ผมเดินไปที่หลังร้าน มั่นใจว่ามีทางออกไปยังทางแคบๆที่เชื่อมกับคลองน้ำเน่าด้านหลัง แม้จะมั่นใจพอกันว่าพวกทหารคงเตรียมการมาดีและน่าจะมีอย่างน้อย 3-4 คนมาดักรอ หรืออาจจะมากกว่านั้น
ผมเช็ดเลือดของทหารที่ผมเพิ่งเสียบท้องไปเมื่อครู่ ด้วยผ้าเช็ดโต๊ะที่ดูท่าทางน่าจะสะอาด แล้วโยนทิ้งไว้ในกองไฟตรงเคาว์เตอร์ ก่อนจะดึงฮู้ดกลับขึ้นมาปิดใบหน้า หันไปมองตรงจุดที่นักไวโอลินล้มลง ผมไม่เห็นหมอนั่น น่าจะหาทางหนีออกจากที่นี่ไปได้ในสภาพร่อแร่ แต่ศพของอีริค ยังนอนหงายอยู่บนพื้น นอกจากนั้น ไม่มีใครบาดเจ็บอะไรอีก
ผมเลี่ยงบาดแผลถึงตายสำหรับทหารผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น จริงๆผมไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขาซะทีเดียว การเสียบมีดเข้าไปที่ช่องท้อง น่าจะทำให้หมอนั่นตกใจพอๆกับเลือดที่ไหลออกมา
วินาทีนั้นผมใช้ความสามารถไป 2 อย่างเพื่อช่วยทหารหนุ่มนั่น
ผมใช้ความสามารถ "ห้ามเลือด" ทันทีที่มีดทะลุไปแถวๆไส้ติ่ง มั่นใจว่าไม่โดนอวัยวะสำคัญ และเลือดน่าจะไม่ทะลัก เพราะผมไม่ชอบให้เลือดกระเด็นมาติดที่เสื้อผ้า พอๆกับฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ผมยังไม่แน่ใจว่าหมอนั่นสมควรตายหรือไม่
พร้อมๆกัน ผมใช้มือขวา คว้าจับไปที่ใบหน้าของหมอนั่นตรงบริเวณลูกตาและหน้าผาก ก่อนจะปล่อย "Hypnosis" หรือการ "สะกดจิต" ระดับกลางเข้าไปในหัวหมอนั่น ลบความจำที่หมอนั่นอาจจะได้เห็นเอลฟ์ตัวเป็นๆกลางร้านเหล้าขนาดเล็กในสลัม และปล่อยให้หมอนั่นคิดว่า บางที ตัวเองอาจจะโดนโจรสักคนจิ้มท้องเข้าให้จนเป็นรูแล้วสลบลงไปก็พอ
ใช่ครับ ผมเป็นเอลฟ์
สายพันธุ์ที่ สวยงาม ทรนง เย่อหยิ่ง เจ้ายศเจ้าอย่าง เกลียดสายพันธุ์อื่น โดยเฉพาะมนุษย์ มีเวทย์มนต์ และมักหลบซ่อนตัวเองอยู่ในม่านหมอกมนตรากลางป่าลึก
เรื่องผมเป็นเอลฟ์นั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ผมต้องหนีออกจากบาร์นี้ ถนนสายนี้ และถ้าจะให้ดี ก็ออกจากเมืองนี้ไปเลย เผลอๆอาจจะไม่กลับมาในช่วง 5-6 ปีนี้เลยก็ได้
ผมทำร้ายทหารคนนั้น แต่ก็ไม่ได้ฆ่า ปล่อยให้โชคชะตาเป็นคนตัดสินใจเองว่า หมอนั่นจะมีโอกาสรอดจากเรื่องนี้ได้มากพอหรือเปล่า ถ้าโชคดี ก็อาจจะพยาบาลช่วยเหลือได้ทัน แต่ถ้าไม่ อย่างน้อย ผมก็ไม่ได้เป็นคนลงมือโดยตรงล่ะนะ ผมชอบที่จะคิดอย่างนั้น มันช่วยให้ผมไม่ต้องแบกรับความรู้สึกของ "ฆาตกร" จนมากเกินไป
ประตูด้านหลังของบาร์ดูอี้พิทนั้นว่างเปล่า ถ้ามีใครสักคนที่ทำงานแถวๆนี้ หมอนั่นก็คงหายไปหมดแล้ว ผมเห็นแค่หนูหลายตัวกับกลิ่นของเนื้อหมักเหม็นหืนในครัว และประตูที่เปิดแง้มอยู่
ผมเปิดเรดาห์จับสัญญาณชีวิตอื่นๆและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากหนู 20 กว่าตัว และแมวอีก 2 ตัวด้านนอก ผมรู้สึกถึงชาย 7 คนที่น่าจะมีอาวุธครบมือดักรออยู่ที่ด้านนอกของประตู หนึ่งในนั้นน่าจะอยู่บนหลังคารอให้ผมโผล่ออกไปแล้วกระโดดลงมาเสียบผมให้ตายคามือ
ให้ตายเหอะ เรื่องมันบานปลายมาถึงจุดนี้ได้ยังไงล่ะเนี่ย
ผมไม่สามารถสะกดจิตคน 7 คนที่ยืนกระจัดกระจายและพร้อมจะโจมตีผมได้ทั้งหมดแน่ๆ ที่สำคัญ ผมไม่น่าจะเลี่ยงไม่ฆ่าใครแล้วหนีรอดออกไปได้โดยไร้การสูญเสีย
ไม่ใช่การสูญเสียของผมเองนะ แต่ของพวกเขาตะหาก
ด้านนอกนั่นผมค่อนข้างแน่ใจว่าน่าจะมีระดับหัวหน้าหมู่สักคนที่น่าจะเป็นคนที่ยืนอยู่ไกลที่สุด คอยควบคุมออกคำสั่งการโจมตี และเผลอๆอาจจะมีความสามารถในการต่อสู้สูงที่สุด
พูดก็พูดเถอะ ผมสามารถหนีออกไปได้โดยไม่ต้องทำให้ใครบาดเจ็บ แต่พวกนั้นจะพุ่งความสนใจทั้งหมดออกมาเพื่อตามล่าผม แม้ผมจะหนีออกจากถนนเส้นนี้ได้ แต่ทหารทั้งกองจะกรูกันเข้ามา และผมอาจต้องสู้หลังชนฝา เพื่อต่อรองความตายกับทหารทั้งกอง
นั่นไม่ดีแน่
จากประสบการณ์ของผมเมื่อต้องฝ่าวงล้อม วิธีที่ดีที่สุดคือ การโจมตีหัวหน้ากลุ่ม เอาให้หมอบ ให้เห็นความต่างชั้นของฝีมือ บางทีอาจแถมไอ้พวกกองหน้าที่อยากจะลองของด้วยสักคนสองคนด้วยก็ได้ และหลังจากนั้น จะใช้ระเบิดควันที่ผมยังเหลืออีก 14 ลูก หรือจะใช้ "น้ำหมึก" ความสามารถของสัตว์ทะเลจำพวกปลาหมึก พ่นใส่ดวงตาพวกมัน หรืออาจจะใช้เวทย์มนต์จำพวก "Blind" เพื่อดับช่องทางการมองเห็น ก่อนจะโจมตีไปที่ขาของศัตรู แล้วก็วิ่งหนีออกไป
นอกจากนั้น ยังมีวิธีอื่นอีก ที่มันอึกทึกครึกโครมกว่านี้อย่างเช่น การเรียกอันเชิญมอนสเตอร์หรือสัตว์ประหลาดออกมาจากต่างมิติ การสร้างโกเลมเพื่อเป็นเป้าโจมตี แต่ผมคิดว่าคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก การป้องกันไม่ให้ศัตรูรู้ว่าผมเป็นใครและทำอะไรได้บ้าง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เอาไว้เข้าตาจนจริงๆ ซึ่งก็คงมีไม่บ่อยนัก ผมค่อยใช้วิธีนั้นเป็นทางเลือกสุดท้ายเอา
ให้ตายสิ จะว่าไป การมีทางเลือกเยอะๆนี่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่เลยเหมือนกันแฮะ
ผมปาระเบิดควันออกไปที่ด้านนอกของประตู 2 ลูก กะจังหวะให้พอดี แล้วควันก็ระเบิดหลังจากเสียงดัง "ปัง" ผมปีนขึ้นไปบนขื่อของของเพดาน ชักดาบยาวขนาด 5 ฟุตออกมา แทงเข้าไปทะลุกำแพงตรงจุดที่ทำจากไม้ที่ดูไม่แข็งแรงนัก
ผมสัมผัสได้ถึงเลือดเนื้อที่ปลายดาบ ทหารคนที่ซุ่มอยู่บนคานประตูน่าจะโดนผมแทงจนหลังแอ่น ผมใช้ความสามารถ "ใยแมงมุม" ที่ปลายดาบ ดึงร่างของทหารคนนั้นไม่ให้ร่วงตกลงไปข้างหลัง แล้วชักดาบกลับออกมา แปะร่างกายหมอนั่นเข้ากับผนังกำแพงด้านนอกของตัวบ้าน แล้วกระโดดลงมาด้านล่างทันที พร้อมจะทำตามแผนเดิม มั่นใจว่าใช้เวลาไปไม่ถึง 5 วินาทีหลังจากโยนระเบิดควันออกไป
พวกมันยังไม่รู้ว่าเพื่อนของตนเองโดนโจมตีจนน็อคเอ้าท์ไปเรียบร้อยแล้วที่ด้านบน ผมแทรกตัวผ่านช่องประตูออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฉีด "น้ำหมึก" ใส่ทหารคนแรกที่ผมเห็นด้านซ้าย หมอนั่นสะบัดดาบทันทีเพื่อป้องกันหรืออาจจะเป็นแค่ปฏิกริยาตอบรับเมื่ออะไรเข้าตาในเวลาแบบนี้
ในกลุ่มควันผมยังมีเวลาอีกประมาณ 6 หรืออาจจะ 7 วินาทีก่อนควันจะเริ่มจางและพวกมันที่เหลือจะเริ่มมองเห็นผม ผมวิ่งอ้อมไปด้านหลังชายอีก 2 คนใกล้ๆแล้วใช้มีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขนกับดาบสั้นขนาด 2 ฟุตครึ่งที่ผมชักออกมาจากฝักด้านในเสื้อคลุม แทงเข้าไปที่ด้านหลัง ผมไม่แน่ใจว่าผมเลี่ยงจุดตายให้พวกเขาหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ จังหวะนี้จะทำใจดีนักก็ไม่ไหว
เมื่อควันจางลง ทหารอีก 3 คนรวมถึงตัวหัวหน้าที่อยู่อีกฝั่งนึงของประตูจะมองเห็นพวกของมันนอนจมกองเลือดอยู่ และแน่นอน พวกมันจะวิ่งกรูกันมาจับผม หรือไม่ก็ทางที่ผมจะวิ่งหนีไป
ผมโจมตีเข้าที่ท้ายทอยของชายที่โดน "น้ำหมึก" พ่นใส่ดวงตาจนสลบ ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปด้านในบาร์ทางประตูเดิมที่ออกมา ตอนนี้ในบาร์ ไฟเริ่มลุกไหม้มากกว่าเดิม ผมรอเวลา 5 วินาที พอควันด้านนอกจากระเบิดควันของผมเริ่มจาง เจ้าตัวหัวหน้าก็สั่งให้ลูกน้องทั้งสองของมันวิ่งตามผมไปยังตรอกด้านที่พวกมันคิดว่าผมวิ่งหนีไปหลังจากทำร้ายทหารฝั่งนั้น
"ตามมันไป" นั่นคือคำสั่งของเจ้าตัวหัวหน้าหมู่ ผมมองผ่านช่องแง้มของประตู พอเห็นหมอนั่นสั่งลูกน้องและเดินมาดูทหารที่นอนสิ้นสติอยู่บนพื้น ขณะที่ทหารอีก 2 คน ออกวิ่งไปตามทางที่พวกมันคิดว่าผมหนีไป
หัวหน้าทหารคนนั้นดูอาการของลูกน้องตัวเองแล้วก็น่าจะพยายามตะโกนเรียกหมอหรือหน่วยพยาบาล ผมปล่อยให้หมอนั่นทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันอาจจะดึงทหารอีกหลายคนมาแถวนี้ แม้ว่าจะต้องยอมให้ทหาร 2 คนตายไปตรงนี้ แต่ถ้ามันจะช่วยให้ผมหนีรอดได้ง่ายขึ้น ผมก็ต้องทำล่ะนะ
ผมพุ่งออกไป จังหวะเดียวกันกับที่หัวหน้าทหารกำลังจะตะโกนเรียกพวก ผมเตะเข้าไปที่ใบหน้าของหมอนั่นที่กำลังนั่งคุกเข่าดูอาการเพื่อนตัวเองอยู่ หน้าแข้งผมสวนเข้าไปเต็มปาก ปิดทางลมหรือเสียงที่จะออกมาตอนตะโกน
ไม่ให้รอพักหายใจ ผมตามไปชกที่ใบหน้าของหมอนั่นขณะล้มลงเต็มๆ พร้อมกับใส่ Hypnosis ไปพร้อมๆกับเวทย์ Blind ซึ่งน่าจะทำให้หมอนั่นทั้งงงและมองไม่เห็นภายในไม่ถึงวินาทีหลังจากนี้
และนั่นก็ได้ผล
ตอนนี้ด้านหลังบาร์ดูอี้พิท ไม่มีทหารคนใดที่พร้อมจะจับผมได้อีกแล้ว
ผมพุ่งตัวออกไปที่ตรอกด้านตรงข้าม อีกไม่นาน ทหาร 2 คนทีวิ่งตามผมไปอีกทางตามคำสั่ง น่าจะเริ่มสงสัยและวิ่งกลับมาดูหัวหน้าตนเองที่ยังไม่ตามออกไป ผมน่าจะเหลือเวลาอีก 8 หรือ 10 วินาทีที่จะหนีจากตรงนี้
ผมเปิดเรดาห์ จับสัญญาณชีพของทหารหรือศัตรูอื่น ไม่มีใครอยู่แถวด้านหลังตรงนี้อีกแล้ว ส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหน้าตรงถนนที่เป็นทางเข้าบาร์ แต่ด้านหลัง นอกจากกำแพง ตรอกทางเดินมืดๆ กับทหารที่นอนหมดสภาพ 5 คน ก็ไม่มีอะไรมาขวางผมได้อีก
ผมปีนกำแพงตึกสูงกว่า 4 เมตร ข้ามไปที่ถนนอีกฝั่งอย่างง่ายดาย การปีนกำแพงหรือต้นไม้นั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับเอลฟ์อยู่แล้ว เอลฟ์ตัวเบา กระดูกก็เบา และผมยังมีความสามารถ "ปีนป่าย" ของสัตว์จำพวกลิง กับ "ยึดกำแพง" ของสัตว์เลื้อยคลานจำพวกตุ๊กแกอีกตะหาก เรื่องปีนตึกสำหรับผมนี่ แทบไม่ต่างอะไรจากกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะเตี้ยๆเลย
ไม่มีแสงไฟหรือเสียงดังเท่าไหร่ถ้าเทียบกับอีกด้านของกำแพง ทหารน่าจะไปรวมตัวที่ฝั่งนู้นหมด และคิดว่าไม่น่าจะมีโจรหรือนักฆ่าคนไหนที่ปีกำแพง 4 เมตรครึ่งข้ามมาฝั่งนี้ได้ ทางของผมจึงสะดวกและโล่งกว่านาทีที่ผ่านมาแบบเทียบกันไม่ติด
ผมหายเข้าไปในละแวกบ้านช่องแถวๆนั้น ไม่คิดจะงัดบ้านใครเข้าไปแอบซ่อน เพราะโอกาสที่พวกทหารจะปิดเมืองเพื่อตรวจสอบบ้านทุกหลังก็อาจจะมี ที่แย่กว่านั้นคือ เจ้าของบ้านอาจจะรับไม่ได้ที่เอลฟ์สักคนจะเข้ามาขออาศัยเพื่อหลบหนีคดีที่อาจทำให้ตนเองมีส่วนรู้เห็นไปด้วย
ทางออกจากเมืองนี้มี 2 ทาง จริงๆแล้วมี 3 แต่ผมคิดว่าการทะลุเข้าไปในปราสาทของลอร์ดจาเอลเพื่อไปออกประตูหลังน่าจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก ไว้ผมค่อยกลับมาคิดถึงเรื่องหักเหลี่ยมพี่น้องนี่อีกทีตอนผมหนีไปนอกเมืองได้ก็แล้วกันนะ
ที่เหลือคือประตูทิศตะวันตก กับประตูทิศใต้ ที่ตอนนี้น่าจะมีทหารมาเฝ้ารักษาการอยู่มากพอกัน การฝ่าออกไปจากประตูพวกนั้นน่าจะยากเอาเรื่องอยู่ แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ผ่านคืนนี้ไปและให้พวกทหารวางยามรักษาการณ์กันมากขึ้น นั่นน่าจะแย่กว่า
ผมเลือกประตูทิศตะวันตก เพราะด้านนอกนั้นมีป่าสนที่น่าจะชื่อ แบล็คไพน์วู้ด หรืออะไรสักอย่างเทือกนั้น แน่นอน เอลฟ์กับป่ามันของคู่กัน ผมสามารถหลบหนีและซ่อนตัวได้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในป่า ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ สัตว์ป่า และมอนสเตอร์เพื่อต่อสู้กับมนุษย์ที่เป็นศัตรูได้ง่ายกว่าการวิ่งไปวิ่งมาในเมืองคนเดียวขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือทหารหลายร้อยคน หรือบางทีอาจจะหลายพัน
ผมวิ่งฝ่าไปตามเงามืดของบ้านเรือน คืนนี้เป็นคืนเดือนแรม แสงจันทร์ไม่สว่างมากนัก ช่วยได้พอควร หลังจากวิ่งๆหยุดๆไปเกือบ 15 นาที ผมก็มาถึงมุมตึกของกำแพงด้านทิศตะวันตก
ทหารเฝ้ายามมีมากกว่าปกติ 2 หรืออาจจะ 3 เท่า นอกจากนั้นยังมีทหารจากกองทัพติดอาวุธพร้อมมารออยู่ด้วยเช่นกัน
การฝ่าวงล้อมออกไปน่าจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่แล้วแฮะ จริงๆผมทำได้นะ แค่เรียกโกเลมมาสัก 2-3 ตัว บางทีอาจจะเรียกงูยักษ์มาอีกฝูง หรือไม่ก็สร้างภาพลวงตาให้พวกนั้นเห็นมอนสเตอร์เข้ามาโจมตี หรืออะไรสักอย่าง ก็ไม่เลว
แต่ผมไม่อยากให้พวกนั้นรู้ได้ว่า กำลังต่อกรกับเอลฟ์คนนึงที่มีพลังเวทย์มนต์และความสามารถสูงถึงขนาดที่พวกมันอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน อาจทำให้ชื่อเสียงของผม กลายเป็นเรื่องเล่าขานกันไปไกล และอาจถูกตั้งรางวัลนำจับราคาสูง และทำให้อีก 100 ปีต่อจากนี้ ผมอาจจะเข้านอกออกในเมืองต่างๆได้ยากจนน่ารำคาญไปอีก ไม่ล่ะ ขอผมจากไปแบบเงียบๆดีกว่า
ผมเปิดเซนเซอร์จับสัญญาณชีพที่กำแพงเมือง มียามเฝ้าอยู่ตามป้อมทุกระยะ และยิ่งเบาบางลงทุกทีที่ออกห่างจากประตูเมือง
ผมเดินเลียบไปทางทิศใต้ ก็เห็นจุดที่น่าสนใจที่น่าจะหลบหนีออกไปได้ไม่ยาก
บ้านขนาด 2 ชั้นหลังหนึ่งตั้งหันหน้าเข้าหากำแพง และความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้บดบังทัศนะวิสัยบางส่วนแถวนี้ได้เป็นอย่างดี ระยะห่างระหว่างบ้านกับกำแพงน่าจะประมาณ 15 หรือ 16 เมตร เป็นระยะที่ไม่มีมนุษย์คนไหนกระโดดข้ามไปได้ถึง
แต่เอลฟ์บางคนทำได้
ไม่ใช่เอลฟ์ทุกคนที่จะกระโดดได้สูงหรือไกลเท่าที่ตนเองต้องการ แน่นอน ถ้าไม่นับเรื่องหูยาวกับนิสัยเสียๆของพวกเอลฟ์แล้วล่ะก็ พวกนั้นก็ไม่ได้ต่างจากมนุษย์เท่าไหร่ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันทุกคน
และระหว่าที่มีชีวิตอยู่ การเติบโต เข้มแข็ง และฝึกฝนตนเอง ก็เป็นแนวทางหนึ่งของการเป็นนักรบเอลฟ์ที่ดี ส่วนหนึ่งพวกนั้นก็เป็นเหมือนชาวบ้านธรรมดานี่ล่ะ ทำสวน เก็บผลไม้ ล่าสัตว์ หรือสร้างบ้าน ตีเหล็ก ทำอาชีพเหมือนมนุษย์ทั่วๆไป
แต่เอลฟ์ส่วนหนึ่งจะฝึกฝนเพื่อเป็นทหาร นักรบ ฝึกต่อสู้ ฝึกร่างกาย เวทย์มนต์ให้แข็งแกร่ง เพื่อพร้อมสำหรับเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเอลฟ์ ที่ส่วนมากจะไม่ได้มีไว้เพื่อรุกราน แต่เพื่อป้องกันป่าของตนจากการบุกรุกของมนุษย์ หรือเผ่าพันธุ์อื่น
เอลฟ์นักรบ จะต้องฝึกฝนอะไรหลายอย่าง ทั้งวิชาธนู ดาบ เวทย์มนต์ รวมไปถึงความสามารถทางร่างกาย ซึ่งนักรบเอลฟ์ระดับหัวกะทิ สามารถทำอะไรเหลือเชื่อได้หลายอย่างทีเดียว นั่นรวมไปถึงการกระโดดข้ามเหวกว้าง 10 เมตร หรือกระโดดลงจากหน้าผา 30 เมตรก็เช่นกัน
แต่ผมไม่ใช่เอลฟ์นักรบ....
ผมเหนือกว่านั้น....
ผมปีนขึ้นไปที่หลังคาบ้าน ดูจนแน่ใจว่าอยู่ในมุมที่จะไม่มีใครมองเห็นผมแน่ๆ แล้วดึงธนู "Black Stinger" ธนูเวทย์มนต์ขั้นสูงซึ่งเป็นไอเท็มที่หายากสุดๆ เจ้านี่สามารถใส่ความสามารถ "พิษ" เข้าไปในลูกธนูใดๆก็ตามที่ถูกพาดสาย รวมไปถึงยิงพลังเวทย์เปล่าๆออกไปโดยไม่ต้องมีลูกศรก็ได้เช่นกัน ยังไม่รวมความสามารถอีกมากมายที่ผมอาจจะอธิบายให้ฟังทีหลัง
ผมเอามันออกมาออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ประจำตัวผมที่ผมชอบมากๆอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เจ้านี่สามารถเก็บของขนาดใหญ่ได้หลายอย่าง แถมยังลดน้ำหนักที่ผมต้องแบกลงไปได้มากกว่าครึ่ง แน่นอน มันไม่สามารถใส่ของทั้งหมดบนโลกเข้าไปได้ แต่แค่อาวุธไม่กี่ชิ้นกับอุปกรณ์ไม่กี่อย่างของผม ก็ทำให้ผมเป็นนักพเนจรสวมเสื้อคลุมธรรมดาที่ซ่อนอาวุธไปที่ไหนก็ได้
ผมพาดคันศรที่ดึงออกมาจากกระเป๋าเช่นกัน เล็งเป้าไปที่ทหารยามคนหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่บนกำแพง ที่นอกจากนั้นก็มีแค่ทหารอีก 2 คนที่ยืนหันหน้าไปทางอื่น
ผมอาจจะมีเวลาสัก 6 วินาที ก่อนที่ทหารยามหนึ่งในสองคนนั้นจะเห็นเพื่อนที่โดนจัดการ แล้วดึงแตรสัญญาณขึ้นมาเป่าเพื่อแจ้งเหตุร้าย
ผมต้องเร็ว และเงียบที่สุด เท่าที่จะทำได้
ให้ตายสิ... นั่นล่ะ เรื่องถนัดของผมเลย
ผมยิงธนูอาบยาพิษ "ชา" กับ "สลบ" ออกไป
ลูกธนูพุ่งผ่านอากาศส่งเสียงดังเบาๆตอนที่ปักเข้าไปที่ไหล่ของทหารยามผู้เคราะห์ร้าย
หมอนั่นยังไม่ทันล้มลง ผมก็ออกจากมุมของหลังคา วิ่งและกระโดดข้ามไปยังกำแพงเมืองตรงจุดที่ผมเพิ่งเล็งมาเมื่อครู่ และลงพื้นพร้อมๆกับคว้าคอเสื้อของทหารยามที่หมดสติคนนั้นไว้ด้วยมือขวา ก่อนจะปล่อยให้นอนลงบนพื้นอย่างสงบ ลดเสียงดังที่อาจเกิดขึ้น
แต่ผมลืมมองหอกของหมอนั่น ที่ดันปล่อยออกจากมือก่อนจะหมดสติ หอกของทหารยามร่วงลงและล้มไปตามแนวพื้น ผมเกือบคว้าไว้ไม่ทันและทำท่าจะกระโดดหนีออกจากกำแพงเมืองไป แต่ยังดีที่ผมเร็วกว่าที่ตัวเองคิด ด้ามหอกอยู่ในมือผมที่เอื้อมไปจนสุด หลังจากผมปล่อยมือจากทหารยามที่ผมเพิ่งยิงไปลงพื้น เกิดเสียงดัง "ตุบ" เบาๆพร้อมกับเสียงของเสื้อเกราะ
ด้านหลังผม ทหารยามสองคนนั้นกำลังจะหันกลับมา เพราะเสียงหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ ผมตวัดปลายหอก เงื้อหอกด้วยมือขวา แล้วเล็งไปที่ทหารยามคนนั้น ขณะที่ผมยังมีธนูอยู่ในมือซ้าย
หอกในมือผมถูกปาพุ่งออกไป เสียงแหวกอากาศดังเข้ามาในหูผม กลบด้วยเสียงหนักๆที่ดังขึ้นตอนที่หอกนั่นกระแทกใส่กลางอกของเสื้อเกราะทหารผู้เคราะห์ร้าย
แต่ผมเคราะห์ร้ายยิ่งกว่า ทหารที่ผมเพิ่งฆ่าไปดันไม่ใช่คนที่มีแตรสัญญาณ ซึ่งหมอนั่นคือคนที่เหลืออยู่ ยืนอยู่ข้างๆ และกำลังหยิบแตรเจ้าปัญหาขึ้นมาเพื่อเป่า
ผมวาดมือไปที่ชายที่ผมเพิ่งยิงธนูใส่ที่นอนอยู่ด้านหลัง กระชากธนูที่ปักตัวเขาอยู่ออกมา พาดสาย แล้วยิงออกไปด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ
ปลายศรปักเข้าไปที่ไหล่ของทหารคนนั้น แตรสัญญาณหล่นกระเด็นลงพื้น ทหารนั่นใช้อีกมือหนึ่งเพื่อชักดาบ ไม่ว่าจะสู้หรือจะหนี ผมก็ไปถึงตัวหมอนั่นก่อนที่เขาจะชักดาบออกจนเสร็จเสียอีก
มือซ้ายผมยังถือคันธนูอยู่ ผมเลยชกปลายคางหมอนั่นไปจนเกือบจะเต็มแรง ไม่ต้องใส่ความสามารถอะไรลงไปในหมัด แรงกระแทกบดกรามหมอนั่นจนผมได้ยินเสียงกระดูกกรามแตกเป็นเสี่ยง ผมหวังว่าเขาจะกลับมาพูดได้เหมือนเดิม พลางนึกในใจว่าไม่น่าใส่เข้าไปเต็มแรงเลย สงสารหมอนี่ชะมัด
ทหารล้มลงหัวฟาดพื้น ดาบในมือกระเด็นไปอีกทาง ผมไม่ต้องตามซ้ำอีก เพราะหมอนั่นหมดสติไปก่อนหลังจะถึงพื้นเสียอีก
บนสันกำแพงเงียบสงัดลงอีกครั้ง หลังจากการต่อสู้เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 10 วินาที ผมยืนรับลมอยู่ข้างบน มองลงไปที่เมืองด้านล่าง เห็นแสงและควันไฟห่างออกไปตรงสลัมแถวๆบาร์ที่ผมเพิ่งจากมา ดูท่าทางทหารในเมืองจะยังควานหาตัวผมให้จ้าละหวั่น
ทหารอีก 3-4 คนวิ่งผ่านกำแพงเมืองด้านล่าง ผมหลบไปอยู่ในเงามืดของกำแพงก่อนที่พวกเขาจะสังเกตุเห็น ดูเหมือนจะเร่งรีบไปเสริมกำลังที่จุดอื่นมากกว่าจะมาสำรวจตรงจุดที่ผมอยู่
ผมไม่อยากเสียเวลาต่อไปอีก จึงกระโดดลงจากกำแพงเมือง สู่ความมืดด้านนอก
ด้านล่างเป็นดินแข็ง ห่างจากสันกำแพงลงมา 4 เมตรเศษๆ ไม่เป็นปัญหาสำหรับผม เสียงฝ่าเท้าผมกระทบพื้นดังพอๆกับเสียงแมวกระโดดลงจากโต๊ะกินข้าว ผมออกวิ่งต่อทันที หันหลังออกจากกำแพงไปเรื่อยๆ
ด้านนอกของกำแพงฝั่งนี้ไม่มีบ้านเรือนหรือผู้คน แม้แต่ถนนก็ไม่มี ดูเหมือนทางผมจะสะดวกและวางใจได้ ผมเปิดเรดาห์จับสัญญาณชีพของผู้คนอีกครั้ง ว่างเปล่า มีแค่แมลงและสัตว์เล็กน้อยที่ไม่เป็นอันตราย
ผมวิ่งเข้าไปในชายป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ ทิ้งความวุ่นวายและทหารผู้เคราะห์ร้ายหลายคนไว้เบื้องหลัง กว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่าผมหนีออกไปทางไหน ก็น่าจะอีกหลายนาที และผมคงไปไกลกว่าที่ม้าตัวไหนจะวิ่งเข้ามาในป่าได้อีก
ผมไม่ได้วิ่งเร็วกว่าม้าหรอก แต่ในป่าลึก ม้าไม่สามารถควบได้เร็วเท่าที่ควรจะเป็น แม้มนุษย์สักคนจะลงเดินเท้า ผมที่เป็นเอลฟ์ก็ยังวิ่งเร็วกว่าที่พวกเขาคิดมากนัก ไม่มีใครตามเอลฟ์ในป่าได้ ยิ่งในเวลากลางคืน การควบม้ามีแต่จะทำให้สะดุดหลุมหรือขอนไม้ และพาลทำให้ม้าขาหักไปเปล่าๆ
ตอนเช้า พวกเขาอาจจะโชคดีเจอรอยเท้าของผม แต่นั่นก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีนักตามรอยมืออาชีพที่รวดเร็วและไวพอๆกับผม พวกเขาก็จะยิ่งถูกผมทิ้งห่างไปได้เรื่อยๆ
ไม่น่าจะมีใครรู้ว่าคนที่เขาตามหาคือเอลฟ์ เพราะเอลฟ์ไม่ชอบเมืองของมนุษย์ ยิ่งในเวลากลางคืน การทำงานสกปรก การไปอยู่ในบาร์สกปรก และเหนืออื่นใด เอลฟ์ชอบเดินทางเป็นกลุ่ม
แต่ผมไม่...
ใช่แล้ว ผมเป็นเอลฟ์ แต่แตกต่างจากเอลฟ์ทั่วๆไป
จริงๆผมไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ ในเมืองนี้ ในทวีปนี้ ในดินแดนแห่งนี้
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงได้เป็นเอลฟ์ด้วยซ้ำ
แต่ในเมื่อใครสักคนทำให้ผมมีหูยาวและร่างกายเหนือมนุษย์ขนาดนี้แล้ว ผมก็ขอใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่แล้วกัน
ผมวิ่งไปเรื่อยๆ ยิ่งเข้าป่าไปลึกมากเท่าไหร่ ความเหน็ดเหนื่อยก็ยิ่งน้อยลง ต้นไม้ พื้นดิน และสายลม เป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของเอลฟ์ รวมถึงแสงจันทร์ก็เช่นกัน วินาทีที่ผมวิ่งผ่านไปในแต่ละก้าว เหมือนสายลมพัดผ่านไปเฉยๆ สัตว์เล็กสัตว์น้อยส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
ผมวิ่ง วิ่ง และวิ่งไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อย ไม่หิว และไม่ง่วง ในหัวคิดแค่ 2 เรื่อง หนึ่งคือเส้นทางที่จะไปต่อ ส่วนอีกเรื่องคือ คนที่ต้องการฆ่าผมเมื่อครู่
พวกมันคงทำได้สำเร็จ ถ้ารู้ว่ากำลังต่อกรกับเอลฟ์ ไม่ใช่มนุษย์ การจับเอลฟ์ไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งในเมืองใหญ่ และเอลฟ์ไม่ได้รวมกันเป็นกลุ่ม แต่ผมปลอมตัวให้คล้ายมนุษย์ ทำตัวเลียนแบบมนุษย์ และทำงานร่วมกับมนุษย์ ก่อนที่พวกมันจะรู้เสียอีกว่าผมคือใคร และเป็นอะไร
แค่ครึ่งชั่วโมง ผมก็เข้าสู่ส่วนที่ลึกสุดของป่า ผมหยุดพัก ดื่มน้ำในกระติกเล็กๆที่อยู่ในกระเป๋าเวทย์มนต์ แค่จิบเดียว ผมก็วิ่งต่อได้อีก 5 ชั่วโมง ผมนั่งลงบนหินก้อนใหญ่ จับสัญญาณอันตราย และเริ่มเปิดดูเหรียญทองในกระเป๋า เยี่ยม...ทองแท้ 99 เหรียญ หักเหรียญนึงที่ผมให้บาร์เทนเดอร์สำหรับค่าเสียหายที่ผมเผาร้านหมอนั่น หวังว่าคงจะดับไฟได้ทันนะ
ด้วยเงินนี่ ผมเอาไปซื้ออะไรได้อีกหลายอย่าง แต่เก็บไว้ก่อนคงไม่เลว รวมกับของเก่าที่ผมมีในตัวอีก 3450 เหรียญทอง 95 เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงอีกจำนวนหนึ่ง ผมสามารถซื้อที่ดินได้ทั้งภูเขา แต่ไม่ล่ะ ผมไม่คิดว่าการลงหลักปักฐานและใช้ชีวิตที่เหลืออีกหลายร้อยปีจะเป็นเรื่องที่ดีเท่าไหร่
ใช่ครับ.... เอลฟ์นั้นอายุยืน เอลฟ์บางคนอยู่ได้ถึงพันปี แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ แม้จะอย่างนั้น อายุไขส่วนใหญ่ของเอลฟ์ก็อยู่ที่ประมาณ 700-800 ปี ผมไม่ได้หวังสูงขนาดนั้น ถ้าดูจากตอนนี้ ผมที่อายุแค่ 150 ปี ก็มีเวลาเหลืออีกเยอะแยะบนโลกใบนี้
10 กว่าปีที่แล้ว ผมออกจากหมู่บ้านเอลฟ์ในป่าที่อยู่อีกด้านหนึ่งทางทิศใต้ของทวีปแห่งนี้ "West-End" มนุษย์เรียกแผ่นดินแห่งนี้แบบนั้น ผมเคยเห็นแผนที่ของทั้งทวีปและทั้งโลกมาแล้ว ตั้งใจว่าจะเดินทางไปให้ทั่วถ้ามีโอกาส แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งผมเริ่มปลอมตัว แฝงมาในชุดคลุม และทำงานใต้ดินร่วมกับมนุษย์ โดยการรับจ้างทำงานลอบสังหารในหลายๆเมือง ผ่านตัวแทนหรือเอเจนซี่ที่วางใจได้ และเก็บเงินไปเรื่อยๆเหมือนรับจ้างทำไร่ทำนา
ถ้าจะย้อนไปก่อนหน้าที่ผมยังอยู่ในหมู่บ้านเอลฟ์ ตอนนั้นผมอาจจะมีทางเลือกที่ดีกว่า และทำตามอย่างที่เอลฟ์คนอื่นทำ อย่างเช่น เป็นเอลฟ์นักรบ ศึกษาจนกลายเป็นนักปราชญ์ หรือทำงานในหมู่บ้านเอลฟ์อย่างสงบจนตาย
แต่ผมไม่คิดว่านั่นจะเหมาะกับผมเท่าไหร่นัก
และจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ผมเองเป็นเหตุให้หมู่บ้านเอลฟ์แห่งนั้นถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ด้วยฝีมือการรุกรานจากมนุษย์ ทหารหมื่นนายทะลุผ่านข่ายเวทย์มนต์เข้าไปและก่อสงครามจนหมู่บ้านเอลฟ์แห่งนั้นย่อยยับไปราบคาบ คนรู้จักส่วนใหญ่ของผมตายเกลี้ยง บางส่วนยอมแพ้และถูกจับเป็นเชลย เอลฟ์เพศชายนั้นมีวิชาต่อสู้ที่ร้ายกาจรวมถึงเวทย์มนต์ที่แข็งแกร่ง รวมกับความทะนงตนในเผ่าพันธุ์ พวกเขาเลยเลือก "สู้ตาย" ดีกว่ายอมจำนนหรือกลายเป็นทาส
ส่วนเอลฟ์หญิง... รู้กันอยู่ว่าเอลฟ์หญิงสาวนั้นเป็นเผ่าพันธุ์กึ่งมนุษย์ที่สวยงามติดอันดับต้นๆของโลก ส่วนใหญ่เลยถูกจับเป็นเชลย คนที่สาวและสวยมากๆถูกจับไปขายในตลาดมืด อาจจะหลังจากผ่านมือของลอร์ดบ้ากามบางคน แต่ส่วนใหญ่ ถูกข่มขืนในหมู่บ้านก่อนทั้งนั้น
ผมตามสืบจนรู้ว่า กองทหารที่บุกเข้าไปโจมตีหมู่บ้านนั้นคือพวก "แกรมส์" ตระกูลบ้าสงครามที่ขึ้นตรงต่ออาณาจักร และมีชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดในการต่อสู้
ผมโชคดีที่ไม่ได้เป็นเหยื่อของสงครามคราวนั้น ส่วนที่โชคร้ายคือ ถ้าผมอยู่ ผมอาจจะเด็ดหัวนายพลหรือแม่ทัพของมนุษย์ได้ก่อนสงครามจะสิ้นสุด
จริงๆการเป็นเอลฟ์มันก็ไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว ส่วนที่น่าเบื่ออย่างหนึ่งคือ เอลฟ์นั้นเป็นพวก "เฉื่อยแฉะ" จนน่ารำคาญ
พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่สวยงาม มากพอๆกับหยิ่งยะโสและโอหัง การเชื่อว่าตนเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่อายุยืนติดอันดับต้นๆของโลก ทำให้พวกเขาใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์มากมาย จนบางทีผมแทบอยากจะชิงเผาหมู่บ้านทิ้งไปเสียเอง
ผมเปิดฮู้ดสีดำออก ปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้าและเส้นผม เหงื่อจางๆเริ่มแห้งไปหมดแล้ว กลิ่นเลือดที่ติดตัวยังส่งกลิ่นฉุนคาวจางๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก
ผมได้ยินเสียงน้ำไหลใกล้ๆ จึงคิดว่าจะไปหาน้ำดื่มและอาจจะได้ล้างหน้าเสียบ้าง
หลังจากเดินตามเสียงน้ำไปอีกไม่นาน ผมก็พบลำธารใสๆ แสงจันทร์สะท้อนตัดกับเงามืด เสียงกบและแมลงร้องระงมเป็นจังหวะ ประกายแสงจากดวงตาของสัตว์ตระกูลแมวป่าหลายตัวจับจ้องมาที่ผม ไม่มีสักตัวในนั้นที่น่าจะเป็นอันตราย
ผมก้มลงที่ิริมลำธาร ถอดถุงมือออก ตักน้ำใสๆที่เย็นฉ่ำขึ้นมาบนสองฝ่ามือ ดื่มเล็กน้อย และตักอีกครัั้งเพื่อล้างหน้า ก่อนจะมองเงาของตัวเองในผืนน้ำ
ผมเป็นเอลฟ์....
เอลฟ์ที่มีผมสีดำ....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น