 ใน 4 คนที่เหลือเป็นผู้หญิงเช่นกัน ส่วนอีก 2 คนข้างหลังเป็นเอลฟ์ผู้ชาย
"ลอร์ดเทลอนนัส.... หากท่านจะให้เกียรติ...." เดนเนอร์พูดทับมาอีกรอบ ดูเหมือนผมจะหมดทางเลือก
ผมปัดฮู้ดสีดำที่คลุมศีรษะออกไปด้านหลัง เศษฝุ่นที่ฝังตัวอยู่ตั้งแต่เมื่ือคืนฟุ้งไปรอบหัว แม้แต่ความสะอาดของผมก็ดูจะไม่เข้าพวกกับคนในห้องนี้มากกว่าอาเบลเสียอีก ถึงจะเป็นเด็กรับใช้ หมอนั่นก็แต่งตัวดีกว่าผมอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญ สะอาดกว่าค่อนข้างเยอะทีเดียว
ถ้าอะไรสักอย่างที่นี่จะพร้อมเพรียงกันจนน่าเหลือเชื่อได้ล่ะก็ ไม่มีวินาทีไหนจะใกล้เคียงกับคำว่า "สามัคคี" เท่ากับวินาทีนี้อีกแล้ว
ทุกคนในห้องยกเว้นเอมเมอร์ หันมามองผมเป็นตาเดียวกัน ตาค้าง อ้าปาก และมีบางคนเผลอหลุดอุทานอะไรสักคำเกี่ยวกับ "พระเจ้า" ออกมาด้วย แม้แต่เจ้าแก่เสนาธิการนั่นก็ยังไม่วายเหลือกตาข้างที่ใกล้ผมมากกว่าออกมาจากใต้คิ้วสีขาวนั่นเพื่อมองผมให้ชัดที่สุดด้วยเช่นกัน
"ลอร์ดเทลอนนัส... ท่าน.... เอ่อ... ท่านคือ......." เดนเนอร์พูดไปเป็นคำ
"เอลฟ์" ผมจบประโยคให้
"และต้องสาป" เอลฟ์สาวสูงศักดิ์นั่นต่อท้ายประโยคให้ผมเพิ่มอีก ผมควรต้องขอบคุณเธอมั้ยเนี่ย
"ใช่.... ถ้าพวกเจ้าจะไม่ว่าอะไร.... ข้าไม่ค่อยชอบคำนั้นเท่าไหร่นัก...." ผมทักทายตอบ
"เอลฟ์สีดำ"
"เอลฟ์ต้องสาป"
"Black Elf"
"ผู้ชักนำโชคร้าย"
ผมล่ะเกลียดจริงๆเลยเวลาที่เอลฟ์สัก 3-4 คนเริ่มพูดต่อๆกันโดยไม่ต้องหยุดพักเหมือนมีสมองอันเดียวกันแบบนี้เนี่ย ยอมรับนะ ว่าเอลฟ์ที่ทำงานหรือต่อสู้ร่วมกันมานั้นจะมี "โทรจิต" เบาๆที่จะทำให้สื่อสารกันในระดับจิตใจได้ แต่ไอ้แบบนี้น่ะ มันสร้างความรำคาญให้ผมมากกว่าจะทำให้นึกถึงอดีตดีๆสักเรื่องตอนอยู่ในหมู่บ้านเอลฟ์ที่ เวเนลเรีย นั่นเสียอีก
นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีได้เลยล่ะมั้ง ที่ผมเปิดหน้าให้คนทั่วไปมากกว่า 1 คนเห็น เกือบๆจะในที่สาธารณะเลยนะนี่ ให้ตายเหอะ ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยเหมือนกัน
"อย่ากล่าวร้ายลอร์ดเทลอนนัสเช่นนั้นเลย" เอมเมอร์พูดขึ้นมากลางวง "หากไม่ได้ฝีมือธนูและความกล้าหาญของเขาช่วยข้าเอาไว้ ข้าอาจไม่ได้เดินทางมาถึงที่นี่แล้วก็เป็นได้" เอมเมอร์ช่วยผมจากการตกเป็นเป้าของวงสนทนา
เอลฟ์ทั้ง 5 คนยังคงทำหน้าตาไม่พอใจนัก แต่ก็เงียบปากลงได้ ส่วนพวกเดนเนอร์ อาจจะยังตกใจไม่หาย แต่ก็ไม่ได้มีแววตาหรือท่าทีเหยียดหยามเหมือนพวกนั้น
"และหากพวกท่านจะกรุณา ข้าอยากจะขอทราบนามอันไพเราะของท่านได้หรือไม่?" เอมเมอร์เปลี่ยนเรื่องได้ทันพอดี
"ข้าคือกุลสตรีแห่งไพรพนา เชื้อพระวงศ์แห่ง อัลซีรอน ผู้ครองป่าซีกเหนือแห่งทวีปกว้าง บุตรีแห่งเจ้าผู้ครองแคว้นผ่านตำนาน 1800 ปี ว่าที่ราชินีแห่งอัลซีเรียน.... ซีราเอล" เอลฟ์หญิงหัวหน้ากลุ่มสาธยายตัวเองเหมือนท่องบทมานับครั้งไม่ถ้วน
"ส่วนนี่คือผู้ติดตามอันทรงเกียรติของข้า เหล่าทหารผู้พักดี... อานารา กับ ยูเรล" เธอผายมือแนะนำเอลฟ์หนุ่มร่างสูง 2 คนด้านหลัง สองคนนี้ท่าทางจะใช้ดาบได้ดีพอๆกับธนู ผมไม่สังเกตุเห็นอะไรอื่นนอกจากความเย่อหยิ่งใต้เสื้อคลุมและผมสีทองนั่น อานารา ดูเกรี้ยวกราดพร้อมสำหรับการรบพุ่งทุกวินาที แต่ยูเรลมีท่าทีสงบกว่าเล็กน้อย 2 คนนี่อาจจะเป็นพี่น้องกันก็ได้
"เช่นเดียวกัน นี่คือผู้เยียวยาของข้า.... ดีนาเร" เธอหมายถึงเอลฟ์สาวร่างเล็กที่ดูแล้วน่าจะเป็นพวก Mage หรือไม่ก็ Cleric ที่น่าจะคอยเป็น Healer ของกลุ่ม
"ส่วนผู้นี้คือ....เฟรานา องครักษ์และสหายรักของข้า" เธอชี้ไปยังเอลฟ์สาวที่ดูคล้ายนักรบผู้เชี่ยวชาญธนูมากกว่าจะเมตตาชายใด ผมมองสายตาเหยียดหยามของเธอกลับ พลางคิดว่าถ้าผมหลับเมื่อไหร่ ยัยนี่ต้องหาทางมาเชือดคอผมกลางดึกแน่ๆ แต่ก็เอาเหอะ ถ้าเป็นผู้ชายผมจะฆ่าทิ้งซะ แต่ถ้าเป็นผู้หญิง อย่างน้อยผมอาจได้เล่นสนุกอะไรนิดหน่อยก่อนจัดการเธอบ้าง ยิ่งห้าวแบบนี้น่ะนะ จะจัดให้สาสมเลยคอยดู
ความคิดเพ้อเจ้อของผมมาหยุดลงตอนที่เดนเนอร์เริ่มพูดขึ้นบ้าง
"เป็นประสงค์ของท่านหญิงเอมเมอรัลเน่ที่ต้องการให้พวกท่านออกเดินทางโดยไวอย่างทันที ตอนแรกข้าคิดว่าจะเตรียมงานเพื่อเลี้ยงต้อนรับพวกท่านและให้ที่พักผ่อนสักหนึ่งคืน แต่เห็นได้ชัดว่าท่านหญิงน้อยผู้นี้ยืนกรานอย่างแข็งขันที่จะเดินทางต่อไปยังหนทางสู่ทะเล ข้าเพียงอยากทราบความเห็นของท่านหญิง ซีราเอล ว่าท่านจะคิดเห็นแตกต่างอย่างไรหรือไม่?"
นี่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำสั่ง ผมสังเกตุได้ค่อนข้างชัดเจนในน้ำเสียง ดูเหมือนใครสักคนที่ไม่ใช่เดนเนอร์จะจ้างพวกเอลฟ์มาเพื่ออารักขาเอมเมอร์ให้ไปยังที่ที่ต้องการโดยปลอดภัย การมีผู้คุ้มกันเพียง 5 คน (ในตอนแรกที่ยังไม่รวมผม) ถ้าเป็นแค่มนุษย์ปกติ ก็อาจจะต้องการนักดาบหรืออัศวินฝีมือดีระดับต้นๆของเมืองหรือประเทศ แต่ถ้าเป็นเอลฟ์ กำลังพลก็เหมือนเพิ่มเป็น 5 เท่า เอลฟ์คนนึงสามารถเด็ดหัวศัตรูได้ถึง 5 คนก่อนที่จะประดาบกันด้วยซ้ำ นี่ยังไม่รวมเวทย์มนต์ขั้นกลางถึงสูงอีกหลายบทที่หากต้องการจากมนุษย์ ก็ต้องไปหวังพึ่งพวกพระสงฆ์หรือจอมเวทย์ที่อายุสัก 40-50 ปี ซึ่งพวกนั้นไม่ชอบเดินทางไกลและเรียกค่าจ้างมากเกินควร
นอกจากนั้น เอลฟ์ยังรักษาสัจจะยิ่งชีพ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหักหลังหรือการลอบทำร้ายที่อาจเกิดขึ้นไปได้เลยทีเดียว ใครบางคนน่าจะเป็นห่วงสวัสดิภาพของเอมเมอ์ค่อนข้างมากและมีเส้นสายที่ใหญ่และยาวจนหาตัวจับได้เลยทีเดียว จนผมเริ่มสงสัยแล้วว่า พอของเอมเมอร์นั้นคือใคร และหมอนั่นคิดยังไงถึงปล่อยให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนวิ่งรถกลางค่ำกลางคืนดึกๆดื่นๆหนีโจรป่ามาตามถนนชายแดนแบบนี้
ผมปล่อยให้คำถามมากมายเหล่านั้นพักไว้ก่อน สงสัยไปก็ยังหาคำตอบไม่ได้ คงต้องไปถามกับเอมเมอร์หลังออกเดินทางอีกที หวังว่าเธอจะพอรู้สาเหตุบ้างนะ
พวกเอลฟ์ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธแต่อย่างใด การเดินทางที่เร่งขึ้นมาอีกวันนึง สำหรับเอลฟ์ก็คือช่วงเวลาที่จะได้ใช้ร่วมกับมนุษย์น้อยลงอีกหนึ่งวัน ซึ่งนั้นเป็นข่าวดี
หลังจากเตรียมการอีกเล็กน้อย พวกเราก็พร้อมเดินทาง รถม้าคันใหญ่สำหรับนั่งได้ 6 คนถูกเตรียมไว้พร้อมม้าลากอีก 8 ตัว เป็นรถขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับจำนวนของผู้ร่วมเดินทาง รถม้าคันเล็กอีกคัน บรรทุกเสื้อผ้า อาหาร และสิ่งของจำเป็นต่างๆตลอดการเดินทางโดยมีคนขับเป็นชายอายุประมาณ 40 ชื่อ พีท ซึ่งดูจะเชี่ยวชาญการขับรถม้าเป็นอย่างดี
เอมเมอร์ขึ้นไปนั่งบนรถคันใหญ่โดยความช่วยเหลือของ เซอร์เดนเนอร์ ตามไปด้วยซีราเอล หัวหน้าเอลฟ์สาวผู้สูงศักดิ์ (หวังว่าผมจะไม่รำคาญยัยนี่จนขอแยกตัวออกไปก่อนล่ะ) และหญิงคนรัรบใช้อีกสองคนที่เห็นก่อนหน้านี้
และหลังจากนั้นคือข่าวร้ายที่สุดของวัน
ชายร่างใหญ่ที่ใส่เกราะเหล็กหนักหลายสิบกิโลผู้จ้องมองผมเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อตั้งแต่ผมเข้ามา เดินขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคนขับบนรถม้า
ผมชะงักอยู่หลายวินาที ทำเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น หันหน้าไปทางเซอร์เดนเนอร์ พลางยิงคำถามไปเป็นนัยๆ
"ข้าคิดว่าหากมีคนของข้าเดินทางไปด้วย น่าจะช่วยดูแลและคุ้มครองท่านหญิงได้ดียิ่งขึ้น" เดนเนอร์ตอบ
ก็ถ้างั้นทำไมไม่หาคนที่มันน่าคบกว่านี้สักหน่อยเล่า? ผมอยากถามต่อไปแบบนั้น แต่คำตอบก็คงไม่ต่างจากประโยคก่อนหน้ามากนัก "เขาเป็นคนที่ข้าไว้ใจ" เดนเนอร์ต่อประโยค "ครีตัส จะเป็นองครักษ์ชั้นยอดของท่านหญิงและขบวนเดินทาง" เดนเนอร์ยังคงยืนกราน
เอลฟ์อีก 4 คนกระจายตัวอยู่บนม้าที่ยืนประกบทั้ง 4 มุมของรถม้า ไม่มีที่ทางให้ผมเข้าไปมีส่วนร่วม คาดว่าผมน่าจะเป็นส่วนเกินมาตั้งแต่แรก แต่เอาเถอะ ไม่มีใครต้องการผมแต่แรกอยู่แล้วนี่นา
"หากท่านจะกรุณา ลอร์ดเทลอนนัส ท่านน่าจะขึ้นไปบนรถม้าเช่นเดียวกัน" เดนเนอร์ยังคงนอบน้อมตอนที่เอ่ยประโยคคล้ายคำสั่งนั่น
"ข้าขอม้าดีๆสักตัวดีกว่า" ผมกวนประสาท และเพราะไม่อยากไปนั่งรถม้าคันเดียวกับยัยเอลฟ์หัวสูง หรืออยู่ใกล้ไอ้หนวดตัวใหญ่นั่น ผมเลยเสนอทางเลือกอื่นให้ตัวเอง "ข้าว่าในรถนั่นมีคนคุ้มครองอยู่มากพอแล้วสำหรับเด็กสาวคนนึง"
"ตามแต่ท่านต้องการ" เดนเนอร์รับคำ ก่อนจะหันไปสั่งอาเบลให้นำม้าสีดำแต่มีลายจุดสีขาวตามท้องและปลายขามาให้
"เจ้านี่ชื่อ แดซลิ่ง เป็นม้าฝีเท้าดีที่ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้ท่านพอใจได้มากทีเดียว"
ผมตรวจดูม้า และพบว่ามันเป็นม้าที่ไม่เลวนัก ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังมันโดยไม่รอให้ใครต้องเชิญซ้ำ
"ขอให้การเดินทางของเหล่าท่านจงมีแต่สวัสดิภาพ" เดนเนอร์อวยพร "ครีตัส"
เจ้ายักษ์นั่นร้องเสียงดังก่อนจะหวดแส้ลงม้าตัวหน้าอย่างแรง กระตุ้นขบวนให้ออกเดินทาง
ขบวนรถออกเดินทางไปยังถนนทิศใต้ โดยมีทหารคนหนึ่งขี่ม้านำขบวนไปหน้าสุด เลี้ยวตัดสู่ถนนใหญ่ที่เป็นตลาดอีกครั้ง เสียงผู้คนและพ่อค้าแม่ค้าดังจอแจเข้ามาอีกหน ผมเริ่มรู้สึกอยากเป็นส่วนตัวอีกครั้ง จึงดึงฮู้ดกลับขึ้นมาปิดหน้า เช่นเดียวกับเอลฟ์อีก 4 คนที่ขี่ม้าอยู่หน้าขบวน
ไม่นานนัก เราก็มาถึงด่านของประตูเมืองทางทิศใต้ ซึ่งเปิดประตูให้เราผ่านออกไปอย่างง่ายดาย ผมเห็นหลายคนที่กำลังเดินทางมาจากทะเลหอบปลาและอาหารทะเลมาส่วนใหญ่ และอีกฟากของประตูด้านในเมือง ก็มีพ่อค้าอีกหลายคนรวมถึงนักเดินทางที่เตรียมข้าวของเพื่อไปสู่เมืองติดทะเล
ข้างๆผมคือทหารม้าอีกคนที่มีหน้าที่ดูแลท้ายขบวน ผมสังเกตุสีหน้าที่ไม่อยากคุยกับผมเท่าไหร่นัก จึงควบแดซลิ่งไปข้างหน้า เดินเหยาะอยู่ข้างรถม้าเสบียง พลางสงสัยว่า พีท จะเป็นมิตรมากกว่านี้แค่ไหน
"ท่านอยู่ที่นี่มานานหรือยัง?"
พีททำหน้าสงสัย ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยแน่ใจกับคำถามของผม
"ก็เกือบ 20 ปีได้แล้ว พ่อหนุ่ม" ถ้าเขารู้ว่าผมอายุเท่าไหร่คงจะแปลกดี "จริงๆข้าไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเจ้าเป็นลอร์ดจริงๆหรือเปล่า ดูจากเสื้อผ้าแล้วเจ้าน่าจะจนกว่าข้าเสียอีก" เขาพูดจาค่อนข้างตรงทีเดียว ผมถือว่านั่นเป็นความจริงใจ และเป็นเรื่องดี
"เจ้าเองก็ไม่ได้เหมือนลอร์ดเอลฟ์จากที่ไหน และเท่าที่ข้ารู้ เอลฟ์ก็ไม่ค่อยจะชอบคุยกับมนุษย์เท่าไหร่นัก... ไม่ใช่หรือ?"
ผมชักเริ่มชอบหมอนี่
"ก็ข้าคงเป็นเอลฟ์ต้องสาปล่ะมั้งนะ ถึงได้แตกต่างออกไปหน่อย" ผมตอบ เริ่มผ่อนคลายมากว่าเดิม
"ไม่มีใครต้องสาปทั้งนั้นหรอก น้องชาย ถ้าจะมีก็แค่ไอ้พวกชั่วที่ต้องการจะตามล่าเด็กสาวน่ารักในรถม้าข้างหน้านั่นแหละ"
หมอนี่พูดจามีประเด็นดีแฮะ
"ว่าแต่... พี่ชาย" ผมถามบ้าง "เซอร์เดนเนอร์เป็นคนยังไงงั้นเหรอ?"
พีททำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย "ก็ปกตินะ เขาเป็นอัศวินเก่า ที่หลังจากทำผลงานได้ ก็ได้ย้ายเข้าไปทำงานในวังหลวง และหลังจากนั้นไม่นาน ก็ถูกย้ายมาประจำที่บิสทรอต ข้าเป็นคนดูแลรถม้าของผู้ว่าคนก่อนนี้น่ะ ท่านป่วยตายไปเพราะชรามากแล้ว หลังจากที่เซอร์เดนเนอร์ย้ายมาที่นี่ การค้าก็รุ่งเรืองขึ้นมากพอๆกับกองกำลังทหารล่ะนะ ข้ามองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าแย่"
"หมายความว่าไงเหรอ เรื่องแย่น่ะ"
"ก็ที่นี่น่ะ ถึงแม้จะมีทหารมากกว่าเดิม แต่โจรก็มากขึ้นด้วยน่ะสิ พวกมันมาจากไหนนักก็ไม่รู้ แม้ในเมืองจะสงบสุขดี แต่พวกมันก็ออกปล้นรอบเมืองนี้มาเนิ่นนานจนข้าคิดว่าข้างนอกนั่น อาจจะมีอาณาจักรโจรสักแห่งซ่อนอยู่ในป่าก็เป็นได้"
ในป่าน่ะไม่มีหรอก แต่เรื่องโจรนี่เจ้าพูดถูก โจรป่าที่ปล้นรถม้าของเอมเมอร์เมื่อคืนก็คงเป็นพวกเดียวกัน ดูเหมือนการดักปล้นฆ่านักเดินทางที่เข้าออกบิสทรอตจะสร้างกำไรให้ไม่น้อยเลยทีเดียว
"แล้วนอกจากนั้นล่ะ มีอะไรอีกหรือเปล่า?" ผมถามต่อ พีทส่ายหัว ผมเลยถามถึงครีตัส เจ้ากล้ามอวดดีนั่น อยากจะรู้คนที่ใกล้เคียงกับศัตรูของผมมากที่สุดเอาไว้ก่อน
"เซอร์ครีตัสน่ะเหรอ... ท่านเป็นอัศวินคู่ใจของเซอร์เดนเนอร์หลังจากท่านมาที่นี่ไม่นานนักน่ะ เหมือนว่าเซอร์ครีตัสจะถูกส่งตัวตามมาจากเมืองหลวง อาจเป็นอัศวินคู่ใจของเซอร์เดนเนอร์มาก่อนหน้านี้ก็ได้ นิสัยท่านดีนะ ข้ายังเคยได้รับขาหมูป่ากลับบ้านไปฝากลูกเมีย กินกันจนอิ่มแปล้เลยทีเดียว"
"แล้วชายแก่คิ้วหงอกนั่นล่ะ?"
"อ๋อ... มาสเตอร์โอลาฟ น่ะเหรอ?" พีทตอบ "เขาอายุประมาณ 60 กว่าๆล่ะมั้ง ข้าไม่แน่ใจ แต่เท่าที่ดูก็น่าจะเป็นคนเงียบๆนะ ข้าได้ยินเขาพูดคุยแค่ไม่กี่ครั้งเองในรอบ 2-3 ปีมานี้น่ะ ส่วนใหญ่ท่านมักจะเอาแต่อยู่ในห้องหนังสือไม่ก็หารือกับเซอร์เดนเนอร์ในห้องประชุม ทิ้งให้เซอร์ครีตัสออกไปลาดตระเวนนอกเมือง ไม่ก็ฝึกทหารไปพลางๆ"
ผมยังฟังต่อ ดูเหมือนจะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เป็นประโยชน์มากนัก
"พวกท่านก็ดูเป็นคนดีนะ ข้าอยู่ที่นี่มา 20 ปี ยังไม่เคยโดนดุด่าสักคำ" พีทจบเรื่องให้
ผมขอบคุณและขอตัวไปเดินชมวิวรอบๆขบวนนี้ หลังจากถามเส้นทางการเดินทางและระยะเวลาแบบคร่าวๆไปแล้ว
เมืองที่เรากำลังมุ่งหน้าไปชื่อว่า "เอเคอร์เชล" เป็นเมืองท่า 1 ใน 6 แห่งขอบทวีปแห่งนี้ และเป็นเมืองท่าที่ดูจะห่างไกลจากเมืองท่าอื่นๆมากที่สุด เพราะรอบๆอ่าวแห่งนี้ มีแต่หินและภูเขาขนาดใหญ่ ไร้ท่าเทียบเรือหรือเกาะใดๆให้พักพิง ทางออกไปจากอ่าวแห่งนี้มีแค่ 3 หนทาง คือหนึ่ง ขึ้นเหนือไปยังเมืองท่าอีกแห่งที่อยู่ถัดออกไป สองคือลงใต้และหาทางไปยัง South-End ผ่านช่องแคบ และ 3 คือออกทะเลไกลโพ้นไปยังเกาะเปล่าเปลี่ยวห่างไกลและคาดหวังว่าจะได้เจออะไรมากกว่านั้น
แต่ก่อนจะถึงเอเคอร์เชล เราต้องเดินทางด้วยรถม้าทั้งหมด 2 คืน หากเป็นการเดินเท้าก็จะกินเวลาอย่างน้อย 5 วัน และถ้าเร่งควบม้า ก็อาจจะไปถึงที่นั่นได้ด้วยเวลา 20 ชม. หากโชคดีที่ม้าไม่ล้มหรือขาหัก
เราเดินทางไปอย่างค่อนข้างไม่เร่งร้อน ผมค่อนข้างแน่ใจว่าหนทางสายนี้จะปลอดภัย ดูจากผู้ร่วมขบวนที่เดินทางมาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าผมคงไม่ต้องออกโรงใช้แรงงานเท่าไหร่
คืนแรกมาถึงเร็วกว่าที่คิด เราตั้งขบวนห่างจากทางเดินหลักออกมาประมาณ 50 เมตร ใกล้ๆนี่ไม่มีคนอื่นมาตั้งแคมป์หรือนอนพักด้วย ทหาร 2 คนนั้นไล่ออกไปหมด และก็เริ่มก่อไฟ พวกเอลฟ์จะหุงหาอาหารกินกันเองโดยการล่ากระต่ายป่า 2-3 ตัวเพื่อทำซุปจากแป้งหรืออาหารที่เตรียมมาเอง ผมจำได้แม่น อาหารพวกนั้นมีแต่ธัญพืชและโปรตีนจากถั่ว ส่วนผสมหลักอาจเป็นกระต่าย แต่รสชาติในหม้อนั่นไม่ต่างอะไรจากซุปผักข้นๆสีครีม
ผมอยากจะไปนั่งเสวนากับเอมเมอร์เหมือนกัน แต่ติดที่ ซีราเอล กับ ครีตัส ที่คอยกระกบยัยเด็กน้อยนั่นอยู่ ผมเลยเลือกไปนั่งกินอาหารร่วมกับพีทและทหารม้า 2 คนดีกว่า
ทหารม้าแนะนำตัวเองว่าพวกเขาชื่อ โฮเซ่ กับ คอนนี่ เป็นทหารลาดตระเวนที่รู้เส้นทางละแวกนี้เป็นอย่างดี พวกเขาเป็นมิตรมากกว่าที่ผมคิดตอนแรก คอนนี่ยอมรับว่าเขากลัวสายตาของผมและเกร็งมากทีเดียวที่ได้ยินคนเรียกผมว่า "ลอร์ด" กลัวจะทำอะไรผิดพลาดให้ถูกตำหนิ แต่พอพีทออกปากยืนยันว่าผมไม่ใช่พวกผู้ดีถือตัวอะไรนั่น ทั้งสองคนก็ยิ้มให้ผมได้ง่ายขึ้น นี่คือข้อดีอย่างหนึ่งของมนุษย์ล่ะนะ พวกเขามีบ้างที่อวดดี แต่กับพวกชนชั้นล่างน่ะ พวกเขาเป็นมิตรค่อนข้างง่ายกว่า
โฮเซ่หยิบเหล้าองุ่นมาจากกระเป๋าหนัง บอกว่าเขาแอบหยิบมาจากโรงอาหาร แม่ครัวในนั้นคนนึงเป็นป้าของเขาเอง และเขายินดีจะแบ่งเหล้านี่กับพวกเราทุกคน นั่นทำให้พีทแทบจะตบมือและหัวเราะเสียงดังทีเดียว ผมได้แต่หวังว่าบทสนทนาพวกนี้จะไม่กระเด็นไปเข้าหูพวกเอลฟ์ แต่ก็ค่อนข้างจะไม่ห่วงมากนัก เพราะแม้ว่าเอลฟ์จะหูดีเอามากๆ แต่พวกเขาก็ไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะมนุษย์
พวกเขาห่วงแค่การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด นั่นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเผ่าพันธุ์นี้
เผ่าพันธุ์ของผม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น