เส้นทางที่ดีที่สุดของเรา คือวิ่งเลียบไปยังด้านหน้าของเรือนพักแรม ซอลตี้สปูน และเลี้ยวอ้อมไปยังขอบริมด้านบนของค่ายพักแรมทหาร ซึ่งตั้งติดกับแนวรั้วยาว ถ้าผมฝ่าตรงนั้นไปได้เร็วพอ ผมอาจจะทำลายรั้วไม้ท่าทางแข็งแรงตรงนั้นได้ แต่นั่นจะเพียงพอกับให้ม้าของพวกเรารวมไปถึงรถลากวิ่งผ่านไปได้หรือเปล่า ผมยังตอบไม่ได้ ต้องไปตรงนั้นก่อน ใกล้พอที่จะเห็นว่าแนวรั้วตรงนั้นแข็งแรงขนาดไหน
ผมควบ แดซลิ่ง ตัดผ่านไปหน้าเรือนพักแรม ประตูตัวอาคารเปิดอ้าอยู่ ใครบางคนคงวิ่งออกมาเพื่อต่อสู้ หรือหนี ผมไม่แน่ใจ อาจจะเป็นเฟอร์ดินานที่วิ่งหนีไปจากที่แห่งนี้ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อก็เป็นได้
ผมควบม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เตรียมตัวสำหรับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นด้านหน้า
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากประตูที่ผมเห็นได้จากหางตา พอหันหน้าไป ก็พบว่าอัศวินคนหนึ่งถูกผีดิบที่กำลังขย้ำซอกคออย่างหิวกระหาย กระแทกจนตัวลอยออกมาทางประตูหน้า โชคร้าย ที่นั่นเป็นตำแหน่งของ เฟรานา ที่ควบม้าตีข้างมากับซีราเอลพอดี เอมเมอร์กรีดร้องลั่น ขณะที่ซีราเอลชักม้าหลบจากการปะทะเกือบไม่ทัน และแม้จะหลบจากม้าของเฟรานามาได้ แต่เธอเองก็กระแทกไปกับยูเรลที่อยู่อีกข้าง
เฟรานากับม้าถูกชนจนเซ แรงส่งผลักให้ม้าเธอเสียหลัก และล้มลงจนเจ้าม้าผู้น่าสงสารขาหัก เสียงกระดูกแตกดังลั่นจนได้ยินมาถึงผมทีเดียว ผมหยุดม้า และควบกลับไปยังจุดที่เฟรานาล้มลง ผีดิบที่กำลังขย้ำคออัศวินนั่น เปลี่ยนเป้าหมายมายังเฟรานาที่นอนอยู่บนพื้น ขาข้างหนึ่งของเธอถูกม้าทั้งตัวทับอยู่จนขยับไม่ได้ เช่นเดียวกับดาบที่อยู่บนพื้น หรือธนูที่กระเด็นไปไกล ทำให้เธอไม่เหลืออาวุธใดๆติดตัว นอกจากมีดสั้นเล่มหนึ่ง กับเวทย์มนต์ที่เธอกำลังร่ายอยู่ตอนนี้
เจ้าผีดิบกระโดดเข้าหาเธอ เฟรานาแทงมีดเข้าไปที่คอของมันพร้อมกับเวทย์ลมที่ถูกส่งไปพร้อมใบมีด เสียงลมกรีดกระชากเนื้อตายของผีดิบออกเป็นริ้ว แต่ก็ยังหยุดมันไม่ได้ เธอเล็งพลาด แทนที่จะแทงไปโดนส่วนหัวเพื่อตัดการทำงานของสมอง การแทงคอไม่ได้ทำให้พวกมันชะงักได้พอๆกับควักหัวใจของมันออกมา
แต่นั่นก็เพียงพอให้ผมไปถึงตรงนั้น เวทย์ไฟของ Crimson ถูกตวัดไปพร้อมปลายดาบที่สะบั้นหัวของผีดิบนั่นหลุดลอยไปจากคอบางๆของมัน ซึ่งเป็นโชคร้ายของสังฆราช เพราะหัวที่ผมเพิ่งปลิดออกจากร่างนั้น เป็นของ เฟอร์ดินาน ลอร์ดผู้เป็นทายาทของสังฆราชาแห่งอาณาจักร
ใบหน้าอันบิดเบี้ยว ปากที่อ้ากว้างจนเกือบถึงใบหู กับเลือดทั้งสีเข้มและแดงฉาน เปรอะเต็มใบหน้าที่กระหายอยากนั่นอย่างน่าขยะแขยง พอๆกับน่าตกใจ ถ้าไม่คิดว่าหมอนั่นคือเจ้าหนุ่มจอมเกี้ยวพาราสีที่จีบเอมเมอร์อยู่หลายนาทีตอนหัวค่ำ ผมก็คงคิดว่านั่นคือใบหน้าของปิศาจร้ายสักตัวที่อดใจต่อเหยื่ออันโอชะของตนเองไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
นั่นคือภาพที่ผมเห็นแค่วินาทีเดียว ก่อนหัวของเฟอร์ดินานจะลุกไหม้เป็นไฟ กลิ้งๆหลุนๆไปที่กำแพงตัวอาคาร
ซีราเอลกับยูเรล พอดึงม้าคืนจนพร้อมวิ่ง ก็ชักม้ากลับมาทางผม เช่นเดียวกับพวกของพีทที่อยู่ข้างหลัง ส่วนผมก็ลงจากม้า แล้วนั่งอยู่ใกล้ๆเฟรานาที่ถูกทับไปครึ่งตัว
"เทลอน ถ้าเจ้าจะทำอะไรก็รีบๆเถอะนะ" คอนนี่ระล่ำระลัก "พวกมันมากันโน่นแล้ว เต็มเลย"
คอนนี่ไม่ได้หมายถึงตรงค่ายที่พักของทหาร ผีดิบพวกนั้นยังสนุกสนานอยู่กับชิ้นเนื้อจำนวนมากตรงหน้าที่มีให้กัดนับไม่ถ้วน
แต่หมอนั่นหมายถึง "ด้านในอาคารพักแรม"
ซอลตี้สปูน เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโรงเชือด ผมเห็นภาพข้างในแวบเดียว ก็ต้องเบือนหน้ากลับมายังเฟรานาที่นอนอยู่ใต้ม้าของตัวเอง
ในห้องโถงด้านหน้าของ ซอลตี้สปูน ผีดิบหลายตัวกำลังกระโดดขย้ำเหยื่อของมันเหมือนจิ้งจอกกระโจนตะครุบกระต่ายป่าสักฝูง เสียงสวดมนต์อ้อนวอน วิงวอนต่อพระเจ้า ร้องขอความเมตตา ดังไม่ถึงครึ่งของเสียงกรีดร้องโหยหวนแห่งความตายที่กำลังทะลักทะลายอยู่ในห้องนั้น
เจ้าม้าผู้เคราะห์ร้ายของเฟรานานอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากขาที่หัก ไม่นาน มันจะนำพวกผีดิบออกมาจากในตัวอาคารนั่น ผมเลยแทงมีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมไปที่ซอกคอของมัน พร้อมกับปล่อยพิษเพื่อเร่งความเร็วในการสิ้นชีพของมัน
เสียงร้องของม้าหยุดลง แต่เฟรานากลับตะโกนออกมาแทน
"พาท่านหญิงหนีไป... เดี๋ยวนี้... ไม่ต้องห่วงข้า!!!" เธอตะโกนจนผมเกือบจะเอามือไปอุดปากเธอเพราะกลัวพวกผีดิบจะสนใจและเริ่มค้นหาที่มาของเสียงนี่
"หุบปาก ถ้าไม่อยากให้เราตายกันหมด" ผมสั่งเธอ แม้จะรู้ว่า ยังไงๆผมก็สามารถหนีรอดไปได้ไม่ยากด้วยตัวเดียวอยู่แล้ว แต่ในกรณีอย่างนี้ ผมไม่อยากปล่อยให้ใครตายอีก ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา หรือเอลฟ์ที่ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าก็ตาม
"เจ้าทำอะไรไม่ได้หรอก ม้านี้หนักเป็นตันเลย" เธอลดเสียงลง แต่ยังไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจ
"หุบปาก แล้วอยู่เฉยๆ" ผมสั่งเธออีกรอบ "ข้าหมายถึง อยู่เฉยๆจริงๆนะ" ผมเริ่มร่ายเวทย์มนต์
"อย่าขยับล่ะ" และโดยไม่รอให้เธอตอบ ผมก็ประกบมือทั้งสองข้างลงไปบนพื้นดินใกล้ๆเฟรานา ดินแข็งๆรอบตัวเธอถูกหอกดินแข็งๆหลายอัน แทงทะลุขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว หอกพวกนั้นปลายแหลม แต่ขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆเมื่อโผล่พ้นดินขึ้นมา เมื่อมันแทงทะลุตัวเจ้าม้าที่เพิ่งตายนั่น หอกก็ดันม้าให้ลอยสูงขึ้นจากพื้นดินหลายคืบ จนมันอยู่สูงจากพื้นเกือบเมตร
ผมไม่รอให้เฟรานายันตัวเองขึ้นมา สองมือผมกระชากแขนและรักแร้ของเธอออกมาอย่างรวดเร็ว เธอร้องเสียงหลงเพราะความเจ็บปวดที่น่าจะมาจากขาซ้ายที่หักจากการทุกกระแทกหรือล้มทับ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ผมไม่มีเวลาตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเธอ
ผมอุ้มเธอขึ้นมา เรียกพีทที่อยู่ใกล้ๆให้ควบรถม้ามาหา แล้วเกือบจะโยนเธอขึ้นไปข้างบนที่นั่งข้างๆพีท ขณะที่ทุกคนกำลังทำหน้าตะลึงงันกับเวทย์ดินของผม ผมก็วิ่งไปจนถึงแดซลิ่งและกระโดดขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว
"ไปต่อ..." ผมออกคำสั่ง ซีราเอล กับ ยูเรล พยักหน้าตอบรับ "เดี๋ยวนี้เลย..." ผมเห็นผีดิบ 2-3 เริ่มพุ่งออกมาจากตัวเรือนพักแรม พวกมันวิ่งได้เร็วจริงๆเวลาที่เห็นเหยื่อของมันตรงหน้า ผมนึกว่าผีดิบจะช้ากว่านี้เสียอีก แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ผมไม่เคยเห็นพวกมันจริงๆจังนี่นา นี่เพิ่งครั้งแรก และผมก็หวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน
ผมควบแดซลิ่งอีกครั้ง มุ่งไปยังแนวรั้วที่ใกล้ที่สุด แค่ไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา มันเหมือนเป็นช่วงเวลาหลายนาที และสภาพของลานพักแรมกลางแจ้งของกองทหารตรงหน้า ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นสนามประลองที่ดังก้องสะท้านความมืดยามราตรีไปด้วยเสียงกรีดร้องและโหยหวนของชายฉกรรจ์นับร้อยคน
การเสียเวลาไปหลายวินาทีตรงด้านหน้าเรือนพักแรมเมื่อกี้ เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้เราสามารถหนีไปจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้โดยเลี่ยงการปะทะได้มากที่สุด ด้านหน้าของผมตอนนี้ไม่เหลือหนทางว่างเปล่าอีกแล้ว พวกผีดิบเริ่มจัดการพวกทหาร และทหารก็กลายเป็นผีดิบมากขึ้นเรื่อยๆอย่างเห็นได้ชัด
ในความมืดของคืนเดือนแรมแบบนี้ การโจมตีใดๆที่เกิดขึ้นยามวิกาลในกองทัพของพวกทหารที่ไร้สติ ความคิดแรกที่พุ่งเข้ามาคือ "ข้าศึกบุก" หรือไม่ก็โดนกองทัพอื่นโจมตี ยิ่งเสียงร้องโหยหวนที่ดังมากขึ้นทุกทิศทุกทาง ยิ่งทำให้ทหารส่วนใหญ่จะคิดถึงเรื่อง "พยายามต่อสู้" มากกว่า "หนี"
และนั่นคือสิ่งที่ให้ผลตรงกันข้าม ทหารทั่วไปคิดว่าการฟันดาบตัดแขนขาศัตรูได้คือการเอาชนะอย่างเด็ดขาด แต่กับผีดิบ หากไม่ได้ตัดหัวพวกมัน การสังหารก็ยังไม่สิ้นสุด และความฉงนสนเท่ห์ในชั่ววินาทีที่ฝังมีดหรือดาบลงไปบนหน้าอกของพวกมัน คือช่องว่างมหาศาลที่จะส่งเจ้าของดาบลงนรกได้ทันที พร้อมๆกับที่ได้รู้ว่า ศัตรูตรงหน้าของพวกเขายังไม่สิ้นฤทธิ์ ซึ่งนั่นคือวินาทีที่สายไปเสียแล้ว
ไม่กี่วินาทีหลังจากถูกกัด เหยื่อจะล้มลงเพราะเสียเลือดมาก บางอย่างในน้ำลายของผีดิบอาจคล้ายเชื้อโรคที่ลุกลามเร็วพอๆกับพิษงู ที่จะส่งผลให้เหยื่อของมันขาดสติ และทันทีที่ลุกขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาก็สูญเสียการควบคุมตัวเองไปพร้อมๆกับชีวิตที่เหลือเสียแล้ว
เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วท้องทุ่งยามค่ำคืน ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลนัก สำหรับการสังหาร ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะไม่ยาวนานมากเกินไปนักสำหรับคณะของพวกเรา
ผมควบแดซลิ่งพุ่งออกไปตามทาง ตรงหน้าคือเต็นท์ผ้าใบที่ขึงไว้ระเกะระกะระหว่างต้นไม้เตี้ยๆสองต้น ไม่ก็แท่งไม้ขนาดกลางที่แข็งแรงพอจะเป็นเสาค้ำยัน
ไม่นาน ผมก็ไม่สามารถควบม้าไปต่ออีกได้ ทางข้างหน้าถูกขวางไว้ด้วยเตียงสนาม เต็นท์ผ้าใบที่ขึงไปมาจนพันกันมั่ว และข้าวของเครื่องใช้อีกมากที่วางระเกะระกะไปหมด ผมต้องเบี่ยงม้าควบไปทางซ้าย มุ่งเข้าไปยังแกนกลางของลานพัก ตรงนั้นมีทางเดินกว้างพอที่จะให้ม้าควบผ่านไปได้ แต่ต้องฝ่าไปกลางดงผีดิบที่กำลังกัดกินอาหารมื้อค่ำอันโอชะ
และเจ้าปิศาจตัวแรกก็โผล่เข้ามาขวางทาง
ผมเกือบจะมองหน้ามันไม่เห็นเพราะคราบเลือดที่เปรอะไปทั่วทั้งศีรษะที่เริ่มจะมองไม่ออกแล้วว่าเป็นเลือดของหมอนี่หรือของคนอื่น แต่เท่าที่รู้ เจ้าหนุ่มนี่เป็นทหารของเฟอร์ดินาน ดูจากชุดเกราะอ่อนที่เหลืออยู่ และผ้าคลุมที่ตอนนี้เป็นเหมือนผ้าห่อศพ
ผมแทง Crimson ไปเต็มหน้าหมอนั่นโดยไม่หยุดม้า ไฟลุกท่วมหัวของมันทันที ผมควบต่อไป และอีกไม่กี่ก้าว ผีดิบอีกตัวก็โผล่มาขวาง
ผมแทบจะไม่ต้องตัดสินใจคิด สะบัดใบดาบตัดหัวของมันหลุดออกจากร่างเหมือนดอกเห็ดที่ถูกเตะจนปลิว พร้อมๆกับประกายไฟสีส้มที่กระเด็นไปเผาเต็นท์ใกล้ๆจนแดงฉาน
ผมควบม้าไปข้างหน้า ฝ่าพวกผีดิบและกองทหารไปเรื่อยๆ มองกลับมายังขบวนที่ตามมาเป็นระยะๆ ทุกคนยังอยู่ดี ทั้งซีราเอลและยูเรล ยังควบม้าตามผมมาได้อย่างไม่ขาดช่วง เช่นเดียวกับอีก 4 คนที่เหลือข้างหลัง เอมเมอร์ดูท่าทางจะกลัว แต่เธอก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เป็นตัวถ่วงไปมากกว่านี้
และจุดที่ยากที่สุดก็มาถึง ตรงหน้าผมอีกไม่กี่เมตร จะเป็นขอบแนวรั้วที่ผมอาจจะพังมันทะลุออกไปยังเนินเขาด้านหลัง แล้วหาทางวิ่งไปยังทางเดินหลักได้ แต่ผีดิบ 8 ตัวที่ขวางหน้าผมดูจะไม่ยอมให้ผมทำอย่างนั้นได้ง่ายๆ
ผมไม่ได้ลดความเร็วของม้าลงมา ขณะที่กระชากดาบ Twin Crimson ออกจากกัน เปลี่ยนดาบสองคมให้กลายเป็นดาบยาวสองเล่มในสองมือของผม
ตวัดแขนครั้งเดียว ดาบสีแดงในมือของผมก็ลุกวาบไปด้วยเวทย์ไฟที่ผมร่ายออกมา ใบดาบยืดยาวออกเป็นปล้องๆเหมือนตะขาบไฟตัวยักษ์ ก่อนที่ผมจะสะบัดมืออีกครั้งเพื่อสังหารทุกสรรพสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
"จงมอดไหม้เป็นเถ้า คืนสู่ผืนดิน" ผมเปล่งน้ำเสียงเย็นเยือกผิดกับความร้อนรอบๆตัว ก่อนจะสะบัดแขนครั้งสุดท้าย และใบดาบ 16 ใบก็บินไปบนผืนหญ้าเหมือนแส้เพลิง เด็ดหัวพวกผีดิบที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงยังคงเป็นทหารที่กำลังสนุกกับชีวิตอันแสนหรรษา
ผมควบม้าผ่านซากไหม้ไฟของพวกมันไปยังรั้วตรงหน้า หวังว่าไม้ซีกพวกนี้จะไม่ได้แข็งแรงนัก แต่ผมก็ไม่อยากจะเสี่ยง หากมันไม่พังออกไปหรือผุกร่อนมากพอให้ผมควบม้าทะลุผ่านไปได้ พวกข้างหลังก็อาจจะชนผมจนล้มและทำให้ใครบางคนบาดเจ็บได้อีก
ผมเก็บ Twin Crimson เข้าไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ พลางนึกออกวาควรใช้อะไรในสถานการณ์แบบนี้
ผมเงื้อมือข้างขวาขึ้นมา ร่ายเวทย์ไฟขั้นสูงที่สุดที่ผมพยายามจะให้มันมีฤทธิ์ของการ "ระเบิด" มากกว่า "เผาผลาญ" แล้วทันทีที่พร้อม ผมก็ยิงเวทย์ไฟระเบิดนั่นออกจากมือของผม ลูกไฟสีส้มพุ่งตรงไปยังรั้วไม้จุดที่ผมกำลังวิ่งไปหา ระยะห่างไม่เกิน 20 เมตร ยังดีที่ผมเล็งแม่น เพราะใช้ความสามารถ Focus กับ Aiming เป้าหมายเลยไม่ได้ยากเกินไปนัก
ผมล้วงมือไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ หยิบขวดแก้วทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นเด็กบรรจุของเหลวสีเขียวเข้มออกมา 2 ขวด ในนั้นเป็นสารเคมีหายากที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับน้ำมัน เพียงแต่มันจะสร้างความร้อนได้มากกว่า พร้อมๆกับแรงระเบิดที่เหลือเชื่อซึ่งเอลฟ์หรือมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีทางได้เห็น หากไม่ได้คลุกคลีอยู่ในถ้ำใต้ดินของคนแคระที่ตีดาบเหล็กกล้าเวทย์มนต์ซึ่งต้องใช้ไอเท็มเพิ่มความร้อนหลายอย่างมากเท่าที่ทำได้
จริงๆผมก็ไม่เคยไปคลุกคลีกับพวกคนแคระหรอก พวกนั้นคบด้วยยาก ยิ่งคนแปลกหน้าต่างเผ่าพันธุ์ด้วยแล้วล่ะก็ ผมแค่เคยไปพบช่างตีเหล็กคนแคระคนหนึ่งกำลังถูกสัตว์ป่าทำร้าย ผมช่วยหมอนั่นไว้ และหมอนั่นได้มอบไฟเคมีนี่กับผมมา 5 ขวด หลังจากผมลองใช้ไปขวดนึงและได้ตะลึงจังงังไปกับผลลัพธ์ของมันแล้ว ผมเลยคิดว่าจะเก็บขวดที่เหลือไว้ใช้ยามฉุกเฉินจริงๆดีกว่า ซึ่งนั่นน่าจะหมายถึงตอนนี้
ทันทีที่ขวดแก้วปะทะกับรั้วที่ไหม้ไฟ มันก็แตกออก เสียงระเบิดทำม้าของผมและทุกคนตรงนั้นชะงักไปพอสมควร เสียงระเบิดดังลั่นจนผมเริ่มจะคิดว่าผมคงใช้ไอเท็มนี้มากเกินไป จริงๆขวดเดียวก็เพียงพอจะระเบิดถนนทิ้งทั้งเส้นแล้ว
แต่เพื่อความมั่นใจ ผมเลยจัดการให้สิ้นซากด้วยไฟเคมีทั้ง 2 ขวดที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีเกินพอ ก่อนจะควบม้าทะลุควันไฟไปข้างหน้า ออกสู่ลานกว้างที่ห่างจากถนนเส้นหลักไม่กี่สิบเมตร
"เทลอน.... แย่แล้ว....!!!" เสียงโฮเซ่ดังมาจากข้างหลัง ผมหันกลับไปมองที่รถม้า เห็นผีดิบ 2 ตัวเกาะติดล้อมาด้วย เลยชักม้ากลับไปข้างหลัง บอกพวกซีราเอลให้ควบม้าตรงไปยังเอเคอร์เชลก่อนได้เลย จากตรงนี้ไป ถ้าผมคาดคะเนไม่ผิดจากคำบอกเล่าของพีท ควบม้าไปเรื่อยๆอีก 2-3 ชม.ก็น่าจะถึงชานเมืองได้แล้ว
ผมชักม้ากลับไปยังท้ายขบวน เฟรานาที่ขาน่าจะหัก พยายามจะใช้ดาบต่อสู้กับผีดิบที่กำลังดึงตัวเองขึ้นมาจากล้อรถ พอดีกับที่ผมพุ่งเข้าไปถึง เวทย์ไฟระดับล่างก็เพียงพอจะส่งพวกมันไปยังปรโลก แล้วผมก็ควบม้าไปยังอีกฝั่งของรถลาก ยิงลูกไฟไปยังผีดิบเคราะห์ร้ายอีกตัวที่ยังพยายามจะปีนขึ้นมาเช่นกัน
ขบวนม้าและรถลากเริ่มชะลอความเร็วเมื่อเห็นว่าพวกผีดิบอยู่ห่างออกไปข้างหลังมากขึ้น ผมไม่ได้ห้ามปรามเพราะไม่คิดว่าข้างหน้าจะมีอันตรายอย่างอื่นรออยู่อีก แต่ทันทีที่มองกลับไปข้างหลัง ผมก็สะดุดตากับสิ่งหนึ่งที่กำลังวิ่งตามมา
"เดี๋ยวก่อนนนน.....รอข้าด้วยยยยย.... " เสียงทุ้มแหบน่าหมั่นไส้นั่นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ครีตัส ไอ้หน้าโง่ตัวอ้วนที่โชคดีหลุดรอดจากการสังหารเมื่อครู่ หมอนั่นคงไปเมาหลับที่ไหนสักแห่งในค่ายทหาร และเพราะโชคที่ยังดีพอๆกับฝีเท้า อาจจะทำให้หมอนั่นรอดมาถึงนี่ได้อย่างน่าพิศวง
"เจ้าไปก่อน เดี๋ยวข้าไปรับมันแล้วจะตามกลับไปเอง" ผมบอกพีท ก่อนจะหันม้าไปทางครีตัส
"แต่... แต่เจ้ามีม้าแค่ตัวเดียว แล้วจะให้เซอร์ครีตัสตามพวกเรามายังไงล่ะ?" พีทตั้งคำถาม ซึ่งนั่นก็จริง
"ข้าจะไปดูว่าหมอนั่นถูกกัดหรือเปล่าน่ะ ถ้าโชคดี หมอนั่นอาจจะเดินตามเรามาได้ไกลพอจะถึงจุดที่เราอาจจะหยุดพักเพื่อรอในอีก 2-3 กิโลเมตรข้างหน้านั่น"
ผมไม่รอคำตอบ ชักม้าเดินเหยาะๆไปหาครีตัส
หมอนั่นกระหืดกระหอบตามมา ท่าวิ่งกึ่งกระเผลกกึ่งกระโดดทำให้ผมตลกจนเกือบขำออกมา ยิ่งกับร่างกายที่ใหญ่โตและหน้าตาอัปลักษณ์นั่น ถ้าเจ้านี่ไม่มีท่าทีน่ารังเกียจและสายตาที่ขยะแขยงผมมากจนเกินไป ผมอาจจะเมตตามันมากกว่านี้ก็ได้
"ในที่สุด... ข้าก็ตามเจ้าทัน.... เท... เทโล.. อะไรนะ? เจ้า.. เจ้าชื่ออะไรน?" หมอนั่นพูดเป็นคำๆ เพราะยังหอบไม่หาย
"ถ้าเจ้าจะสนใจคนอื่นนอกจากผู้หญิงกับเหล้ามากกว่านี้สักนิด เจ้าอาจจะได้รู้จักคนที่อาจช่วยชีวิตเจ้าได้มากขึ้นก็ได้" ผมพูด
"ไงก็เถอะ เจ้าน่ะ... ลงมาจากม้า... ให้ข้าขี่ได้แล้ว.... เดี๋ยวนี้เลย" หมอนั่นเท้าเอว หอบหายใจ และพยายามออกคำสั่ง
ผมลงจากม้า จูงม้าเข้าไปใกล้ ระยะจากตรงที่เรายืนอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงกลางระหว่างเรือนพักแรมนั้น กับขบวนของเราพอดี
"ดีๆ... เอาม้ามานี่.... มาให้ข้าขี่" ครีตัสทำท่าจะแย่งบังเหียนม้าไปจากผม
แต่ผมกลับยิง Mellifica ใส่ต้นขาข้างซ้ายของมันแทน
"อ๊ากกกกกกกกกกกกก... " เสียงร้องโหยหวน แหลมดังข้ามทุ่งไปทั่ว ขณะที่ครีตัสร่วงลงไปบนพื้น กุมมือเข้ากับต้นขาที่เลือดไหลอาบไปบนพื้นดิน
"ร้องดังอย่างนี้ เดี๋ยวพวกผีดิบก็ตามมาหาหรอก" ผมบอก
"เจ้า...ไอ้เวร เจ้าเอลฟ์ต้องสาประยำ.... เจ้าทำอย่างนี้ทำไม?.... เจ้า... เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่วะ?" ครีตัสตะโกนถามผมสลับกับคำด่าแทบจะเท่าๆกัน
"ไม่รู้สิ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน" ผมบอกครีตัสด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นจนเกือบจะน่ากลัว "ขึ้นอยู่กับว่า เจ้ารู้อะไรมามากแค่ไหน?"
"เจ้า... เจ้าหมายความว่ายังไง?" หมอนั่นโวยวาย
"มันเนียนเกินไป...ครีตัส" ผมพูด "มันเนียนเกินไปที่เจ้าจะหายไปสองคืนติดจากคณะของเราตอนนอน และทั้งสองคืนก็เป็นคืนที่ไม่น่าจะเกิดเรื่องพวกนี้ได้มากพอๆกับที่เจ้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และทำเหมือนตัวเองไปพบเจอกับโชคร้ายมากพอๆกับพวกเราตอนที่เจ้าไม่อยู่นั่นแหละ"
"เจ้า... ไอ้เอลฟ์เศษสวะ... นี่เจ้ากำลังคิดว่าข้าคือไส้ศึกงั้นเหรอ?" หมอนั่นพ่นน้ำลายสกปรกเลอะขากางเกงผม พลางบีบต้นขาที่เลือดไหลออกมา
"ไม่ ครีตัส เจ้าไม่ได้มีค่าพอจะเป็นไส้ศึกหรอก" ผมยังยืนค้ำหัวหมอนั่นอยู่ "เจ้าแค่ต้องบอกข้ามาว่า เดนเนอร์ สั่งงานอะไรเจ้ามากันแน่?"
"ข้า... ข้าไม่เข้าใจ" หมอนั่นเริ่มทำหน้าตามีพิรุธออกมาแล้ว ผมมาถูกทาง แม้ว่าคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายๆในสองคืนที่ผ่านมาของเราน่าจะไม่ใช่หมอนี่ แต่ผมก็รู้แล้วว่า หมอนี่เกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่าง
"พูดมา ครีตัส ก่อนข้าจะแทงขาเจ้าอีกข้าง และเรียกพวกผีดิบ 2-3 ตัวมาแถวๆนี้"
"เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวๆๆๆ" หมอนั่นยกมือขอร้อง ช่างเป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ บางทีอาจมากที่สุดในช่วง 2-3 วันมานี้เลยก็ได้
"ข้าได้รับคำสั่งมา... " หมอนั่นเริ่มพูด "เซอร์เดนเนอร์สั่งให้ข้ามาอารักขาท่านหญิงเอมเมอรัลเน่ให้ปลอดภัยจนถึงเอเคอร์เชล"
"เจ้าตอบผิด" ผมก้มลงแล้วแทงมีดไปที่ไหล่ขวาของมัน เจ้าอ้วนนั่นร้องเสียงหลง ผมเลยต่อยปากมันจนลงไปนอนกองบนพื้น เปลี่ยนเสียงดังลั่นเป็นเสียงโอดโอยอู้อี้ที่น่าจะเกิดจากฟันกรามหักสักซี่สองซี่
"ถ้าเจ้าได้รับหน้าที่อารักขาเอมเมอรัลเน่ มา เจ้าก็ทำหน้าที่ได้ห่วยแตกสิ้นดี และการโดยทำโทษเล็กๆนี่ ก็น่าจะสาสมกับความบกพร่องที่เจ้าควรได้รับ มากกว่าเหล้าองุ่นสักถัง จริงไหม?"
"ไอ้สวะเอลฟ์สารเลวเอ๊ย" หมอนั่นครางเสียงอู้อี้ออกมา
ผมขี้เกียจจะทรมานหมอนี่ต่อไปอีก เลยถอดถุงมือ ประกบเข้ากับใบหน้าของมัน ก่อนจะใช้ Telepathy อีกครั้ง
จริงๆความสามารถ Telepathy นั้นเอาไว้ใช้สำหรับการสื่อสาร โดยเฉพาะกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างออกไปกว่ามนุษย์ แต่ในมุมเล็กของมัน ก็สามารถมองเห็นหรือรับรู้ความคิดของเป้าหมายได้บ้าง แม้จะนิดเดียวก็ตาม
"เจ้าจะทำอะไรข้า ไอ้เอลฟ์ชั่วชาติ" หมอนั่นพยายามปัดป้องมือของผมออกไป แต่ผมเริ่มอ่านความคิด และมองเห็นแค่เพียงการดื่มเหล้าจนเมามาย ก่อนจะเป็นภาพการหนีหัวซุกหัวซุนจากผีดิบหลายตัว และวิ่งตามรถม้าของเรามา
ซึ่งนั่้นสรุปความน่าจะเป็นได้แค่ 2 อย่าง
คือหนึ่ง ความสามารถอ่านใจนี่ไม่ได้ทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่ผมต้องการ หรือ สอง เจ้าอ้วนนี่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก่อนเลยจริงๆตามที่มันว่า
"ข้าเพิ่งถ่ายพิษ ฝีพุพอง ใส่เข้าไปในผิวหนังของเจ้า" ผมปล่อยมือออกมาจากใบหน้าของครีตัส "อีกไม่กี่ชั่วโมง เจ้าจะเริ่มไอ มีไข้ และไม่ช้า จะมีฝีหนองขึ้นที่ตัวเจ้าทั้งตัว เริ่มจากใบหน้า และภายใน 18 ชั่วโมง เจ้าจะตายอย่าน่าอนาถที่สุด" มุขนี้ผมคิดได้สดๆเมื่อกี้นี่เอง
"ว่าไงนะ" ครีตัสตกใจอย่างเห็นได้ชัด แถมยังทะลึ่งไอออกมารับมุขผมอีกด้วย หมอนี่มันมีแต่กล้ามเนื้อกับไขมันจริงๆ
"ถ้าเจ้าอยากได้ยาถอนพิษ ซึ่งข้ามีเก็บไว้แค่ขวดเดียวในกระเป๋านี่ล่ะก็ จงบอกมา ว่าสิ่งที่เจ้าปิดบังข้าอยู่คืออะไร แล้วข้าสัญญาว่า จะให้ยาถอนพิษกับเจ้า พร้อมกับรักษาแผลของเจ้าให้หายดีด้วยเช่นกัน"
ครีตัสทำหน้าตาเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด แถมยังไอออกมามากขึ้นอีก หมอนี่ทำเอาผมเกือบขำออกมาจริงๆด้วย ให้ตายสิ
"ข้า... ข้า... ไม่... ไม่มีทาง.... ข้า... ข้าไม่... ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ...." เหมือนมันจะพยายามตัดสินใจอะไรบางอย่างคนเดียวจนเผลอพูดออกมา
"ข้าไม่มีเวลามาก ครีตัส พูด... หรืออยู่ตรงนี้รอความตาย" ผมเร่ง
"โอเค... ได้... เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป ข้า... ข้าพูดแล้ว ได้โปรดให้ยาถอนพิษข้าด้วย ได้โปรด"
"หลังจากข้าได้ฟังเจ้าพูดก่อน" หมอนั่นจึงเริ่มต้นอธิบาย
"ข้าได้รับคำสั่ง มาจากเซอร์เดนเนอร์ ให้ปกป้องคุ้มครองท่านหญิง... และในขณะที่เผลอ ก็ให้ข้านั้นส่งสัญญาณเป็นระยะๆ ว่าตอนนี้คณะของเรากำลังอยู่ที่ไหน ตรงไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่"
"เพื่ออะไร เจ้าส่งจดหมายให้ใคร?" ผมถาม
"ไม่รู้ ข้าแค่ต้องเอากระดาษไปส่งให้ อีกา ที่จะรอข้าอยู่ใกล้ๆเสมอ ตั้งแต่ออกจาก บิสทรอต มา"
อีกา งั้นเหรอ? "ทำไมข้าจะต้องเชื่อเจ้าด้วยล่ะ ในเมื่อมันดูจะไม่มีความน่าเชื่อถือเอาซะเลย อีกาเนี่ยนะ รับจดหมายจากเจ้า ข้าเคยได้ยินแต่นกพิราบหรือเหยี่ยวเท่านั้น ที่มันทำหน้าที่นี้ได้"
"จริงๆนะ เชื่อข้าเถอะ อีกา พวกนั้น น่ะ ฉลาดโคตรๆเลย มันแสนรู้จนข้าเกือบคิดไปว่ากำลังคุยอยู่กับคนธรรมดาด้วยซ้ำ"
ไม่ได้มีตัวเดียวงั้นเหรอ? "ถ้างั้นแล้ว เป้าหมายของคณะเดินทางแห่งนี้ หลังจากไปถึงเอเคอร์เชลแล้ว เอมเมอรัลเน่ต้องไปที่ไหนต่อ?"
"นั่นข้าไม่รู้ รู้แค่ว่าท่านหญิงน้อยต้องออกเดินทางสู่ทะเล และข้ามีหน้าที่แค่ส่งจดหมายเท่านั้น"
ถ้าไอ้หมอนี่พูดจริง คนที่ข้าต้องสอบปากคำให้ได้อาจจะเป็นเซอร์เดนเนอร์มากกว่าคนอื่น แต่พวกเอมเมอร์อาจจะไม่รอดพ้นไกลไปกว่าเมืองท่า เอเคอร์เชล อันตรายบางอย่างอาจจะรอคอยพวกเขาอยู่ และอาจจะมากขึ้น หากพวกเขามุ่งหน้ากลับไปที่บิสทรอต ส่วนพวกอีกานั่น ผมต้องหาทางรู้ให้ได้ว่า มันคืออะไร และทำหน้าที่อะไร และถ้าพวกมันคือคนที่คอยรับส่งสาส์นไปสู่มือของคนที่โจมตีพวกเราจริงๆ เจ้าตัวบงการการโจมตีนั่นคือใคร และหากเราออกเรือไปแล้ว อีกาจะตามเราต่อไปได้อีกหรือเปล่า เรื่องพวกนี้เป็นคำถามที่ผมต้องหาคำตอบ และในไม่ช้าผมต้องรู้ให้ได้ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังผมกลับไปจัดการกับเดนเนอร์ที่บิสทรอตก็ตาม
"เอาล่ะ" ผมพูด "เอาเป็นว่า ข้าเชื่อเจ้าละกันนะ ครีตัส" ผมหยิบขวดยาที่มีน้ำยาฟื้นฟูระดับต่ำออกมา เอานิ้วโป้งแตะไปที่ปากขวด ก่อนจะป้ายนิ้วที่เปื้อนน้ำยานั่นไปที่หน้าผากหมอนั่น น่าจะทำให้ครีตัสรู้สึกสดชื่นขึ้นได้บ้าง" ข้าป้ายยาถอนพิษให้แล้ว ไม่ช้าเจ้าจะดีขึ้น" ซึ่งแทบจะทันที หมอนั่นก็หยุดไอไปด้วยจริงๆ
ส่วนโพชั่นที่เหลือ ผมหยดลงไปที่แผลตรงไหล่และต้นขาของหมอนั่นที่ถูกผมแทง แผลไม่ได้ประสานกัน แต่เลือดหยุดไหลแล้ว โพชั่นทำหน้าที่ห้ามเลือดได้ดีพอๆกับยาสมานแผลทั่วไป "เลือดหยุดไหลแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะหายดีในเร็ววันนี้"
"เดี๋ยวก่อน ไหนเจ้าบอกว่าจะรักษาแผลให้ข้าไง แล้วนี่ ข้าจะเดินได้ยังไง ข้าจะไปกับขบวนต่อได้ยังไงกันเล่า เจ้าบ้าเอ๊ย"
"ข้าปราณีเจ้ามากพอแล้วที่ไม่ปล่อยให้เจ้าตายตรงนี้หรืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เรื่องแผลที่เจ้าได้รับ คิดซะว่าเป็นการทำโทษจากการบกพร่องในหน้าที่อารักขาท่านหญิงน้อยของเจ้าละกันนะ" ผมโดดขึ้นม้าแล้วหันหน้ากลับไปทางขบวนรถม้าที่นำล่วงหน้าไป
"เดี๋ยวก่อนสิ เฮ้ยๆ เดี๋ยว... " ครีตัสเริ่มตะโกน "แล้วข้าจะไปยังไงล่ะ เจ้าจะบ้าเหรอ เอาม้าให้ข้าขี่สิ เดี๋ยวนี้เลย"
"ข้าบอกว่าจะให้ยาถอนพิษ ไม่ได้บอกว่าจะพาเจ้าไปด้วยนี่หว่า" ผมชักแดซลิ่งเตรียมออกวิ่ง "ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็วิ่งไปฟ้องเจ้านายเจ้าที่บิสทรอตซะสิ" หรือไม่ก็ให้อีกาของเจ้าช่วยละกัน
ผมควบม้าออกมาโดยไม่อยู่รอฟังเสียงโวยวายของครีตัสที่ตะโกนไล่หลังมา หวังว่าหมอนั่นจะไม่โง่พอที่จะดึงพวกผีดิบที่อยู่ไม่ไกลให้มาจัดการตัวเอง แล้วรีบหาที่หลบภัยจนถึงเช้า ถ้าโชคดี หมอนั่นอาจเดินไปถึงเอเคอร์เชลก่อนค่ำวันพรุ่งนี้
ผมควบม้าห่างออกมาจากครีตัสและเสียงโวยวายของหมอนั่นได้ไม่นาน ก็ตามมาทันขบวนรถม้าของพวกที่เหลือ ซึ่งตอนนี้ม้าของทุกคนเปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินด้วยความเร็วปกติแล้ว
"เจ้าไปทำอะไรนานนัก" ซีราเอลถามผม ขณะที่เอมเมอร์นั่งหลับอยู่ข้างหน้าเธอบนม้า
"พอดีเจอคนรู้จักน่ะ เลยบอกลากันนิดหน่อย"
"เจ้าหมายถึงเจ้าอ้วนอวดดีที่ชื่อครีตัสงั้นหรือ?" ซีราเอลถาม
"ถ้าเจ้าหมายถึงอัศวินที่ถูกส่งมาเพื่อทำหน้าที่อารักขาเอมเมอร์ล่ะก็ ไม่ใช่หรอก เป็นแค่อัศวินเห็นแก่ตัวที่ข้าตัดสินใจปฏิเสธไม่ให้มันตามพวกเรามามากกว่า"
"งั้นหรือ?" ซีราเอลเชื่อสนิท
"เอมเมอรเป็นไงบ้าง?" ผมถาม
"ข้าก็ไม่แน่ใจ เธอหลับไปได้เมื่อกี้นี่เอง คงจะยังเป็นเวลานอนอยู่กระมัง นี่... ข้าไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กนะ" ซีราเอลเริ่มโวยวาย
"ข้าก็ไม่ได้บอกอย่างนั้นนี่นา..." ผมแอบขำ "แต่เจ้าก็ทำได้ไม่เลวไม่ใช่หรือ"
ก่อนที่ซีราเอลจะหาเรื่องทะเลาะผมมากไปกว่านี้ ผมเลยเปลี่ยนเรื่องคุยก่อน
"เฟรานาเป็นยังไงบ้าง?" ผมเห็นเธอไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดมากเท่าตอนที่เราออกจากเมืองมา แน่นอนว่าขาเธอหัก แต่ผมสงสัยว่ามีใครพยาบาลเธอไปแล้วบ้างหรือยัง
"ยูเรลพอจะรู้จักเวทย์มนต์รักษาสักบทสองบท" ข้าหวังว่านั่นจะมากพอจะช่วยให้เธอไปต่อจนเราหาหมอที่เอเคอร์เชลพบ
ผมชะลอม้า ไปเดินคู่กับรถม้าที่พีทขับอยู่
"เป็นไงมั่ง?" ผมถามอาการของเฟรานา
"ก็เท่าๆกับคนที่ขาหัก" ยัยนั่นยังกวนประสาทผมไม่เลิก
ผมเลยขอดูอาการที่ต้นขาของเธอสักหน่อย ตอนแรกเธอปฏิเสธ แต่พอซีราเอลที่เห็นด้วยกับผมสั่ง เธอก็อ่อนน้อมและทำตามแต่โดยดี
"เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บได้ด้วยหรือ?" ซีราเอลถามผมขณะมองดูผมตรวจอาการบาดเจ็บของเฟรานา ซึ่งเธอร้องเบาๆหลายครั้งตอนผมจับไปโดนกระดูกที่แตกด้านในต้นขาที่บวมช้ำแต่ก็ดูไม่แย่เท่าที่ควร
"ก็พอได้นิดหน่อย" ผมตอบไปงั้นๆ ก่อนจะหยิบยาสมานกระดูกออกมา กับโพชั่นขวดที่เพิ่งใช้กับครีตัสไปเมื่อครู่ที่เหลือเกือบเต็มขวด พร้อมกับยาแก้ปวดอีกขวดหนึ่ง
ผมบอกให้เฟรานาดื่มยาพวกนี้ให้หมด ซึ่งเธอหันไปมองซีราเอล และทันทีที่ซีราเอลผยักหน้า เธอก็กระดกของเหลวในขวดแก้วเล็กๆทั้งสามนั่นอย่างรวดเร็วลงคอเหมือนมันไม่มีรสชาติอะไรทั้งสิ้น
"ระหว่างนี้ ก็หาเฝือกให้เธอไปก่อน" ผมบอกพีท แต่คอนนี่ที่อยู่ใกล้ๆพยักหน้าและบอกว่า อาจจะหาเศษไม้แข็งแรงแถวๆนี้ได้ไม่ยาก เขาชักม้าออกไปข้างทางทันที พร้อมๆกับโฮเซ่ที่ถูกขอร้องให้ไปเป็นเพื่อน
ผมบอกซีราเอลให้หยุดขบวนสักพัก เพื่อเปลี่ยนให้เอมเมอร์ได้นอนหลับในรถม้า และให้เฟรานาได้เข้าไปนั่งข้างในเพื่อพักผ่อน ก่อนที่คอนนี่กับโฮเซ่จะกลับมาพร้อมไม้ขนาดกำลังดีท่าทางแข็งแรง 2 อัน ซึ่งเราช่วยกันทำเฝือกชั่วคราวให้เฟรานา ก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังเอเคอร์เชล
ตอนเช้า เราหยุดพักกันเล็กน้อยเพื่อกินอาหารที่พอจะมีเหลืออยู่บ้าง ยูเรลยิงกระต่ายป่าได้อีกตัวก่อนจะเอามันมาทำเนื้อย่างแบบง่ายๆที่รสชาติพอแค่ให้เรามีอะไรรองท้อง เพราะเครื่องปรุงทุกอย่างของเราสูญหายไปหมด พอๆกับข้าวของเครื่องใช้จำเป็นอีกหลายอย่าง นั่นรวมไปถึงหม้อหรือจานชามทุกอย่างด้วย
ไม่นาน เราก็เก็บของ เดินทางต่อ พระอาทิตย์เริ่มฉายแสง เราทุกคนเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียที่ได้นอนหลับน้อยกว่าที่ควร ยกเว้นผมที่อาศัยบางช่วงแอบงีบหลับระหว่างขี่ม้า ซึ่งไม่ได้ทำให้ใครผิดสังเกตุ เพราะผมใช้ Telepathy บอกแดซลิ่งให้รักษาความเร็วไปกับขบวน และหากมีใครจะคุยกับผม ผมก็ตื่นได้ทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ต้องมีใครสักคนที่สามารถเฝ้าระวังไม่ให้เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นก่อนเราจะรู้ตัว ซึ่งผมแน่ใจว่ามันเป็นหน้าที่ของผมมากกว่าคนอื่น
ผมบอกให้ทุกคนผูกม้าเข้าด้วยกัน แล้วสลับกันไปนอนทั้งในรถม้าหรือตรงข้างที่นั่งคนขับ เท่าที่จะทำได้ เพราะเรายังต้องเดินทางอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเอเคอร์เชล
หันหลังกลับไปมองยัง ซอลตี้สปูน หรือที่ๆมันเคยตั้งอยู่ ผมเห็นควันไฟสีดำลอยนิ่งๆอยู่ลิบๆ ดูท่า โรงแรมแห่งนั้นน่าจะปิดบริการเป็นการถาวร เพราะเจ้าของและคนงานหลายคนน่าจะตกเป็นเหยื่อของผีดิบหรือไม่ก็หนีไปที่อื่นสักที่ซึ่งผมคงไม่โทษพวกเขาหากจะไม่กลับมาอีก
ผมสงสัยว่า อาเลน ไปถูกกัดจนเปลี่ยนร่างตอนไหน แผลที่ต้นแขนของเธอนั้นดูสดใหม่ แต่ก็หลังจากที่นอนกับผมแน่นอน พอได้คุยกับซีราเอล เธอบอกว่า อาเลน ไปเดินตามหาเมเรดิธ และพอเธอกลับเข้ามาในเต็นท์ ก็เห็นเธอกุมต้นแขน พร้อมกับบอกว่าไม่ค่อยสบายนัก เลยขอตัวนอนก่อน ซึ่งซีราเอลก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร
แต่หลังจากได้ยินเสียงเอมเมอร์กรีดร้อง เธอก็ลุกขึ้นมา และชักดาบที่อยู่ใกล้วตัว พุ่งเข้าไปขวาง ฟันศัตรูที่เธอก็เพิ่งรู้พร้อมๆกับผมว่าเป็น อาเลน สาวใช้คนนั้น
ผมคิดว่า เมเรดิธ อาจจะไปโดนกัดหรือติดเชื้อจากที่ไหนสักแห่งมาก่อน และกลายเป็นผีดิบ กัดอาเลน แล้วปล่อยให้เธอเข้ามาในเต็นท์จนเธอกลายร่าง
ผมอดคิดถึงอาเลนและสัมผัสที่ผมได้รับจากเธอไม่ได้ มันเพิ่งเกิดขึ้น แต่ผมรู้สึกเหมือนว่าได้อยู่กับเธอเมื่อนานมาแล้ว ไม่ใช่เมื่อคืนนี้ ช่างเป็นสาวน้อยที่น่าสงสารเสียจริงๆ
ตอนนี้คณะของเราเหลือแค่ ผม เอลฟ์ 3 คน มนุษย์ 3 คน และเอมเมอร์ เด็กหญิงปริศนาที่ดูจะมีรางวัลค่าหัวสูงจนไม่น่าเชื่อ ไม่ว่านักล่าพวกนั้นจะเป็นใครก็ตาม พวกมันต้องพยายามมากทีเดียว
ผมค่อนข้างแน่ใจว่าการโจมตีจากผีดิบ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ยิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานจากสัตว์ร้ายที่ชื่อ วอร์กริมส์ พวกนั้นอีก มันประหลาดจนเกินไป โอกาสที่จะมีใครสักคนมุ่งร้ายกับพวกเรา กับเอมเมอร์ มันมีมากกว่าความน่าจะเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ยิ่งรวมคำสารภาพของครีตัสเข้าไปด้วยแล้วล่ะก็ ผมไม่สงสัยเลยว่า ที่เอเคอร์เชลก็อาจมีอันตรายรอเราอยู่มากพอๆกับเส้นทางที่ผ่านมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น