วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

ตอนที่ 5 - เรื่องราวในวัยเด็ก ถ้ำใต้หน้าผา และเพื่อนร่วมเดินทางใหม่

คุณต้องไม่เชื่อเรื่องที่ผมจะเล่าแน่ๆ

วันนั้นผมถูกหลอกให้ไปที่เหวหลังหมู่บ้านที่ปกติไม่ค่อยจะมีเอลฟ์คนไหนไปบ่อยนัก ตอนนั้นผมเพิ่งจะอายุได้ 80 ปี หรือไม่ก็แถวๆนั้น แต่ผมกลับมีความสามารถด้านเวทย์มนต์ ดาบ ธนู และการใช้ร่างกายที่เหนือกว่าเอลฟ์ทุกคนในรุ่นเดียวกันไปแล้ว

เอลฟ์อายุ 80 ปี ก็มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่อายุได้สัก 15 หรือ 16 ปีนั่นแหละ เราไม่เด็ก หรือไม่แก่ เป็นแค่วัยรุ่นที่กำลังบ้าพลังและวุ่นวาย

เจ้าพวกนั้นท้าผมให้ไปประลองเวทย์มนต์กันที่ใกล้ๆเหว แต่กลับใช้อาวุธจริงหลายอย่างไล่ต้อนผมจนพลัดตกลงไปข้างล่างนั่น

ยังดีที่น้ำในแม่น้ำลึกพอ แต่ผมก็ถูกสายน้ำพัดไปไกลอย่างไม่น่าเชื่อ

ตื่นมาอีกที ผมก็ถูกลากเข้ามาอยู่ในถ้ำแปลกตาที่มีแต่ความมืด ในนั้นมีร่างที่คล้ายศพตัวอะไรสักอย่างนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ซึ่งเหมือนว่าหมอนั่นจะไม่เคยลุกออกจากที่นั่นเลยตลอดพันปีมานี้

แต่ผมก็ต้องตกใจที่กลับได้ยินเสียงของชายชราคนหนึ่งพูดขึ้นในหัว บอกว่าผมนั้นแตกต่าง และอะไรบางอย่างส่งผมให้มาเจอกับเขาเพื่อ "รับ" สิ่งที่ควรต้องถูกถ่ายทอด

ผมได้รับ "ดวงตาจอมมาร" ที่อยู่ในขวดแก้วที่ใส่น้ำใสๆสีเขียวจนเต็ม หมอนั่นบอกว่าถึงเวลาเมื่อไหร่ผมจะได้ใช้มัน ผมทิ้งไว้อย่างนั้นและไม่สนใจมันอีก

ชายคนนั้นเริ่มสอนผมหลายอย่าง ตั้งแต่เวทย์มนต์ต่างๆที่แตกต่างออกไป การใช้พิษ การต่อสู้ด้วยอาวุธ การเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ ภาษา และความลับของโลกนี้อีกหลายอย่างที่ผมใช้เวลาอีก 200 ปีก็คงจะค้นหาพวกมันไม่พบ

ผมได้รับ Twin Crimson และอาวุธระดับ Legendary อีก 2 อย่าง เป็นของขวัญวันลาจาก ในวันที่เขาตายจากไป ผมเศร้าใจพอควรสำหรับชายแก่ที่สอนผมต่างๆมากมายตลอด 6 เดือน

ผมเห็นเขามีหูยาว ก็นึกไปว่าเขาเป็นเอลฟ์ แต่ที่จริงคือเขาเป็น "ออร์ก" สายพันธุ์อันตรายและน่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งบนโลก ผมมารู้เอาทีหลังว่าออร์กส่วนใหญ่นั้นมีอายุสั้น และพูดภาษาคนหรือเอลฟ์ไม่ได้ด้วยซ้ำ สิ่งที่ออร์กถนัดคือ ใช้กำลังทำลายล้างเผ่าพันธุ์อื่น ปัญหาเดียวของออร์กคือ พวกมันสืบพันธุ์ได้ยากมาก ออร์กทั้งหมดคือตัวผู้ พวกมันเกิดจากการที่ออร์กสักตัวจับมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์อื่นที่เป็นเพศเมียได้ แล้วเอามาผสมพันธุ์ด้วยจำนวนครั้งที่มากพอ ก็จะทำให้เกิดการตั้งท้องและคลอดออร์กออกมา ซึ่งถ้าพูดให้ชัดก็คือ จับสาวๆมาข่มขืนจนท้องนั่นแหละ

ผมเจอคำตอบหลังจากผู้เฒ่าจากไปไม่นานในบันทึกเล่มหนึ่งในถ้ำถึงเหตุการณ์ในชีวิตของเขา เขาเป็นออร์กธรรมดาที่เกิดมาและออกเดินทาง ความสงสัยใคร่รู้ทำให้เขาแตกต่างและเปลี่ยนจากออร์กธรรมดากลายเป็น "Hi-Orge" สายพันธุ์ที่สูงขึ้นมาอีกขั้นของออร์กหากได้ต่อสู้และพัฒนาตนเองมากพอ

Hi-Orge เรียนรู้เวทย์มนต์ทุกแขนงพร้อมๆไปกับการค้นหาความหมายของการมีชีวิต คำถามเดียวคือ เขาจะทำอย่างไรเพื่อให้ตนเองเป็นออร์กที่มีอายุยืนยาวมากพอที่จะค้นหาคำตอบต่างๆให้ตัวเองได้มากเท่าที่ต้องการ

แม้จะยืนยงเป็นอมตะไม่ได้และต้องจบสิ้นตนเองไปเหมือนเช่นสิ่งมีชีวิตทุกตน เขาก็ได้ค้นพบคำตอบของการมีชีวิตยืนยาวได้ 2 ข้อ

หนึ่ง คือการใช้เวทย์มนต์แห่งธรรมชาติ การใช้เวทย์มนต์เหล่านี้ก็คล้ายๆกับเวทย์ของพวกเอลฟ์ที่เน้นไปที่การดำรงอยู่ ไม่ใช่การแตกดับ แต่ออร์กไม่สามารถฝึกเวทย์มนต์ของเอลฟ์ได้ สิ่งที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุดคือ เวทย์มนต์ของ "ดรูอิด (Druid)" หรือ "ฤาษี" "พราหมณ์" หรืออะไรก็ตามเทือกนั้น

ออร์กได้เรียนรู้วิธีสร้างเสริมพลังชีวิตต่างๆมากมายเพื่อเพิ่มอายุขัยตนเองออกไปจนเหนือธรรมชาติของออร์ก ออร์กทั่วๆไปตั้งแต่เกิดจนตาย อาจจะมีชิวิตอยู่ได้ 40-50 ปีเป็นอย่างมาก แต่พอผมอ่านบันทึกเล่มนี้ ผมก็แทบจะเข่าอ่อน เพราะมันถูกบันทึกไว้เมื่อเกือบ 400 ปีก่อนด้วยซ้ำ

อีกวิธีที่ทำให้ออร์กมีอายุยืนยาวอยู่ได้ ก็คือการดำรงตนอยู่ในขอบเขตของพื้นที่ที่มีเวทย์มนต์ของชีวิต อย่างเช่นป่าของเอลฟ์ ที่มีพลังงานของชีวิตไหลวนอยู่มากมายจนนับไม่ถ้วน นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ ศึกษาเรื่องราวต่างๆเท่าที่ตนเองอยากรู้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ผมได้อ่านหนังสือหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยเล่มที่เขาเก็บไว้ ความมืดไม่เป็นปัญหา เอลฟ์มองเห็นได้ไม่ยาก และยิ่งผมพัฒนาศักยภาพทางร่างกายตนเองมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

แนวคิดในการใช้ชีวิตและเป้าหมายของผมเริ่มเปลี่ยนไป ทุกอย่างบนโลกไม่มีถูกมีผิด มันมีแค่ "รู้" กับ "ไม่รู้" เท่านั้น ผมศึกษาความรู้ทุกอย่างจากหนังสือทุกเล่มในถ้ำนั้นจนหมด รวมถึงทรัพย์สินต่างๆมากมายซึ่งถูกซ่อนอยู่ในถ้ำนั้น

ผมหยิบออกมาแค่อาวุธที่ผมสนใจไม่กี่อย่างหลังจากลองใช้งานดูแล้วผมชอบ

ผมได้อาวุธระดับ Super Rare มาจากที่นั่น คือ Black Stinger , Toxic Skinner และ Mellifica กับ Hornetia ส่วน Twin Crimson นั้น ผู้เฒ่ามอบให้ผมเอง เพราะคิดว่าหากไม่ทำ ผมคงทิ้งเจ้านี้ไว้ในห้องเก็บสมบัติเป็นแน่

และถ้าผมทำอย่างนั้นก็คงต้องเสียใจมากทีเดียว

อาวุธระดับ Legendary ถูกซ่อนอยู่ในหีบไม้เก่าๆไม่สะดุดตาที่ไม่แม้แต่จะอยู่ในคลังสมบัติ แต่มันซ่อนอยู่ในห้องสมุด ถูกวางทับด้วยหนังสือหลายสิบเล่มที่มีแต่หนังสือน่าเบื่ออย่าง "ภาษาก็อบบลิน" หรือ "วิธีการสร้างเบ็ดตกปลา"

ผมเจออาวุธพวกนั้นในหีบนั่น ซึ่งผู้เฒ่าคงมั่นใจว่าใครก็ตามที่มาที่นี่ คงจะตรงไปที่คลังเก็บอาวุธ มากกว่าจะมาวุ่นวายอยู่ในกองหนังสือนี่

อาวุธอันแรกที่ผมเจอคือ "Vesperic Deathstrike" เป็นขวานซัด (Throwing Axe) ขนาดความยาวประมาณ ฟุตครึ่งหรือประมาณนั้น มันมีใบขวานสีเทาเกือบดำ ส่วนด้ามขวานเป็นสีน้ำตาลแดง ดูเก่าซอมซ่อและไม่น่าคิดว่าเป็นของสำคัญได้ เว้นเพียงแต่ผลึกเวทย์มนต์ 3 เม็ดที่เรียงกันอย่างสวยงามบนใบขวาน กับอักขระโบราณที่เหมือนภาษาอะไรสักอย่างที่ไม่คุ้นตาของมันดึงดูดผมอย่างพิเศษ

น้ำหนักมันเบาอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเลยลองหยิบมาควงเล่นดูสักพัก ก่อนจะลองขว้างมันใส่ลังไม้เก่าๆอันหนึ่ง ซึ่งขวานนั่นบินไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ก่อนจะทำลายลังนั่นลงอย่างง่ายดายจนไม่เหลือซาก ผมประหลาดใจว่ามันรุนแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ที่มากกว่านั้นคือ ยังไม่ทันที่ผมจะรู้สึกตัว เจ้าขวานนั่นก็กลับมาอยู่ในมือผมแล้ว ผมเดินไปดูที่ซากลังไม้นั่น ไม่พบอะไรอีก เลยมั่นใจได้ว่า เจ้านี่มีคุณลักษณะสุดเจ๋งอย่างหนึ่งคือ เมื่อปาออกไปจากมือแล้ว หลังจากเข้าเป้า มันจะกลับมาหาผู้ใช้เองในที่สุด แต่ผมก็คิดผิด ความสามารถมันมีเยอะกว่านั้นมาก ผมเอามันออกไปลองใช้กับสัตว์ประหลาดตัวนึงข้างนอก มันเป็นแรดที่มีเขา 5 อันอยู่ทั่วหัว พร้อมเกร็ดที่ผิวหนัง ตะปุ่มตะป่ำเหมือนจระเข้หรือสัตว์เลื้อยคลาน พอเห็นมันอยู่แค่ตัวเดียว ผมเลยลองเขวี้ยงเจ้าขวานนี่เข้าไป ปรากฏว่าเจ้าแรดนั่นล้มลงและเลือดไหลจนตาย หลังจากขวานกลับมาอยู่ในมือผม ผมเข้าไปสำรวจซากศพของแรดนั่น ก็พบว่าปากแผลของมันระเบิดออกเป็นวงกว้าง รวมไปถึงเลือดที่ยังไหลทะลักออกมาจากแผลของมันแม้ว่าจะสิ้นลมไปแล้ว ผมเลยสรุปได้ว่า ขวาน Vesperic นี้ มีคุณสมบัติ "Bleeding" และ "Explodsion" หรือ "ระเบิดเมื่อสัมผัส" ด้วยเช่นกัน

อาวุธระดับ Legendary อีกชิ้นนึงคือ "Silver Garnet" มันเป็นแมงมุม ใช่แล้ว แมงมุมครับ ไม่ผิดหรอก เป็นแมงมุมสีเงินตัวเล็ก ที่ผมแทบจะหลุดขำออกมาตอนที่เห็นมัน ตอนแรกผมนึกว่ามันนอนตายอยู่ แต่เปล่า พอผมหยิบมันขึ้นมา มันก็หายไป เกิดเป็นรอยสักเส้นเล็กๆ 4 รอยที่ท่อนแขนทั้งสองข้างของผมแทน รอยสักนั่นดูไม่ชัดเท่าไหร่นัก ยิ่งถ้าผมใส่เสื้อปิดแขนด้วยแล้วล่ะก็

ตอนแรกผมไม่รู้ว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร จนกระทั่งลองจินตนาการถึงมันแล้วพยายามปล่อยมันออกจากแขน เส้นใยเล็กๆถูกยิงหรือพ่นออกมาจากท่อนแขนของผม มันเป็นในสีเทาเส้นเล็กที่แข็งแกร่งและเหนียวอย่างไม่น่าเชื่อ ผมลองยิงแล้วยิงอีก ก็ดูเหมือนจะพ่นใยพวกนี้ออกมาได้เรื่อยๆ และพอผมคิดว่าจะกำจัดเจ้ากองเส้นใยพวกนี้ยังไงดี พวกมันก็สลายกลายเป็นไอไปในอากาศ ไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆไว้อีก

ผมลองออกไปข้างนอก และฝึกพ่นใยพวกนี้ออกจากทั้งสองแขน ก็พบว่า ในพวกนี้สามารถทำให้ผมดึงตัวเองขึ้นไปบนที่สูงได้อย่างไม่น่าเชื่อ มากพอๆกับใช้จู่โจมเพื่อจับศัตรู หรือสร้างกับดักที่ทำให้เสือดาวทั้งตัวดิ้นไปไหนไม่ได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่รวมถึง "กระแสไฟฟ้า" ที่ผมสามารถปล่อยจากใยพวกนี้ได้ด้วยเช่นกัน มันสามารถช็อตหรือทำลายประสาทของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย ส่งพวกมันให้เกิดการชาหรือแม้แต่ตายได้ง่ายๆ ตามปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผมปล่อยออกไปตามคำสั่ง และที่สำคัญ ดูเหมือนผมจะใช้มันได้โดยไม่ต้องเปลืองพลังเวทย์มนต์แม้แต่น้อยเลยด้วยซ้ำ

ผมออกจากถ้ำมืดแห่งนั้นหลังจากอ่านหนังสือจนหมดและฝึกวิชาทุกวิชาเท่าที่จะทำได้ตามหนังสือเวทย์มนต์หายากหลายสิบเล่มที่ผู้เฒ่าทิ้งไว้ให้

ผมเรียนรู้ว่า พิษนั้นเป็นเพียงแค่อินทรีย์สารชนิดหนึ่งซึ่งสร้างได้ด้วยเวทย์มนต์เช่นเดียวกับลม น้ำ ไฟ หรือสายฟ้า จริงๆผมได้เรียนรู้เวทย์อีกหลายอย่างที่พวกเอลฟ์ไม่มีทางได้เรียนรู้ด้วยเลยตลอดชีวิต อย่างเช่น "Metamorphosis" หรือ "เวทย์แปลงร่าง" ไม่ก็เวทย์มนต์ตระกูล "Gravity" หรือเวทย์แรงโน้มถ่วงที่ทำให้ผมตัวเบาขึ้น โจมตีได้แรงขึ้น หรือทำให้ศัตรูหลายคนนั้นเคลื่อนไหวลำบาก นอกจากนี้ก็ยังมีพวกเวทย์มนต์จำพวก "ภาพมายา" "สะกดจิต" "การสังเคราะห์แสง" "การฟื้นฟูตัวเอง" "จำศีล" หรือแม้แต่เวทย์คงกระพันอย่าง "Brick Body" หรือ "Stone Skin" นี่ยังไม่รวมถึงการเรียนรู้เวทย์มนต์จากสัตว์แปลกๆที่ซ่อนตัวอยู่ในหลืบซอกของถ้ำ หรือใต้แม่น้ำลึก ไกลออกไปจากหุบเขาและหมู่บ้านของพวกเอลฟ์ที่ผมเคยอาศัยอยู่

ผมท่องเที่ยวไปจนทั่วป่า "เวเนลเรีย" ป่าใหญ่ทางทิศใต้ของทวีป West-End ไปจนถึงดินแดนรกร้างสุดขอบตะวันออกของแผ่นดิน ผมได้พบเจอสัตว์ประหลาดและมอนสเตอร์หลายสิบชนิดที่ในป่าที่ผมเติบโตมาไม่มีให้เห็น

ผมใช้เวลาในการเติบโตจากที่นั่น 11 ปี สำหรับเอลฟ์ทั่วไป มันเหมือนเวลาแค่ปีเดียวที่แต่ละวันช่างผ่านไปอย่างซ้ำซากและน่าเบื่อ แต่สำหรับผมในวัย 90 ปี ผมกลายเป็นเอลฟ์หนึ่งเดียวในรอบหลายร้อยปีที่ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆในโลกใบนี้มากกว่าเอลฟ์อาวุโสทั้งหมู่บ้านรวมกันเสียอีก

แต่กระนั้น ผมเองก็ยังไม่สามารถได้เห็นโลกทั้งใบ ผมต้องการจะเดินทางไปรอบๆโลก เพื่อค้นหาสิ่งที่มัน "แปลกใหม่" มากกว่านี้ รวมไปถึงที่มาที่ไปของผม การที่ผมเป็นเอลฟ์ผมสีดำที่จำอะไรตอนเกิดไม่ได้ ทำไมผมถึงจำเรื่องตอนเด็กกว่านั้นไม่ได้ รวมถึงความทรงจำแปลกๆที่ทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจจะมาจากโลกใบอื่นหรือดาวดวงอื่นด้วยซ้ำ ผมต้องเดินทางไปจนรอบโลก เพื่อค้นหาคำตอบเหล่านี้ ในเวลาที่ผมยังเหลืออีก 500 ปี หวังว่านั่นจะทัน

ผมตัดสินใจกลับเข้าไปยังหมู่บ้านที่ผมถูกเอลฟ์วัยรุ่นขี้อิจฉาและเหยียดสีผมทำร้ายผมจนตกหน้าผาลงมา พวกมันทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำหน้าตาเหมือนเห็นผีทันทีที่เห็นผม แต่กระนั้น บางคนที่ผมคิดว่าเป็น "เพื่อน" ก็ยังดีใจที่ได้ส่วนที่เหลือของผมกลับไป

ผมแอบฝึกฝนความรู้และวิชาอีก 10 ปี นั่นรวมไปถึงความรู้ขั้นสูงที่เหล่าเอลฟ์รวบรวมไว้ในหมู่บ้านนับหลายร้อยปีด้วยเช่นกัน การได้อ่านหนังสืออีกมาก ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองยังพัฒนาได้อีก ได้เรียนทั้งวิชาบนดิน ศาสตร์มืด และพัฒนาความสามารถไปเรื่อยๆ ทำให้ผมเริ่มจะรู้ตัวเองได้ว่า ผมน่าจะติดโรค "เสพติดการเรียนรู้" มาจากเฒ่าดรูอิดนั่นไปแล้ว

ผมทิ้งอาวุธและข้าวของไว้ที่ถ้าก้นหน้าผาแห่งนั้น ดูเหมือนมันจะปลอดภัยจากเอลฟ์มาได้หลายร้อยปี และมันก็คงจะเป็นเช่นนั้นต่อไปจนกว่าผมจะพร้อมออกเดินทางด้วยตัวเอง ผมจะกลับไปที่นั่นอีก

เมื่อผมอายุครบ 100 ปี เผ่าพันธุ์ของเอลฟ์จะมีพิธี "เปลี่ยนผ่านสู่ผู้ใหญ่" เอลฟ์ที่เป็นเด็กทั้งหมดที่หากอายุครบร้อยปีเมื่อไหร่ ร่างกายก็จะเติบโตเหมือนเด็กมนุษย์ที่อายุสัก 17 หรือ 18 ปี

พวกเราจะถูกแบ่งแยกให้ทำหน้าที่ตามความถนัดของตนเองที่มีตั้งแต่เด็ก ผมได้เข้าไปอยู่ใน "กองสำรวจ" ที่มีหน้าที่สำรวจป่า ศึกษาพืชพันธุ์ ลาดตระเวน และออกเดินทางไปนอกหมู่บ้าน ขณะที่เอลฟ์หนุ่มส่วนใหญ่จะมุ่งหวังการได้เข้าร่วมกับ "กองทัพ" เพื่อจะได้กลายเป็นเอลฟ์นักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกได้รู้จัก

ผมไม่สนใจเรื่องพวกนั้น การได้แข่งขันและรับรู้ว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นไม่ได้เป็นเครื่องการันตีอะไรนอกจากการอวดอ้างความโง่เง่าและกล้ามเนื้อของตนเอง แม้ว่าเอลฟ์นักรบจะเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้ดาบ ธนู เวทย์มนต์ และต่อสู้อย่างสวยงาม ผมกลับชอบที่ได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆในธรรมชาติ เผ่าพันธุ์อื่นที่แตกต่าง และสัตว์ประหลาดอันตรายเสียมากกว่า

ผมได้เลื่อนขั้นเป็น "นักสำรวจระดับกลาง" แค่เดือนเดียว ตอนที่เกิด "สงคราม" ขึ้นในหมู่บ้าน ดูเหมือนไอ้หน้าโง่บางตัวจะแอบหนีออกจากหมู่บ้านและทำลายเขตอาคมที่ปกปิดทางเข้า ซ้ำยังไปหาเรื่องกับมนุษย์และหลบหนีกลับมา ทิ้งร่องรอยไว้ให้กองทัพของพวกนั้นตามมาได้ไม่ยาก

ผมกลับมาถึงหมู่บ้านหลังจากออกไปสำรวจ การสู้รบก็ดำเนินไปจนเกือบถึงจุดจบแล้ว จริงๆผมไม่ได้รู้สึกผูกพันธุ์หรืออาลัยอาวรณ์กับที่นี่มากนัก เพียงแต่การได้เห็น "เพื่อนจริงๆ" บางคนกำลังถูกแล่เนื้อควักหัวใจ หรือเห็นเอลฟ์สาวที่เคยสอนหนังสือผมถูกพวกทหารรุมข่มขืน มันทำให้ผมโกรธจนควบคุมตนเองไม่อยู่

ผมเข้าต่อสู้โดยใช้เวทย์มนต์ทุกอย่างและความสามารถทั้งหมดที่มีโจมตีและฆ่าทหารพวกนั้นไปหลายร้อยคน ก่อนที่กำลังเสริมของพวกมันจะกลับมาและพลังเวทย์ผมเริ่มหมดลงหลังจากต่อสู้มาตั้งแต่บ่ายจนถึงรุ่งสางของอีกวัน

ผมโดนต้อนไปที่หน้าผาด้านหลังหมู่บ้านที่ผมเคยตกไปก่อนหน้า พวกมันคนนึงฟันผมโดนลูกตาข้างขวาจนผมคิดว่าตาผมบอดไปแล้ว ก่อนผมจะถูกธนูเวทย์มนต์หลายสิบดอกยิงปักเต็มร่าง และร่วงลงสู่ก้นหน้าผาอีกครั้ง

ผมลอยน้ำมาถึงหน้าถ้ำมืดนั่นอีกครั้ง กระเสือกกระสนตนเองเข้าไปในถ้ำ ควานหา Elixir เพื่อรักษาร่างกาย กว่าจะงัดเอาหัวธนูแต่ละดอกออกมาจากร่างกายตนเองในสภาพที่ตาบอดได้ ผมต้องเสียยาชาไปเกือบ 20 หลอด หลังจากนอนพักและกินหนูไปมากเท่าที่เส้นใยผมจะเอื้อมถึง ผมก็ฟื้นขึ้นมาในสภาพตาบอดข้างหนึ่ง ร่างกายสะบักสะบอม แต่แผลก็เริ่มประสานแล้ว อาจเพราะพลังเวทย์มนต์และความสามารถด้านการฟื้นฟูที่ผมได้จากพวกสัตว์ประหลาด ทำให้แผลผมหายเกือบสนิทในเวลาแค่ 3 วัน

ผมใช้ชีวิตเหมือนคนป่า ไม่ใส่เสื้อ มีแต่ผ้าถุงของผู้เฒ่าปิดช่วงล่างไว้ จับปลาหรือหนูเป็นอาหาร บางครั้งก็ได้กระต่ายป่าเข้ามาช่วยให้อิ่มท้องมากขึ้น ไม่ต้องกลับขึ้นไปข้างบนผมก็รู้ว่าทุกอย่างในหมู่บ้านแห่งนั้นสูญสลายหายไปหมดแล้ว พร้อมกับกองทัพของมนุษย์ที่จากไป พวกมันน่าจะกวาดเอาทุกอย่างไปหมด ตามคำบอกเล่าและเรื่องเล่าที่อยู่ในหนังสือ ผมไม่คิดว่จุดจบของหมู่บ้านแห่งนี้จะเหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆของเอลฟ์ แม้ว่าอาจจะมีบางคนหลบหนีและหลุดรอดออกมาได้ แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับผมอีก

การเสียดวงตาข้างขวาไปทำให้ผมสูญเสียพลังส่วนใหญ่ในการใช้ชีวิต แม้ว่าผมจะมีอาวุธในตำนานหลายอันนอนรอให้ผมใช้อยู่ที่ก้นถ้ำ ผมก็ไม่ได้อยากจะออกไปผจญภัยอีกพักใหญ่ๆ

หลังจากผ่านไปเกือบเดือน ผมลองสำรวจถ้ำอีกครั้ง และได้พบกับ "ดวงตาจอมมาร" ไอเท็มเวทย์มนต์หายากสุดยอดที่ผมเกือบลืมไปว่ามันยังอยู่ในถ้ำนี่

ผมเปิดขวดโหลน้ำยานั่น หยิบลูกตากลมโตสีดำออกมา มันเหมือนหินก้อนกลมๆที่ไม่มีพิษสงอะไร ผมหวังว่ามันจะมีพลังอะไรสักอย่าง ถ้ามันจะทำอะไรได้ ตอนนี้ก็เป็นโอกาสของมันแล้ว

ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนและคิดไปว่า อย่างน้อยถ้าได้กินมันลงท้อง ก็อาจจะช่วยเพิ่มพลังเวทย์มนต์ได้บ้าง มันก็เริ่มสำแดงฤทธิ์เดช

เจ้าลูกตากลมๆนั่น พุ่งเข้ามาใส่หน้าผมเต็มรัก เร็วจนผมไม่ทันตั้งตัว ปฏิกริยาของผมป้องกันตัวเองจากมันอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็หยุดมันที่พยายามจะพุ่งแทรกตัวเข้ามาในลูกตาข้างขวาของผมไม่ได้ เมื่อมันสัมผัสกับเปลือกตาข้างที่บอดของผม ของเหลวเย็นๆก็เริ่มเปลี่ยนสัมผัสที่ตายด้านจนผมเกือบลืมไปแล้วว่าเคยมีความรู้สึกตรงนี้อย่างรวดเร็ว และไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ความร้อนมหาศาลก็แทบจะเผาใบหน้าผมทิ้ง

ผมดิ้นพล่านพยายามควักมันออกจากเบ้าตา แต่ก็เหมือนตะกุยหินที่กลายเป็นใบหน้าตัวเอง แผลเก่าผมเกือบเปิดขึ้นอีกครั้งตอนที่มันจบลง ความร้อนตรงนั้นทำเอาผมเห็นควันจางลอยขึ้นไปยังเพดาน ทิ้งร่างกายที่อ่อนเปลี้ยและสิ้นหวังของผมให้นอนจมกองความเจ็บปวดอยู่ในร่างกายใต้ถ้ำมืดนี้

ผมตื่นมาอีกครั้งด้วยการมองเห็นจากดวงตาทั้งสองข้าง กำลังวังชาผมกลับคืนมาอย่างน่าตกใจพอๆกับน่ากลัว ผมมองเห็นภาพธรรมดาชัดเจนจากดวงตาข้างซ้าย และขณะเดียวกันผมก็เห็นภาพคล้ายกันจากดวงตาข้างขวา เพียงแต่นอกจากความปกติ ผมยังมองเห็น "ชีวิต" ในนั้นอีกด้วย

ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร บางอย่างในตาขวาของผมส่งภาพที่ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณแสงหรือสีที่แตกต่างกัน แต่พอผมใช้ชีวิตไปสักพัก ผมก็เริ่มชิน และเริ่มเรียนรู้ถึงประโยชน์มหาศาลของมัน

ทุกเมื่อที่ผมต้องการ ผมสามารถมองเห็นสิ่งที่แตกต่างจากภาพปกติได้มากมาย อย่างเช่น มองหา "สัญญาณชีพ" ของสิ่งมีชีวิต "ลมหายใจ" "กลุ่มก๊าซต่างๆ" ที่แสดงสีที่แตกต่างกัน "ระดับพลังเวทย์มนต์" การมองเห็นตอนกลางคืนก็ดีขึ้นจนน่าตกใจ ผมแยก "ความร้อน" ของสิ่งมีชีวิตได้อย่างง่ายดาย จนเริ่มสงสัยแล้วว่า ดวงตาข้างนี้ทำอะไรได้อีกบ้าง

เหนือสิ่งอื่นใดเลย คือการที่ผมได้ฝึกฝนการใช้งานกับมัน ผมสามารถใช้ "ดวงตาบาสิลิสก์" (Basilisk Eye)ได้

มันคือดวงตาที่สามารถจ้องสิ่งต่างๆและทำได้ตั้งแต่ สะกดจิตให้อยู่นิ่ง ให้เห็นภาพหลอน ทำให้อวัยวะแข็งจนเหมือนหิน (ไม่ได้เป็นหินจริงๆหรอก แต่ขยับไม่ได้และแก้ไขด้วยเวทย์มนต์ได้ยากมาก) รวมไปถึงการเพิ่ม "ความร้อน" ในเนื้อเยื่อที่ผมเพ่งจนทำให้มันเกิดลุกเป็นไฟขึ้นมาได้

จริงๆผมไม่ทันคิดเรื่องพวกนี้ แค่รู้ว่าตัวเองอาจจะไม่ต้องพกหินฉนวนหรือไม้ขีดไฟไปตลอดชีวิตผมก็ดีใจแล้ว แต่มันกลับให้ผลที่น่ากลัวกว่านั้นมาก

ผมได้ทดลองกับปลาในน้ำตัวหนึ่งที่ผมจ้องตามันจากผิวน้ำ เจ้าปลาน่าสงสารนั่นดันมองเข้ามาที่ดวงตาสีแดงข้างนี้พอดี ผมเลยได้เห็นว่าตาของผมเวลาใช้พลังมันจะมีประกายสีแดงเข้มสว่างวาบอยู่ข้างใน ขณะที่ผมเริ่มทำให้มันเป็นหินใต้น้ำ ผมก็เพ่งพลังความร้อนใส่เข้าไปด้วย เจ้าปลานั่นเริ่มเปลี่ยนสี ผิวหนังและเกล็ดเริ่มสุก ทั้งๆที่มันยังอยู่ใต้น้ำด้วยซ้ำ ผมเลยรู้ว่า ความสามารถของดวงตาข้างนี้ อาจจะทำให้ผมครองโลกได้เลยทีเดียว

ผมฟื้นฟูตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่ถึง 4 ชม. ก็จัดแจงแต่งตัวให้ตัวเองจนเสร็จ แม้จะไม่ได้มีเครื่องแต่งกายอะไรดีเลิศมากมายนัก แต่อย่างน้อย ผมก็คล้ายนักเดินทางตกอับถังแตกที่พร้อมจะขอทานทุกเมื่อที่ได้อยู่ข้างถนน ดีกว่าชีเปลือยพอสมควร

ผมมีปัญหาเกี่ยวกับการพกพาอาวุธหายากหลายชิ้นไปด้วย จนท้ายที่สุดเกือบจะต้องล้มเลิกความคิดและทิ้งดาบ Twin Crimson ไว้ที่นี่เสียแล้ว

ผมพยายามหาเป้สะพายหลังใบใหญ่ แต่ก็ผิดหวัง สิ่งเดียวที่ผมพอจะใส่ข้าวของได้คือประเป๋าสะพายเอวใบเล็กที่ติดเอาไว้กับเข็มขัดได้เท่านั้น ผมเข้าใจว่าผู้เฒ่าคงไม่ได้คิดเรื่องเดินทางออกไปไหนอีก หลังจากที่ได้นั่งตัวติดกับเก้าอี้ไม้โบราณนั่น

แต่พอผมเริ่มใส่ของ Elixir 4 ขวดก็หายเข้าไปในกระเป๋านั่นได้อย่างเหลือเชื่อ โดยที่ผมไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันที่เพิ่มขึ้นเลย ผมเริ่มเข้าใจว่านี่น่าจะเป็นกระเป๋าเวทย์มนต์และเริ่มใส่ของที่ใหญ่ขึ้นเข้าไปทันที

การเดินทางของผมได้เริ่มขึ้นโดยที่ผมสามารถพกอาวุธไปได้เต็มกระเป๋า รวมถึงยาหรือสารเคมีต่างๆ สมุนไพรที่จำเป็น แผนที่ แม้แต่โลห์อันเล็ก และดาบเล่มใหญ่อีก 2 เล่ม ก็เข้าไปอยู่ในกระเป๋านั่นโดยที่ผมรู้สึกเหมือนว่าแค่แบกลูกแมวไว้ที่เอวเท่านั้น

และนั่นคือเรื่องเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็เริ่มเดินทางไปเรื่อยๆเท่าที่จะทำได้ ฝึกฝน เรียนรู้ และผ่านเข้าออกเมืองต่างๆของมนุษย์ด้วยเล่ห์กลที่พวกนั้นไม่ทันคิด รวมไปถึงแฝงตัวทำงานร่วมกัน ทั้งงานง่ายๆอย่างตามหาคน หรือแม่แต่การรับจ้างฆ่าคน สำหรับผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่กว่าการฆ่าเสือปลาสักตัวเท่าไหร่

รู้สึกตัวอีกทีผมก็เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเสียแล้ว มีบ้างบางครั้งที่ผมได้รับการว่าจ้างที่จบลงด้วยการ "หักหลัง" และต้องการ "ปิดปาก" นักฆ่าที่ไม่ควรมีตัวตน ผมปิดงานเหล่านั้นด้วยการฆ่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการว่าจ้างนี้ ยกเว้นตัวผม จนถึงบัดนี้ จึงยังไม่มีใครได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผมเลยแม้แต่น้อย จะมีก็แค่ "ชายตาแดง" หรือ "นักพเนจรดำ" ที่มีพวกใต้ดินพูดถึงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเท่าไหร่

เอาจริงๆคือผมอยากจะรับงานที่มันยากๆ หรือ "ท้าทาย" บ้างน่ะ แต่ส่วนใหญ่ งานพวกนั้นก็ต้องการให้ผมเปิดเผยตัวให้นายจ้างที่ส่วนใหญ่เป็นพวกลอร์ด หรือท่านเซอร์ทั้งหลายต้องเห็นหน้าค่าตาเพื่อป้องกันการหลบหนีของผมเสียก่อน ผมเลยเลือกปฏิเสธเรื่องทำนองนั้นเสียส่วนใหญ่

แต่ตอนนี้ผมกลับมารับงานเป็น "องครักษ์" ให้สาวน้อยไร้เดียงสา.... งั้นเหรอ?

ให้ตายสิ ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่อยากจะปฏิเสธเอมเมอร์หรือทำให้เธอผิดหวังมากขนาดนั้น อาจเป็นเพราะดวงตากลมโตนั่น แต่ก็เอาเถอะ ยังไงผมก็ไม่มีเป้าหมายอื่นอยู่แล้วนี่นา และบางที นี่ก็อาจจะเป็นการท่องทะเลไปบนเรือครั้งแรกในชีวิตของผมด้วยก็ได้ ถ้าโชคดี ผมอาจขอให้เธอพาผมขึ้นเรือไปด้วย ซึ่งเธอก็น่าจะยินยอมได้ไม่ยาก

ผมหามุมสงบๆ กับเก้าอี้ที่รับลมอุ่นๆได้แห่งหนึ่ง ก็ก้มหน้าหลับลงหลังจากปล่อยสกิล "ระวังภัย" คอยเตือนไว้หากมีสิ่งมีชีวิตใดเข้ามาใกล้ในระยะ 10 เมตร หวังว่าจะไม่มีลูกธนูวิ่งฝ่าเข้ามาแทนนะ เพราะผมคงป้องกันมันตอนหลับไม่ได้ ผมเลยลากเก้าอี้นั่นมาตั้งในมุมที่ปิดที่สุดเท่าที่จะทำได้แทน

ผมตื่นเพราะสกิลระวังภัยทำงาน อาเบลเดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทีเรียบสงบเหมือนที่หมอนั่นปรากฏตัวครั้งแรก

"ลอร์ดเทลอนัส" เขาพูด "เซอร์เดนเนอร์ สั่งให้ข้ามาตามตัวท่านไปยังห้องโถง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางของท่านหญิงเอมเมอรัลเน่ ได้โปรดตามข้ามาด้วยเถิด"

ผมบิดขี้เกียจและหาวเล็กๆก่อนจะเดินตามไป การได้นอนแค่ไม่กี่นาทีสำหรับผมก็เหมือนได้ชาร์จไฟกลับเข้าร่างใหม่จนเต็มนั่นแหละ ผมสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด หวังแค่ว่าอาจจะมีอาหารว่างอีกสักหน่อยก่อนออกเดินทาง

ที่ห้องโถงนั้นมีกลุ่มคนอยู่หลายกลุ่มทีเดียว กลุ่มแรกคือ เอมเมอร์ กับหญิงสาว 2 คน คนนึงอายุประมาณ 18 อีกคนน่าจะ 80...อาจจะไม่ถึงหรอก แต่ก็แก่ทีเดียวถ้าเทียบกับคนแรก สองสาวนั่นกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับเสื้อผ้าชุดใหม่ของเอมเมอร์ ที่ตอนนี้เปลี่ยนจากชุดฟูฟ่องเหมือนชุดนอนสีขาวครีม กลายเป็นชุดผ้าไหมสวยงามสีฟ้าสลับน้ำเงินที่ขับให้เรือนผมสีส้มสว่างตัดกับผิวขาวนวลผุดผ่องของสาววัยแรกแย้มยิ่งดูอิ่มเอมและเจิดจ้าจนผมแทบจำไม่ได้ว่าเธอผ่านอะไรมาบ้างเมื่อคืนนี้

เดนเนอร์ หรือเซอร์เดนเนอร์ยืนอยู่กับอัศวินตัวใหญ่หน้าหงิกนั่นที่มองมาทางผมด้วยสายตารังเกียจทันทีที่ผมเข้ามาในห้อง โอเค ผมยอมรับว่าผมไม่ได้เปลี่ยนชุดให้ดูดีขึ้นเหมือนเอมเมอร์ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากทำมากกว่างีบหลับนี่นา

ชายแก่ที่เป็นเหมือนที่ปรึกษายังคงยืนหลังงุ้มอยู่ใกล้ๆ ทำสีหน้าเหมือนกำลังยืนหลับ แต่ก็พูดคุยกับเดนเนอร์ไปด้วยเช่นกัน

อีกกลุ่มนึงคือ 5 คนที่สวมชุดคลุมคุ้นตาสีเขียวเข้มที่ผมเห็นตอนเข้าเมืองมาเมื่อเช้า ยิ่งพอผมได้สบตาและมองชัดๆ ผมก็ยิ่งแน่ใจว่าพวกนี้คือกลุ่มคนที่ผมไม่อยากร่วมงานด้วยที่สุดเป็นอันดับสองรองจากมนุษย์

"เอลฟ์?" ผมเผลอหลุดคำๆนั้นออกมา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น