วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

ตอนที่ 4 - คำปฏิเสธที่ไร้ผล และอาวุธที่ผมมี

บิสทรอต เป็นเมืองด่าน ผมรู้แค่นั้นจากแผนที่และคำบอกเล่าที่เคยได้ยินมา ที่นี่น่าจะเป็นเมืองที่เป็นหน้าด่านสำหรับเดินทางลงใต้ไปยังทะเลตะวันตก ปลายสุดของแผนที่แผ่นดินแห่งนี้เพื่ออ้อมโลกไปยังที่ไหนสักแห่ง เรือส่วนใหญ่น่าจะเดินทางลงใต้ไปยัง South-End หรือไม่ก็ขึ้นเหนือไปยังทะเลที่โหดหินยิ่งกว่าสู่ North-End

ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือการพบว่าเมืองด่านแห่งนี้ดันมีการ "ตรวจคนเข้าเมือง" ด้วยนี่สิ

แน่นอน ที่ไหนก็มีการตรวจคนเข้าเมืองเป็นปกติ ส่วนมากผมมักจะมองหาหนทางที่ไม่ได้ยากเย็นนักเพื่อเข้าไปทำงานหรือรับจ้างอะไรต่างๆด้วยการหาเมืองที่มีทางเข้า "ไม่พึงประสงค์" ซึ่งมักเป็นทางเข้าที่ผมสามารถติดสินบนเจ้าหน้าที่ได้ด้วยเงิน 30-50 เหรียญเงิน

แต่ที่นี่รู้สึกจะเป็น "เมืองหน้าด่าน" จริงๆ คือ มันทำหน้าที่เป็นด่านคอยสะกัดหรือกรองคนที่เข้าไปในนั้น ผมเห็นแถวทางเดินที่ต่อกันยาวหลายสิบคน นี่เพิ่งเช้าตรู่ น่าจะสัก 6 โมงได้ ประตูที่นั่นท่าทางว่ากำลังจะเปิด ผมสังเกตุได้จากท่าทางของทหารยามที่กำลังยกกั้นประตูเหล็กขึ้น ในแถวของคนที่ต่อรอเข้าเมือง ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้ากับนักเดินทางที่น่าจะรอเข้าไปในเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าหรือซื้อหาข้าวของเตรียมเดินทางต่อไปยังเมืองท่าที่อยู่ไกลออกไปสู่ทะเล

ผมหยุดรถม้าในระยะที่ห่างจากเมืองพอสมควร แน่นอนล่ะ สายตาผมดีกว่าคนทั่วไป กว่าพวกนั้นจะเห็นผมได้ก็คงต้องรอให้ผมเข้าไปใกล้กว่านี้อีกหลายร้อยเมตร

"ท่านหยุดทำไหมหรือ...เทลอน?" เอ็มเมอรัลเน่ชะโงกหน้าออกมาถาม

"ที่นั่นมีด่านหน้าประตู เห็นทีว่าเจ้าคงต้องไปต่อเองคนเดียวแล้วล่ะ...." ผมหยุดพูดไปตอนที่เห็นสิ่งที่เธอยื่นออกมาให้ เป็นม้วนหนังปิดผนึกประทับตราขี้ผึ้งด้วยรูปนกยูง 3 ตัว คุ้นๆว่าเคยเห็นตราแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า แต่ก็จำไม่ได้

"ท่านลุงบอกว่า เอาสิ่งนี้ให้ทุกคนที่ถามหา แล้วจะผ่านไปยังทะเลได้" เธอพูดด้วยน้ำเสียงปนทึ่งเหมือนว่าเพิ่งแก้ปัญหาหนักอกให้ผมได้

ผมอยากจะบอกเธอว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผ่านเข้าไปในเมือง แต่มันคือ ผมอยากจะไปกับเธอแค่ไหน? ต่างหาก

ก้มหน้าส่ายหัวให้กับความไร้เดียงสาเบาๆ ก่อนจะรับม้วนหนังมาจากมือเธอ ตราประทับทำให้ผมเปิดอ่านไม่ได้ว่าข้างในมีสาส์นอะไรอยู่ ผมยังไม่มีความสามารถใดที่สามารถเอาไว้แอบอ่านข้อความในเอกสารหรือม้วนผ้าใดๆได้ ถ้ามีคงจะดี แต่ตอนนี้ผมต้องเลือกระหว่างพาเธอไปยังเมืองข้างหน้า หรือไม่ก็ปล่อยให้เธอเดินเท้าไปเองในระยะที่ผมน่าจะปกป้องเธอได้

แต่พอมองเข้าไปที่แววตากลมโตคู่นั้น ผมก็อดสงสารไม่ได้ พลางคิดไปว่า ถ้าเธอสะดุดล้มจนหัวแตกตรงเนินหินข้างหน้านั่น อาจจะเป็นบาปของผมเองก็เป็นได้

ผมจึงเก็บม้วนหนังนั้นไว้ และควบม้าเดินหน้าต่อไปยังเมือง บิสทรอต

เมืองนี้เป็นไปตามที่ผมเคยได้ยิน คือเป็นเมืองที่มีการระวังรักษาความปลอดภัยสูง อย่างน้อยก็ที่ประตูหน้า ใครจะผ่านเข้าออก ต้องได้รับการตรวจสอบทั้งจดหมาย เหตุผลและวัตถุประสงค์การเดินทาง รวมไปถึงที่อยู่หรือบุคคลอ้างอิงด้วย

ผมภาวนาในใจให้จดหมายนี่มีค่าพอจะให้เราผ่านทางได้โดยไม่ต้องมาสนใจกับเผ่าพันธุ์หรือใบหน้าใต้ผ้าคลุมของผมมากนัก ซึ่งผมก็ไม่ค่อยจะหนักใจเท่าไหร่ เพราะผมเห็นเอลฟ์กลุ่มนึงเดินผ่านเข้าไปในเมืองได้ รวมถึงคนแคร่ะอีกครึ่งโหลที่กำลังปล่อยให้ทหารยามตรวจสอบสัมภาระกับเอกสาร และถ้ามองดีๆ ผมยังเห็นก็อบลินอีก 2-3 ตัวในเมืองอีกด้วย ดูเหมือนเมืองนี้จะยอมรับการผสมผสานของเผ่าพันธุ์ได้อย่างสมควร และการยอมรับเผ่าพันธุ์ต่างๆให้เดินด้วยกันในเมืองได้เช่นนี้ ย่อมหมายถึงการมีอิสระที่หลายๆคนต้องการ รวมถึงผมด้วย

แต่ผมก็ยังไม่วางใจจนถึงขนาดจะเปิดฮู้ดคลุมหน้าให้ทุกคนได้เห็นหูยาวๆพร้อมๆกับผมสีดำ เพราะแม้จะเป็นเอลฟ์เช่นกัน แต่การมีผมสีดำ ก็อาจไม่ได้รับการยอมรับที่ดีเท่าไหร่นัก จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองด้วยแล้วล่ะนะ

ผมขับรถม้ามาเข้าแถว พลางขยับไปช้าๆ ผู้คนที่เข้าแถวอยู่บริเวณนั้นต่างพากันมองมาเป็นตาเดียว อาจเพราะรถม้าที่ดูจะเป็นของชนชั้นสูงมีราคา หรือตัวผมเองที่ซอมซ่อและธรรมดาจนเหมือนโจรขโมยรถ ไม่ว่าจะอย่างไหน มันก็ไม่ได้เข้ากันแต่แรกอยู่แล้ว

ซึ่งมันก็ดึงดูดสายตาของผู้คุมประตูหรือทหารยามหลายคนตรงนั้นเช่นกันเมื่อรถม้าเข้ามาใกล้ประตู

"เจ้าคือใคร? แจ้งประสงค์การเข้าเมืองมา" คำถามที่น่าจะเป็นคำสั่งมากกว่าจากทหารยามหน้าบึ้งระแวดระวังตรงหน้า เพื่อนของเขาอีก 2 คนเดินตามมาข้างหลัง

ผมยื่นเอกสารในม้วนหนังให้เขา ชายคนนั้นรับไปและทำท่าจะเปิดอ่าน แต่พอเห็นตราประทับนกยูง 3 ตัวเท่านั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

ความหวาดกลัว หรือไม่ก็ ความตื่นตระหนก วิ่งร่าอยู่ในแววตาคู่นั้น ผมรู้สึกได้ถึงการระวังภัยเล็กน้อย เพราะชายคนนั้นเอื้อมมือไปจับดาบที่อยู่ที่เอวขณะที่มือยังถือม้วนหนังอยู่ ปากร้องเรียกตะโกนให้เพื่อนเข้ามาหา

หลังจากพวกเขา 2-3 พิจารณาม้วนหนังนั้นไม่นาน คนที่ท่าทางจะเป็นหัวหน้าก็เดินมาหาผม

"ขอทราบนามของท่านด้วยได้หรือไม่?" ความนอบน้อมสูงขึ้ันกว่าตอนแรกค่อนข้างมากทีเดียว

"ขอให้เราผ่านทางไปด้วยเถิด ท่านทหาร" เสียงเอมเมอรัลเน่ดังออกมาจากรถม้าข้างหลังผม แววตาวิงวอนสีเขียวมรกตของเธอส่องเป็นประกายไปยังหัวหน้าทหารยาม

หมอนั่นทำสีหน้าตกตะลึงและสะดุ้งเล็กๆก่อนจะถอยหลังไปยืนตรงและโค้งคำนับ พลางยื่นแผ่นหนังนั่นคืนกลับมาที่ผมโดยที่ยังไม่ได้เปิดดูข้อความข้างใน ทำเอาผมคิดไปไกลแล้วว่า เอมเมอรัลแน่กับตระกูลของเธอนั่นสูงส่งหรือยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันแน่

ผมรับม้วนหนังนั่นกลับมาก่อนจะควบม้าให้เดินผ่านประตูไป แซงคิวของคนส่วนใหญ่ไปอย่างง่ายดาย บางสายตาส่งแววเกลียดชังที่ผมแซงคิวอย่างเห็นได้ชัด ส่วนบางคนก็มองด้วยความหมั่นไส้ที่เห็นพวกผมเป็นพวก "ชั้นสูง" และได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ผมขับรถม้าผ่านเข้าประตูเมืองมา ในบิสทรอตเป็นเมืองที่คล้ายๆจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ หรือภาษาปะปนกันเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าและการเดินทางเป็นหลัก ไม่ว่าจะจุดใดๆของเมืองก็คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มากพอๆกับพ่อค้าแม่ขาย เสียงร้องเรียกลูกค้าบอกส่วนลดและของแถมดังแทบจะทุกวินาทีสลับกันไปตามซุ้มหรือแผงขายของที่กระจายอยู่รอบเมือง

อากาศที่นี่ค่อนข้างอบอุ่นไปถึงร้อน อาจเพราะได้รับอิทธิพลจากลมทะเลที่พัดขึ้นมาตามหุบเขา ทำให้ได้กลิ่นเกลืออ่อนๆที่เจือมาตามสายลมอยู่บ้างเป็นพักๆ แต่เพราะอากาศที่ร้อนชื้น บวกกับจำนวนผู้คนที่มากมายกว่า รวมถึงความแออัดของเมืองในบางส่วน ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นเมืองที่สะอาดสะอ้าน แต่ก็ไม่ถึงกับสกปรกนัก

แม้กระนั้น ที่นี่ก็ไม่ใช่เมืองที่ใหญ่โตอะไร ส่วนหน้าของเมืองลากยาวไปตามถนนเส้นหลักที่นำไปสู่ประตูหลังผ่านไปยังทิศใต้เชื่อมต่อกับเส้นทางไปสู่ทะเล เห็นได้ชัดว่าเป็นเส้นทางสำหรับค้าขาย ด้านนอกห่างออกไปก็เป็นส่วนที่อยู่อาศัยที่มีทั้งโรงแรม ห้องพักราคาถูกถึงกลาง ร้านอาหารที่มีหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงธนาคารหรือโรงรับจำนำ เช่นเดียวกับป้อมยามและทหารยามที่มากมายพอๆกัน

แต่สิ่งที่ผมทึ่งที่สุดคือ การได้เห็นเผ่าพันธุ์ต่างๆที่ไม่ใช่มนุษย์ ต่างใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้อย่างอิสระเสียจนไม่อยากเชื่อสายตา ผมเห็นเอลฟ์หลงเผ่าหลายคนที่กลายเป็นพ่อค้าแม่ค้า เห็นออร์กที่ใช้ร่างกายใหญ่โตทำงานแบกหามหรือทำงานก่อสร้าง เห็นคนแคระที่นั่งจับกลุ่มกันซ่อมอาวุธหรือเครื่องป้องกัน และอีกหลายเผ่าพันธุ์รวมไปถึงสัตว์หายากแปลกๆอีกหลายตัวที่อยู่ในกรงติดล้อเคลื่อนที่รอขนลงไปที่เมืองท่า

ผมต้องถามเอมเมอรัลเน่ ว่า จะให้ไปส่งที่ไหน ก็พอดีกับที่เห็นชายแต่งตัวดีคนหนึ่ง เดินตรงเข้ามาพร้อมกับโค้งคำนับด้วยท่าทีนอบน้อมเกินบรรยาย

"ขอต้อนรับเข้าสู่เมืองบิสทรอต นายท่าน" ชายผู้คล้ายคนรับใช้ในวังกล่าวทักทาย "ข้าชื่อ อาเบล เราคาดว่าท่านน่าจะมาถึงในเวลาที่ช้าไปกว่านี้สักหน่อย หวังว่าขบวนของท่านจะไม่ได้รับอันตรายจากภัยใดๆระหว่างเดินทาง"

ตอนแรกผมคิดว่าไอ้หมอนี่มันตาถั่วหรือมันตั้งใจจะกวนประสาทกันแน่ มันมองยังไงว่ารถม้าคันนี้เดินทางมาโดยสวัสดิภาพ แต่พอผมมองไปมองมา ถ้านับว่าชายคนที่ขับรถม้ามาก่อนผมซึ่งพยายามปลอมตัวอย่างเต็มที่ ก็น่าจะพอเข้าใจได้ว่า คนรับใช้หนุ่มคนนี้คาดหวังว่าจะเจอชายสักคนที่ดูซอมซ่อซึ่งขี่รถม้ามีราคาเข้ามาในเมือง

"หากท่านพร้อม ข้ายินดีนำทางท่านไปสู่จวนผู้ว่า ท่านได้รอพวกท่านอยู่ พร้อมกับเตรียมสถานที่พักผ่อนไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว สำหรับการเดินทางต่อไป หากท่านจะกรุณา"

จริงๆแล้วผมไม่พร้อมจะเดินทางไปไหนต่อ แค่นำเอมเมอรัลเน่ มาส่งให้ถึงที่เมืองแห่งนี้ ก็น่าจะเรียกได้ว่าใจบุญมากพอแล้ว ถ้าไม่นับว่าผมไม่ได้ช่วยเธอให้รอดจากการข่มขืนของชาย 5 คน

แต่ก็เอาเถอะ "นำทางไปสิ" ผมบอกคนรับใช้นั่น ปล่อยให้เขานำทางไปที่ใดก็ตามซึ่งน่าจะเป็นปลายทางการอารักขาระยะสั้นของผม ยังไง ผมก็เข้ามาในเมืองนี้ได้อย่างปลอดภัยและง่ายดายโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจเหมือนคนปกติทั่วไป แค่นี้ก็นับว่าคุ้มมากแล้วสำหรับผม

อาเบล เดินนำหน้ารถม้าของเราไปเรื่อยๆ ตรงไปยังใจกลางเมือง หลังจากฝ่าฝูงชนและพ่อค้าแม่ขายนับสิบไปบนถนน รถม้าก็เลี้ยวเข้าไปในแยกหนึ่ง ตรงกลางทางเดิน ตาม อาเบล ซึ่งนำไปยังเขตของวังหรือป้อมอะไรสักอย่างที่น่าจะเป็นจวนผู้ว่าที่เขาหมายถึง

พอรถม้าเข้าไปใกล้ประตูเหล็กบานใหญ่ที่มีทหารอารักขาถึง 4 คน อาเบลก็ขออนุญาตจูงม้าเข้าไปยังประตู ก่อนจะส่งสัญญาณให้ทหารเฝ้าประตูเปิดประตูให้ และปล่อยให้เราผ่านไปได้โดยง่าย ผมแอบสงสัยนิดหน่อย ตอนที่พวกนั้นทำความเคารพรถม้าที่เอมเมอรัลเน่นั่งอยู่ ค่อนข้างแน่ใจว่าเธอคงเป็นคนสำคัญกว่าที่ผมคิด

เมื่อถึงประตูทางเข้าตัวอาคารด้านหน้า รถม้าที่ถูกจูงมาก็หยุด ผมก้าวลงจากรถ มองอาคารตรงหน้าที่เป็นตัวเรือน 2 ชั้น ทำจากอิฐแข็งและสร้างด้วยโครงสร้างเรียบง่ายแต่แข็งแรง หน้าต่างหลายบานเปิดรับลม ตกแต่งด้วยต้นไม้สีเขียวแทบจะทุกจุดที่ทำได้ ทำให้ภายในรั้วแห่งนี้ ร่มรื่นและดูสะอาดสะอ้านกว่าตลาดด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด แม้กระนั้น ผมก็ยังสังเกตุเห็นผลธนูที่ลาดตระเวนอยู่แทบจะทุกจุดที่สามารถทำได้บนตัวอาคาร

ที่รอบตัวอาคาร ทั้งกำแพงชั้นนอก และตัวตึกชั้นใน มีพลลาดตระเวนอยู่อย่างน้อย 16 คน เท่าที่ผมนับได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าที่นี่นั้นมีการอารักขาอย่างแน่นหนาและมีการเฝ้าระวังอย่างดีเยี่ยม กระนั้น ผมก็ยังไม่ได้วางใจมากมายนัก เพราะในไม่ช้า เจ้าพวกนี้คงจะต้องรู้ว่าคนขับรถม้าให้กับเด็กสาวสูงศักดิ์ตรงนี้คือเอลฟ์ต้องสาปผมสีดำที่น่าจะไม่มีใครเคยพบมาก่อน และถ้าพวกมันแสดงอาการหรือท่าทีไม่เป็นมิตรเมื่อไหร่ ผมก็พร้อมจะทำลายที่นี่และทุกคนที่ขวางทางเพื่อหนีออกจากจากเมืองทันที

อาเบลเดินไปเปิดประตูรถม้าเพื่อให้เอมเมอรัลเน่ลงจากรถ พร้อมกับจับมือเธอราวกับกลัวเธอจะแตกหัก ทันทีที่เอมเมอรัลเน่ลงถึงพื้น อาเบลก็แสดงสีหน้าตกใจพอประมาณที่ได้เห็นสภาพของเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยของเธอจากการถูกโจมตีไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

"เอ่อ... ท่านหญิงของข้า... ท่าน... หวังว่าท่านจะสบายดี... ข้าไม่แน่ใจ หากท่านได้รับบาดเจ็บใดๆตรงไหน ได้โปรดแจ้งข้าน้อยทันที หรือหากท่านต้องการหมอ...."

"ข้าสบายดี... ขอบคุณเจ้ามาก" เอมเมอรัลเน่ ยุติความกระอักกระอ่วนของอาเบล "ลอร์ดเทลอนนัส เป็นผู้อารักขาชั้นเลิศ แม้ข้าจะต้องสูญเสียอัลเบิร์ตผู้ภักดีไปจากการโจมตีของโจรร้าย แต่ลอร์ดเทลอนนัสก็ได้เข้ามาช่วยข้าไว้ได้ทันท่วงที เจ้าจะปราณีข้ามาก หากช่วยพาข้าและองครักษ์ของข้าไปยังเรือนพักผ่อนและเพื่อเตรียมการต่อไป"

"ลอร์ด?" "องครักษ์?" สงสัยยัยหนูนี่จะเข้าใจอะไรผิดไปกันใหญ่ แม้ผมจะชื่นชมที่เธอปรับอารมณ์ได้ค่อนข้างเร็วจากเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ยังไงซะ ผมก็ต้องบอกเธอว่าผมคงไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตและความปลอดภัยระยะยาวของเธอได้เท่าที่เธอคิด แม้มันจะไม่ได้ยากเย็นอะไรขนาดนั้นก็เหอะ ผมว่าผมไม่เหมาะกับการเป็นพี่เลี้ยงเด็กเท่าไหร่หรอก

อาเบลโค้งรับคำสั่งและเดินนำเราไปยังด้านในของตัวอาคาร ผ่านส่วนหน้าไปยังปีกซ้ายและอ้อมไปที่ด้านหลัง ผมเห็นภายในอาคารที่ค่อนข้างโปร่งและโล่ง พลางคิดไปว่าในนี้น่าจะมีคนทำงานน้อยกว่าที่คิด เราเดินไปจนถึงเรือนรับรองแขกพิเศษที่อยู่ด้านหลัง เป็นตัวอาคาร 2 ชั้นที่ปลูกสร้างแยกออกมาแต่ยังอยู่ในเขตรั้วของจวนผู้ว่า อาเบลบอกให้เรารออยู่ที่นี่สักครู่ จะมีคนนำอาหารและเครื่องดื่มมาให้ และหากท่านหญิงต้องการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ เขาก็พร้อมจะจัดแจงให้เด็กสาวได้สิ่งที่ต้องการ นั่นรวมถึงความต้องการใดๆของผมด้วยเช่นกัน ซึ่งเอมเมอรัลเน่ ปฏิเสธอย่างสุภาพ และยืนกรานจะหารือกับเจ้าของสถานที่หรือผู้ว่าก่อนจะดำเนินการเรื่องอื่น

ไม่กี่นาทีอาหารก็มาถึง พร้อมๆกับน้ำสะอาดสำหรับดื่มกินหรือล้างหน้าล้างมือ ผมเริ่มหิว จึงหยิบขนมปังมากินก้อนหนึ่ง รสชาติไม่เลว ส่วนเอมเมอรัลเน่ ก็หยิบแอปเปิ้ลมากัด 2 คำ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเธอเองก็หิวแต่พยายามรักษามารยาทและท่าทางผู้ดีของเธอเอาไว้ ซึ่งพอคนรับใช้เดินหายออกไป เธอก็คว้าขนมปังอีกก้อนกับนมอีกแก้วมายัดใส่ปากจนผมแทบจะอดขำไม่ได้ทันที

"ท่าทางเจ้าจะหิวมากเลยทีเดียวนะ" ผมทัก

เอมเมอรัลเน่พยักหน้าแต่ไม่ได้มองมาที่ผม เธอยังตั้งหน้าตั้งตาเคี้ยวอะไรก็ตามที่เธอยัดใส่ปากได้ให้ไวที่สุดก่อนจะมีใครโผล่เข้ามาอีก

ผมไม่อยากขัดจังหวะเธอจึงเปลี่ยนไปเดินชมรอบๆเรือนรับรองนี้ เปิดเรดาห์สแกนหาความผิดปกติใดๆไม่เจอ ที่นี่น่าจะปลอดภัยระดับหนึ่งทีเดียว

ไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงคนเดินมาทางนี้ 2 ไม่สิ 3 คน ชายที่โผล่เข้ามาคนแรกกล่าวทักทายเอมเมอรัลเน่ทันทีที่ปรากฏตัว โชคดีที่เธอได้กินขนมปังไปแล้ว 3 ก้อนในเวลาอันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอรับการทักทายก่อนจะดื่มนมไป 2-3 อึก เป็นการปิดฉากอาหารเช้าอันเร่งรีบ ส่วนผมยังถือขนมปังอยู่ ยืนห่างๆพลางหาจังหวะกินเข้าไปด้วยพร้อมๆกัน

ชายผู้ทักทายคนแรกนั้นน่าจะเป็นหัวหน้าสถานที่แห่งนี้ รูปร่างของเขาสูงเท่าชายวัยกลางคนทั่วไป เริ่มมีพุงแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเคยเป็นทหารหรือไม่ก็อัศวิน หัวเริ่มล้าน มีเคราหนาๆที่ตัดแต่งเรียบร้อยอยู่ตามขอบของใบหน้า สีหน้าดูเป็นมิตร แต่ก็มีความเด็ดขาดของผู้ปกครอง เขาใส่เสื้อแขนกุดสีน้ำเงินเข้มทับเสื้อแขนยาวสีขาวชั้นดีที่ดูสะอาดสะอ้าน เสื้อนอกนั้นมีลวดลายประดับไม่มากนัก แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าคนๆนี้มีฐานะ มีดที่เหน็บอยู่ข้างเอวเป็นเหมือนเครื่องประดับมากกว่าอาวุธ บนอกเสื้อมีตราประดับของรูปเต็นท์สีน้ำตาลอยู่ใจกลางกำแพงสีขาวบนพื้นสีเหลืองอ่อน

ชายอีกสองคนที่ตามมาน่าจะเป็นผู้ติดตาม คนหนึ่งคือนายทหารตัวใหญ่ที่สายตาไม่เป็นมิตร เขามีผมหยิกสีเหลืองเข้มบนหัวเกือบล้าน กับหนวดเคราเต็มหน้าที่ตัดแต่งมาดีพอควร ดาบเล่มใหญ่พาดอยู่ที่เข็มขัดตรงเอว ส่วนร่างกายเกือบทั้งหมดอยู่ในชุดเกราะที่ดูแล้วน่าจะหนักสัก 50 กิโลฯได้

ชายอีกคนเป็นชายแก่ที่ดูจะอายุได้สัก 60 หรือ 70 ปี ดวงตาเรียวเล็กแหลมซ่อนอยู่ใต้คิ้วสีเทาจนเกือบขาว หลังงองุ้มนิดๆตามวัย สวมเสื้อคลุมยาวถึงพื้นที่มีตราแบบเดียวกับผู้ว่าตรงหน้า เดินย่างด้วยท่าทางที่เชื่องช้าแต่มั่นคง น่าจะเป็นที่ปรึกษาหรือเสนาธิการประจำเมือง ส่วนเรื่องที่เขาจะมองผมหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจนัก ดูท่าทางหมอนี่คล้ายคนหลับเดินได้มากกว่าใครสักคนที่จะใช้ร่างกายส่วนอื่นเป็น

"ท่านหญิงของข้า...." ผู้ว่าเอ่ย "ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ออกไปรับท่านในเวลาที่ท่านต้องการ หากเรารู้แน่ชัดว่าท่านจะเดินทางมาที่นี่เมื่อใด คนของข้าย่อมต้องถูกส่งออกไปเพื่ออารักขาท่านเป็นแน่ แต่เห็นได้ชัดว่า บิดาของท่านเองนั้นเร่งรีบและกังวลเกี่ยวกับอันตรายของท่านเพียงใด จึงได้เร่งร้อนให้การเดินทางของท่านฉุกละหุกเช่นนี้"

บลาๆๆๆ มีแต่น้ำ สาระไม่มี เหมือนกับพวกขุนนางหรือลอร์ดทั่วไป

"ข้าขอขอบคุณในน้ำใจอันดีของท่าน เซอร์เดนเนอร์" เอมเมอรัลเน่ กล่าวขอบคุณ "หากแต่ท่านจะกรุณาข้าและสหายของข้าเป็นอย่างมาก หากจะให้เราได้พบกับผู้อารักขา และพาข้าไปยังจุดหมายต่อไปโดยเร็ว"

"แต่ข้าคิดว่า พวกท่านน่าจะอยากพักผ่อนสักเล็กน้อยก่อนจะเดินทางไกลต่อ" เดนเนอร์กล่าว "ข้าเตรียมห้องพักไว้สำหรับท่านและ... เอ่อ... องครักษ์ (ที่น่าจะหมายถึงผม) สำหรับค้างคืนสักคืน ก่อนจะเดินทางไกลต่อ"

"ข้าชื่นชมในแผนการณ์อันมีไมตรีของท่าน แต่ท่านพ่อของข้าคงจะดีใจเป็นที่สุด หากข้าเดินทางต่อได้โดยเร็วตามกำหนดการณ์"

"ตามแต่ท่านหญิงของข้าจะบัญชา" เดนเนอร์ไม่สามารถขัดใจ เอมเมอรัลเน่ได้อีก เขาจึงสั่งให้ชายชุดเกราะข้างๆที่ยังมองมาที่ผมอย่างเอาเรื่อง รีบไปเตรียมการบางอย่าง

"องครักษ์ของท่านเพิ่งจะเดินทางมาถึงเช่นกัน" เดนเนอร์กล่าว "ข้าได้ส่งคนออกไปรับพวกเขาแล้ว แต่คาดว่าพวกเขาอาจจะต้องการเวลาเพิ่มอีกนิดหน่อยกว่าจะเดินทางต่อได้ เกรงว่า พวกเขาก็คงจะเหนื่อยล้ากับการเดินทางมาที่นี่เช่นกัน"

"เรื่องนั้นข้าเข้าใจ" เอมเมอรัลเน่ พูดบ้าง "ข้ายินดีจะพักผ่อนสักเล็กน้อย หากท่านพร้อมสำหรับการเตรียมตัวองครักษ์ให้ข้า พร้อมกับขบวนเดินทาง ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เดินทางต่อไปในเวลาก่อนเที่ยงวันของวันนี้"

ยัยหนูนี่ท่าทางจะรีบเอาซะจริงๆ ผมยืนดูการสนทนาอยู่เฉยๆด้วยท่าทีที่ไม่ได้นอบน้อมหรืออวดเบ่งแต่อย่างใด แค่ยืนเฉยๆ เหมือนคนดูเท่านั้น พยายามจับการโกหกใดๆที่ส่งสัญญาณออกมาจากน้ำเสียงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิดสังเกตุ

หลังจาก เดนเนอร์ ขอตัวออกไป อาเบลก็กลับเข้ามานำทางพวกเราอีกครั้ง หมอนั่นตั้งใจจะพาพวกเราไปยังเรือนที่พัก ผมจึงต้องขอกล่าวลากับ เอมเมอรัลเน่จริงๆเสียที เลยบอกอาเบลให้ออกไปรอที่ด้านนอกสักครู่ก่อน ขอผมคุยกับเธอสักครู่

"ท่านจะไปแล้วหรือ... เทลอน?"

"คงจะเป็นอย่างนั้น"

"แต่ข้ายังหวังว่าท่านจะเดินทางไปกับข้าต่ออีกหน่อย หากท่านจะกรุณา ข้าพอจะมีทรัพย์สินไม่มากเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน ได้โปรด ช่วยเป็นเพื่อนเดินทางของข้าอีกหน่อยไม่ได้เชียวหรือ ข้ารู้สึกปลอดภัยที่มีท่านอยู่ใกล้ๆ ....จริงๆนะ"

มาอีกแล้ว แววตาอ้อนวอน ทำเอาผมเกือบจะเอื้อมมือออกกไปลูบหัวเล็กๆนั่นทีเดียว

"คืองี้ เอม.. เอมเมอรัล...เน่"

"เรียกข้า เอมเมอร์ ก็ได้"

"โอเค เอมเมอร์ ถ้าเจ้าต้องการ คืองี้นะ... ข้าเป็นแค่คนผ่านทางที่บังเอิญเห็นเหตุการณ์อันตราย ก็เลยมีโอกาสช่วยเจ้าให้รอดจาก...เอ่อ... เมื่อคืนนี้น่ะ ซึ่งจริงๆก็ต้องขอบใจเจ้าที่ทำให้ข้าเข้าเมืองมาได้และก็มีอาหารเช้ากินฟรีๆ" ผมพยายามเกริ่น

"แต่ ข้าเองไม่ใช่ลอร์ดหรือองครักษ์หรืออัศวินที่ไหน ข้าเป็นแค่นักเดินทาง รับจ้างทำงานไปทั่ว และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้ใดที่อาจสร้างความลำบากใจให้.... เอ่อ... ตัวข้าเอง" ข้ออ้างของผมมันดูเห็นแก่ตัวไปนิด ผมรู้ แต่ทำไงได้ล่ะ

"ได้โปรดเถอะ เทลอน ข้ารู้ว่าไม่อาจทดแทนใดๆให้กับบุญคุณที่ท่านได้ช่วยชีวิตข้าไว้ แต่ถ้าท่านจะกรุณาอีกนิด ข้าเองคงไม่ขออะไรมากไปกว่าอยากให้ท่านร่วมเดินทางไปกับข้าต่ออีกหน่อย จนถึงทะเลก็ยังดี คงกินเวลาไม่นานเท่าไหร่นัก และเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง ข้าสามารถตอบแทนท่านได้...เอ่อ... คิดว่าน่าจะเยอะพอสมควร"

เธอคิดว่าผมต้องการเงินงั้นเหรอ

"เอ่อ... เอมเมอร์" ผมจนปัญญา เลยเปิดฮู้ดสีดำที่คลุมศีรษะตัวเองออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาตามประสาเอลฟ์ เช่นเดียวกับหูที่ยาวกว่าของมนุษย์ปกติทั่วไป ขัดตานิดหน่อยก็ตรงที่ผมและนัยน์ตาสีดำนั่นแหละ ที่ทำให้ผมเหมือนมนุษย์มากกว่าเอลฟ์.... เฉพาะจุดนี้น่ะนะ นอกจากเธอจะตกใจนิดหน่อย เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจอะไรออกมา เว้นแต่แววตาแห่งความสงสัยแค่เล็กน้อย จากรอยแผลเป็นที่พาดผ่านดวงตาข้างขวาของผม กับประกายสีแดงในลูกตาข้างเดียวกันนั่น

"ท่านเป็นเอลฟ์?"

"นั่นก็ใช่...ครึ่งเดียว" ผมพูด "เอลฟ์ไม่มีผมสีดำ"

"งั้นท่านก็เป็นเอลฟ์ที่...พิเศษ น่ะสิ" เธอส่งสายตาชื่นชมมาให้ผมซึ่งยิ่งผิดคาดไปใหญ่ ผมหวังว่าจะได้เห็นสายตารังเกียจเดียดฉันท์บ้างสักเล็กน้อยจากเธอ จะได้ทำให้ผมจากไปง่ายขึ้น แต่นี่มันตรงกันข้าม

"ได้โปรด เทลอน ช่วยไปกับข้าเถอะ อีกสักหน่อย ข้ารู้ว่าข้าขอท่านมากเกินไป และท่านคงมีธุระอื่นที่สำคัญและเร่งด่วนมากกว่า....."

เธอทำผมเกือบสะอึก คือ... จริงๆผมก็ไม่ได้มีธุระอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่นัก

"...แต่ถ้าท่านจะกรุณา ได้โปรดเถิด ท่านผู้กล้า ช่วยเป็นองครักษ์ของข้า เป็น เพื่อน ของข้าต่อไปอีกสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ...?"

คำสุดท้ายของเธอนั่นทำเอาผมแทบจะตกใจ พอๆกับที่เห็นน้ำตาใสๆของเธอเริ่มเอ่อล้นออกมาจากดวงตากลมโตนั่น ให้ตายสิ เข้าใจนะว่าเธอสวย และจะกลายเป็นหญิงสาวที่สวยกว่านี้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เธอแววตาของเธอตะหาก ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเธอช่างน่าสงสารพอๆกับน่าเอ็นดูจนผมแทบจะปฏิเสธแววตาเว้าวอนนั่นไม่ได้เลยทีเดียว.... เชื่อเถอะ มันมีแต่ความเอ็นดูยัยเด็กน้อยนี่จริงๆ ไม่ได้มีอย่างอื่นแอบแฝงเลยแม้แต่น้อย

"เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ" ผมบอกเธอ หวังว่าจะซื้อเวลาสำหรับการคิดพิจารณาข้อดีข้อเสียได้บ้างอีกหน่อย "ข้าจะอยู่ตรงนี้เมื่อเจ้ากลับมา"

เธอส่งแววตาเป็นประกายเหมือนเด็กเพิ่งได้ของเล่นออกมาทำเอาผมเกือบแสบตาทีเดียว ไม่ทันได้กระพริบตา เอมเมอรัลเน่ก็กระโดดเข้ามากอดเอวผมโดยผมไม่ทันระวัง เล่นเอาเกือบล้มเลยทีเดียว

"ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ เทลอน เจ้าดีที่สุดเลย" เอมเมอรัลเน่ตะโกนซ้ำๆอยู่ตรงเอวผม ให้ตายสิ ผมกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กไปแล้วเหรอเนี่ย

ผมบอกเธอให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ พักผ่อนให้มากพอที่จะทำได้ ส่วนผมเองจะขอไปที่คลังอาวุธ ไหนๆก็จะทำหน้าที่องครักษ์แล้ว การได้ติดอาวุธเพิ่มเสียบ้างก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเท่าไหร่นัก

ผมถามอาเบลถึงทางไปคลังอาวุธ อาเบลพาผมไป ผมจึงได้ถามเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับเอมเมอรัลเน่ และการเดินทางของเธอ

อาเบลแทบจะไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น หมอนี่เป็นแค่คนรับใช้ที่ทำงานที่นี่ได้ 3 ปีกว่าๆ ที่รู้แค่ว่าท่านหญิงเอมเมอรัลเน่ แห่งตระกูล โกลด์เฟเธอร์ฟิลด์ มีกำหนดการณ์เร่งด่วนที่จะต้องเดินทางผ่านบิสทรอตไปยัง เอเคอร์เชล เมืองท่าทางทิศใต้ ในเวลาที่เร่งด่วน ส่วนการเดินทางนั้น จะถูกจัดตั้งด้วยขบวนอารักขาที่ประกอบไปด้วยทหารของผู้ว่า 8 คน และผู้อารักขาที่ถูกจ้างวานมาอีก 5 คน ซึ่งจะถูกเร่งให้เตรียมพร้อมเดินทางในบ่ายวันนี้

ผมตาอาเบลที่เล่าเรื่องจบพอดีมายังคลังเก็บอาวุธขนาดใหญ่ที่อยู่ชั้นใต้ดินของจวน ข้างในนี้มีอาวุธของทหารมากมาย ทั้งดาบ หอก ธนู คันศร โล่ และระเบิดที่ถูกเก็บไว้อย่างดีจากผู้คุมของคลัง อาเบลแจ้งหมอนั่นว่าผมเป็น "องครักษ์" ของท่านหญิง ผมจึงได้รับอภิสิทธิ์ให้เอาอาวุธไปได้มากพอที่ผมต้องการ

ซึ่งผมต้องการแค่ลูกธนูซึ่งที่นี่ก็มีอย่างมากมาย ผมจึงขอลูกธนูไปหลายสิบดอก ใส่กระบอกจนเต็มแน่น ขึ้นพาดไว้บนบ่า

ผมถามผู้คุมว่า มีอาวุธอะไรที่เหลือหรือเป็นที่ไม่ต้องการบ้างหรือเปล่า หมอนั่นทำหน้าสงสัยและก็บอกว่า มีดาบสั้นหลายเล่มที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้เท่าไหร่แล้ว เพราะทหารส่วนใหญ่ชอบใช้หอกและดาบยาว ถ้าผมต้องการก็สามารถหยิบออกไปได้เช่นกัน

ผมจึงขอดาบสั้นขนาด 3 ฟุตพวกนั้นไป 10 เล่ม ไหนๆมันก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ผู้คุมทำหน้าสงสัยก่อนจะตัดสินใจว่าผมน่าจะเอาไปขาย หมอนั่นก็ทำสีหน้าเบื่อหน่ายปนรังเกียจที่ต้องเอาอาวุธมาให้กับไอ้ละโมบอย่างผม

หมอนั่นเข้าใจถูกครึ่งเดียว ผมละโมบโลภมากน่ะใช่ แต่ผมไม่ได้ต้องการเอามีดพวกนี้ไปขาย ผมต้องการเอาไป "Craft" ตะหาก

การ Craft ก็คือการเอาอาวุธ เครื่องป้องกัน หรือไอเท็มต่างๆ มาทำการ "ควบรวม" โดยมี "วัตถุตั้งต้น" ที่เราต้องการจะทำให้มัน "ดีขึ้น"

ในกรณีนี้ ผมอยากจะพัฒนาอาวุธสักชิ้นที่ผมครอบครอง ซึ่งผมเก็บไว้ในกระเป๋าเวทย์มนต์

ผมหาที่ลับตาคนเจอแห่งหนึ่ง เป็นมุมอาคารด้านที่เป็นทางตันและดูเหมือนจะเอาไว้เก็บพวกอุปกรณ์หรืออาวุธที่เสียหาย

ผมวางดาบสั้น 10 เล่มนั้นลงกับพื้น พวกมันทุกเล่มเป็นไอเท็มระดับ "Common" ทั้งหมด

ขอผมอธิบายระดับของไอเท็มสักหน่อยละกัน

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องป้องกัน อาวุธ หรือไอเท็มอะไรก็ตาม จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4-5 ระดับ ตามความเข้าใจของผม

- Common ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด เป็นของทั่วไปที่หาซื้อได้ในราคาถูกและไม่ได้มีความหลากหลายหรือซับซ้อนใดๆ
- Uncommon เป็นระดับที่สูงขึ้นมา อาจมีการบรรจุเวทย์มนต์บางอย่างหรือเพิ่มคุณลักษณะบางประการเข้าไปในนั้นเพื่อให้เป็นของที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย พวกนี้รวมถึงความทนทาน ความแข็งแกร่ง หรือพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นได้ด้วยเช่นกัน
- Rare เริ่มเป็นของหายากแล้ว อาวุธระดับ Rare สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมากมายจนไม่น่าเชื่อ ยิ่งถ้าตกไปอยู่ในมือของผู้ที่เชี่ยวชาญ เพราะมันสามารถบรรจุเวทย์มนต์เข้าไปได้ และมีลักษณะพิเศษที่เจ๋งกว่า Uncommon อยู่พอตัวเลยทีเดียว บางครั้งเราจะเจออาวุธหรือเครื่องป้องกันที่มี "Socket" ที่สามารถใส่หรือบรรจุ "ลูกแก้วเวทย์มนต์" เข้าไปได้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะยิ่งเพิ่มความสามารถให้ไอเท็มนั้นมากขึ้นไปอีก
- Super Rare ไอเท็มชนิดนี้หายากมากขึ้นไปอีก ทั้งทวีปอาจจะมีไม่ถึง 10 ชิ้นในประเภทเดียวกันก็เป็นได้ บางอย่างมีแค่ 2 หรือ 3 ชิ้นด้วยซ้ำ พลังของมันสูงและน่ากลัวอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ผู้ที่ได้ครอบครองมัน หากใช้อย่างถูกวิธี ก็สามารถเอาชนะกองทัพได้เกือบทั้งกองด้วยซ้ำ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผมมีไอเท็มระดับนี้อยู่ 2-3 ชิ้น แต่ก็ไม่ได้เอามาใช้เท่าไหร่นัก คือ.... จะหาศัตรูที่ทัดเทียมกะพวกนี้ได้น่ะ ค่อนข้างยากเลยทีเดียวนะ อ้อ... ธนูของผม Black Stinger น่ะ ก็เป็นอาวุธระดับ Super Rare เช่นกัน ต้องยอมรับเลยว่า เจ้านี่น่ะ ใช้การได้ดีทีเดียวสำหรับการต่อสู้ระยะไกลน่ะนะ
- Legendary ไอเท็มชนิดนี้คือระดับสูงที่สุดที่มนุษย์จะครอบครองได้ ในแต่ละราชวงศ์น่าจะมีไอ้เท็มพวกนี้ครอบครองกันอยู่บ้างคนละชิ้นสองชิ้น ไม่ต้องพูดเรื่องอำนาจของมันเลยทีเดียว จะบอกว่า ที่กษัตริย์แต่ละองค์สามารถรักษาบัลลังค์ไว้่ได้ ก็น่าจะเป็นเพราะเจ้าไอเท็มพวกนี้นี่แหละ และแน่นอนเช่นกัน มันก็เป็นเหตุผลที่ดีที่จะทำให้พวกเขาสูญเสียบัลลังค์ไปด้วยเหมือนกัน ผมมีไอเท็มระดับ Legendary อยู่ 2 ชิ้น เดี๋ยวผมจะเอามาโชว์ให้ดูอีกทีวันหลังละกันนะ

หลังจากผมวางดาบสั้นพวกนั้นลงบนพื้น ผมหยิบดาบ "Night Viper" ออกมา ซึ่งเจ้านี่เป็นอาวุธระดับ Rare ที่ผมค่อนข้างชอบในอะไรหลายอย่างของมัน แม้จะไม่ได้เป็นดาบที่เจ๋งที่สุด แต่มันก็สะดุดตาผมหลายอย่าง

อย่างแรกคือ "สีดำ" ของมันที่แทบจะทุกส่วนของด้ามดาบ ใบดาบ และกั่นดาบ เป็นสีดำที่ไล่ระดับกันอย่างลงตัว ไม่ได้สวยงาม แต่มันเข้าตาผมเสียมากกว่า ความสามารถของเจ้านี่ ไม่ใช่ดาบที่แข็งแรงที่สุด แต่ความเร็วมันก็สูงใช้ได้ รวมไปถึงการพลิกแพลง ความอ่อนไหว และความคล่องตัวที่เหลือเชื่อ ผมพบว่ามันมี "พิษ" ทำลายประสาทระดับสูงที่ออกฤทธิ์เร็วและอันตรายอย่างน่าทึ่ง หลังจากผมลองเอาไปใช้กับสัตว์ประหลาดหน้าตาคล้ายช้างผสมแรดตัวนึงที่มีขนาดตัวร่วม 3 เมตรและน่าจะหนักอย่างน้อย 2 ตัน พิษของ Night Viper สามารถทำให้มันล้มได้อย่างง่ายดายเพียงแค่สะกิดโดนเบาๆเท่านั้น

แต่นอกจากนั้น มันก็ไม่ได้เป็นดาบที่เจ๋งกว่านั้นเท่าไหร่ จนกว่าผมจะเพิ่มระดับของมันให้กลายเป็น Super Rare ได้เสียก่อน ผมหวังว่าอย่างนั้นนะ

การยกระดับ หรือ "Level Up" ของไอเท็มต่างๆ สามารถส่งผลให้เกิดความสามารถใหม่ๆในตัวอาวุธหรือเครื่องป้องกันนั้นได้อย่างทั้งน่าทึ่งและน่าผิดหวังพอๆกัน ครั้งนึงผมเคยเพิ่มความสามารถให้ดาบขนาดกลางเล่มหนึ่งาก Common จนกลายเป็น Rare แต่สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมานอกจากการโจมตีที่รุนแรงมากขึ้น ก็มีเพียงเพิ่มคุณสมบัติ "ไฟ" ระดับ 2 เข้าไปได้เท่านั้น ผมเลยขายมันไปเพื่อเหรียญทอง 120 เหรียญซะข้อหาหงุดหงิด

หนนี้ถึงคราวที่ผมน่าจะลองทำอะไรกับอาวุธที่เริ่มต้นด้วยระดับ Rare ดูบ้างเสียที ถ้ามันเลื่อนระดับ ก็น่าจะทำให้ความสามารถของ Night Viper นี้สูงขึ้นได้ในรูปแบบที่น่าจะผิดหวังน้อยกว่านั้น หวังว่านะ

ถามว่าทำไมผมไม่เพิ่มความสามารถของธนูที่เป็นอาวุธหลักที่ผมชอบใช้บ่อยๆ ก็เพราะว่า อาวุธประเภทเดียวกันจะสามารถส่งเสริมและเพิ่มพลังกันได้มากกว่า ผมเคยลองใช้ดาบระดับ Uncommon 4 เล่ม Craft ใส่ธนู ผลที่ได้คือ การเพิ่มความสามารถแค่นิดเดียวจนเกือบจะกลายเป็นความล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย

หนนี้ผมเลยคิดว่าใช้ดาบเป็นวัตถุดิบเพื่อเพิ่มความสามารถให้ดาบด้วยกันน่าจะเหมาะสมกว่าแค่นั้นเอง แต่ก็นะ อย่าไปหวังอะไรมากมายนักเลยสำหรับอาวุธระดับ Common ที่ผมใช้มาเป็นวัตถุดิบ

ผมหยิบ "Craft Stone" ออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ มันเป็นหินที่สามารถเอาไว้ใช้สำหรับ "ควบรวม" วัตถุดิบต่างๆเข้ากับวัตถุตั้งต้นได้ ปกติเจ้าหินนี่จะมีก็แต่ร้านตีเหล็กในเมืองใหญ่ๆเท่านั้น แต่เพราะความสามารถในการขโมยของผมเองที่เอามันมาไว้ในครอบครองได้ จริงๆจะบอกว่าขโมยก็ไม่ถูกนัก ผมเข้าไปเจอการบุกปล้นขบวนสินค้าแห่งหนึ่งเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนที่ผมไปถึง พวกโจรมันก็เกือบจะฆ่าทุกคนไปหมดแล้ว ผมเข้าไปช่วย และฆ่าโจรทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะช่วยลูกชายของเจ้าของขบวนนั้นไว้ได้ หมอนั่นบอกให้ผมหยิบของอะไรก็ได้ไปได้เลยตามใจชอบ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการช่วยชีวิตหมอนั่นเอาไว้ ผมเลยได้หินก้อนนี้มาพร้อมกับดาบ Night Viper นี่ และหลังจากนั้น อาวุธหลายๆอย่างของผมก็เพิ่มความสามารถขึ้นมา ไม่มากก็น้อย

ผมวางดาบ Night Viper นาบไปกับพื้น วางหิน Craft Stone ไว้บนใบดาบ หินส่องแสงสีเหลืองทองอร่ามเป็นการยอมรับว่าดาบ Night Viper คือวัตถุตั้งต้น

ผมหยิบดาบสั้นเล่มแรกมาถือไว้ใกล้ๆ พอเอาปลายดาบไปสัมผัสหิน มันก็ส่องแสงสีทองเช่นเดียวกับหิน และเหมือนมีแรงดึงบางอย่าง ดูดดาบสั้นนั้นออกไปจากมือผม เข้าสู่ Craft Stone อย่างง่ายดาย

ผมทำเช่นนั้นกับดาบที่เหลือ และสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของ Night Viper

หลังจากผ่านไป 5-6 วินาที ผมก็รับรู้ได้ว่ามันไม่สำเร็จ ความต้องการที่จะอัพเกรดตัวเองของดาบเล่มนี้ ไม่สามารถตอบสนองได้ด้วยดาบระดับต่ำ 10 เล่ม แต่ก็เอาเถอะ ยังไงก็ดีกว่าไม่ได้ลองอะไร

ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเก็บของเข้ากระเป๋าและยืนขึ้น บางทีผมอาจต้องแวะผ่านสนามรบเล็กๆสักแห่งเพื่อกวาดอาวุธระดับสูงกว่านี้อีกหน่อย ยังไงผมก็ชอบเจ้าดาบดำเล่มนี้อยู่ดี

ผมสำรวจอาวุธและเครื่องมืออื่นๆเพื่อความพร้อมก่อนเดินทาง

ปลอกแขนประกบมีดที่ผมชอบใช้เวลาลอบสังหาร Mellifica กับ Hornetio เจ้าพวกนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง พวกมันรวดเร็ว ว่องไว และเคลื่อนไหวโจมตีได้ตามที่ผมต้องการ แถมยังน้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อ

Mellifica สามารถยิงใบดาบออกไปเพื่อโจมตีในระยะ 3-5 เมตรและสร้างใบดาบขึ้นมาใหม่ภายในไม่กี่วินาทีได้

Hornetia สามารถสร้างตัวต่อจำลองหลายตัวเพื่อสอดแนมซึ่งมีประสาทตาเชื่อมโยงกับผมได้ ทั้งยังรับเสียงและลอบโจมตีด้วยพิษที่ล้มแรดได้ทั้งตัวอีกด้วย

ผมเก็บใบมีดของพวกมัน หยิบธนู Black Stinger ออกมา เจ้านี่เป็นอาวุธคู่ใจของผมที่เป็นอาวุธระดับ Super Rare มันใช้งานได้ง่าย น้ำหนักเบา ว่องไว เงียบเชียบ และสามารถยิงได้พร้อมกันสูงสุดถึง 6 ดอกด้วยลูกศรธรรมดา และ 8 ดอกถ้าเป็นศรเวทย์มนต์ นั่นยังไม่รวมถึงความสามารถในการเพิ่มพลังของ "พิษ" ที่ใส่เข้าไป รวมถึงความสามารถในการ "ติดตาม" เป้าหมายระยะสั้นที่ทำให้ผมพลาดเป้าได้ยากยิ่งขึ้นด้วย รวมไปถึงการ "ควงสว่าน" ที่จะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีเป้าหมายได้อีกหากผมต้องการ แทบจะเป็นอาวุธที่ครบเครื่องเลยทีเดียว ผมนับลูกศรในกระเป๋าแบบคร่าวๆ ก็พบว่ามีประมาณ 100 ดอก ที่น่าจะพอสำหรับทำสงครามย่อมๆเลยทีเดียว

Twin Crimson คือดาบใหญ่เล่มเดียวที่ผมมี มันเป็นอาวุธระดับ Super Rare เช่นกัน ผมได้มันมาจากผู้เฒ่าในตำนานที่ผมเจอในอดีตซึ่งเป็นคนฝึกวิชาและเวทย์มนต์ให้ผม ตอนที่ผมยังอยู่ในหมู่บ้านเอลฟ์ ตอนนั้นเอลฟ์หนุ่มหลายคนอิจฉาที่ผมเริ่มจะมีความสามารถเหนือพวกมัน รวมถึงผมและตาสีดำของผมอีก พวกมันเลยรวมหัวกันต้อนผมไปที่เหวด้านหนึ่งในหมู่บ้านจนผมร่วงลไป ผมจมน้ำเกือบตายก่อนจะได้พบกับผู้เฒ่าคนนั้นซึ่งสั่งสอนผมอะไรหลายอย่างที่ยิ่งทำให้ผมกลายเป็นเอลฟ์ที่ทรงอำนาจที่สุดในรอบหลายร้อยปี นอกจากเวทย์มนต์และวิชาแปลกๆหลายอย่างที่ผมได้เรียนรู้ ดาบ Twin Crimson ก็เป็นของฝากชิ้นหนึ่งก่อนการลาจากตลอดกาลของเรา

ดาบนี่เป็นดาบสองคมขนาดใหญ่ที่ใบดาบหยักเหมือนฟันเลื่อยยักษ์ ตอนแรกผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นดาบที่วิเศษอะไรนักจนกระทั่งพอเริ่มใช้มันคล่องขึ้น ผมก็พบว่า มันสามารถกลายร่างเป็นดาบ 2 เล่มที่มีพลังของเวทย์ไฟระดับสูง และพอผมรวมมันเข้าด้วยกัน มันก็กลายเป็นดาบที่ยืดระยะให้ยาวขึ้นได้เป็นสองเท่า ด้วยโซ่เส้นเล็กที่ซ่อนอยู่ในดาบ จนมันกลายร่างเป็นเหมือนตะขาบไฟตัวใหญ่ที่จะล้างผลาญศัตรูทุกตัวที่อยู่ตรงหน้าผม

เครื่องป้องกันแค่ชิ้นเดียวของผมคือ "เสื้อยืด" ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิดหรอก มันคือเสื้อยืดตัวนึงที่ถักจากหนังคางคกราชันย์ 100 ตัว ชื่อของมันคือ "Toxic Skinner" มันไม่เชิงเป็นเครื่องป้องกันไปซะทีเดียว แม้มันจะสามารถป้องกันคมหอกคมดาบได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ทั้งหมด จริงๆข้อดีของมันคือ มันสามารถเพิ่มพลังของพิษในตัวผมได้มากกว่า 5 เท่า ผมสามารถสร้างพิษทำลายประสาท พิษยาชา พิษยานอนหลับ พิษหลอนประสาท และพิษอื่นๆอีกหลายชนิดได้อย่างง่ายดายที่ปลายนิ้วมือของผม นี่ยังไม่รวมไปถึงความสามารถในการซ่อนตัว การพรางตัวที่เพิ่มสูงขึ้นอีก 2 เท่าหากผมใช้ความสามารถจำพวก Hidden หรือ Disguise ที่สำคัญคือ มันน้ำหนักเบาและแทบไม่มีใครคิดว่ามันเป็นเครื่องป้องกันหรืออาวุธลับของผมเลยด้วยซ้ำ นอกจากสีเขียวเข้มจนเกือบดำของมัน ที่ผมชอบมันมากกว่าการซื้อชุดเกราะหรือเครื่องป้องกันอื่นๆก็เพราะว่า ผมไม่อยากแบบแผ่นเหล็กหรือเสื้อถัก Mitryl ไปทั่ว แม้มันจะแข็งแกร่ง แต่ผมก็ทดแทนสิ่งเหล่านั้นด้วย "การตรวจจับระดับสูง" ของผมแทน เหนือสิ่งอื่นใด มันใส่สบายมากกว่าที่ผมคิดเสียอีก

ถึงตอนนี้ คุณคงสังเกตุเห็นแล้วว่า ผมมีอาวุธและความสามารถด้าน "พิษ" ที่เยอะผิดธรรมดา ใช่แล้ว ผมเป็นเอลฟ์ก็จริง แต่ก็ไม่เหมือนพวกเขาแทบจะสิ้นเชิง

เอลฟ์ส่วนใหญ่เย่อหยิ่ง จองหอง ทรนง แต่ก็รักในเกียรติยศ และรักษาสัจจะจนน่าสมเพช ซึ่งทำให้แตกต่างกับมนุษย์ที่เป็นจอมโกหกอย่างเห็นได้ชัด

เอลฟ์ส่วนใหญ่ชอบแต่งตัวดี ดูน่าเคารพเชื่อถือ และไม่ยอมลดตัวไปทำสิ่งต่างๆที่ทำให้ตัวเองแปดเปื้อน พิษก็เช่นกัน เอลฟ์มองว่า การใช้พิษ คือวิธีของพวกขี้ขลาดที่ไม่ยอมสู้และเผชิญหน้าตรงๆ

ผมได้เรียนรู้จากผู้เฒ่าว่า ไม่มีคำว่าขี้ขลาดในเหล่าผู้ชนะ คนชนะคือผู้เขียนกฏและเรื่องราวที่เหลือจนจบ นั่นเป็นสาเหตุให้เอลฟ์ค่อยๆลดจำนวนลงเพราะการถือตัว เอาแต่สู้ในที่สว่างและถูกหลอกลวงจนพ่ายแพ้ย่อยยับแทบจะตลอดมาในประวัติศาสตร์หลายร้อยหลายพันปี แม้มนุษย์จะไม่ได้เก่งกาจหรือเข้มแข็งและอายุยืนเท่า แต่มนุษย์ฉลาดกว่า ไม่ยึดติด และพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อการอยู่รอดได้เสมอ

ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างตลอด 6 เดือนที่อยู่ในถ้ำนั่น กับผู้เต่าที่ตอนหลังผมเพิ่งได้รู้ว่า เขาเป็นทั้ง "ออร์ก (Orge)" และ "ดรูอิด (Druid)"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น