ผมไม่รอที่จะค้นหาทางลับที่พวกโจรสลัดใช้เข้าออกระหว่างท่าเรือนั่นมายังเอเคอร์เชล แต่มุ่งหน้าไปยังทางที่ตัวต่อของผมเพิ่งผ่านไป กำแพงหินธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ได้เป็นปัญหากับความสามารถในการปีนป่ายของผม แค่ต้องหลบให้พ้นสายตาของยามบนกำแพงคนที่ใกล้ที่สุดเท่านั้น ซึ่งเมื่อผมใช้ความสามารถอย่าง Camouflague หรือ Disguise การซ่อนตัวเองบนหน้าผาหินนี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่
พอผมปีนขึ้นไปจนถึงจุดสูงจุดของผาหิน ผมก็มองกลับลงมาและเห็นเส้นทางที่น่าจะเป็น "ทางลับ" ซ่อนอยู่ใต้สุมทุมพุ่มไม้ สลับกับโขดหินคดเคี้ยวซึ่งน่าจะกว้างพอให้คนเดินผ่านได้แค่ 2 คน ซึ่งผมเห็นโจรสลัดหลายคนเดินไปเดินมาอยู่ในเส้นทางนั้นอย่างไม่รีบร้อน ที่ปลายทางออกสู่ท่าเรือของเอเคอร์เชล เส้นทางลับไปสิ้นสุดที่ใต้ดินแถวๆบาร์เสื่อมโทรมหลายหลังที่ตั้งติดๆกันอย่างไม่เป็นระเบียบ คนในเมืองส่วนใหญ่คงเชื่อว่าที่แห่งนี้เป็นอะไรมากกว่าเล้าหมูติดทะเลไปไม่ได้ และนั่นก็เป็นการพรางตัวอย่างดีสำหรับพวกโจรสลัดที่ต้องการเข้าออกเมืองโดยไม่อยากเป็นที่สังเกตุต่อสายตาใด
ผมหันหน้าแล้วแหวกต้นไม้สูงต่ำหลายต้น เดินผ่านหุบเขาหลายลูกที่ไม่มีทางเดิน ผ่านเลียงผาสัตว์ป่าบนภูเขาหลายตัว เพื่อจะไปโผล่ที่ช่องรับแสงในหุบเขาที่มองลงไปเห็นท่าเรือขนาดย่อมพอดี เรือใหญ่ติดธงหลากสีหลายลำจอดอยู่ตรงท่าเรือนั้น ผมนับได้ 8 ลำ ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าพวกมันทั้งหมดเป็นเรือที่ไม่ต้องการขึ้นตรงกับกฏหมายหรือด่านตรวจของทางการ
จุดที่ผมมองเห็นนั้นเป็นเหมือนถ้ำเล็กๆที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินในด้านทิศเหนือของเมือง ซึ่งเป็นจุดที่เรือขนาดเล็กไม่สามาถเข้าถึงได้ มองออกไปด้านนอกก็พบกับชะง่อนหินและคลื่นลมแรงที่เป็นอุปสรรคอย่างดีสำหรับใครก็ตามที่คิดจะสำรวจหรือก้าวล้ำเข้ามา
ผมใช้เวลาไปอย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง ไม่เลวนักสำหรับคนที่คิดจะลอบเข้าไปหาเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่
แต่กระนั้น ท่าเรือลับนี้ ก็ดูไม่เหมือนกับต้องการจะซ่อนตัวจากเอเคอร์เชลเท่าไหร่ ต่อให้เส้นทางที่จะนำเรือเข้ามาเทียบท่าแห่งนี้จะทำได้ยากกว่าที่ควร แต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครจะสำรวจจนผ่านมาเห็นท่าเรือแห่งนี้ตลอดเวลาหลายสิบปี
ผมเห็นการเคลื่อนไหวมากมายเกิดขึ้นทั้งบนเรือ และบนท่าเทียบที่เต็มไปด้วยโขดหินแห่งนั้น ตรงแถวทางออกผมเห็นชายร่างใหญ่อ้วนกลมคนนึงนั่งอยู่บนโต๊ะ ใส่หมวกและสวมเสื้อผ้าที่คล้ายกับออกมาจากวัง ทุกคนที่ผ่านทางนั้นส่งเงินให้หมอนั่นคนละ 3 เหรียญเงิน นั่นมากพอจะทำให้เจ้าอ้วนนั่นมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตแม้จะทำงานที่นี่แค่ปีเดียว หรืออาจจะเดือนเดียวด้วยซ้ำ
เจ้าอ้วนนั่นน่าจะเป็นคนเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่า เรือทุกลำก็ต้องจ่ายส่วยนี้ให้หมอนี่เช่นกัน และการเทียบเรือหนึ่งครั้งก็น่าจะทำให้หมอนี่มีเหรียญเงินเข้ากระเป๋าอย่างน้อยก็ 10 หรือ 20 เหรียญ
นั่นคือคำตอบของเรื่องนี้ทั้งหมด เจ้าเมืองเอเคอร์เชล ลอร์ดเฮอร์เชลลัส รับรู้เรื่องท่าเรือแห่งนี้ มากพอๆกับพวกโจรสลัด และปล่อยให้การดำเนินการลับๆเช่นนี้สร้างรายได้ให้เขาตราบใดที่ไม่มีใครก่อปัญหา และพวกโจรสลัดก็น่าจะพอใจเช่นเดียวกันที่อย่างน้อย ก็มีท่าเทียบเรือในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ และถ้าหาก ลอร์ดเฮอร์เชลลัส เก็บงำเรื่องนี้ไว้ให้พ้นมืออาณาจักรได้มากพอ ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากแหล่งกบดานของโจรสลัดนอกกฏหมายชั้นดีเลยทีเดียว
คาร์เตอร์ ดิชค์ ผมท่องชื่อนั้นในใจ พลางคิดว่าจะหาตัวหมอนั่นได้ยังไง ถ้าชายคนนั้นเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในสถานที่แห่งนี้ หมอนั่นน่าจะทำอะไรอยู่
แน่นอน คงไม่มาวุ่นวายอยู่กับการขนของขึ้นลงเรือหรือซ่อมเรือที่เสียหาย แต่หากโจรสลัดพี่เบิ้มสักคนเข้าเทียบท่าเรือที่เขามีอำนาจที่สุด หมอนั่นก็น่าจะอยู่ที่บาร์สักแห่งที่คุ้นเคย กำลังกอดนางโลมสักคนที่ทำให้เขากลายเป็นลูกค้าประจำ และแม่เล้าที่ซ่องแห่งนั้นย่อมต้องรักหมอนี่เหมือนลูกชายวีรบุรุษที่จะแบกเงินทองและของกำนัลกลับมาจากทะเลทุกครั้งที่เธอได้พบหน้า
ไม่... หมอนั่นไม่น่าจะอยู่ที่ท่าเรือนี่เป็นแน่
แต่จะให้ผมออกไปตามหาชายแปลกหน้าที่วางก้ามในบาร์สักแห่ง ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักวันครึ่งกว่าจะได้เบาะแสของมันและถ้าโชคดี หมอนั่นอาจจะไม่ได้หนีไปเพราะแหล่งข่าวสักคนบอกว่าเอลฟ์ผมสีดำกำลังตามหาตัวมันอยู่
ผมเลยตัดสินใจว่า อย่างน้อยก็ต้องหาเบาะแสเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของหมอนั่นก่อนจะดีกว่า อย่างน้อย รู้ว่าเจ้านั่นมีผมสีอะไร สูงแค่ไหน ผิวหรือดวงตาสีอะไร และจะให้ดีที่สุด แผลเป็นหรือรอยสักจะเป็นตัวบ่งชี้ชั้นเยี่ยมที่สุดหากผมจะโชคดีได้ข้อมูลพวกนั้นมาก
ผมมองหา "เหยื่อ" ผู้ที่กำลังจะกลายมาเป็นบุคคลให้ผมสอบปากคำ ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายหรือฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่อย่างน้อย หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างเช่นหมอนั่นขัดขืนหรือร้องตะโกน ผมก็ไม่ได้ลำบากใจนักที่จะฆ่าโจรสลัดสักคน
ถ้า คาร์เตอร์ ดิชค์ เป็นพี่ใหญ่ในท่าเรือแห่งนี้จริง คนส่วนใหญ่ในนี้ก็น่าจะรู้จักหมอนั่น ไม่มากก็น้อย ผมเลยมองหาชายสักคนที่อายุปานกลาง ไม่น้อยเกินไป แต่ก็ไม่แก่จนพร้อมจะทิ้งชีวิตเพื่อต่อสู้ ท่าทางดูเป็นคนมีความคิดสักหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะรักตัวกลัวตายหากผมจ่อมีดไปที่ต้นคอของมัน และจะให้ดี ต้องเป็นชายสักคนที่กำลังอยู่คนเดียว สิ่งที่ผมต้องการเป็นอย่างสุดท้ายคือ มีใครสักคนมาเห็นผมกำลังสอบสวนพรรคพวกของโจรสลัดสักคน
และผมก็เห็นเป้าหมาย
ชายคนหนึ่งเดินลงมาจากเรือขนาดกลางสีดำลำหนึ่ง ดูเหมือนว่าเพิ่งจะขนของเสร็จ หมอนั่นน่าจะอายุประมาณ 30 ต้นๆถึงปลาย ผิวกร้านแดดอาจทำให้ดูแก่กว่าวัยไปสักหน่อย แต่หมอนี่ก็เป็นชายที่ดูจะไม่ได้แข็งแรงหรือต่อสู้ได้ดีนัก ไม่มีดาบหรืออาวุธติดตัว ดูจากการแต่งกายแล้วน่าะเป็นแค่คนยกของหรือไม่ก็โจรสลัดระดับปลายแถวในเรือ
ผมเลยค่อยๆไต่กำแพงหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ลงไปตามผนังขรุขระ โดยมีเงามืดจากซอกหินเป็นตัวอำพรางชั้นดี
เมื่อผมลงมาถึงตรงจุดที่สามารถซ่อนตัวได้ใกล้ๆเรือลำนั้น ก็พอดีกับการขนของใกล้เสร็จ หมอนั่นก็เดินลงมาจากเรือ เดินหามุมสงบที่หลังโขดหินใกล้ๆ เกือบจะลับตาคน หยิบยาสูบขึ้นมาจากเอว แล้วจุดไฟเพื่อสูบเอาควันเข้าปอดอย่างเอร็ดอร่อย
โชคดีของผม พอๆกับโชคร้ายของหมอนั่น ที่จุดที่หมอนั่นสูบยาอยู่ ห่างจากผมแค่ไม่ถึง 5 เมตร ผมแค่พุ่งตัวปราดเดียว ก็สามารถเอามีดไปจ่อคอหอยชายคนนั้นได้อย่างเงียบเชียบที่สุด เสียงคลื่นเป็นตัวอำพรางที่ดีเลิศ ผมแค่รอจังหวะคลื่นลูกใหญ่ซัดโขดหินจนแตกฟอง นั่นคือเวลาของผม
ซึ่งหลังจากรอไม่ถึง 5 วินาที ผมก็ได้โอกาสลงมือ
เจ้าหนุ่มนั่นไม่น่าจะทันได้ตั้งตัวใดๆ ทันทีที่ผมเข้าไปถึงตัวเขา มีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมก็กดลงไปบนคอหอยหมอนั่นเรียบร้อย ขณะที่ผมกดหน้าอกของหมอนั่นจนผนังไปชนกับโขดหินที่อยู่ในตำแหน่งลับตาคนพอดี สัมผัสเย็นเยียบจากเหล็กกล้าที่จิ้มเนื้อใต้คางหมอนั่นอยู่จนเลือดไหลซิบ ทำเอาหมอนั่นเกือบลืมหายใจ
"ถ้าเจ้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว เจ้าตาย" ผมบอกเงื่อนไขก่อนที่หมอนั่นจะตัดสินใจทำอะไร
"กระพริบตา 2 ครั้ง ถ้าเจ้าเลือกจะทำตามที่ข้าสั่ง" ผมบอก และหมอนั่นก็กระพริบตา ทั้งๆที่มือยังถือยาสูบอยู่
ผมใช้เสียงที่เบาที่สุดเท่าที่เจ้าหนุ่มนี่จะได้ยิน "คาร์เตอร์ ดิชค์ อยู่ที่ไหน" ผมถอนมีดออกจากลำคอหมอนั่นสักครึ่งนิ้วเพื่อให้โอกาสเขาหายใจและตอบคำถาม
"ข้าไม่รู้ น่าจะอยู่ในเมืองล่ะมั้ง" ชายตรงหน้าผมตอบคำถามด้วยสีหน้าที่จริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมอนี่ผมสีดำยาวประบ่า ศีรษะรวบไว้ด้วยผ้าผืนบางสีเหลืองอมเทา หนวดเคราดกครึ้มที่เพิ่งโกนไปได้สัก 5 วันเริ่มทำให้แก้มหมอนี่รกจนน่ารำคาญ ดูท่าแล้วอย่างมากก็น่าจะเป็นฝีพายมือดีบนเรือสักลำ
"เรือของมันคือลำไหน?"
"ลำสีแดงใหญ่ที่สุดด้านนู้น" หมอนั่นทำปากบุ้ยใบ้ไปทางอีกฟากของท่าเรือ ผมจำเรือนั่นได้ เรือใหญ่ขนาดบรรทุก 70 หรือ 80 คนได้เลยล่ะ ปืนใหญ่ข้างละไม่ต่ำกว่า 30 กระบอก คาร์เตอร์ ดิชค์ นี่น่าจะเป็นพวกขี้โอ่ตัวพ่อหรือไม่ก็นักล่าในท้องทะเลตัวเบ้งทีเดียว เรือสีแดงยิ่งเด่นสะดุดตาเข้าไปอีก ดูเหมือนหมอนี่จะไม่ค่อยเกรงกลัวกฏหมายในท้องทะเลแถบนี้เท่าไหร่ คงต้องมีกองเรือของตัวเองพอสมควรทีเดียว
"หมอนั่นหน้าตาเป็นยังไง บอกมาให้หมด" ผมยังไม่หยุดตั้งคำถาม
"ผมสีทอง หัวล้าน ตัวใหญ่ สูง 2 เมตรได้ กล้ามเป็นมัด หน้าตาดุ เครายาวถึงอก เอ่อ... ผิวสีประมาณเจ้านี่แหละ ส่วนตา นัยน์ตาเขาสีน้ำตาลนะ ถ้าข้าจำไม่ผิด"
"มีรอยสักหรือแผลเป็นตรงไหนบ้าง?"
"มีๆ เอ่อ.. เขามีรอยมีดตรงแก้มซ้าย ข้าคิดว่านะ"
"คิดว่า?"
"เอ่อ.. ข้าไม่เคยมองหน้าเขาตรงๆน่ะ" หมอนั่นตอบแบบแทบไม่ต้องคิด "ก็เขาน่ากลัวจะตาย"
"แล้วเจ้าล่ะ เป็นใคร?" ผมหันมาสู่ประเด็นที่ใกล้ตัวมากกว่า
"ข้า... ข้าชื่อ วิลเลี่ยม .... วิลเลี่ยม ฟิชเชอร์ ใครๆเรียกข้าว่า วิลลี่ดำ เพราะข้าผมสีดำ และในเรือข้ายังมีวิลเลี่ยมอีก 2 คน คือ วิลลี่เตี้ย กับ วิลลี่ตาเดียว" ผมไม่ต้องถามว่าว่าอีก 2 คนได้ชื่อเล่นพวกนั้นมาว่ายังไง
"พ่อข้าเป็นคนหาปลา เขาตายไปโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ข้า แม้แต่เรือสักลำ ข้าเลยมาขออาศัยอยู่กับเรือโจรสลัดลำแรกที่รับข้าเป็นฝีพาย" หมอนั่นอธิบายต่อ
"พอแล้ว ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น" ผมหยุดเรื่องไร้สาระของวิลลี่ดำไว้ก่อน ต้องการเวลาคิดนิดหน่อยสำหรับเรื่องต่อไป
"ช่วงนี้มีข่าวอะไรบ้าง?" ผมถามวิลลี่ดำ เผื่อจะมีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นก่อนเอมเมอร์จะมาถึงที่นี่
"ข้าไม่รู้อะไรเลย เราเพิ่งเทียบท่าได้เมื่อเช้ามืดนี่เอง ทุกอย่างดูปกติดี จนเจ้ากำลังจะฆ่าข้านี่แหละ" หมอนี่ขี้ขลาดใช้ได้ ผมเลยถอยมีดออกมาอีกหน่อย
"เอาล่ะ วิลลี่ ข้าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้า" ผมถอดถุงมือข้างซ้ายออก เพื่อจะได้ใช้ Hypnosis กับหมอนี่ คนอื่นจะได้ไม่รู้ว่าผมได้ลอบเข้ามาแถวนี้
"เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน เจ้า.. เจ้าจะทำอะไรน่ะ" หมอนั่นเกิดกลัวมือเปล่าของผมขึ้นมามากกว่ามีดที่จ่อคอหอยอยู่เสียอีก "ข้ายังไม่อยากตาย ได้โปรด อย่าฆ่าข้าเลย นะ นายท่าน" หมอนั่นเริ่มส่งเสียงดัง
ผมเลยรีบประกบมือเข้าไปใบหน้าผากของวิลลี่ดำ และใช้ Hypnosis ลบความจำในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนี้ ก่อนจะกระซิบบอกหมอนั่นว่า "เจ้ามาสูบยา เจ้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เจ้ากำลังจะกลับไปหาพวกของเจ้า"
วิลลี่ดำทำหน้าตาเอ๋อๆ และก็พูดตามผมเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมหันหลัง และหายเข้าไปในซอกหิน แล้วปีนกลับขึ้นไปด้านบนอย่างง่ายดาย ความสามารถจำพวก Climbing หรือ "ตีนตุ๊กแก" ให้ผลดีกับการหลบหนีเสมอ ยิ่งใช้ร่วมกับ Disguise ด้วยแล้วล่ะก็ ผนังถ้ำแห่งนี้ก็แทบไม่ต่างจากเงามืดกว้างใหญ่ที่พวกนั้นจะไม่มีทางมองเห็นผมได้เลยจากข้างล่างนั่น แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีใครสักคนมองขึ้นมาเพื่อหาความผิดปกติใดๆก็ตาม
ผมกลับเข้าไปยังท่าเรือหลักของเอเคอร์เชล มองหาบาร์ที่ใกล้กับสลัมด้านหลังของถนนริมท่า ซึ่งผมนับได้เกือบ 10 แห่งที่ตั้งเบียดเสียดอยู่ใกล้กัน ผมไม่มีเวลาจะค้นหา คาร์เตอร์ ดิชค์ มากขนาดนั้น เลยเข้าไปในบาร์ที่ดูจะมีขนาดใหญ่ที่สุดแถวนั้นไป
ในนั้นก็เหมือนกับบาร์ในเขตเสื่อมโทรมตามเมืองต่างๆ ผู้คนคราคร่ำเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของเบียร์หมัก กลิ่นอ้วก และฉี่ของชายสัก 10 คน นอกนั้นก็มีแต่พวกกะลาสี ทหารเรือขี้เมา และโจรสลัดสกปรกที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจาก เหล้า และผู้หญิง
โสเภณีหลายคนนั่งอยู่บนตักของพวกที่เมาและพอจะมีเงิน 2-3 คู่จูงมือหรือหิ้วปีกประคองกันขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อเริ่มกิจกรรมที่ทุกคนที่นี่ต้องการ อาหารที่นี่หน้าตาดูแย่พอๆกับรสชาติ ผมไม่ได้สั่งอะไรมากินเพราะแค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ทำให้ผมกินอะไรไม่ลงไปอีกหลายชั่วโมงแล้ว
ผมไม่เห็นใครที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกับคาร์เตอร์ ดิชค์ นัก มีชายร่างใหญ่ 2-3 คน แต่พวกนั้นก็มีไขมันมากกว่ากล้าม และแม้จะหัวล้านทุกคน แต่ก็ไม่มีใครที่เครายาวพอจะดูเข้าเค้าเลย
ผมไม่ได้เข้าไปถามบาร์เทนเดอร์ เพราะหมอนั่นอาจจะเป็นสายให้กับโจรสลัดสักกลุ่มที่อาจจะตามมาหาเรื่องผมทีหลังก็ได้ที่ไปยุ่งวุ่นวายกับตัวพ่อของพวกมัน และยิ่งผมมีอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล การนำปัญหากลับไปที่โรงแรมนั่นด้วยก็ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
ผมเดินออกกจากที่นั่น และเดินเข้าไปในบาร์อีก 2 แห่งที่ขนาดเล็กกว่า ซึ่งก็ทำให้ผมผิดหวังเช่นกัน
ผมดูแสงแดด อีกไม่นานพระอาทิตย์จะตกดิน ตัวต่อที่ผมส่งออกไปเอาไว้ดูแลรอบๆโรงแรมก็ไม่พบอะไรผิดปกติ เลยตัดสินใจว่าน่าจะได้เวลากลับไปที่นั่นอีกครั้ง ก่อนอาหารเย็น
หลังจากเรียกตัวต่อกลับเข้ามาในปลอกแขน เมื่อผมกลับมาถึง ก็ได้พบกับขบวนเดินทางด้วยรถม้าขบวนใหญ่ ที่กำลังหยุดขบวนตรงทางเข้าโรงแรมของผมพอดี ผมเลยยืนรออยู่ตรงนั้น ทำเป็นเลือกสินค้าจากแผงขายของข้างๆแทน พลางสังเกตุไปด้วย
ในรถม้านั้นมีชาย 2 คนก้าวลงมา คนหนึ่งคือชายเคราสีแดงที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเชิญเราไปยังปราสาท ส่วนชายอีกคนเดินตามลงมา มีรูปร่างใหญ่ แต่ไม่สูงมาก ลงพุงนิดๆ แต่ก็มีกล้ามเนื้อมากกว่า หัวล้าน ผมทอง และมีหนวดบนริมฝีปากยาวพอๆกับเคราบนแก้ม ซึ่งช่วยปกปิดใบหน้ากลมแดงกร้านแดดของหมอนั่นได้ไม่เลวทีเดียว ท่าทางเหมือนชาวประมงที่เกษียณแล้วมากกว่าอัศวิน และจากลักษณะและท่วงท่าในการเดินกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าชายร่างใหญ่นี้น่าจะเป็น ลอร์ดเฮอร์เชลลัส ผู้เป็นเจ้าเมืองผู้ดูแลที่นี่นั่นเอง
เซอร์เฮอร์เชลลัสและคณะติดตาม ลงจากหลังม้า และเดินเข้าไปในโรงแรม ผมมั่นใจว่าเป้าหมายคือการเรียกพวกเอมเมอร์ลงมาคุยที่ลานด้านล่าง เลยเดินตามเข้าไปในระยะที่ไม่ห่างมากนัก ทำตัวให้เหมือนแขกที่มาพักคนอื่น
คนรับใช้ขึ้นไปติดต่อเพื่อตามเอมเมอร์ลงมาพูดคุย เจ้าของโรงแรมจัดแจงโถงรับรองให้กลายเป็นสถานที่พูดคุยอย่างเป็นทางการขนาดย่อมแบบชั่วคราวให้กับลอร์ดเจ้าเมือง และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนในคณะยกเว้นเฟรานาที่น่าจะบาดเจ็บอยู่ ก็เดินลงมาที่โถงด้านล่าง ส่วนใหญ่ได้นอนหลับและล้างหน้าล้างตากันบ้างแล้ว หน้าตาทุกคนจึงสดใสกว่าเมื่อเช้ามาก
ผมนั่งอยู่ใกล้ๆ ทำเหมือนแขกที่มานั่งพักและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ โชคดีที่ทุกคนในคณะน่าจะรับรู้ความต้องการของผมได้ทัน แม้จะมีสองสามคนมองมาทางผม แต่ก็ไม่มีใครกระโตกกระตากว่าเรารู้จักกันแต่อย่างใด
"ข้าแต่ท่านหญิงเอมเมอรัลเน่..." ชายร่างใหญ่เริ่มบทสนทนา "ข้ามีนามว่า เฮอร์เชลลัส เป็นผู้ดูแลเมืองท่าแห่งนี้"
เอมเมอร์และทุกคนในคณะกล่าวคำทักทายตอบรับ ยกเว้น ซีราเอล ที่ยังคงเป็นเอลฟ์ในสายเลือด และไม่ยอมรับการคารวะใดๆจากมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่า
เอมเมอร์ ซีราเอล และเจ้าเมืองนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ด้านหลังเฮอร์เชลลัสมีทหารคุ้มกัน 2 คนซึ่งหน้าจะทำหน้าที่เช่นเดียวกับยูเรลและผม หากผมไปอยู่ตรงนั้น
เฮอร์เชลลัสมองไปยังซีราเอลที่ทำตัวเสมอตนกับทั้งสอง "ท่านหญิงเอลฟ์ผู้นี้คือ....?"
"นางคือท่านหญิง ซีราเอล รัชทายาทแห่งเวเนลเรีย ข้าได้รับความช่วยเหลือจากนางตลอดการเดินทางนี้ ซึ่งข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นางจะได้รับการปฏิบัติและยกย่องไม่น้อยไปกว่าที่ข้าอาจได้รับจากท่านและคนของท่าน" เอมเมอร์ตอบแทนให้
เฮอร์เชลลัสมีท่าทางงงๆนิดหน่อย แต่ก็ตามน้ำได้ไม่เลว หมอนี่ไม่ใช่ลอร์ดที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์เหมือนเดนเนอร์ ลักษณะคำพูดคำจาไม่ได้มีพิธีรีตรองอะไรมากนัก แต่ก็ไม่ได้มีท่าทางดูหมิ่นดูแคลนหรือเสียมารยาทแต่อย่างใด หลังจากเฮอร์เชลลัส กล่าวทักทายซีราเอลอีกครั้ง หมอนั่นก็เริ่มบทสนทนา
"ข้าได้ยินมาว่า ท่านหญิงและสหาย ประสงค์จะพักอยู่ที่เรือนพักแรมแห่งนี้มากกว่ากลับไปกับข้าที่ปราสาท?"
"ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว, นายท่าน" เอมเมอร์ตอบ
"เหตุใจท่านหญิงจึงปฏิเสธการรับใช้จากคนของข้าหรือ โปรดแจ้งเหตุผลให้ข้าทราบได้หรือไม่?"
"ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาของข้าในช่วง 2-3 วันมานี้ เราได้พับกับอันตรายถึงชีวิตมามากมายเหลือเกินในพื้นที่ที่ไม่น่าจะมีความเสี่ยงเช่นนั้น ข้าและสหายของข้ามิได้ต้องการจะทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดว่าเกิดความคลางใจใดๆในการคุ้มครองดูแลและอารักขาโดยคนของท่าน แต่หากท่านจะได้พบและเจอสิ่งที่พวกเราได้ผ่านมาเช่นที่ข้าแจ้ง ข้าเกรงว่าเราอาจจะสบายใจมากกว่าที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกันในพื้นที่ที่เปิดโล่งและทำให้เราสามารถเดินทางได้อย่างอิสระมากกว่าการเข้าออกตามกำหนดการณ์ของปราสาทแห่งท่าน ลอร์ดเฮอร์เชลลัส"
"ข้าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่การคุ้มครองของข้าอาจสร้างความแคลงใจให้ท่าน ท่านหญิง" ลอร์ดเจ้าเมืองแสดงออกซึ่งน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริงที่สุดเท่าที่ผมจะรับรู้ได้ "ข้ามาขอพบท่าน เพื่อเสนอการต้อนรับอันดีกว่า ซึ่งหากท่านยืนกรานจะปฏิเสธ ก็ขอให้ข้าได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อ จะทำให้ข้ายินดียิ่งนัก ท่านหญิง"
เอมเมอร์มองมาทางผม ผมเข้าใจที่เธอต้องการสื่อสารได้ทันที เมื่อผมมีความสามารถอย่างการรับรู้ถึงพิษได้ดีกว่าทุกคนในละแวกนี้ ผมเลยน่าจะต้องเป็นคนแอบเข้าไปชิมหรือแม้กระทั่งหาข้อมูลต่างๆที่อาจจะน่าสงสัยแล้วนำมาบอกให้ทุกคนรู้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่า ลอร์ดเฮอร์เชลลัสนั้นอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ แต่จากประสบการณ์ไม่กี่วันของเรา บอกผมว่าการไม่ไว้ใจคนอื่นเอาไว้ เป็นการป้องกันตัวที่ดีที่สุดในตอนนี้ จนกว่าเราจะแน่ใจว่าพวกเขานั้นอยู่ข้างเราจริงๆ
ผมลุกออกไป เดินออกจากโรงแรมแห่งนั้น ทำทีเป็นป้วนเปี้ยนอยู่ในถนนใกล้ๆ รอให้ขบวนของเจ้าเมืองออกมา และกลับเข้าไปในโรงแรมใหม่อีกครั้ง เพื่อฟังกำหนดการณ์ต่อไปที่กำลังจะมาถึง
"อีก 2 ชั่วโมง ลอร์ดเจ้าเมืองจะตั้งโต๊ะเลี้ยงอาหารพวกเราที่สวนด้านหน้าปราสาท เขาเชิญพวกเราทุกคนให้เข้าร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน" เอมเมอร์สรุปเรื่องราวให้ผมฟัง "ข้าอยากให้ท่านอยู่ด้านนอก แม้จะทำให้ท่านพลาดอาหารมื้อค่ำอันแสนโอชะ แต่เราจำเป็นต้องมีคนที่สามารถตรวจสอบและระวังหลังให้อย่างดีที่สุด ซึ่งข้ามองไม่เห็นใครจะทำหน้าที่นี้ได้ดีไปกว่าท่านอีกแล้ว เทลอน"
ผมพยักหน้าตกลง "ข้าจะแอบเข้าไปในปราสาท มองหาครัว และสืบหาเสียงกระซิบไม่บังควรที่อาจจะไม่เป็นมิตรกับเราเท่าที่คิด"
"เจ้าจะทำได้ยังไงน่ะ เทลอน ในนั้นมีทหารเป็นร้อยเดินรักษาการณ์อยู่เห็นๆ นี่ยังไม่นับพวกที่เดินอยู่บนกำแพงนะ" พีทไม่เชื่อในความสามารถผม เขาท้วงได้ไม่กี่คำก่อนจะรู้ตัวว่าตนเองต่ำต้อยเกินกว่าจะออกความเห็นใดๆในที่ประชุมเล็กๆของเรา "ข้าแค่... เป็นห่วงเจ้าน่ะ" เขาลดเสียงลงทันทีที่เห็นสายตาตำหนิของซีราเอล
"เรื่องนั้นข้าจัดการได้" จริงๆแค่ใช้ตัวต่อจำลองจาก Hornetia ผมก็ทำแผนนี้สำเร็จได้ไม่ยากแล้ว แต่ผมต้องการความชัดเจนเรื่องอื่นมากกว่าด้วย การลอบเข้าไปน่าจะให้ผลดีกว่า เผลอๆ ถ้าผมพบตัวการ ผมอาจจะสังหารมันเสียเลยบนเตียงที่มันกำลังพักผ่อนอยู่ก็เป็นได้ นั่นน่าจะเป็นแผนที่ดีกว่าไม่ใช่น้อย
ผมออกจากโรงแรม และเดินตามขบวนที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้ากลับปราสาท ม้าเร็วเดินสาส์นคงวิ่งกลับไปที่ปราสาทเพื่อบอกให้คนครัวรีบเตรียมอาหารแล้ว แต่ขบวนหลักของเจ้าเมืองยังคงอ้อยอิ่งในการเดินทางอยู่ ผมตีคู่ไปกับขบวน กระโดดไปตามหลังคาบ้านเรือนและโรงแรมอย่างคล่องแคล่วเงียบเชียบ พลางเงี่ยหูฟังเรื่องราวที่อาจจะหลุดออกมาจากปากเจ้าเมืองด้วยเช่นกัน
คว้าน้ำเหลว ไม่มีการพูดคุยอะไรที่มีประโยชน์ ผมเลยล่วงหน้าไปที่ปราสาท มองหาหนทางเข้าไปด้านใน เพื่อจะพบว่า แผนการที่ผมเตรียมไว้อาจจะทำได้ยากกว่าที่คิด ปราสาทของลอร์ดเฮอร์เชลลัสนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ ออกจะเล็กไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับขนาดตัวของเจ้าของ ที่นี่มีคูน้ำขุดขวางไว้โดยรอบ บนกำแพงมีทหารยามทุกๆ 3 เมตร จุดละ 4 คนเป็นอย่างน้อย ถ้าลอร์ดเฮอร์เชลลัส ไม่ได้เป็นคนที่ขี้ระแวงจนออกนอกหน้า เขาก็มีศัตรูอยู่เยอะพอสมควรทีเดียว
ผมเดินจนรอบ แต่ก็มองหาหนทางที่จะลอบเข้าไปไม่ได้ กำแพงปราสาทเป็นหินสกัดจากเกลือและทราย ทำให้แข็งด้วยความร้อนจนทำให้เกิดเป็นอิฐทีละก้อนๆ ก่อนจะนำมาวางเรียงต่อกันและฉาบทับด้วยดินเหนียวโดยใช้ทั้งไม้และเหล็กเป็นตัวประสานและเพิ่มความแข็งแรง ปราสาทแห่งนี้อาจดูไม่หรูหรามากนัก แต่ก็แน่ใจได้ว่าคนที่จะบุกเข้าไปต้องนำกำลังมหาศาลมามากพอจะถล่มเมืองนี้ทั้งเมืองให้จมลงสู่ก้นทะเล
ขณะที่ผมเริ่มจะหมดหวัง โอกาสครั้งใหม่ก็มาถึง ชายคนรับใช้ที่มีเคราย้อมสีแดง ขอแยกตัวจากขบวนไปก่อนจะเข้าเมืองได้ไม่นาน ผมจึงเลือกตามหมอนั่นไป หวังจะเจอแจ็คพ็อตบางอย่าง หลังจากที่ปล่อยตัวต่อจำลองไป 3 ตัว บินตามเข้าไปด้านในเมือง ตัวหนึ่งตามเจ้าเมืองไปเรื่อยๆ อีกตัวนึงบินไปสำรวจรอบๆปราสาทหาสิ่งแปลกปลอม ส่วนอีกตัวมุ่งหน้าไปยังครัวที่อยู่ด้านหลัง มองหาความผิดปกติในการทำอาหารใดๆก็ตาม
ซึ่งผลที่ได้หลังจากการสอดแนมให้สิ่งที่น่าสงสัยบางอย่างกลับมา
ตัวต่อทั้งสามตัวของผมไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรทั้งในครัวและทั่วปราสาท ลอร์ดเจ้าเมืองเดินไปสั่งการในครัวและตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารค่ำจะพร้อมสำหรับแขก ผมเลยเลือกการติดตามคนรับใช้คนนั้นแทน
ซึ่งผมก็พบอะไรแปลกๆ อย่างการเดินไปเดินมาอย่างไร้จุดหมาย เหมือนกลัวว่าใครจะตามหลังมา ทั้งยังมองกลับหลังเป็นระยะๆอีกด้วย ผมเลยแน่ใจว่าสิ่งที่หมอนี่จะทำในที่ๆกำลังจะไป น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายบ้านเมืองเท่าไหร่นัก ไม่ว่าหมอนี่จะทำด้วยตัวเองหรือมีใครสั่งมาอีกทีก็ตาม
การสะกดรอยเป็นไปได้อย่างราบรื่น อาจเพราะไม่ค่อยมีใครที่มีสกิลในการซ่อนตัวหรือติดตามได้ดีเท่าผมในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรจากตรงนี้ ซึ่งนั่นทำให้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อันตรายที่ซ่อนอยู่จะเปิดเผยตัวต่อหน้าผมในไม่ช้า
ชายคนรับใช้เข้าไปด้านหลังร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วออกมาด้วยเสื้อผ้าอีกชุด มองเผินๆแทบจะจำไม่ได้เลยทีเดียวว่าเป็นคนๆเดียวกันกับก่อนหน้า เขาเดินต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงท่าเรือที่ตอนนี้เริ่มจะเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว ยิ่งแสงอาทิตย์มืดสลัวลง แสงไฟจากร้านอาหารหรือโรงเหล้าก็ยิ่งสว่างจ้ามากขึ้นพอๆกับเสียงเอะอะครื้นเครงและเสียงดนตรีที่เริ่มปนเปกันจนเกือบจะฟังไม่ได้ศัพท์ทุกครั้งที่อยู่ระหว่างร้านสองร้านติดกัน
สาวนางโลมหรือหญิงขายบริการเดินออกมาให้ขวักไขว่เต็มถนน เรียกแขกหรือลูกค้าที่ดูท่าทางจะมีเงินเหรียญมากพอให้พวกเธอบริการอย่างคุ้มค่า
ชายคนรับใช้เดินเข้าไปในบาร์แห่งหนึ่งที่ผมเคยผ่านตอนช่วงบ่าย ผมกำลังจะตามเข้าไป แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อเห็นชายอีกคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ
ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ว่าเฮอร์เชลลัสเกือบสองเท่า ผมบางๆที่คลุมศีรษะนั้นล้านไปจนถึงเกือบกลางหัวปล่อยยาวจนถึงหลังดูรุงรัง เช่นเดียวกับหนวดสีเข้มกว่าที่รกเต็มใบหน้า เสียงหัวเราะดังลั่นทันทีที่ได้ลวนลามโสเภณีบนถนนซึ่งปฏิเสธเขาไม่ได้เพราะเรี่ยวแรงที่มากจนเกินระดับของคนปกติ ข้างหลังของเขามีพรรคพวกหรือลูกสมุนเดินตามมาด้วยอีก 4 คน ท่าทางวางก้ามพอกัน
หมอนี่ดูเหมือน คาร์เตอร์ ดิชด์ ที่วิลลี่ดำบอกผมก่อนหน้าไม่มีผิด ผมเกือบต้องเลือกว่าจะติดตามหมอนี่ไปดีกว่าชายคนรับใช้ที่เพิ่งเข้าไปในบาร์เมื่อกี้ดีหรือไม่
แต่โชคเป็นของผมในวันนี้ คาร์เตอร์ ดิชค์ เดินนำลูกน้องของมันเข้าไปในบาร์ที่คนรับใช้เพิ่งเข้าไปก่อนหน้าไม่กี่นาที
และถ้าโชคของผมยังคงมีต่อไป ผมอาจจะได้เห็นการสมคบคิดหรือแผนลับบางอย่างที่ไม่ควรมีใครได้ยิน
ผมโดดลงมาจากหลังคา เดินออกมาจากตรอกเล็กๆห่างออกไปไม่กี่เมตร ก่อนจะกระชับฮู้ดให้ปิดศีรษะได้มากขึ้นและเดินเข้าไปในบาร์ที่เขียนด้วยลายมือห่วยๆตัวไม่ใหญ่นักว่า "คูตี้ส์"
ข้างในนั้นเป็นเหมือนร้านเหล้าอื่นๆทั่วไป โต๊ะหลายตัวถูกจับจองด้วยพวกโจรสลัดครึ่งหนึ่ง และขี้เมาอีกครึ่งหนึ่ง นางโลมเกือบ 20 คนเดินไปเดินมาในร้าน บ้างก็นั่งตักชายว่าที่ลูกค้าที่กำลังจะได้ใช้บริการจากเธอในอีกไม่กี่อึดใจ ผมมองหา คาร์เตอร์ ดิช ได้ไม่ยาก โชคดีอีกครั้งที่หมอนั่นกำลังเดินเข้าไปที่หลังร้าน หากผมมาช้ากว่านี้อีกไม่กี่วินาที ผมอาจจะคลาดกับหมอนั่นได้ง่ายๆ
พวกลูกสมุนของคาร์เตอร์ นั่งลงบนโต๊ะที่อยู่ใกล้กับทางเข้าหลังร้าน ผมทำท่าจะเดินตามเข้าไป แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคของคนที่ทำหน้าที่คล้าย "ผู้คุม" ที่เฝ้าไม่ให้ใครผ่านทางได้โดยง่าย ผมเลยต้องหาแผนอื่น
ผมออกมานอกร้าน มองหาทางเข้าด้านหลังร้าน ซึ่งแม้จะหาได้ไม่ยาก แต่ด้านหลังก็มีพวกคนที่คล้ายๆกับทำหน้าที่เฝ้ายามอีก 5 คน นั่งเล่นไพ่อะไรสักอย่างกันอยู่เงียบๆ ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ที่บาร์แห่งนี้คือสถานที่ที่ผมจะต้องลอบเข้าไปให้จงได้
ผมกระโดดกลับขึ้นไปด้านบนหลังคาร้านอีกครั้ง ไม่มียามอยู่บนนี้ อาจเพราะมีแสงไฟจากคบเพลิงจำนวนมาก คนธรรมดาเลยไม่น่าจะโดดไปโดดมาบนหลังคาพลางหลบซ่อนตัวได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม การวิ่งไปบนหลังคาพวกนี้ สำหรับผม ก็เหมือนกระโดดเขย่งขาเดียวไปบนพื้นเรียบๆที่มั่นคงนั่นแหละ
คูตี้ส์ เป็นอาคาร 3 ชั้น ชั้นสองและสามน่าจะเป็นที่สำหรับบริการห้องพักให้แขกที่เมามายและยังหาโรงแรมนอนไม่ได้ ผมเจอหน้าต่างปิดตายอยู่บานหนึ่งที่ชั้น 3 เงี่ยหูฟังเสียงด้านในก็พบว่าคงไม่มีคนอยู่ ผมเลยสะเดาะกลอนซึ่งเป็นเรื่องง่ายมากๆถ้าคุณมีมีดแหลมๆสักอันสองอัน ซึ่งถ้าหากมันแน่นหนากว่าที่คิด ผมก็อาจจะใช้เวทย์น้ำแข็งทำให้เหล็กตรงกลอนนั้นเย็นจนแข็งตัวและเปราะมากพอจะกระเทาะให้แตกออกมาได้ ซึ่งอย่างที่บอก คืนนี้ผมโชคดี กลอนหน้าต่างถูกลงสลักไว้ด้วยตัวล็อคแบบง่ายๆ ผมเลยเปิดมันและปีนเข้าไปด้านในได้โดยไร้อุปสรรค
ในนั้นเป็นห้องพักขนาดเล็กที่ดูจะไม่มีคนใช้งาน ในความมืดเช่นนี้สำหรับสายตาของผมที่ฝึกฝนมาก็แทบไม่ต่างจากช่วงเวลาเช้ามืดนั่นแหละ แสงน้อย แต่ก็มองเห็นได้ชัดพอจะไม่สะดุดหรือชนอะไร เสียงด้านนอกเงียบหายไป แทนที่เข้ามาด้วยเสียงเอะอะและเสียงเพลงจากบาร์ชั้นล่างที่ดูห่างไกล
ผมเงี่ยหูฟังด้านนอกประตู พอแน่ใจว่าไม่มีใครก็ออกมาจากห้องและเดินลงไปยังชั้นสอง แทบทุกห้องที่ผมเดินผ่านจะมีเสียงชายหญิงกำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะกันอย่างเมามันส์ดังลั่นจนเกือบทำผมเสียสมาธิ
ผมมองหาทางที่จะผ่านไปหลังร้านได้ ซึ่งผมพบว่าหลังประตูไม้บานหนึ่งซึ่งหน้าจะเป็นห้องนอนของใครสักคน น่าจะเป็นจุดที่อยู่ด้านบนกับทางเข้าหลังร้านที่คาร์เตอร์หายไปเมื่อครู่พอดี ผมเงี่ยหูฟังด้านในห้อง ไม่พบสัญญาณชีพใดๆของสิ่งมีชีวิต ผมเลยพยายามถอดสลักกลอนประตู แต่ก็พบว่า มันไม่ใช่กลอนที่ลงไว้ง่ายๆแบบบานหน้าต่างเมื่อครู่ที่ผมปีนเข้ามา
ก่อนที่ผมจะเริ่มใช้เวทย์น้ำแข็ง ลูกค้าด้านล่างคนหนึ่งก็หิ้วหญิงนางโลมร่างเล็กขึ้นมาตามบันไดชั้นสอง ผมเลยต้องกระโดดขึ้นไปบนเพดานทางเดินและใช้ความสามารถ Camouflage ทำให้ตัวเองกลมกลืนกับเงามืดและสีของไม้คาน
ลูกค้าและหญิงบริการเดินผ่านไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและตลกลามกอีกสองสามคำ ผมยังได้ยินชายคนนั้นพูดว่า "ไอ้ลอร์ดเจ้าเมืองหน้าโง่นั่น..." ด้วย แต่ก็ไม่ทันได้สนใจเรื่องราวของคนเมาเท่าไหร่นัก พอพวกเขาหายเข้าไปในห้องหนึ่ง ผมก็ลงมาจากเพดาน และก่อนจะมีใครขึ้นบันไดมาอีก ผมก็จับลูกบิดประตู ปล่อยไอเย็นจากเวทย์น้ำแข็งขั้นสูงที่ทำให้เหล็กกล้ากลายเป็นกระเบื้องเปราะๆได้ภายในไม่กี่วินาที
จริงๆเวทย์มนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันอยู่นั้น พื้นฐานดั้งเดิมถูกสร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตมากกว่าการใช้ในการรบพุ่งหรือฆ่าฟันกัน แต่เพราะการแสวงหาอำนาจและขยายอาณาจักรของมนุษย์ เวทย์มนต์ในยุคหลังๆเลยถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้และสังหารมากกว่าเอาไว้ช่วยเหลือหรือใช้งานทั่วไป ซึ่งผมต้องบอกเลยว่า มนุษย์ในยุคนี้นั้น พลาดรายละเอียดมีค่าหลายอย่างไปอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าคุณรู้ว่าเวทย์มนต์ทำอะไรได้บ้าง คุณจะอยากใช้มันหาเงินมากกว่าเอาไว้ฆ่าคนอื่นอย่างแน่นอน
หลังจากผมทำให้ลูกบิดประตูกลายเป็นเศษเหล็กหุ้มน้ำแข็ง ผมก็เข้าไปในห้องมืดนั่นหลังจากปิดประตูให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในห้องนี้เป็นห้องที่ค่อนข้างกว้างเอามากๆถ้าเทียบกับขนาดห้องอื่นๆ ดูไม่เหมือนเป็นห้องที่เอาไว้สำหรับการพักผ่อนหรือรับแขกแต่อย่างใด ผมกวาดสายตาทั่วห้อง ก็เลยเข้าใจว่าห้องนี้ถูกเอาไว้ใช้เป็นห้องเก็บของมากกว่า และของที่ว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นของผิดกฏหมายเกือบทั้งสิ้น อย่างพวกของหนีภาษี เงินตราหรือทองที่ปล้นมาได้จากท้องทะเล อาวุธดีๆมีค่าหลายอย่างถูกเก็บไว้ในนี้ ส่วนใหญ่เป็นอาวุธระดับ Common และ Uncommon อาจมีบ้างบางอันที่เป็นอาวุธระดับ Rare แต่ผมคงไม่มีเวลาค้นหามัน ซึ่งถ้าผมมี ผมอาจจะกลับมาเอาพวกมันไปใช้ Craft เพื่อทำให้อาวุธของผมดีขึ้นก็เป็นได้
แต่กระนั้น ผมก็ยังอุตส่าห์ไปสะดุดตาเข้ากับหีบสีแดงเก่าๆที่พอปัดฝุ่นแล้วก็มองเห็นขลิบทองแท้สลักเป็นลวดลายสวยงาม ผมเปิดดูข้างในก็พบดาบคาตานะเก่าๆที่ใบดาบเป็นสีเงิน ยาวประมาณ 120-130 เซนติเมตร สลักลวดลายแปลกตา ส่วนด้ามดาบเป็นสีแดงสลับดำ ไม่มีกั่นดาบ มันดูแปลกตาสำหรับผมมากกว่าจะมองว่ามันเป็นอาวุธที่วิเศษอะไรมากมาย ผมเลยขโมยมันมาใส่กระเป๋าเวทย์มนต์ของผมเสียเลย หวังว่าวันหนึ่งจะเอามันออกมาลองศึกษาดูว่ามันจะทำอะไรได้บ้าง
ข้างๆหีบนั่นมีห่อผ้าเก่าๆวางตั้งอยู่บนกำแพง ผมเกือบเดินผ่านไปแล้ว แต่ก็ต้องสะดุดตากับประกายแสงสีนวลที่เล็ดลอดออกมาจากมัน พอผมหยิบมันขึ้นมาแกะผ้าห่อสกปรกนั่นออก ก็พบว่ามันเป็นหอก Javelin สีเขียวเข้ม ที่เอาไว้ขว้างซัดในระยะกลางถึงไกล ลวดลายที่ประดับตัวหอกอยู่ดูเรียบง่ายแต่หรูหรากว่าผ้าที่ห่อมันอยู่มากนัก ทั้งน้ำหนักและระยะเหมาะจะเอาไว้แทงหรือเขวี้ยงใส่ศัตรูอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอาวุธระดับ Rare เลยเก็บมันเข้ากระเป๋าเอาไว้ก่อน บอกแล้วว่าวันนี้ผมโชคดี
ก่อนที่ผมจะเสียความตั้งใจในการทำภารกิจลับครั้งนี้ด้วยคลังสมบัติมากมายในห้อง ผมต้องกลับไปหาทางสืบค้นดูอีกครั้งว่า คาร์เตอร์ ดิชค์ กับพ่อบ้านปลอมตัวคนนั้นกำลังวางแผนอะไรกันอยู่
ผมก้มตัวลงจนคลานกับพื้นห้อง คลำหาจุดที่น่าจะเป็นด้านบนของหลังร้าน ซึ่งก็พบได้ไม่ยากจากสกิลการค้นหาของผม ยิ่งพื้นไม้กระดานห้องนี้เป็นรูจากปลวกกัดพอสมควร การแอบดูพร้อมๆกับแอบฟังจึงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่
"เจ้าเอาของมาด้วยหรือเปล่า" คาร์เตอร์ถามพ่อบ้านที่ตอนนี้ปลอมตัวจนคล้ายคนจรจัดมากกว่าอย่างอื่น หลังจากหยิบถุงผ้าเล็กๆที่ผมไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร คาร์เตอร์ก็พูดต่อ "แล้วเงินของข้าล่ะ?"
ชายคนรับใช้หยิบถุงเงินที่ข้างในน่าจะเป็นเหรียญทองอย่างน้อย 20 เหรียญออกมาส่งให้คาร์เตอร์ หมอนั่นเปิดถุงออก ตรวจเช็คดู และทำหน้าไม่พอใจนัก "ที่ตกลงกันไว้มันมากกว่านี้ 2 เท่านี่หว่า?"
"อีกครึ่งเจ้าจะได้รับตอนงานสำเร็จ" คนรับใช้ตอบ
"ข้าจะแน่ใจได้ยังไง?"
"เจ้าไม่จำเป็นต้องแน่ใจ นายท่านจะทำให้เจ้าได้รับสิ่งที่เจ้าควรได้"
"นั่นเป็นแค่คำโป้ปดของคนเดินดินอย่างเจ้า" คาร์เตอร์เริ่มมีน้ำโห ทั้งสายตาและสีหน้าเขาเปลี่ยนไปจนเหมือนกับจะกินเลือดเนื้อทุกคนที่อยู่แถวๆนั้นได้
"ใจเย็นๆก่อน นายท่าน" คนรับใช้ลดน้ำเสียงคุกคามลงจนเหมือนประจบอย่างเห็นได้ชัด "ข้าได้รับมาเท่านี้จริงๆ และข้าขอยืนยันได้ว่านายท่านของข้านั้นรักษาสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ท่านจะได้รับทองของท่านมากเท่าที่ต้องการ ข้าขอรับประกันด้วยหัวของข้าเลยทีเดียว
"ซึ่งเจ้าจะต้องการมันมาก ก่อนเรื่องนี้จะจบ" คาร์เตอร์เก็บถุงเงินเข้าไปในเสื้อคลุม "เป้าหมายของข้าคืออะไร?" หมอนั่นถามคนรับใช้
"ท่านหญิงเอมเมอรั..."
"ไม่ต้อง" คาร์เตอร์ขัดจังหวะ "ข้าหมายถึง เรือ ที่จะให้ข้าจม ไม่ใช่ คน ที่จะให้ข้าถ่วงน้ำ ข้าเป็นโจรสลัดนะเจ้าโง่" หมอนั่นตวาดตรงประโยคสุดท้าย "เว้นก็แต่ว่าจะมีสาวสาวยสักคนที่ทำให้ข้าพอใจได้ก็อีกเรื่อง" คาร์เตอร์แสยะยิ้มเห็นฟันสีทอง 6 ซี่
"ข้ายืนยันได้ว่าเอลฟ์นางนั้นงามยิ่งนัก" คนรับใช้พยายามข่มเสียงให้ดูปกติที่สุด
"เอลฟ์งั้นเหรอ?" คาร์เตอร์ดูจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าอย่างอื่น "นั่นต้องเป็นของแถมชั้นเลิศทีเดียว"
คาร์เตอร์หัวเราะในลำคอ "ทันทีที่ข้าลากนังเอลฟ์นั่นขึ้นมาจากผิวน้ำ ข้าจะล่อนังนั่นต่อหน้าลูกเรือของข้าทุกคน ก่อนพวกมันจะได้นางเช่นกันในไม่ช้า" หมอนั่นวางแผนราวกับเห็นภาพตรงหน้าเลยทีเดียว ดูท่าว่าซีราเอลจะทำให้การตกลงครั้งนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยที่เธอไม่รู้ตัว
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ การสนทนาก็จบลง ผมเข้ามาได้ถูกจังหวะ และจะออกไปถูกจังหวะเช่นกัน
"นี่มันอะไรกันวะเนี่ย?" เสียงดังข้างหลังตรงประตูห้องที่ผมอยู่
ดูเหมือนผมจะมีแขกไม่ได้รับเชิญเสียแล้ว....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น