ผมลุกพรวดเดียวด้วยเสียงที่เงียบเชียบที่สุด ก่อนจะหลบตัวเข้าไปในเงามืดข้างหลังกล่องใบใหญ่ที่ซ้อนกันจนเกือบจะกลายเป็นเขาวงกต
"ใครทำอะไรกับกลอนประตูนี่วะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้น
"สงสัยจะมีคนงัดเข้ามาขโมยของ" อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นตามมา
"ดูนั่นสิ" ชายคนแรกชี้ไปที่กล่องสมบัติเปิดอ้าที่ผมเพิ่งหยิบดาบคาตานะออกมา
"ชิบหายแล้ว นั่นหีบของบรูซนี่หว่า"
"ทำไงดีวะ?"
"ไปบอกหัวหน้าก่อนดีกว่า"
ผมไม่รู้ว่าบรูซเป็นใคร หรือหัวหน้าเจ้าพวกนั้นเป็นใคร อาจเป็นเจ้าของบาร์ หรือคาร์เตอร์ ผมก็ไม่รู้ได้ แต่ขณะที่ชายคนหนึ่งวิ่งออกไปด้านนอก ทิ้งให้ชายอีกคนตรวจดูความเสียหายภายใน ผมก็ตัดสินใจว่านี่คงเป็นเวลาออกไปจากที่นี่สักทีแล้ว
ผมก้าวออกจากเงามืด แม้กระนั้น ในห้องนี้ก็ยังมืดกว่าที่ควร นอกจากแสงไฟที่ตะเกียงของชายที่เข้ามาในห้อง ก็มีแค่แสงจางๆจากประตูที่พอจะทำให้ที่นี่สว่างขึ้นได้บ้าง แต่แน่นอน หมอนั่นไม่เห็นผม
จังหวะที่หมอนั่นหันหลัง ผมก็ปราดเข้าไป ใช้มือหนึ่งเอื้ัอมไปปิดปาก ส่วนอีกมือก็แทงมีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมเข้าไปที่ด้านข้างของช่องท้องจากข้างหลัง พร้อมกับใส่พิษ "ยาชา" กับ "ยาสลบ" เข้าไปด้วย หมอนั่นมีสติอยู่อีกแค่วินาทีเดียว ก่อนจะล้มลงไปในอ้อมแขนของผม ซึ่งประคองให้หมอนั่นนอนลงบนพื้นอย่างเงียบเชียบที่สุด
ผมไม่ได้แทงจุดสำคัญ และที่ลงมือ เพราะยังไงเสีย กว่าผมจะออกไปได้ พวกมันก็ต้องรู้ตัวอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับเจ้าวิลลี่ดำ ที่ผมต้องการจะให้ทุกอย่างดูปกติที่สุด เพราะนั่นเป็นแค่การหาข่าว ไม่ใช่การลอบเข้ามาขโมยของและดักฟังแบบนี้
เมื่อตัวตนของผมถูกเปิดเผย ทุกวินาทีก็คือการนับถอยหลัง ผมเริ่มนับตัวเลข 1 , 2 , 3 ,... ในใจ และคิดแผนการณ์ในการหลบหนีของตัวเองอย่างรวดเร็วที่สุด
วิธีที่ง่ายที่สุดคือออกทางประตูหน้า เลี้ยวขวาที่มุมกำแพงนั่นไปก็จะเจอกับบันไดลงไปชั้นหนึ่ง และอาจจะพวกโจรสลัดอีก 2 โหลที่กำลังกรูกันขึ้นมาบนนี้
ไม่ดีแน่
เลี้ยวซ้ายจะเป็นทางไปยังห้องพักและบันไดขึ้นชั้น 3 ผมออกจากประตู เลี้ยวซ้ายกลับไปยังทางที่ผมเข้ามา ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เสียงของคนหลายคนตามขึ้นมาจากข้างล่าง และพวกมันจะเจอกับเพื่อนที่นอนหมดสติจมกองเลือดจนนึกว่าตายไปแล้ว และความเกรี้ยวกราดของพวกนั้นจะเพิ่มขึ้นอีก
ผมไม่ได้กลัวการเผชิญหน้า ผมมีไม้ตายอีกเยอะที่จะเอาไว้ต่อสู้ ป้องกันตัวเอง หรือหลบหนี แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ถ้าพวกมันจะรู้ว่า การมาถึงของเอมเมอร์ นำพาสายลับ โจร และนักฆ่า เข้ามาในฐานที่มั่นของพวกมัน ผมขอเสี่ยงกับการเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อยเสียดีกว่า
ผมวิ่งขึ้นไปชั้น 3 กลับไปยังห้องที่ผมใช้ปีนเข้ามา เปิดประตูห้อง เข้าไปและเปิดหน้าต่างออก ด้านนอกผมเห็นความเคลื่อนไหวอีกครั้ง ไม่ใช่แค่คนเมากับนางโลมเท่านั้น แต่พวกทหารในปราสาท ก็ผสมโรงด้วย
นั่นคือสิ่งที่ผมไม่ได้คาดไว้ หากทหารในปราสาทมาที่นี่ ก็คงปฏิเสธได้ยากว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัสจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งคนรับใช้ที่ปลอมตัว และคาร์เตอร์ ดิชค์ ที่เตรียมแผนล่มเรือของเอมเมอร์
ผมพุ่งออกไปจากอาคาร กระโดดออกไปยังหลังคาของบาร์ข้างๆ และวิ่งฝ่าความมืดไปยังทิศที่พวกทหารวิ่งมา ไม่นานพวกนั้นจะพบว่าผมออกมาทางไหน ผมต้องไปให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลาหลบเร้นตัวเองหรือทำเนียนเดินปนไปกับฝูงชน เพราะผมเหลือเวลาอีกไม่มาก ก่อนงานเลี้ยงอาหารค่ำจะเริ่มต้นขึ้น
ผมวิ่งเต็มสปีดตัวเองอย่างต่อเนื่องจนมาถึงโรงแรม แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันการ ผมไม่ได้มาช้า แต่อาหารตั้งโต๊ะเร็วเกินไป ผมเห็นขบวนของเจ้าเมืองเดินล้อมคณะของเราออกไปไกลระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีโอกาสให้ผมได้ส่งสาส์นหรือข้อความใดๆถึงพวกเขา ผมเรียกตัวต่อของผมกลับเข้ามายังปลอกแขน แล้วขึ้นไปยังห้องพักของพวกเรา เฟรานายังคงถูกทิ้งอยู่บนนั้น พวกนั้นไม่รู้ว่าเรามีเอลฟ์มาด้วย 3 คน ไม่ใช่ 2
"เจ้ากลับมาช้าไป" เธอพูดเจือน้ำเสียงตำหนิ
"ข้ารู้" ผมหยุดหอบหายใจพักหนึ่ง "ข้าไปเจอปัญหามานิดหน่อย"
"ปัญหาอะไร?"
"พวกนั้นจะจมเรือของเราหลังออกจากท่า"
"ว่าไงนะ?" เฟรานาเกือบจะลุกขึ้นมาจากเตียง ผมต้องกดไหล่เธอให้นอนลงต่อ แต่เธอปัดมือผมออกไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นนั่งตัวตรง "นี่เจ้าจะให้ข้าอยู่เฉยๆหรือยังไง ขณะที่ท่านหญิงซีราเอลและท่านหญิงเอมเมอรัลเน่กำลังมีภัย" เธอตะวาดผมและทำท่าจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
ผมห้ามเธออีกรอบ "มีภัยน่ะ ใช่" พยายามกดไหล่เธอให้นั่งอยู่บนเตียง "แต่ไม่ใช่คืนนี้หรอก"
"เจ้ารู้ได้ยังไง?"
"พวกมันเลือกใช้โจรสลัดมาจมเรือของเรา นั่นทำให้ดูเหมือนว่าลอร์ดเจ้าเมืองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการลอบสังหารนี้ ถ้าพวกมันใช้ยาพิษ และข่าวรั่วออกไป เฮอร์เชลลัสจะเป็นคนแรกที่ถูกอาณาจักรเด็ดหัว"
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลให้เจ้ายังอยู่ที่นี่ เราต้องไปเตือนท่านหญิง ว่าศัตรูของเราอยู่ตรงหน้าเรานี่แล้ว" เธอยังคงยืนกราน แม้จะมีท่าทีอ่อนลงบ้างเล็กน้อยก็ตาม
ผมเลยไม่ค่อยเหลือทางเลือกมากนัก และการตามไปสอดส่องแถวปราสาท ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เลวร้ายอะไรเท่าไหร่ หลังจากบอกให้เฟรานานอนพักและรอการติดต่อกลับ ผมก็ออกจากโรงแรม ตรงไปยังลานหน้าปราสาททันที
ที่หน้าปราสาท เป็นลานหินทรายขรุขระพื้นที่ขนาดกว้างพอสมควร ทหารหลายสิบนายยืนรักษาการณ์โดยรอบ เว้นพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับโต๊ะอาหารที่มีคนนั่งอยู่เต็ม อาหารจานแรกยังไม่เสิร์ฟ ผมเลยได้โอกาสหาพื้นที่เหมาะๆเพื่อซุ่มดู
ผมพบร้านอาหารขนาดกลางแห่งหนึ่ง ด้านหน้ามีโต๊ะสำหรับกินอาหารซึ่งมองเห็นความเคลื่อนไหวทุกอย่างตรงจุดที่พวกนั้นกำลังจะเริ่มมื้อค่ำ ผมเข้าไปสั่งอาหาร แล้วหาทำเลนั่งเหมาะๆเท่าที่จะทำได้
หัวโต๊ะนั่นแน่นอนว่าเป็นลอร์ดเฮอร์เชลลัส และตามมาด้วยนายทหารชั้นสูง อัศวิน ที่ปรึกษาอีก 2 คนนั่งอยู่อีกฝั่ง ส่วนด้านของเอมเมอร์ ไล่ลงมามีแค่ซีราเอลกับยูเรล พวกพีทถูกจัดโต๊ะให้นั่งแยกออกไปเพราะเป็นทหารยศต่ำกับผู้ติดตามที่ไม่ควรจะได้ร่วมมื้ออาหารด้วยซ้ำ ถ้าเอมเมอร์ไม่ยืนกรานหนักแน่นว่าพวกเขาเป็น "สหาย" มากกว่า "ผู้ติดตาม"
ข้อนี้ผมชื่นชมเอมเมอร์มากทีเดียว แม้เธอจะเป็นหญิงจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจคนรอบข้างที่มีลำดับชั้นต่ำกว่าเธอ ตรงกันข้าม เธอปฏิบัติกับคนเหล่านั้นดีเกินไปจนอาจทำให้คนอื่นๆที่อยู่ในระดับสูงหมั่นไส้ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งผมเห็นได้อย่างชัดเจนในสายตาของผู้ร่วมโต๊ะที่เหลือ
อาหารจานแรกเสิร์ฟ ผมเงี่ยหูแต่ก็แอบฟังได้ยาก เพราะระยะห่างและเสียงจอแจรอบข้างในร้านอาหาร เลยส่งตัวต่อตัวนึงไปบินวนใกล้ๆมากพอที่จะได้ยินอะไรที่จำเป็น
เอมเมอร์ตัดสินใจกินอาหารคำแรก แม้จะไม่มีคำยืนยันจากผมว่าปลอดภัยหรือไม่ เพราะดูแล้วไม่น่าเป็นห่วงใดๆ อาหารถูกเสิร์ฟพร้อมกันและถูกแบ่งจากจานเดียวกันให้ทุกคน เมื่อทุกคนบนโต๊ะไม่ได้กระโตกกระตากอะไร เธอจึงไม่อยากทำให้เกิดเรื่องน่าสงสัยมากไปกว่านี้ ซึ่งเช่นเดียวกันกับซีราเอลและคนอื่นๆ ที่ไม่มีทางเลือกใดๆนอกจากลิ้มรสอาหารเลิศรสพวกนั้น
การพูดคุยเป็นไปอย่างปกติ ลอร์ดเฮอร์เชลลัสไม่มีท่าทีเป็นอริใดๆที่อาจทำให้ผิดสังเกตุ ต้องยอมรับว่าสำหรับคนเชื่อสายชาวประมงแล้ว หมอนี่เก็บงำแผนลับอำมหิตไว้ได้ค่อนข้างดีทีเดียว
"ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ลอร์ดเฮอร์เชลลัส ว่าท่านวางแผนไว้สำหรับการออกเดินทางของพวกข้าเมื่อไหร่? หากนั่นจะไม่เป็นการเร่งเร้าท่านจนเกินไปนัก" เอมเมอร์เข้าประเด็นน่าสนใจ
"ข้าเตรียมเรือพร้อมสำหรับการเดินทางไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว เป็นเรือสินค้าขนาดกลาง ไม่ดึงดูดสายตาจนเกินไป แต่ก็มั่นคงและแข็งแรงเพียงพอสำหรับการเดินทางไกลเท่าที่จำเป็น" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสจิ้มสเต็กปลาเข้าปาก ผมเลยเริ่มคิดถึงอาหารของผมที่สั่งไปเมื่อกี้มากยิ่งขึ้น
"เมื่อทุกอย่างพร้อม ข้ายินดีจะนำท่านไปยังท่าเรือของเราทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น ข้าหวังเป็นอย่างมากว่าท่านอาจจะมีเวลาให้ข้าพาเยี่ยมชมปราสาทและตัวเมืองของเรา แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ท่านคาดหวังไว้นัก"
"ข้าต้องขอแสดงความเสียใจในการเสียมารยาทของข้าครั้งนี้ ท่านลอร์ด" เอมเมอร์ตอบ "ข้าแค่ต้องการออกเดินทางไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดตามกำหนดการณ์ของท่านพ่อของข้าเท่านั้น"
"ลอร์ดบิดาของท่านช่างมองการณ์ไกลและมีเหตุผลยิ่งแล้ว ข้ามิอาจแสดงความเห็นเป็นอื่นได้ในเรื่องนั้น" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสแสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
"หากท่านจะเมตตา เรายังมีสหายของเราคนหนึ่งที่อาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เธอขาหัก และอาจไม่สะดวกนักที่จะล่องเรือไปกับเรา" ซีราเอลพูดขึ้น เธอหมายถึงเฟรานา ซึ่งนั่นทำให้ยูเรลทำหน้าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
"แต่ท่านหญิง.... เอ่อ... ถ้าท่านหมายถึงเฟรานา... ข้ามั่นใจว่านางยินดีที่จะติดตามท่านไป แม้ต้องเสียขาไปทั้งสองข้าง" ยูเรลค้าน
"ซึ่งข้าไม่ได้หวังให้เป็นเช่นนั้น" เธอตอบ "ยิ่งข้าได้ผ่านการสูญเสียสหายอันเป็นที่รักของเราไป 2 คน นั่นยิ่งทำให้ข้าไม่อาจจะทนให้พวกเจ้ามารับผิดชอบกับอันตรายเหล่านี้ได้อีก เจ้าต้องพาเฟรานากลับบ้าน กลับเวเนลเรีย"
"ไม่นะ ท่านหญิง" ยูเรลเสียงดังขึ้นและเกือบจะลุกขึ้นมาบนโต๊ะ "ข้ายอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ ข้าไม่สามารถปล่อยท่านให้เดินทางต่อไปคนเดียวได้ในท้องทะเลได้"
"นั่นคือสิ่งที่ข้าตัดสินใจแล้ว" เธอตอบ
ผมอยากจะเดินเข้าไปกลางวงนั่น ตบกะบาลเธอสักป้าบสองป้าบแล้วเดินออกมาเหลือเกิน ยัยนี่ไม่รู้หรือไงว่าเรื่องไหนควรพูดไม่ควรพูดตอนไหน ขณะที่ลอร์ดเฮอร์เชลลัสยังไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่ใช่ศัตรู ซีราเอลกลับประกาศว่าเธอจะลดการป้องกันของเอมเมอร์ลงไปอีก ในที่แบบนี้เนี่ยนะ
"ท่านหญิงซีราเอล" เอมเมอร์พูด "ข้าก็เห็นด้วยกับยูเรล... หากท่านยินดีจะลงเรือไปกับข้า นั่นนับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ข้าอาจได้รับ แต่ขณะเดียวกัน ความปลอดภัยของท่านก็เป็นสิ่งที่ข้ากังวลใจเช่นกัน หากข้าต้องออกสู่ทะเลซึ่งห่างไกลจากป่าและแมกไม้ซึ่งเป็นขุมพลังสำหรับท่าน การที่ท่านจะเดินทางไปด้วย ก็อาจเป็นภัยกับท่านได้มากพอๆกับข้าเลยทีเดียว"
"ท่านหมายถึง ข้าน่าจะอ่อนแอเมื่ออยู่ในทะเลกระนั้นหรือ" ซีราเอลแสดงออกในน้ำเสียงถึงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"มิใช่เช่นนั้น" เอมเมอร์วางมือบนแขนของเธอ "แต่หากจะมีอันตรายใดๆเกิดขึ้น ก็ขอให้เป็นข้าเองที่ต้องเผชิญ การเดินทางนี้ หาใช่ภาระของท่านพอๆกับของข้า ท่านพ่อได้เสนอการแลกเปลี่ยนเพื่อให้พวกท่านพาข้าเดินทางมายังที่แห่งนี้ มิได้กล่าวถึงการออกทะเลไปไกลเกินกว่าภูติแห่งต้นไม้ใดๆจะไปถึง นั่นยังไม่รวมถึงดีนาเร กับอานารา ที่ต้องจากเราไปก่อนเวลาอันควรอีกด้วย"
"ซึ่งพวกเขาก็ได้ตายอย่างสมเกียรติ เช่นเดียวกับที่ข้าต้องการ"
"แต่นั่นมิใช่การต่อสู้ใดๆที่มีเกียรติเลยแม้แต่น้อย สำหรับเอลฟ์และเผ่าพันธุ์ของท่าน ข้าอาจเสียมารยาทที่ทำให้ท่านเข้าใจว่าข้านั้นดูแคลนในความสามารถของท่าน แต่เปล่าเลย ข้าแค่เป็นห่วงท่านในฐานะพี่สาวคนหนึ่งเท่านั้น และถ้าพอจะเป็นไปได้ หากข้ามีชีวิตอยู่รอดได้นานพอ ข้าก็อยากจะขอพบท่านอีกครั้ง ในฐานะแขกที่ไปเยือนยังอาณาจักรของท่าน มิใช่เด็กน้อยที่จะพาท่านไปสู่ปรโลก"
"ท่านหญิงเอมเมอรัลเน่..." ซีราเอลลดน้ำเสียงแข็งกร้าวลง และจับมือของเธอไว้ด้วยมืออีกข้าง "ข้าเองก็ยอมรับว่ามองท่านไม่ต่างกันออกไป แม้เวลาจะไม่ได้เนิ่นนานเท่าไหร่นักในอายุขัยของเอลฟ์ แต่การได้เดินทางร่วมกับท่าน และการสูญเสียสหายอันเป็นที่รักไป ยิ่งทำให้ข้าต้องบรรลุภารกิจนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม สำหรับท่าน มันอาจดูเหมือนการไม่ประเมินตนและพาตัวเองไปเสี่ยง แต่อย่างน้อย ก็ขอให้ข้าได้รับเกียรติสำหรับการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมานี้ต่อด้วยเถิด ถ้าท่านเห็นแก่ข้า ได้โปรดอย่าขัดขวางข้า และปล่อยให้ข้าอยู่เคียงข้างท่าน แต่ถ้าไม่ ข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อร่วมเดินทางไปกับท่าน หรือไม่ก็หยุดท่านเสีย น้องสาวที่รักของข้า"
เอมเมอร์มองซีราเอลด้วยสายตาที่ทั้งเศร้าสร้อย สิ้นหวัง แต่ก็มีประกายแห่งความสุขที่อาจจะเพราะเธอเองอาจจะเพิ่งเคยมีพี่สาวเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นทำให้เธอต้องยอมจำนนต่อคำยืนกรานของเอลฟ์สาว
ส่วนยูเรลก็ยังดื้อแพ่งและไม่ยอมรับในคำตัดสินของซีราเอล แต่พอเธอเสียงแข็งเข้าหน่อยและเตือนให้หมอนั่นรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่กว่ากัน ยูเรลก็นั่งลงและก้มหน้ากินอาหารต่อไป
พวกพีทที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กอีกตัวนั่งฟังบทสนทนานั้นห่างๆ ไม่มีใครออกความเห็นหรือแสดงตัวตนอย่างไรต่อ ซึ่งเป็นการดีกว่า เพราะหน้าที่ของพวกเขาจริงๆแล้วจบไปตั้งแต่เราเข้าเมืองกันมาแล้ว
ลอร์ดเฮอร์เชลลัสรอให้การพูดคุยกันเองของพวกเอมเมอร์สิ้นสุดลง ก่อนจะเริ่มแนะนำผู้ร่วมโต๊ะอาหารทีละคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายทหารเรือคนสำคัญที่จะร่วมเดินทางไปกับเอมเมอร์ด้วยที่ชื่อ แกรมส์ นอร์ตัน
แกรมส์ เป็นอัศวินรูปร่างสมส่วน อายุน่าจะประมาณ 30 ปลายๆถึง 40 ผมตัดสั้นเกรียน เช่นเดียวกับหนวดเคราสีเทาจางๆ ผิวกร้านแดดจนเกือบแดง ดูก็รู้เลยว่าหมอนี่มีประสบการณ์ด้านการเดินเรือมากพอจะพาใครก็ตามฝ่าคลื่นลมไปได้ไกลเท่าที่เสบียงจะเพียงพอ
แกรมส์ บอกว่า พรุ่งนี้เช้า เขาจะไปรอที่เรือ ท่านหญิงรอนด้า ซึ่งตั้งชื่อตามนายหญิงคนแรกของเมืองนี้ และเรือนั่นก็เป็นเรือที่ดีเยี่ยมที่สุดลำหนึ่งที่เขาและเมืองนี้มี ซึ่งเขาจะแนะนำลูกเรือคนสำคัญอีกหลายคนให้เอมเมอร์ได้รู้จักในตอนนั้นเช่นกัน
คนอื่นในที่นั้น คือที่ปรึกษาที่ดูเหมือนจะมีสมองมากพอๆกับพวกผีดิบที่เราเจอเมื่อคืนก่อน การพูดคุยเป็นไปอย่างน่าเบื่อและมีใจความหลักอยู่ที่การพยายามจะบอกว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองกว่าที่ทุกคนคิดเพียงใด ผมมั่นใจได้เลยว่าเกือบทุกคนในโต๊ะนั่นได้รับผลประโยชน์จากพวกโจรสลัดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ลอร์ดเฮอร์เชลลัสถามเรื่องการเดินทางที่ผ่านมาของพวกเรา ซึ่งเอมเมอร์ก็เล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆถึงอันตรายต่างๆที่ได้พบเจอกันมาก่อนหน้า แต่ข้ามรายละเอียดของผมที่ไม่อยู่ที่นั่นไว้ แม้จะมีคำถามหลายครั้งเกี่ยวกับรายละเอียดในการต่อสู้ตรงจุดที่จำเป็นต้องมีผม แต่เอมเมอร์ก็สามารถโกหกได้อย่างแนบเนียนจนผมต้องนับถือทีเดียว
ตรงข้ามกับซีราเอลและยูเรล พวกเขาไม่ถนัดด้านการโกหกใดๆ จึงได้แต่นั่งเงียบๆ กินอาหารต่อไปอย่างรู้งาน
ผมก็ได้รับอาหารของตัวเองเช่นกัน เป็นสเต็กเนื้อทำง่ายๆที่ปรุงรสด้วยพริกไทย เห็ด และซอสที่ทำจากหอยบางชนิด รสชาติไม่ได้ดีมากนัก แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร
การพูดคุยในวงอาหารเป็นไปอย่างเรียบง่าย นอกจากการโอ้อวดหลายครั้งของพวกคณะที่ปรึกษาแล้วก็ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจอีก ไม่นาน งานเลี้ยงก็สิ้นสุดลง และลอร์ดเฮอร์เชลลัสเสนอการคุ้มครองให้กับขบวนที่จะเดินทางกลับไปยังบิสทรอตของพวกพีท ส่วนยูเรลกับเฟรานา ถูกเสนอให้ได้รับการพักแรมที่เอเคอร์เชลจนกว่าขาของเฟรานาจะหายดี
เพราะการที่เอลฟ์สองคนที่หนึ่งในนั้นพิการจะเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อกลับสู่ป่าแห่งเวเนลเรียก็เป็นไปได้ยากพอๆกัน อันตรายจากเส้นทางไกลที่อาจเกิดขึ้นจากโจรป่า อัศวินพเนจร นักดาบรับจ้าง หรือพวกพ่อค้าทาส ก็มากพอๆกับการนอนค้างอ้างแรมในเส้นทางที่เราเพิ่งผ่านกันมา ซึ่งยูเรลคนเดียวอาจจะพอเอาตัวรอดได้ แต่กับเฟรานา คงไม่ง่ายอย่างนั้น
เมื่อเดนเนอร์ก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่น่าไว้วางใจได้พอๆกับเฮอร์เชลลัส การจะให้ทั้งสองคนพักอยู่ที่เมืองใดเมืองหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ แต่ทางเลือกที่ดีกว่าก็ไม่มีเช่นกัน เอมเมอร์จึงขอร้องให้ลอร์ดเฮอร์เชลลัสช่วยพาเอลฟ์ทั้งสองไปส่งยังบิสทรอตพร้อมทั้งสาส์นที่เธอจะเขียนถึงผู้ว่าเดนเนอร์ เพื่อเสนอการรับรองและที่พักสำหรับยูเรลและเฟรานาจนกว่าขาของเธอจะหายดี
เพราะอย่างน้อย บิสทรอต ก็ยังเป็น "เมืองร่วม" ที่มีคนจากหลายเผ่าพันธุ์มากกว่าเอเคอร์เชล อันตรายใดๆที่อาจเกิดขึ้นกับเอลฟ์ที่นั่น น่าจะน้อยกว่าในเมืองแห่งนี้ ซึ่งเฮอร์เชลลัสก็เข้าใจในความหมายโดยไม่ถามอะไรต่อ
ดังนั้น พรุ่งนี้ตอนรุ่งสาง หลังจากที่คณะของเอมเมอร์ได้ขึ้นเรือออกจากท่า พวกของพีทและยูเรล ก็จะเดินทางกลับสู่บิสทรอตเช่นเดียวกัน
ผมสงสัยว่าพวกนั้นจะปลอดภัยตลอดการเดินทางหรือเปล่า ในเมื่อเป้าหมายของเอมเมอร์ที่พวกนั้นต้องการให้เธอได้พบ คือก้นทะเล เพราะฉะนั้น การฆ่าปิดปากพวกพีทและจับเอลฟ์ทั้งสองมาเป็นทาส ย่อมต้องสร้างกำไรให้พวกเฮอร์เชลลัสได้มากกว่าที่คิดเป็นแน่ เรามีคนที่ไว้ใจได้น้อยเกินไป แต่ก็เช่นเดียวกับทางเลือกของเราเช่นกัน
ผมเริ่มสงสัยอีกครั้งว่าทำไมเอมเมอร์ถึงต้องรีบเร่งเดินทางเช่นนี้ด้วย หากเธอยังพักอยู่ในเมืองอีกสัก 5-6 วัน ก็อาจจะได้รับคำตอบหรือสาส์นที่ลงลายมือชื่อของยูเรลว่าพวกเขานั้นปลอดภัย แล้วตอนนั้นจะออกเรือก็ไม่น่าใช่ปัญหา แต่ดูเหมือนเอมเมอร์จะไม่ต้องการเช่นนั้นตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้เลยทีเดียว
ทุกอย่างดูจะปกติดี แต่สุดท้ายแล้ว งานเลี้ยงเรียบๆครั้งนี้ก็ถูกขัดจังหวะโดยเสียงที่คุ้นเคย
"ไอ้เอลฟ์ระยำนั่นอยู่ที่ไหน!!!" เสียงแหบห้าวน่ารำคาญที่ผมเกือบลืมไปแล้วดังขึ้นมาไกลๆ
ร่างที่อวบใหญ่เดินกระเผลกหอบสังขารน่าสมเพช เข้ามาในงานเลี้ยงนั้น โดยมีทหารสองนายเดินประกบมาด้วย ครีตัส ที่ตอนนี้ดูสกปรกและน่าทุเรศกว่าตอนแรกที่ผมเจอทำหน้าบึ้งตึงและเหี้ยมเกรียมมากพอที่จะฆ่าทุกคนในนั้นได้เลยทีเดียว
"ช้าก่อน ท่านอัศวิน ท่านเป็นใครงั้นหรือ?" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสลุกขึ้นยืนและถามคำถามที่นอกจาพวกเอมเมอร์แล้วไม่มีใครรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย
"ข้าคือเซอร์ ครีตัส แทนส์เบอรี่ อัศวินแห่งบิสทรอต ผู้คุ้มครองด่านหินแห่งปราการข้ามแดน" ครีตัสเพิ่งจะบอกชื่อเต็มของตัวเองที่ทำให้ผมเกือบหลุดขำออกมา แต่ก่อนหน้านั้น ผมอาจต้องเป็นห่วงเรื่องความแค้นที่หมอนี่มีต่อผมเสียก่อน จริงๆผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นปัญหามากนัก เช่นเดียวกับที่ไม่คิดว่าครีตัสจะเดินทางมาได้ไกลจากซอลตี้สปูนจนถึงที่นี่ได้จริงๆ ผมอาจคาดเดาถึงความพยายามของหมอนี่ผิดไปถนัด
"ข้าต้องการให้ท่าน นำตัวเอลฟ์ต้องสาปคนนั้นมาลงโทษต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้" ครีตัสคงจะหมายถึงผม
แต่เขาพูดกับใคร เฮอร์เชลลัสหรือเอมเมอร์กันแน่ อันนี้ผมก็ไม่รู้
"ท่านคงจะเหนื่อยจากการเดินทางไกลมามากนัก เซอร์ครีตัส" เอมเมอร์กล่าว "เราต้องขออภัยท่านเป็นอย่างสูงที่ไม่ทราบว่าท่านนั้นรอดตายจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ได้อย่างไร ช่วงเวลานั้นวุ่นวายจนเราทุกคนต้องหนีตายจนไม่สามารถหาท่านได้พบ"
"พวกท่านทอดทิ้งข้าและปล่อยให้ไอ้เอลฟ์ระยำนั่นแทงขาข้าจนเกือบขาด" ครีตัสยังโวยวายไม่เลิก
"ท่านทิ้งเขาไว้ในดงผีดิบอย่างนั้นหรือ ท่านหญิง?" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสถาม
"ข้าขออภัยหากทำให้ท่านคิดเช่นนั้น เซอร์ครีตัส" เอมเมอร์อธิบาย "แต่ท่านเองที่เป็นคนออกจากค่ายพักของเราและเข้าไปร่วมดื่มกับกองทหารจนหลับไปในคืนนั้น ซึ่งข้าพยายามห้ามท่านแล้วแต่ก็ไร้ผล เราจึงไม่สามารถจะเสียเวลาค้นหาท่านซึ่งอยู่ในดงของผีดิบได้มากพอจะหนีออกมา"
ซึ่งนั่นทำให้ครีตัสหน้าแดงและตัวสั่นจากความโกรธที่ถูกทำให้เสียหน้า
"แต่เจ้าเอลฟ์นั่น ท่านต้องให้มันรับผิดชอบที่ทำร้ายข้า" หมอนั่นยังแถถึงเรื่องผมอยู่ดี
"ท่านคงจะจำผิดไปกระมัง คนที่ทำร้ายท่านไม่มีใครอยู่ในคณะของเราหรอก ท่านแน่ใจเช่นนั้นหรือ?" ถ้าเอมเมอร์ไม่ได้โกหกเก่งจนไม่น่าเชื่อ เธอก็ไม่รู้เรื่องที่ผมทำจริงๆ
"แน่ใจสิ ท่านหญิง เจ้าเอลฟ์นั่น เอลฟ์สีดำนั่นแหละ ที่เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้"
ผมรอดูว่าเอมเมอร์จะหาทางรอดให้เรื่องนี้ได้อย่างไร วาทะของเธอนั้นยอดเยี่ยม แต่จะมากพอให้เฮอร์เชลลัสที่นั่งฟังอยู่นั้นคลายสงสัยในความลับนี้ได้อย่างไรกัน
จะว่าไปแล้ว ถ้าพวกนั้นมองมาที่คอนนี่กับโฮเซ่ อาจจะสังเกตุได้ถึงความผิดปกติในสีหน้าได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจทหารรับใช้กับคนขับรถม้าที่ดูจะได้รับเกียรติให้นั่งร่วมวงโต๊ะอาหารนี้เลยแม้แต่น้อย
"หากท่านไม่ได้หมายถึงยูเรล เอลฟ์หนุ่มคนเดียวของเรา ท่านก็คงตาฝาดหรือได้เห็นภาพหลอนจากกองไฟกระมัง ท่านเซอร์" เอมเมอร์ใช้มุกใหม่ "ข้ายอมรับว่าเมื่อคืนเป็นภาระที่หนักหน่วงจริงๆสำหรับการเอาชีวิตรอดท่ามกลางผีดิบและกองไฟ"
"ข้าไม่ได้ตาฝาด ท่านหญิง!!!" ครีตัสยังไม่ยอมแพ้ หมอนั่นเสียงดังขึ้นจนเกือบเป็นตะโกน "ถ้าท่านไม่ยอมส่งตัวมันมา ข้าสาบานว่าจะตามหามันจนเจอ และควักไส้มันออกมาดูว่าจะมีสีดำเหมือนลูกตาของมันหรือไม่ ไม่ว่าท่านจะต้องการหรือไม่ก็ตามที" หมอนั่นสบถอีกสองสามคำ ก่อนจะตะโกนเรียกชื่อผมดังทั่วลาน
"ข้าว่าท่านเซอร์อาจจะเหนื่อยเกินไปเสียแล้วสำหรับคืนนี้" เอมเมอร์หันมาพูดกับลอร์ดเฮอร์เชลลัส ซึ่งรู้งาน เขาสั่งให้ทหาร 4 คนช่วยกันพอครีตัสไปยังห้องพักแล้วลงกลอนจากด้านนอก ก่อนจะปล่อยให้เขาสงบสติอารมณ์หรือไม่ก็อาละวาดจนหมดแรงไป
"หากข้าเป็นเขา ก็คงมีสภาพไม่ต่างกันนัก" เอมเมอร์แสดงสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างจริงใจ "เขาคงได้รับความทรงจำอันเลวร้ายเกินจะจินตนาการ จริงมั้ย ท่านหญิงซีราเอล?" เอมเมอร์บังคับให้ซีราเอลโกหกเป็นเพื่อน ซึ่งเธอรู้ว่าเอลฟ์นั้นมีศักดิ์ศรีมากเกินกว่าจะโกหกออกมาง่ายๆ และคำยืนยันของท่านหญิงสูงศักดิ์สักคน น่าจะเพียงพอให้เฮอร์เชลลัสลดความเชื่อถือในตัวครีตัสได้มากพอ
"ข้าก็คิดเห็นเช่นนั้นเหมือนกัน" ซีราเอลไม่ได้แสดงออกมาว่าเธอกระโตกกระตากใดๆ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นการเห็นด้วยที่เชื่อว่าครีตัสนั้นเสียสติ มากกว่ายอมรับว่าผมมีตัวตน
"น่าสนใจที่เซอร์ครีตัสนั้นมองเห็นเอลฟ์ที่มีผมสีดำ แม้แต่แบล็คเอลฟ์ก็ยังมีผมสีเงิน เอลฟ์แบบนั้นป็นตำนานที่ไม่เคยมีใครพูดถึงนานแล้วนอกจากในหนังสือเก่าบางเล่ม หากเขาได้พบกับเอลฟ์ผมสีดำจริงๆ นั่นก็อาจเป็นวาสนาของเขามากกว่าความโชคร้าย" เฮอร์เชลลัสสรุปเรื่องราวได้อย่างดีทีเดียว
"ข้าเห็นด้วยกับท่านจริงๆ ลอร์ดเฮอร์เชลลัส" เอมเมอร์ยิ้มให้ และกินอาหารจานสุดท้ายที่เสิร์ฟมา 2-3 คำ ก่อนที่การรับประทานอาหารนี้จะจบลง
คณะของเราถูกขบวนทหารอารักขากลับมายังที่พักในโรงแรม ซึ่งลอร์ดเฮอร์เชลลัสยืนกรานที่จะทิ้งทหารไว้ 4 คนเพื่อตรวจตราสอดส่องความผิดปกติใดๆ ผมเชื่อว่านั่นคือการตรวจสอบความเคลื่อนไหวและป้องกันการหลบหนีเสียมากกว่า
พวกเอมเมอร์ขึ้นไปยังห้องพักด้านบนกันหมดแล้ว ทหาร 4 คนเฝ้าทางเข้าออกไว้ 2 จุด ซึ่งไม่เป็นปัญหากับผมแต่อย่างใด
ผมปีนขึ้นไปบนโรงแรมจากกำแพงอีกด้านที่ไม่มีทางเข้า ไม่นานก็ขึ้นไปจนถึงห้องของเอมเมอร์ ผมเคาะหน้าต่างเบาๆ ก่อนเธอจะมาเปิดให้ผมเข้าไป
"สวัสดีเทลอน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?" เอมเมอร์กล่าวคำทักทายเสียงใส
"ก็ไม่เลวนัก ข้าสืบไปจนได้ยินแผนการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่มา"
"แผนการณ์อะไรงั้นหรือ?" ซีราเอลที่อยู่ในห้องด้วยแทรกขึ้นมาทันทีโดยมีเฟรานาที่ยังอยู่บนเตียงนั่งฟังอยู่ด้วย
ผมเล่าแผนการณ์ลอบสังหารโดยคาร์เตอร์ ดิชค์ ให้พวกเธอฟัง
ซีราเอลมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเฟรานานั้นโกรธจนแทบคลั่ง แต่เอมเมอร์กลับทำหน้าตาสงสัยใคร่รู้เหมือนไม่ค่อยจะแน่ใจกับเรื่องที่ผมบอกนัก
ผมยังบอกพวกเธอว่าแม้ผมจะกลับมาไม่ทันงานเลี้ยงอาหารเย็น แต่ก็ได้ยินเรื่องทั้งหมดจากโต๊ะอาหารแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือพวกยูเรลกับพีทจะกลับไปยังบิสทรอตได้อย่างปลอดภัยหรือไม่เท่านั้น ซึ่งเอมเมอร์ก็ยอมรับว่ามีความเห็นเช่นเดียวกับผมเหมือนกัน แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้เฟรานาที่ขาเจ็บอยู่ต้องขึ้นเรือตามเราไปด้วย ซึ่งประโยคหลังนั่นทำให้เฟรานาทำท่าเหมือนอยากจะตัดขาตัวเองทิ้งทีเดียว
ผมบอกพวกเธอว่า ไม่ต้องห่วงไปหรอก เดี๋ยวคืนนี้ผมจะลอบเข้าไปในปราสาท มองหาคนที่เป็นจอมบงการในเรื่องนี้แล้วฆ่ามันทิ้งซะ แล้วถ้ามีเวลาเหลือก่อนถึงเช้า ผมจะไปตามหาคาร์เตอร์ ดิชค์ แล้วปลิดลมหายใจมันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นด้วยเช่นกัน
ซีราเอลและเฟรานาเห็นด้วย แต่เอมเมอร์บอกว่า ไม่อยากให้ผมวู่วามและทำให้การเดินเรือต้องหยุดชะงัก ผมเลยถามเธอตรงๆถึงเหตุผลที่ต้องรีบเดินทางอย่างเร่งด่วนแบบนี้ ซึ่งในเวลาแบบนี้ ผมไม่ยอมรับการบ่ายเบี่ยงว่าไม่รู้เรื่องต่อไปอีกแล้ว
เอมเมอร์จนปัญญาจะหาเหตุผลมาขัดขวางอีกต่อไป ถ้าเธอไม่อธิบาย พรุ่งนี้ก็อาจเป็นวันสุดท้ายของเธอได้พอๆกับพวกเราทั้งหมด (ยกเว้นผม แน่นอนล่ะ ผมไม่ยอมตายบนเรือแน่ๆ เชื่อสิ ผมมีวิธีเอาตัวรอดอยู่แล้ว)
"ข้าต้องเข้าพิธีแต่งงานน่ะ" เธอยอมบอกเหตุผลที่ทำให้พวกเราตกใจไปตามๆกัน
และก่อนที่คำถามมากมายจะออกมาจากปากพวกเรา เอมเมอร์ก็ชิงอธิบายเสียก่อน
"ข้าต้องแต่งงานกับเจ้าบ่าวที่ข้าไม่รู้จัก ซึ่งเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของราชวงศ์ใน ดาริอาเนส แห่ง South-End ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือทำไมต้องเป็นข้า แต่ถ้าข้าไม่ทำ เชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรหลายคน ก็ยินดีจะโค่นล้มตระกูลข้าลงด้วยเหตุผลและข้ออ้างทางการเมืองมากมาย ท่านพ่อซึ่งเป็นลอร์ดผู้ซื่อตรงตลอดมาได้บ่มเพาะศัตรูในวังมากมาย เหล่าผู้คนที่เสียผลประโยชน์และพร้อมจะใช้เล่ห์ลิ้นทุกวิถีทางเพื่อทำให้หัวท่านพ่อหลุดจากบ่าเพียงเพื่อเหรียญทองในกระเป๋าที่เพิ่มขึ้น
ท่านพ่อส่งข้าหนีไปเรื่อยๆเพื่อปฏิเสธเรื่องนี้และทำเหมือนข้าไม่มีตัวตนหรือสำคัญมากพอให้นึกถึง แต่ท้ายที่สุด เมื่อเราหนีต่อไปไม่ได้ ท่านก็ต้องยอมจำนน และแม้จะรักข้ามากมายเพียงใด ท่านก็ไม่สามารถบอกให้ข้าเดินหนีไปหรือทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ได้พอๆกับที่ข้าต้องการเช่นกัน เมื่อสุดท้ายแล้ว พระราชาก็มีความเห็นตรงกันกับพวกที่ปรึกษาที่เหลือ"
"ทำไมต้องเป็นตระกูลเจ้าล่ะ?" ผมถาม
"ตระกูลโกลด์เฟเธอร์ฟิลด์ของข้านั้น สืบเชื้อสายมาจากเผ่า เคลดิธ โบราณ ซึ่งเชื่อกันว่ามีพลังพิเศษที่สืบทอดกันมาในเพศหญิง แม้ข้าจะไม่เคยเห็น แต่คนส่วนใหญ่บอกว่ามันคือคำสาปที่จะทำให้สามีของพวกนางต่างพากันพบกับจุดจบอย่างสยดสยอง ข้าเองไม่เคยเห็นพลังเหล่านั้นทั้งจากตัวข้าเองหรือแม่ของข้า แต่พวกคนในวังไม่เชื่อเช่นนั้น พวกเขายืนกรานให้ข้าถูกส่งไปเป็นเจ้าสาวของใครสักคนใน ดาริอาเนส เพื่อให้พวกนั้นพบกับคำสาปและจุดจบที่น่าสะพรึงกลัว เพื่อลดอำนาจของ South-End ที่จะมากขึ้นทุกวัน ตรงข้ามกับ West-End แห่งนี้ที่อ่อนแอลงทุกปีๆ"
ให้ตายสิ จนป่านนี้แล้วยังมีคนเชื่อในคำสาปปะรำปะราแบบนั้นอีก ทั้งยังส่งเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวไปยังอาณาจักรที่ไม่รู้จักซึ่งจะทำอะไรกับเธอต่อไปก็ไม่รู้
"ด้วยเหตุผลบางอย่าง อาณาจักร ดาริอาเนส ยืนกรานให้ส่งข้าไปถึงปราสาทของพวกเขาให้ได้ก่อนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่มากเท่าไหร่นักถ้านับจากตอนนี้" เอมเมอร์พูดถึงความเชื่อและประเพณีโบราณที่หญิงสูงศักดิ์คนใดก็ตามจะต้องแต่งงานก่อนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 เท่านั้น มิเช่นนั้นจะเกิดอาเพท และก่อให้เกิดกาลกิณีต่อแผ่นดิน
ผมกางแผนที่โลกที่เอาออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ ถ้ารวมเวลาเดินเรือซึ่งผมเองไม่มีประสบการณ์เท่าไหร่นักในการคำนวณระยะทางในทะเล แต่ผมก็พอจะบอกได้จากแผ่นที่คร่าวๆว่า มันค่อนข้างเป็นไปได้ยากทีเดียว
"นั่นค่อนข้างกระชั้นชิดพอสมควร" ผมสรุป
"ใช่แล้ว เวลาคือสิ่งที่ข้ามีไม่พอ" เธอตอบอย่างเป็นกังวล
ผมชื่นชมที่เธออยากทำเพื่อพ่อของตัวเองมากกว่าความสุขตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต ทั้งที่เธอเพิ่งจะอายุ 16 ปีเท่านั้น แม้ว่านั่นจะมากพอให้หญิงสาวสักคนแต่งงานและคลอดบุตรได้ แต่สำหรับเธอที่เดินทางและหลบหนีตลอดเวลาแล้ว ก็แทบจะมองหาความสงบสุขใดๆไม่ได้อีกเลยนอกจากการไปเป็นสะใภ้ในแดนไกลโดยไม่มีคนรู้จักแม้แต่คนเดียว มิตรที่เธออาจจะมี เธอต้องค้นหาเองที่นั่น นี่เองคงเป็นเหตุให้เธอรู้สึกเหมือนว่าพวกเราเป็นเพื่อนหรือญาติสนิทที่เธอไม่เคยมี หลังจากผ่านเรื่องร้ายๆมาไม่กี่อย่าง แต่สำหรับเด็กสาววัย 16 นี่ก็มากพอแล้วที่จะทำให้เธอผูกพันธ์กับใครสักคน
"เล่าเรื่องคาร์เตอร์ ดิชค์ ให้ฟังหน่อยสิ" ซีราเอลเปลี่ยนประเด็น หลังจากเข้าใจความปวดร้าวในใจของเอมเมอร์ เธอก็มองเด็กสาวเหมือนน้องสาวของตนเองมากขึ้นอีก
"หมอนั่นอาจจะเป็นตัวปัญหาเมื่ออยู่ในท้องทะเล แต่บนพื้นดิน เขาจะตายก่อนที่รู้ตัวเสียอีกว่าโดนอะไรเข้าไป" ผมไม่ได้โอ้อวด แต่นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้่นจริงๆในคืนนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม "บอกมาเลยว่าอยากให้ใช้อะไรฆ่ามัน" ผมสบตาซีราเอลแสดงให้เธอเห็นว่าผมเอาจริง
"ข้าไม่ได้อยากให้ท่านฆ่าใคร เทลอน" เอมเมอร์บอก "โดยเฉพาะ คาร์เตอร์ ดิชค์"
"ทำไมล่ะ?" ผมถาม
"เพราะเขาคือพันธมิตรคนเดียวที่จะช่วยให้เราผ่านทะเลแคบแห่งสโตนเอดจ์ไปได้น่ะสิ"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น