พวกเราเดินทางมาจนถึง เอเคอร์เชล เมืองท่าขนาดกลางที่เป็นอ่าวสุดเขตแดนแห่งทิศตะวันตกเฉียงใต้
หนึ่งในสองของเมืองท่าที่ใกล้กับทวีปแดนใต้ South-End มากที่สุด
จริงๆแล้ว จากแผนที่ ผมเห็นว่ายังมีเมืองท่าอีกเมืองหนึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับการเดินทางไป South-End มากกว่า แต่เพราะเอมเมอร์นั้นต้องเดินทางผ่านทิศตะวันตกลงมาตามทาง การเดินทางบนบกไปยังทิศตะวันออกจึงเป็นไปได้ยากมากกว่าทางทะเล นั่นยังไม่รวมกับว่า ทิศใต้ของดินแดน West-End แห่งนี้ ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยโขดหิน และเส้นทางที่ไม่เหมาะจะเดินทางด้วยรถม้าอย่างยิ่ง
เอเคอร์เชลเป็นเมืองที่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์จากการเพาะปลูก เพราะดินแดนแห่งนี้ประกอบไปด้วยดินเค็มเป็นส่วนมาก พืชส่วนใหญจึงเป็นพืชจำพวกที่ขึ้นในดินทรายได้ค่อนข้างง่ายกว่า อย่างต้นมะพร้าวหรือปาล์มบางชนิด รอบๆเมืองด้านนอกไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าทรายหรือโขดหิน ผมเห็นพ่อค้าหลายคนกำลังเตรียมของเพื่อนำไปขายในเมือง มากพอๆกับที่กำลังออกจากเมือง บางคนก็สวนทางกับเราไปยังซอลตี้สปูน และคอนนี่กับโฮเซ่ก็เตือนทุกคนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่นั่น และไม่ว่าจะมีคนเชื่อเรามากหรือน้อยแค่ไหน พวกเขาก็จะได้เห็นกับตาตัวเองในไม่ช้า
การเคลื่อนไหวในบริเวณรอบๆเมือง นอกจากพ่อค้า ก็จะเป็นชาวประมง ผมได้กลิ่นคาวปลาเป็นจำนวนมากที่กลบกลิ่นของเกลือจนหายไปสิ้น ที่นี่น่าจะเป็นเมืองที่ทำการค้าได้ไม่เลวนัก สังเกตุจากจำนวนของเสากระโดงเรือที่จอดเทียบท่าอยู่อีกฝั่งของท่าเรือ
กำแพงเมืองเป็นดินหรือหินที่หนาและหนักพอๆกับบิสทรอต แต่สภาพค่อนข้างจะแย่กว่าพอสมควร การดูแลต่างๆอาจจะไม่ทั่วถึงเท่ากับเมืองหน้าด่านที่เราจากมาก่อนหน้านี้ เพราะที่นี่คราคร่ำไปด้วยการค้า พ่อค้าแม่ค้า นักเดินทาง ทหารเรือ คนของกองทัพ โสเภณี โจรสลัด รวมไปถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆที่อาจซ่อนตัวเพื่อมาขึ้นเรือเดินทางที่นี่
เมื่อเราผ่านเข้าประตูเมืองที่ไม่ได้มีการรักษาความปลอดภัยอะไรมากมายนักนอกจากเก็บส่วยหรือภาษีอากรผ่านด่านที่ค่อนข้างแพงต่อหัวหนึ่ง เราก็เข้าสู่ใจกลางของตลาดการค้าที่เต็มไปด้วยสินค้าทางทะเลมากมายที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แน่นอน ผมเองเคยผ่านไปยังเมืองท่า 2-3 แห่ง แต่สินค้าและข้าวของต่างๆของทุกเมือง ก็แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ หรือผู้คนที่แตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด
แม้กระนั้น ความตื่นเต้นของผมก็ยังไม่มากเท่ากับของพวกเอลฟ์ ซีราเอลกับยูเรลทำสีหน้าตื่นตะลึงตกใจกับทุกภาพที่เห็นตั้งแต่เข้าเมืองมา ส่วนเฟรานาปิดหน้าต่างและไม่มองออกมาด้านนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเอมเมอร์คงเข้าใจ เธอจึงไม่พยายามเปิดหน้าต่างเพื่อนั่งเป็นเพื่อนเพื่อคลายกังวล และคงจะบอกว่าที่เมืองแห่งนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวกว่าเมืองแห่งอื่นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เธอเคยมายังเมืองแห่งนี้มาก่อนหรือเปล่า
เจ้าเมืองแห่งนี้ รู้สึกว่าจะชื่อ ลอร์ดเฮอร์เชลลัส เป็นตระกูลชาวประมงที่เมื่อ 200 กว่าปีก่อน ได้ทำคุณงามความดีขับไล่โจรสลัดที่มายึดเมืองได้ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองคุ้มครองเมืองท่าแห่งนี้
คอนนี่กับโฮเซ่จึง ให้นำเราไปหาที่พักหรือโรงแรมสักแห่ง เพื่ออย่างน้อยก็จะได้หาอาหารใส่ท้อง มากพอๆกับได้นอนบนเตียงนุ่มสักครั้งก่อนจะคิดหรือทำอะไรต่อ ซึ่งผมกับซีราเอลก็เห็นด้วย
โฮเซ่ซึ่งน่าจะเป็นคนเดียวที่เคยมาที่แห่งนี้มากที่สุด เสนอให้เราไปพักที่โรงแรม 3 ดาวแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปจากถนนพอสมควร ที่นั่นเป็นเรือนพักแรมที่มีคนจากหลายเผ่าพันธุ์เข้าพักได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก แต่ก็แน่นอนว่า ราคาย่อมต้องแพงกว่าเรือนพักธรรมดาถึง 2 เท่า
ซีราเอลไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอเองก็คงต้องการการพักผ่อนมากพอๆกับทุกคนที่เหลือ
การบริการที่นี่ไม่ได้เรียกว่าดีมาก แต่ก็ไม่แย่จนเกินไป ผมเห็นคนแคระสองคนบ่นอุบอิบเป็นภาษาคนแคระเดินออกมาจากที่พัก ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาน่าจะออกไปหาอะไรกินกัน และตอนที่เรากำลังจ่ายเงิน ชายคนหนึ่งที่มีเกล็ดแข็งทั่วตัวสวมฮู้ด ก็กำลังเดินเข้ามาหาห้องพักเช่นเดียวกัน ดูเหมือนที่โรงแรมแห่งนี้จะยอมรับความแตกต่างได้ไม่เลวทีเดียว
ด้านในตัวอาคารเป็นไม้ส่วนใหญ่ ที่เหลือเป็นอิฐหรือหินแข็งที่ไม่มีฝุ่นมากจนเกินไป เราได้ห้องพัก 3 ห้อง ซึ่งมากพอจะให้เราแบ่งกันนอนได้อย่างสบายใจ
ซีราเอล พักกับ เอมเมอร์ และเฟรานาที่เราขอให้พนักงานโรงแรมช่วยเรียกหมอมาดูอาการให้ คอนนี่ กับโฮเซ่ พักอีกห้องหนึ่งที่ราคาถูกกว่าแต่นอนได้ 3 คน พวกเขาไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอะไรที่ได้นอนห้องที่เก่ากว่าซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกหน่อยในชั้นเดียวกัน ส่วนผมกับยูเรล ได้นอนห้องติดกับพวกเอมเมอร์ ซึ่งเป็นห้องขนาดเดียวกันและมี 2 เตียงนอน
ระหว่างที่รอหมอเดินทางมาหา เราก็สั่งอาหารและให้พนักงานเอาขึ้นมาส่งที่ห้องพัก ผมตรวจดูพิษในอาหารทุกจานแล้วพบว่าปลอดภัย ก่อนจะให้ทุกคนกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
หมอที่เข้ามาดูอาการของเฟรานา ให้ยาอีก 2-3 ตัว สั่งให้เธอดื่มยา หลังจากจัดกระดูกซึ่งดูแล้วไม่น่าเป็นห่วงอะไร อาจเพราะเฟรานาได้รับยาและเข้าเฝือกได้ทันเวลาก่อนหน้านี้ อีกไม่กี่เดือน เธอจะเดินได้เหมือนปกติ
หลังจากกินอาหารกันจนเสร็จ พีทก็ขอตัวออกไปส่งสาส์นให้เจ้าเมือง ขณะที่ปล่อยให้พวกเราที่เหลือพักผ่อนกัน และหลังจากนั้นไม่นาน พีทก็กลับมาพร้อมกับคนของลอร์ด เฮอร์เชลลัส ที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาเรียบๆ แต่มีเครายาวแหลมสีแดงจนน่าขำ
หมอนั่นบอกว่า เมื่อพวกเราพร้อม ท่านลอร์ดจะส่งคนมารับพวกเราให้ไปพักยังปราสาทของท่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้บอกความกังวลใจที่มีต่อเดนเนอร์ให้ซีราเอลและยูเรลฟังไปแล้ว และเราตัดสินใจว่าจะไปพบเจ้าเมืองพรุ่งนี้โดยไม่เข้าไปพักในปราสาท เพราะกลัวว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัส อาจจะมีลับลมคมในหรือเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในแผนการเดียวกับลอร์ดเดนเนอร์ก็เป็นได้
ชายคนรับใช้รับทราบ และนำเรื่องกลับไปบอกเจ้าเมืองของเขาทันที
พวกเราจึงพักผ่อนกันที่โรงแรมแห่งนี้กันจนถึงช่วงเย็น ซีราเอลเสนอให้เราย้ายโรงแรมเพราะหากว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัสจะมีเจตนาไม่ดีกับพวกเรา เขาจะได้ส่งคนมาตามผิดที่หลังจากเราย้ายออกไปแล้ว แต่ผมแย้งว่า หากเขาต้องการจะทำอย่างนั้นจริงๆ ป่านนี้ก็คงมีคนของพวกนั้นมาซุ่มดูการเคลื่อนไหวของเราอยู่แล้ว ต่อให้หนีไปที่อื่น พวกเขาก็ตามมาถูกอยู่ดี นั่นทำให้ซีราเอลทำหน้าตาไม่พอใจที่ผมทำแผนการณ์ของเธอล้มเหลว แต่คนที่เหลือก็เห็นด้วยกับผมเช่นกัน
เราจึงลงกลอนประตูห้อง และพักผ่อนตลอดช่วงบ่าย ส่วนใหญ่หลับกันเป็นตายจากการเดินทางและอันตรายที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อคืน ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงเวลาเที่ยงวันเท่านั้น อาหารเที่ยงพร้อมแล้ว แต่ไม่มีใครในพวกเราสักคนที่ลงไปกินกัน
ผมไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น เลยคิดว่าจะออกไปสำรวจเมืองใหญ่ๆแห่งนี้สักหน่อย อย่างน้อย สำรวจทางหนีทีไล่ของโรงแรมแห่งนี้ไว้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก หลังจากออกจากประตูไป ผมบอกยูเรลว่า จะไปสำรวจบริเวณใกล้ๆนี่ ให้พวกเขาวางใจได้ และพอผมออกจากโรงแรมนั่นมา ผมก็ปล่อยตัวต่อจาก Hornetia ให้บินวนรอบๆที่พักของพวกเรา อย่างน้อย หากมีอะไรน่าสงสัยเกิดขึ้น ผมก็น่าจะไม่พลาดอะไรไป
โชคดีนิดหน่อยที่โรงแรมแห่งนี้มีทางออกประตูหลัง และหนทางไปสู่เมืองก็มีถนนมากกว่า 3 เส้นที่เชื่อมต่อได้ ผมเลยไม่ค่อยห่วงเรื่องการโจมตีเท่าไหร่ ผมเห็นป้อมปราสาทของเมืองเอเคอร์เชลอยู่ไกลๆ น่าจะใช้เวลาพอสมควร เลยคิดว่าจะไปสำรวจเมืองก่อนท่าจะดีกว่า
พีทไม่รู้ว่า เรือที่เอมเมอร์จะขึ้นไปโดยสารนั้นมีชื่อว่าอะไร มีแค่เจ้าเมืองที่รู้ เมื่อผมไปถึงท่าเรือ ก็พบเรือหลายสิบลำจอดเทียบท่าเรือหลักอยู่ กะลาสีหลายสิบคนจากแต่ละลำเรือกำลังทำหน้าที่ขนของขึ้นลงเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าหรือข้าวของเครื่องใช้ตามหน้าที่ของตนอย่างขะมักขเม้น เสียงร้องเรียกลูกค้าของพ่อค้าอาหารทะเลดังลั่นไปทั่ว ฟังแล้วไม่ค่อยได้ศัพท์เท่าไหร่นัก
ผมเห็นเอลฟ์อีก 2-3 เดินอยู่ในฝูงคนที่ตลาด พวกเขาน่าจะมีธุระอื่นซึ่งคงไม่เกี่ยวกับเรา คนแคระหลายคนป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆร้านอาวุธ ดูเหมือนพวกเขาจะเอาอาวุธมาขายให้เจ้าของร้านมากกว่ามาซื้อ ก็อบลินตัวเล็กๆหลายตัววิ่งกันอยู่ใกล้ๆร้านอาหาร ดูท่าทางจะตื่นเต้นกับการได้ซื้อปลาสักตัวมากกว่าทองที่พวกเขาจ่ายไป
ในเรือบางลำ ผมเห็นสัตว์ประหลาดหลายประเภท ถูกขังอยู่ในกรงที่ลำเลียงออกมาจากลำเรือ มากพอๆกับเข็นขึ้นไปบนเรือ ทั้งออร์ก โทรลล์ ยักษ์ไซคล็อปส์ซึ่งหายากสุดๆและมีทหารคุ้มกันอยู่เกือบ 10 คน รวมไปถึงเซนทอร์ 2 ตัวที่ถูกขังแยกกันบนกรง ดูเหมือนที่นี่จะอิสระสำหรับเผ่าพันธุ์อื่นๆ มากพอๆกันกับการเป็นตลาดค้าทาส
โสเภณีที่ท่าเรือนี่เยอะอย่างกับดอกเห็ดในป่าเขตร้อน พวกเธอส่วนใหญ่หน้าตาไม่ดีและมีผิวกร้านแดด ครึ่งหนึ่งมีแผลเป็นตามใบหน้าและร่างกาย ส่วนอีกครึ่งก็แก่พอจะเป็นป้าของคอนนี่ได้เลยทีเดียว
เด็กหญิงผิวดำอายุไม่เกิน 13 ปี 3-4 คน ถูกขังอยู่ในกรงที่กำลังขนลงจากเรือ ที่ต้นแขนของพวกเธอมีตราประทับที่น่าจะเป็นรูปคล้ายๆพระอาทิตย์ ซึ่งผมคิดว่าคงมีความหมายคล้ายๆกับการเป็นทาส เดินไปอีกหน่อย ผมก็เห็นเรือของกองทัพ ซึ่งจอดเรียงกัน 8 ลำ มีทหารที่เมามายกำลังสนุกสนานกับสาวๆแถวบาร์ริมน้ำ ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสุดเขตของท่าเรือแห่งนี้
เลยออกไปด้านโน้น อาจจะมีท่าเรืออีกแห่ง ผมส่งตัวต่อจำลองออกจาก Hornetia ไปเพื่อมองภาพด้านบนของอ่าวแห่งนี้ และผมคิดไม่ผิด เรือโจรสลัดหลายลำจอดเทียบท่าอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของหุบเขา ที่เมืองแห่งนี้คงไม่ได้มีรายได้หลักจากการเก็บภาษีการเดินทางหรือค้าขายอย่างเดียว แต่พวกโจรสลัดก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก สำหรับการหากำไร ตราบเท่าที่พวกคนของอาณาจักรจะมองไม่เห็น หรืออย่างน้อย ก็ทำให้ดูเหมือนแบบนั้น
"โอ๊ย" เสียงเด็กคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆผม หมอนั่นวิ่งชนผมจนล้มคว่ำไปข้างหน้า ดูเหมือนเขากำลังจะรีบไปที่ไหนสักแห่ง "ระวังหน่อยสิเจ้าโง่" เขาหันมาด่าผม ก่อนจะลุกขึ้นและวิ่งต่อ
แต่ผมเหยียบส้นรองเท้าของเจ้าเด็กนี่ไว้ ทำเอาเขาล้มลงไปอีกรอบ
"เจ้าลืมอะไรหรือเปล่า?" ผมถามพลางแบมือออกไป เด็กนั่นทำท่าไม่รู้เรื่อง แต่ผมมองเห็นความกลัวในแววตานั่น
"กระเป๋าของข้า ถ้าเจ้าจะกรุณา" ผมไม่อยากกระทืบเด็ก 10 ขวบตรงท่าเรือนี่ อาจดูเป็นจุดสนใจเกินไป ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีเอ็นดูพวกเด็กหรืออะไรหรอกนะ แต่การเป็นจุดเด่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการในเมืองสักเมือง ถ้าคุณจำได้และรู้จักผมดี
เจ้าเด็กนั่นทำท่าจะต่อต้าน ผมเกือบคิดไปว่าหมอนั่นจะฮึดสู้ แต่พอผมขู่ด้วยดาบที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขน หมอนั่นก็รีบโยนกระเป๋าของผมคืนมาให้ทันที โชคดีที่นี่เป็นแค่กระเป๋าใส่เศษเงินที่มีเงินอยู่ในนี้แค่ประมาณ 50 เหรียญเงิน ซึ่งเพียงพอจะเลี้ยงเหล้าคนได้ทั้งบาร์
"ปล่อยข้าได้หรือยัง เจ้างั่ง" เด็กนั่นพยายามดึงรองเท้าสานออกจากปลายเท้าของผม
"ยัง.. จนกว่าข้าจะสอนมารยาทเจ้าได้สำเร็จ" ผมตอบ
"ได้โปรด นายท่าน ข้าต้องไปทำงานต่อ"
"เจ้าหมายถึง... ขโมย ต่อสินะ?" ผมถาม
"ถ้าข้าไม่ทำ พวกมันจะเตะข้า และน้องสาวข้าอาจไม่มีอะไรกินคืนนี้"
น่าสงสารยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่เท่ากับความพยายามของเจ้าเด็กนี่
"เจ้าชื่ออะไร....?" ผมถาม
"กิลลี่" เด็กนั่นตอบ "แล้วท่านจะรู้ไปทำไมเนี่ย?"
ผมหยิบเหรียญเงิน 1 เหรียญออกมาจากกระเป๋า พวกมันน่าจะสามารถซื้อขนมปังให้เด็ก 2-3 คนกินได้จนอิ่มไปสัก 2 มื้อ ผมยื่นเหรียญไปให้กิลลี่
"ถ้าเจ้าบอกข้าได้ว่า ใครคือคนที่คุมเมืองนี้อยู่ และข้าจะตามหาเขาได้ที่ไหน เจ้าจะได้อีก 2 เหรียญเป็นรางวัล"
กิลลี่ทำหน้าเหมือนเหรียญเงินในมือผมคืออาหารอันโอชะที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในชีวิต "คนคุมเมืองนี้ก็เจ้าเมืองยังไงเล่า ท่านไม่รู้หรอกหรือไง?" หมอนั่นพยายามคว้ามือมาเอาเหรียญของผม แต่ผมเร็วกว่า ชักมือหลบได้ทัน
"ข้าหมายถึง คนที่คุมที่นี่ จริงๆน่ะ"
หมอนั่นหยุด และทำสีหน้าหวาดระแวงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เราพบกัน
"ถ้าคนคุมเมืองนี้น่ะ คือลอร์ดเฮอร์เชลลัส ไม่ผิดแน่ แต่ถ้าคนคุมท่าเรือแห่งนี้น่ะ คือ โจสเตอร์ เป็นนายกองเก็บภาษีทางทะเล หมอนั่นน่าจะอยู่แถวๆทางเข้าท่าเรือล่ะมั้งนะ" พูดจบ กิลลี่ก็คว้ามือไปยังเหรียญเงินอีกครั้ง และผมก็ยังหลบได้อีก
"ถ้างั้นแล้ว ท่าเรือที่อยู่อีกฟากนู่นล่ะ" ผมลดเสียงลงให้คนอื่นได้ยินยากขึ้นกว่าเดิม "ท่าเรือที่มีแต่โจรสลัดนั่นน่ะ"
กิลลี่ทำสีหน้าตกใจ แต่ก็เก็บอาการไว้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
"ที่นั่นน่ะ ท่านจะไปทำไม มีแต่คนไม่ดีทั้งนั้น"
"ไม่ดียิ่งกว่าพวกที่อัดเจ้าจนล้มเสียอีกเหรอ?" ผมถาม
"มากเลยล่ะ" กิลลี่ตอบ
"เจ้าเคยเจอพวกมันงั้นเหรอ?" ผมถามอีกครั้ง
"ยิ่งกว่าเคยเสียอีก" กิลลี่ต้องเริ่มอธิบาย เพราะผมไม่มีทีท่าว่าจะมอบเหรียญเงินให้ในตอนนี้เลย "พวกนั้นเกือบฆ่าข้า ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงเมืองแห่งนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วนู่น ข้าเกือบเอาตัวไม่รอด"
โจรสลัดแท้ๆเลยสินะ "งั้นเจ้าก็หนีมาจากตรงนั้นได้ พอจะบอกได้มั้ยล่ะ ว่าใครคือคนคุมที่นั่น"
ผมหยิบอีก 2 เหรียญขึ้นมาให้กิลลี่ดู ซึ่งก็ได้ผล หมอนั่นทำตาโตลุกวาว
"คาร์เตอร์" หมอนั่นตอบ "คาร์เตอร์ ดิชค์ หมอนั่นคุมท่าเรือโจรสลัด" เสียงของกิลลี่เบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ตอนที่พูดชื่อนั่น
"เขาเป็นใคร ทำไมถึงเป็นพี่ใหญ่ได้ล่ะ?" ผมถามต่อ
"ไม่รู้เหมือนกัน ข้ารู้แค่ว่า เขาปรากฏตัวขึ้นก่อนหน้านี้ 2-3 ปี ฆ่าโจรสลัดที่เป็นลูกพี่ใหญ่ก่อนหน้านี้ แล้วก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเสียเอง ที่เหลือ ข้าก็ไม่รู้อะไรแล้ว ข้าขอเหรียญของข้าได้หรือยัง?"
และทันทีที่ผมยอมให้กิลลี่ได้เหรียญเงิน 4 เหรียญของผมไป เขาก็ออกวิ่งและหายเข้าไปในกลุ่มคนทันที
คาร์เตอร์ ดิชค์ งั้นเหรอ?
เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ก็มั่นใจได้ว่า เจ้าหมอนี่น่าจะเป็นคนที่รู้อะไรๆเยอะเกี่ยวกับเมืองนี้แน่ๆ
ผมเหลือบไปมองยังแสงอาทิตย์ ยังพอมีเวลาเหลืออีกอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น
คงต้องไปตรวจสอบ "ท่าเรือโจรสลัด" สักหน่อยแล้ว
ผมกระชับฮู้ดคลุมศีรษะ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศที่จะพาผมไปหาโจรสลัด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น