เอลฟ์ทั่วไปจะมีผมสีทอง ทองเข้มจนเกือบส้ม ทองอ่อนจนเกือบขาว แต่ยังไงก็จะต้องเป็นสีทอง พอแก่แล้วก็จะกลายเป็นผมหงอกสีเงิน ตลอดชีวิตของเอลฟ์สักคน จะมีผมและขนแค่สีทองเท่านั้น ไม่เคยมีใครเป็นสีดำ
แต่ผมกลับแตกต่าง
นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกแยกและไม่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านนั้นเลยตลอดมา ยิ่งผมเองเป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้เกิดและโตที่นั่น ยิ่งแล้วเข้าไปใหญ่
ผมถูกพาไปที่หมู่บ้านแห่งนั้น หลังจากที่เดินโต๋เต๋ในป่า ซึ่งก่อนหน้านั้น ผมเองแทบจะเรียกได้ว่า "ความจำเสื่อม" ตื่นขึ้นมากลางดึก และได้แต่เดินหลงทางไปเรื่อยๆ จนหวิดเกือบจะโดนพวกอัศวินพเนจรจับตัวไปขายหรือกลายเป็นทาส โชคดีที่ดันได้เอลฟ์ที่เป็นหน่วยลาดตระเวนช่วยไว้ และพากลับไปที่หมู่บ้าน
และไอ้เพราะการที่ผมของผมสีดำ นั่นทำให้ผมถูกปฏิบัติแตกต่างจากเอลฟ์เด็กคนอื่นตั้งแต่แรกจนถึงวันสุดท้ายในที่แห่งนั้น ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่สำคัญอย่างเช่น การเป็นเอลฟ์ที่น่าเบื่อและเจ้ายศเจ้าอย่าง การใช้อาวุธและเวทย์มนต์ การเอาตัวรอดในป่า การสื่อสารและภาษาอื่นๆที่จำเป็น ก่อนจะเจอจุดเปลี่ยนบางอย่าง และทำให้ผมกลายเป็นเอลฟ์ที่แตกต่างออกไปอีก ไม่ใช่แค่สีผม แต่ทั้งแนวคิด ทัศนคติ มุมมอง และที่สำคัญ "ความแข็งแกร่ง"
ผมใช้ชีวิต 10 ปีแรกในหมู่บ้านด้วยความน่าเบื่อและไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเอลฟ์ถึงได้ใช้ชีวิตเหมือนตัวเองจะมีเวลาอยู่ในโลกนี้หลายร้อยปี (ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ) ผมสังเกตุเห็นมนุษย์ ถึงได้รู้ว่าพวกเขานั้นต้องรีบเรียนรู้ เติบโต มีครอบครัวและสร้างเผ่าพันธุ์อย่างเร่งด่วน เพราะมีเวลาในชีวิตของตนเองไม่ถึงร้อยปี มนุษย์ แบ่งเวลาได้ดีกว่าเอลฟ์มากๆ พวกเขาทำงานและฝึกฝนตนเองตั้งแต่เช้ามืดจนแสงตะวันลับขอบฟ้า บางส่วนยังต้องทำงานต่อตอนกลางคืนเสียอีก ขณะที่พวกเอลฟ์ ทำงานกันแค่วันละ 2-3 ชั่วโมง ฝึกฝนเรียนรู้อีกชั่วโมงเดียว และก็ผลาญเวลาส่วนใหญ่ไปกับการชื่นชมธรรมชาติ ร้องเพลง และอ่านหนังสือ
ผมรำคาญชีวิตเอื่อยเฉื่อยแบบนั้น ผมเลยใช้เวลาส่วนใหญ่ที่เอลฟ์เด็กคนอื่นพักผ่อนหรือวิ่งเล่น มาฝึกวิชาทุกอย่างที่ได้เรียนและอ่านหนังสือทุกเล่มเท่าที่หาได้ ทำให้เวลาแค่ไม่ถึง 10 ปี ความสามาถของผมก็เท่ากับเอลฟ์หนุ่มที่อายุ 100 ปีไปแล้ว ถ้าไม่นับว่าพวกเขาสูงกว่าผมเกือบครึ่งนึงล่ะก็นะ
ร่างกายของเอลฟ์จะเติบโตแตกต่างจากมนุษย์ ช่วงวัยเด็กของเอลฟ์จะมีแค่ประมาณ 50 ปี และร่างกายก็จะเริ่มโตขึ้นกลายเป็นหนุ่มสาว และครองวัยผู้ใหญ่ไปจนถึงช่วงอายุ 600 ปี ผมหงอก กลายเป็นคนแก่ และรอวันตาย
ตอนนี้ผมอายุประมาณ 150 ปีได้ ถ้าเข้าใจไม่ผิด ผมน่าจะมีเวลาเหลือในโลกใบนี้อีกอย่างน้อย 500 ปี ถ้าผมไม่โง่ถูกฆ่าหรือจับไปเป็นเชลยซะก่อน
เอลฟ์นั้นหายากขึ้นทุกที ยิ่งมนุษย์มีอายุขัยสั้น พวกเขาก็ยิ่งเร่งผลิตทายาทลูกหลานจนยั้วเยี้ยไปหมด ยิ่งมีลูกมาก ก็ยิ่งทำงานได้มากขึ้น เพื่อรายได้ที่มากขึ้น การจับจองที่นาที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ จึงทำให้พวกเขาออกมาไกลจากเมืองมากขึ้น ถางป่ามากขึ้น ล่าสัตว์มากขึ้น นั่นยิ่งทำให้เวทย์มนต์จากป่าซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเอลฟ์ลดน้อยลง
และตามคาด เอลฟ์ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังคงทำตัวเหมือนเดิม วางท่าใหญ่โต ก่อนจะแพ้สงคราม ถูกจับและฆ่าเสียหมด ผมเคยได้ยินว่า หัวใจของเอลฟ์สามารถทำเป็นยาอายุวัฒนะได้ ถ้าใครได้กินหัวใจเอลฟ์ครบร้อยดวง คนๆนั้นจะเป็นอมตะ เป็นแค่นิทานปะรำปะราหรือเรื่องจริงผมก็ไม่รู้ รู้แค่ว่า ทหารรับจ้างทุกคนที่ผมเคยเห็น ยอมฆ่ากันตายเพื่อแย่งศพเอลฟ์สักคน หวังจะเอาหัวใจไปขายและเปลี่ยนตัวเองให้ร่ำรวยพอที่จะกลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาจริงๆ
ที่น่าหดหู่คือ มีบางคนทำได้นี่สิ เอาหัวใจเอลฟ์ไปขาย แลกเงินมาได้ 200 หรือ 300 เหรียญทอง ถ้าโชคดี หมอนั่นก็อาจจะซื้อที่นาสัก 20 ไร่ พร้อมบ้านอีกหลัง และเก็บเงินที่เหลือไปขอลูกสาวลอร์ดสักคนมาทำเมียก็ได้
เอาเถอะ ผมไม่โง่พอจะปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อของพวกนั้นหรอก แม้จะไม่รู้ว่าจะมีใครต้องการเอลฟ์ผมสีดำแบบผมหรือเปล่า ผมก็ไม่อยากพิสูจน์เรื่องนั้นเท่าไหร่หรอกนะ
ผมวิ่งผ่านป่าต่อไป อีกไม่นานน่าจะทะลุอีกด้านนึงของป่าได้ การวิ่งในเวลากลางคืนเป็นเรื่องง่ายจนเกือบๆจะน่าเบื่อ บางช่วงที่พื้นดินดูจะมีต้นไม้ขึ้นรกเกินไป ผมก็เปลี่ยนเป็นปีนต้นไม้ และวิ่งไปตามกิ่งก้านของไม้ยืนต้นที่น่าจะอายุหลายร้อยปีพวกนี้ ผ่านไปเรื่อยๆแทนโดยแทบไม่รู้สึกว่ามันต่างกันกับการวิ่งบนพื้นดิน
ผมมาถึงชายป่าอีกด้านตอนช่วงเกือบจะตีสอง น่าจะวิ่งทะลุป่ามาได้หลายสิบกิโลหรืออาจจะเป็นร้อยกิโลมาแล้วก็ได้ ผมลดความเร็วลง และเริ่มสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น จับสัญญาณชีวิต เปิดเรดาห์เต็มที่เพื่อค้นหาอันตราย มีหมีตัวนึงหลับอยู่ห่างออกไปด้านหลังไม่ไกลนัก นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอย่างอื่น
ผมเดินจนทะลุออกมาจากชายป่า ได้กลิ่นผู้คนลอยมาตามลม การอยู่ปลายลมเป็นเรื่องดี ทำให้ไม่มีใครจับทิศทางหรือการมีตัวตนของผมได้ แม้ว่าผมจะกำจัดกลิ่นที่ไม่ควรมีอยู่ไปเกือบหมดแล้ว ตอนที่ผ่านลำธารและเอาน้ำล้างคราบเลือดหรือกลิ่นเหม็นต่างๆบนเสื้อผ้าออกไป
ถนนข้างหน้าผมเป็นทางรถม้าขนาดวิ่งได้คันเดียว ตัดยาวจากซ้ายไปขวาสุดสายตา ผมค่อนข้างแน่ใจว่าทางขวามือคือทางที่จะทำให้ผมกลับไปยังเมืองที่ผมเพิ่งหนีจากมาได้ เพราะงั้นทางซ้ายมือน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
แม้จะเป็นทางโล่งที่ผมไม่ค่อยชอบนัก หลายๆครั้งผมเห็นนักเดินทางกลุ่มเล็กๆที่ผ่านเส้นทางนอกสำรวจแบบนี้ มักจะถูกโจรปล้น ไม่ก็พวกอัศวินจอมปลอมทั้งหลายที่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุจนหาเรื่องฆ่านักเดินทางที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้ง่ายๆแทบไม่ต้องมีเหตุผล ถ้ามีผู้หญิงก็โดนข่มขืนได้ไม่ยาก ส่วนผู้ชายหรือคนแก่ ก็เป็นเป้าซ้อมดาบชั้นดี
เพราะงั้น การเดินทางในเส้นทางแบบนี้ มักจะต้องไปจ๊ะเอ๋เข้ากับกลุ่มคนสักพวกหนึ่ง โอกาสที่คนเดินเท้าจะผ่านทางพวกนี้ไปอีกเมืองนึงได้โดยสวัสดิภาพแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้มากันเป็นขบวน ก็ต้องชักธงของลอร์ดสักคนขึ้นไว้บนหลังม้า และหวังว่าพวกโจรจะไม่โจมตีเท่านั้น
ผมมีอีกทางเลือก คือเดินกลับเข้าไปในป่า เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักสำหรับเอลฟ์ตัวคนเดียว แต่กับผม มันต่างออกไป ผมสามารถได้ยินและมองเห็นดีกว่าคนธรรมดาเป็นร้อยเท่า และมากกว่าเอลฟ์ด้วยกัน 3 เท่า ผมสามารถได้กลิ่นอะไรก็ตามในอากาศได้แม้แต่ความกลัวหรือลมหายใจของคนอื่นที่อยู่ไกลออกไปหลายสิบเมตร ถ้าใครสักคนจะซ่อนดาบขึ้นสนิมไว้ใต้เสื้อคลุมตอนที่ก้มลงขอเศษอาหารจากผม หมอนั่นคงตายก่อนจะที่ได้ชักดาบเป็นแน่
ปกติผมจะเลือกทางที่ปลอดภัยไว้ก่อน แต่เพราะผมยังไม่เคยมาเดินทางสายนี้เลยสักครั้ง การสำรวจเส้นทางน่าจะช่วยให้ผมพอจะได้ข้อมูลอะไรมากขึ้นหน่อย อีกทั้งตอนนี้ก็ยังไม่เช้าดีนัก ความมืดน่าจะช่วยให้ผมพรางตัวได้ง่ายพอๆกัน
ผมเดินด้วยความเร็วคงที่ ไปตามทางที่น่าจะเป็นทิศใต้ไปเรื่อยๆ เส้นทางเบนออกไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย ผมเดินต่อมาจนถึงทางแยก มีป้ายเก่าๆเขียนบอกทางไว้
ถ้าเลี้ยวซ้าย ไปทางทิศตะวันออก ผมจะกลับไปที่เมืองที่ผมผ่านมาเมื่อกี้ "เคฮาล" มันเขียนไว้ว่างั้น ผมก็จำชื่อพวกนี้ไม่ค่อยได้ด้วยสิ
ถ้าผมตรงไป ผมจะไปถึง "ด่านบิสทรอต" เมืองหน้าด่านที่เป็นจุดคั่นระหว่างทางไปเมืองท่าเรืออีกแห่งที่อยู่ตอนใต้ กับเส้นทางด้านบนที่เหลือ
อีกทางเลือกหนึ่งคือ ย้อนกลับ ไปเมืองทางเหนือ รวมถึงเมืองหลวง ซึ่งผมยังไม่อยากจะไปอยู่ในที่ๆคนเยอะๆในช่วงนี้ ผมเลยเลือก ด่านบิสทรอต เป็นเป้าหมายผมต่อไป
ถามว่า ผมต้องการอะไรตอนนี้น่ะเหรอ
ผมเองยังตอบไม่ได้เลย
อย่างหนึ่งที่ผมคิดไว้คือ การเก็บเงินไปเรื่อยๆ แล้วหาซื้อที่กับบ้านสักแห่ง หาเมียเอลฟ์สักคนแล้วลงหลักปักฐาน หวังว่าเราจะแก่ตายไปด้วยกัน
แต่ไม่ล่ะ นั่นทางเลือกสุดท้าย
สิ่งที่ผมต้องการตอนนี้คือ การค้นหาคำตอบสำคัญให้พบ
"ผมเป็นใคร?" และ
"มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง?"
คำตอบที่ผมสงสัยมาตลอด 100 ปี มันช่างยาวนานเหลือเกิน แม้แต่ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเอลฟ์ที่ผมจากมา ก็ไม่สามารถตอบคำถามของผมได้ แม้แต่เรื่อง "ผมสีดำ" กำไม่มีใครรู้หรือเข้าใจ
บางคนบอกว่าผมเป็น "แบล็คเอลฟ์ (Black Elf)" เอลฟ์ต้องสาปที่เปลี่ยนตนเองจากเผ่าพันธุ์สีทอง ไปสู่ศาสตร์มืด มนต์ดำ และคำสาป หรืออะไรเทือกนั้นมากพอจะทำให้ร่างกายหรือผมเผ้ากลายเป็นสีดำ
ผมไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในห้องสมุดเอลฟ์ในหมู่บ้าน ก็ค่อนข้างจะแน่ใจว่าผมไม่น่าจะใช่แบล็คเอลฟ์ เหตุผลก็เพราะ
- แบล็คเอลฟ์จะมีผิวสีเข้มจนเกือบดำ เพราะเกิดจากศาสตร์มืด ผมไม่ได้ผิวดำขนาดนั้น ก็ขาวเท่าๆกับเอลฟ์ปกติ
- แบล็คเอลฟ์จะมีผมสีเงิน ผมของผมสีดำ อันนี้ไม่ต้องดูต่อเลย
- นัยน์ตาของแบล็คเอลฟ์จะเป็นสีขาวหรือเงิน ตาผมก็สีดำเหมือนกัน บางทีก็แดง เฉพาะตอนที่ใช้พลังบางอย่างอ่ะนะ เดี๋ยวค่อยเล่าละกัน
- แบล็คเอลฟ์คือผู้เรียนรู้ศาสตร์มืด พวกเขาสามารถใช้เวทย์มนต์ต้องห้ามอย่างการอัญเชิญภูติพราย หรือปลุกผีดิบขึ้นมาได้.... ผมทำไม่ได้ จริงๆก็อยากทได้อยู่นะ แต่ยังหาวิธีไม่เจอ และผมก็ไม่คิดว่าจะต้องใช้วิธีโกรกผมสีเงินก่อนถึงจะทำได้ด้วย ไอ้ศาสตร์มืดที่ว่า ผมยังไม่เคยเห็น แต่ถ้าได้ลองศึกษาดู อาจจะรู้ได้ว่า สามารถทำได้หรือไม่ได้ ยังไงผมก็ไม่ใช่เอลฟ์ปกติอยู่แล้วนี่นา
ผมเดินต่อไปจนเกือบรุ่งสาง ก็ยังไม่ถึงเมืองด่านบิสทรอตแต่อย่างใด เห็นแค่เงาไกลลิบที่ทอดไปตามถนนเส้นเล็กๆ
ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงรถม้าที่ลากโดยม้าอย่างน้อย 3 หรือ 4 ตัว เสียงล้อรถกลับมีแค่คันเดียว การวิ่งรถลากคันเดียวโดยใช้ม้ามากกว่า 2 ตัว น่าจะเป็นการเดินทางของพวกเจ้าขุนมูลนายหรือเชื้อสายของลอร์ดอัศวินสักคน ที่น่าแปลกคือ ไม่มีเสียงม้าตัวอื่นอยู่ในขบวนด้วยเลย ถ้าเป็นพวกชนชั้นสูง ก็น่าจะมีผู้ติดตาม หรือทหารองครักษ์สักหน่อย ค่อนข้างผิดสังเกตุ
เสียงรถม้าดังใกล้เข้ามา ผมแน่ใจว่าเป็นการ "ควบ" มากกว่าวิ่งเหยาะๆแบบปกติ ระยะห่างน่าจะประมาณหลายร้อยเมตร ผมหลบออกจากถนนเส้นเล็ก เข้าไปที่พุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร ระยะกำลังพอดีที่จะแอบสอดแนมหรือหลบหนีเข้าป่าด้านหลัง
รถม้าควบเข้ามาใกล้ มันเร็วกว่าที่ผมคิด คนขับรถม้าดูแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกคนรับใช้ของพวกมีฐานะปลอมตัวมาเป็นคนจน ดูจากสภาพของม้าและลมหายใจของพวกมัน ผมคิดว่ารถม้าคันนี้น่าจะวิ่งมาตลอดคืนและม้าคงเหนื่อยพอๆกับคน ถ้าผมไม่เห็นว่าชายคนนี้น่าจะกำลังควบหนีอะไรบางอย่างมา ผมคงคิดว่าเขาน่าจะวิ่งแข่งกับอะไรสักอย่าง
ผมใช้ความสามารถ "Eagle Eyes" หรืออะไรที่คล้ายๆกับสายตาเหยี่ยวที่ทำให้เรามองภาพได้ไกลกว่าปกติ บวกกับ "Night Vision" ความสามารถที่ทำให้มองอะไรในที่มืดได้ชัดเจนเหมือนตอนกลางวัน ความสามารถทั้งสองผมได้มาจากการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดจำพวกเหยี่ยวและอินทรีย์ กับมอนสเตอร์จำพวกนกฮูกและสัตว์กลางคืน ซึ่งถ้าผมยังมองไม่ชัดพอ ผมยังใช้ "Infrared View" ของสัตว์จำพวกงูที่ทำให้ผมมองเห็นความร้อนในร่างกายสิ่งมีชีวิตได้ทุกแบบอีกด้วย
เรื่องที่น่ายินดีก็คือ ผมสามารถได้รับความสามารถของสัตว์ประหลาดหรือแม้แต่ของมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์ใดๆก็ตามที่ผมปราบมันลงได้ หรือแม้แต่ได้เห็นความสามารถนั้นๆบ่อยๆ การลอกเลียนไม่ใช่เรื่องยาก ผมเผอิญได้ไปหลงป่าแห่งหนึ่งซึ่งที่นั่นมีสัตว์ 2-3 จำพวกที่ Copy ความสามารถของสิ่งอื่นๆได้เมื่อมองเห็น ซึ่งไอ้สัตว์จำพวกนั้นคืออาหารหลักของผม การกินพวกมันไปมากพอ น่าจะทำให้ผมได้ความสามารถเหล่านี้มา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมื้ออาหารที่ห่วยแตกหลายเดือน เพราะสัตว์พวกนั้นค่อนข้างจะไม่อร่อยเอาซะเลย ไม่ว่าจะปรุงยังไงก็ตาม
รถม้าถูกควบตามมาด้วยผู้ไล่ล่า 5 คนบนหลังม้า ดูดีๆน่าจะเป็นโจรป่า เพราะเจ้าพวกนั้นไม่ได้ใส่ชุดเกราะที่มีรูปแบบ รวมไปถึงอาวุธที่น่าจะคล้ายๆกับขโมยมาหรือไม่ก็เอามาปรับแต่งเอาเองอย่างกระบองที่หุ้มปลายด้วยหนามแหลม หรือดาบหักที่เชื่อมส่วนปลายเข้ากับขวาน
จะอะไรก็แล้วแต่ ดูเหมือนว่ารถม้าจะไม่ได้วิ่งเร็วเท่าที่คนขับต้องการ ไม่กี่อึดใจ กลุ่มโจรก็เข้าเทียบรถม้าได้ไม่ยาก และการต่อสู้ที่คล้ายกับโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นห่างจากจุดที่ผมซุ่มอยู่แค่ไม่ถึง 30 เมตร
ชายคนขับถูกดาบฟันเข้าที่แขนอย่างแรง แม้จะบาดเจ็บ แต่หมอนั่นก็ยังพยายามควบม้าไปยังทางที่มุ่งไปบิสทรอต แต่นั่นก็แค่แป๊บเดียวก่อนลูกศรดอกใหญ่จะพุ่งเข้ามาปักกลางหลัง
หมอนั่นฝืนได้อีกพักใหญ่ก่อนจะถูกฟันอีกครั้งจนร่วงลงจากที่นั่ง ปล่อยบังเหียนรถม้าให้ตกไปอยู่ในมือของโจรคนหนึ่ง
รถม้าหยุดลง ผมยังคงซุ่มดูอยู่ จากนี้คงได้เห็นภาพบาดตาอีกนิดหน่อย ถ้าในรถนั่นมีเศรษฐีแก่ๆสักคนให้พวกโจรมันปล้น ผมก็คงไม่ได้สนใจนัก
แต่เสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ดังขึ้นหลังจากประตูรถถูกเปิดออก ทำให้ผมแน่ใจว่าในนั้นไม่มีใครนอกจากเด็กผู้หญิงที่ยังโตไม่เต็มวัยดี
ผมเลือกที่จะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นและผ่านไปเฉยๆก็ได้ แต่บางอย่างในตัวผมก็เอาแต่พร่ำบอกให้ผมทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ว่าเพื่อมนุษยธรรม (เพราะผมไม่ใช่มนุษย์) แต่แค่เพราะว่าผม "ทำได้" และนั่นก็ไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่ที่จะฆ่าโจร 5 คนที่ไม่ทันระวังตัว
ผมหยิบธนู "Black Stinger" ออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ พาดศรไม้เข้าไป 2 ดอก เล็งเป้าด้วยความสามารถ "Multiple Long-Range Aiming" แล้วยิงศรออกไปทันที
โจรที่อยู่ด้านนอกสุด 2 คนถูกลูกธนูสีดำฝ่าความมืดเข้าไปปักที่กลางศีรษะจนร่วงลงจากหลังม้าทันที
โจรคนนึงที่อยู่ใกล้ๆเริ่มสงสัยว่าตนเองได้ยินเสียงอะไร ขณะที่โจรอีก 2 คนกำลังง่วนอยู่กับการพยายามจะข่มขืนเด็กสาวที่อยู่ในรถม้าที่ไร้คนขับ
ผมพุ่งตัวออกไป ฝ่าความมืดในคืนเดือนแรม ใช้ความสามารถ "Stealth" กับ "Disguise" ขั้นสูงสุดที่ทำให้คนธรรมดาแทบจะมองผมไม่เห็นแม้ว่าจะผมจะกำลังวิ่งเข้าไปใกล้ในระยะไม่ถึง 15 เมตรก็ตาม
ธนูอีกดอกถูกยิงออกไป ชายอีกคนร่วงจากหลังม้า โจรที่เหลือ 2 คนยังไม่รู้ตัวว่าเพื่อนของพวกมันตายหมดแล้ว คนนึงถอยออกมาจากรถม้า สงสัยกับความเงียบที่เกิดขึ้น แต่นั่นก็ไม่ทันกับที่ธนูอีกดอกของผมพุ่งเข้าไปเสียบกลางแสกหน้าของมันจนร่างกระเด็นข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของรถ
เจ้าโจรคนสุดท้ายที่กำลังง่วนอยู่กับเหยื่อของมันหยุดและหันมาดูศพเพื่อนที่เพิ่งกระเด็นหายลับไป ก็พอดีกับที่ผมกระโดดมาจากระยะ 10 เมตร ทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศด้านบน เสียบดาบยาว 120 ซม.เข้าไปที่กลางแนวกระดูกสันหลัง ปลิดชีพมันในอีก 2 วินาทีต่อมา
ร่างของมันร่วงลงสู่พื้น เหลือแค่เสียงหายใจหอบของม้าหลายตัวแถวนั้น กับเสียงร้องไห้สะอื้นของเด็กสาวบนรถม้า
ผมเดินเข้าไปใกล้รถม้าตรงประตู ใบหน้าผมซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดสีดำ เด็กหญิงมนุษย์อายุไม่น่าจะเกิน 15 ปีนั่งตัวสั่นส่งเสียงสะอื้นน้ำตานองหน้าและแววตาหวาดกลัวมาทางผม
ผมถอนหายใจเบาๆ อยากจะบอกเธอว่า "ปลอดภัยแล้ว" แต่การปลอบใจใครสักคนก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล่าอันห่างไกลที่ผมไม่ได้พบเจอมานานเกินไป
"พวกมันตายหมดแล้ว" นั่นคือคำทักทายจากผม
เด็กสาวยังคงร้องไห้สะอื้นอยู่เหมือนเดิม
ผมชี้มือไปที่ก้อนหินใกล้ๆ "ข้าจะไปนั่งรอตรงโขดหินนั่น ถ้าเจ้าพร้อมจะคุยเมื่อไหร่ก็ออกมาละกัน"
ผมไม่อยากปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์กับการปลอบใจเด็กสาวแปลกหน้า สู้เอาเวลามาปล้นสะดมภ์ศพของโจร 5 คนที่ผมเพิ่งล่าได้จะดีกว่า
ผมลากพวกมันมานอนกองใกล้ๆกันตรงทางเดิน หลังจากจูงม้าลากรถให้ออกมาอยู่ข้างทางก่อนแล้ว จูงม้า 5 ตัวของพวกโจรออกมาผูกกับรถม้าเช่นกัน
หลังสำรวจทรัพย์สินทั้งหมด ผมไม่เจออะไรที่เป็นประโยชน์จากศพของพวกโจรหรือม้าของพวกมันมากนัก ผมเอาอานม้าพวกโจรออก และใช้ "Tamer" ความสามารถในการฝึกสัตว์ให้เชื่อง บวกกับ "Telepathy" ความสามารถในการสื่อสารทางจิต ส่งข้อความสั้นๆเข้าไปในหัวของพวกม้า บอกว่าพวกมันเป็นอิสระ ให้เข้าป่าไปและใช้ชีวิตที่เหลือของตัวเองซะ ซึ่งพวกมันก็จากไปแต่โดยดี ผมได้รับ "การขอบคุณ" จากพวกมันบางตัว ซึ่งนั่นคือเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกดีที่สุดในค่ำคืนนี้
บนศพของพวกโจรไม่ได้มีเงินทองหรือทรัพย์สินอะไรนัก รวมกันแล้ว ผมรูดทรัพย์จากพวกมันได้แค่ 85 เหรียญเงิน กับ 60 เหรียญทองแดง แทบไม่มีประโยชน์ แต่ก็คงจะเอาไว้โยนให้ขอทานหรือเด็กกำพร้าตามตรอกซอยสักแห่งได้
ตรงข้ามกับชายผู้เคราะห์ร้าย ผู้น่าจะเป็นคนรับใช้ซึ่งเสียชีวิตจากการปกป้องนายของเขาจากบนหลังม้า บนตัวหมอนั่นมีเงินอยู่ถึง 12 เหรียญทอง ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจได้ถึงฐานะทางการเงินของเด็กหญิงคนนี้ได้ไม่ยากนัก ถ้าไม่ใช่ลูกหลานเข้าของปราสาท ก็ต้องเป็นพวกชนชั้นสูงจากเมืองไหนสักเมือง
ผมไม่ได้ฝังศพให้ทั้งพวกโจรหรือคนขับรถ พอตาย ทุกอย่างก็มีค่าเท่ากัน พวกเขานอนอยู่ข้างๆกันเหมือนเพื่อนที่จูงมือกันเดินทางสู่ปรโลก ผมเห็นความตายมามาก มากจนเกือบจะชินชากับมันไปแล้ว แทบไม่หลงเหลือเหตุผลใดๆให้ต้องอาลัยอาวรณ์กับร่างไร้วิญญาณอีก ยิ่งถ้ามันเป็นของคนแปลกหน้าด้วยแล้วล่ะก็
ผมไม่ทันสังเกตุเห็นเด็กหญิงที่ค่อยลงจากรถม้า เธอกำกระโปรงลูกไม้ตัวใหญ่นั่นจนแน่น ผมเพิ่งสังเกตุเห็นว่าเธอเป็นคนสวยทีเดียว แม้จะยังเด็กไปหน่อย แต่อีกไม่กี่ปี จะมีหนุ่มๆอีกหลายสิบคนพยายามตามตื้อเพื่อขอเธอแต่งงานแน่นอน
"ข...ขอบคุณ...." ผมเพิ่งได้รับคำทักทายตอบจากเธอ
ผมยืนนิ่ง ปล่อยให้เธอพูดต่อ ใช้เวลาอีกหลายวินาทีทีเดียว
"ท่าน.... ท่านช่วยข้าได้มั้ย?" นั่นไง ได้คืบจะเอาศอก เรื่องธรรมดาเวลาที่เราให้ความช่วยเหลือใครก็ตาม
"นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าต้องการอะไร?" ผมพูดกลับ
"ข้าอยากให้ท่านพาข้าไปที่บิสทรอต" เธอพูด "ที่นั่นจะมีคนรอข้าอยู่.... ข้าหวังแค่ อยากให้ท่านช่วยพาข้าไป.... ช่วยไปเป็นเพื่อนข้า"
ยัยนี่อ่อนต่อโลกเป็นบ้า ภาษามนุษย์เขาว่าไงนะ ไร้เดียงสา งั้นเหรอ คงประมาณนั้นล่ะนะ
"ทำไมไม่ขี่ม้าไปเองล่ะ เจ้ามีรถม้าทั้งคัน"
"ข้า... เอ่อ... ข้า... ขี่ม้า.... ไม่เป็นน่ะ"
ไม่ว่ายัยนี่จะโกหกหรือไม่ ผมก็รู้สึกว่าผมจะหลีกหนีหน้าที่บางอย่างที่เพิ่มเข้ามาโดยไม่ตั้งใจไม่ได้เสียแล้ว
จริงๆผมก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไรเท่าไหร่หรอกนะ สำหรับสาวสวย อย่าลืมสิ ผมเป็นเอลฟ์นะ เกือบจะตลอดชีวิตของผมได้เห็นเอลฟ์สาวที่ได้ชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์เพศหญิงที่สวยงามติดอันดับโลกมาจนนับไม่ถ้วน แค่เด็กหญิงมนุษย์น่ะ ไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวเท่าไหร่หรอก
แต่บางอย่างในแววตาและสีหน้าของเธอ มันทำให้ผมรู้สึก.... เอ็นดู ใช่มั้ย ที่เขาเรียกกันน่ะ
เหมือนเวลาเราจ้องเข้าไปในดวงตาของลูกหมาสักตัวที่มองเราสลับกับกระดูกไก่ในมือเราน่ะ เด็กสาวคนนี้ค่อนข้างจะมีบรรยากาศแบบนั้นเลยทีเดียว
และนั่นทำให้ผมปฏิเสธเธอได้ยากกว่าที่ผมคิด
"เข้าไปนั่งข้างในรถม้าสิ" ผมพูดก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นไปบนที่นั่งคนขับ เด็กหญิงทำตาม เธอวิ่งทุลักทุเลขึ้นไปบนรถ ผมเห็นสีหน้าสมหวังของเธอแล้วก็แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว แววตาของเธอใสซื่อและบริสุทธิ์เกินกว่าจะพบเจอเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อกี้
"ท่าน... ชื่ออะไรคะ..?" เธอชะโงกหน้าออกมาถามผมที่กำลังชักม้าให้ออกเดิน
ผมไม่ตอบ เหลือบตาไปมองจนทำเอาเธอต้องหลบสายตา
"ขะ... ข้าชื่อ... เอเมอรัลเน่" เธอพูดอ้อมแอ้ม "แค่อยากรู้นามของผู้มีพระคุณน่ะค่ะ"
ผมเปิดสแกนหาสัญญาณชีพเพื่อตรวจสอบอันตรายรอบด้าน ในระยะ 200 เมตร มีแค่พวกเราเท่านั้น และการเดินทางไปยังบิสทรอต ก็ไม่น่าจะยากเย็นเท่าไหร่
"เทลอนนัส" ผมเอ่ย "เรียกสั้นๆว่า เทลอน ก็ได้"
ผมเริ่มเร่งม้าออกไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น