วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ตอนที่ 10 : ลางร้ายที่มาเยือนพร้อมกับเงามืดสีดำ

เงานั้นแกว่งไปมา เหมือนคนเมาที่ขาสองข้างไม่เท่ากัน ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งสังเกตุเห็นได้ว่า หมอนั่นไม่ได้เมา แต่แกว่งตัวให้โยกไปมาขณะกำลังเดินมาตรงที่ที่ผมอยู่อย่างทุลักทุเล หมอนั่นไม่ได้อยากจะแกว่งตัวให้เอนไปซ้ายทีขวาที แต่แม้จะพยายามเดินให้ตรง แต่ก็เหมือนคนที่มีปัญหาด้านเส้นประสาทแถวๆกระดูต้นคอ การเดินก้มหน้าแบบนั้นไม่น่าจะช่วยให้มาถึงที่นี่ได้เร็วนัก แม้จะเมาหรือไม่ก็ตาม

ผมเพิ่มประสาทการมองเห็น สายตาผมบอกว่า ชายที่กำลังเดินมานั้นเป็นคนของกองทัพเฟอร์ดินาน ตัวคนเดียว ไม่มีคนอื่น ผมไม่แน่ใจว่าเคยเห็นหน้าหมอนี่หรือเปล่า เพราะมันก้มหน้าตลอดเวลาที่เดินมา

ไม่นาน มันก็สะดุดพื้นจนล้มลงจนผมเกือบจะคิดว่ามันเมาจนปลิ้น แต่ก็ไม่ใช่ มันไม่ได้ทิ้งตัวนอนเหมือนคนที่ซดเหล้ามาตลอดคืน แต่เหมือนอย่างอื่นมากกว่า

"ผีดิบ" ยูเรลกระซิบข้างๆผม "นี่เจ้าตื่นมานานแค่ไหนแล้วนี่?" หมอนั่นถาม

"สักพัก" ผมตอบ "เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นผีดิบ ข้าว่าเป็นทหารของเฟอร์ดินานนะ ดูจากเครื่องแบบ"
"นี่เจ้ามองเห็นเสื้อผ้าที่มันใส่ด้วยหรือ สายตาเจ้าดีกว่าข้าเยอะเลยนะนั่น"

ผมลืมไปว่าเขาพูดถูก "พอดีมีเวทย์เกี่ยวกับการสอดแนมนิดหน่อยน่ะ" ผมพยายามบ่ายเบี่ยง

"ข้าก็คิดเช่นนั้น" ยูเรลตอบ "มีเวทย์อีกหลายบทที่ข้าคิดว่าเจ้าสามารถร่ายมันได้ง่ายดายพอๆกับสะบัดดาบตัดฟืน แต่เจ้าพยายามซ่อนมันไว้จากสายตาพวกเรา..."

"สายตามนุษย์" ผมตัดบทพยายามเปลี่ยนเรื่องดีกว่า

"แล้วผีดิบมาอยู่แถวนี้ได้ไงกันนะ?" ผมเปลี่ยนประเด็นไปยังเรื่องที่เร่งด่วนมากกว่า

"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติแล้วผีดิบน่าจะอยู่ใกล้ๆกับสุสานหรือเขตแดนที่มีมนต์ดำอยู่มากพอจะทำให้พวกมันลุกขึ้นได้ แต่นั่นคงไม่ใช่แถวๆนี้ที่ผู้คนสัญจรไปมาสม่ำเสมอ" ยูเรลพยายามหาเหตุผลประกอบ

"ดูนั่น" ผมบอก "พวกมันไม่ได้มีแค่ตัวเดียว"

จากเงาลางๆ ผมสามารถบอกได้ว่าร่างที่เดินตะคุ่มเหมือนคนป่วยนั้นปรากฏออกมาทีละร่างจากเงามืด ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้พวกมันไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน

"แย่แล้ว พวกมันอยู่ในค่ายพักของพวกทหาร" ยูเรลพูดสิ่งที่ผมเห็น

"ไปปลุกทุกคนเถอะ" ผมบอก "เราคงอยู่แถวนี้รอหาคำตอบที่เหลือไม่ได้แล้ว" ยูเรลพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินไปที่เต็นท์หลักที่เอมเมอร์และซีราเอลนอนพักอยู่

แต่ไม่กี่ก้าวก่อนที่ยูเรลจะไปถึงที่เต็นท์ เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ดังลั่น ผมแน่ใจว่าต้นเสียงอยู่ในเต็นท์ของเอมเมอร์นั่นเอง ยูเรลชักดาบยาวที่เอวออกมา วิ่งเข้าไปที่เต็นท์ ก่อนจะปะทะเข้าเต็มแรงกับคนที่พุ่งออกมา

เอมเมอร์นั่นเอง เธอยังอยู่ในชุดนอนอยู่ ผมวิ่งปราดตามเข้าไปสมทบ หวังว่าข้างในเต็นท์นั่นจะไม่ได้มีอะไรนอกจากตะขาบหรืองูสักตัว

แต่ผมคิดผิด

เสียงดาบเล่มยาวฟันเต็มแรงเข้าไปที่เนื้อหนังของเหยื่อ ไม่ว่าคนที่ฟันหรือคนที่ถูกฟันจะเป็นใคร ซีราเอลต้องเป็นคนหนึ่งที่รู้แน่ๆ ยูเรลวิ่งเข้าไปในเต็นท์แล้ว ผมตามเข้าไปติดๆ เตรียมดาบที่ปลอกแขนสองข้างของผมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในระยะแคบ

ภาพที่ผมเห็นในเงามืดหลังจากปรับสายตาให้ชินได้แล้ว คือสิ่งที่ผมไม่คาดหวังว่าจะเจอในคืนนี้เป็นที่สุด

เลือดสีแดงที่ไม่โดนแสงจันทร์จนกลายเป็นสีดำ สาดไปทั่วเต็นท์ขนาด 6 คนนอน เฟรานากำลังเงื้อดาบเพื่อฟันลงไปที่ศัตรูเป็นครั้งที่สอง ขณะที่ซีราเอลพยายามจะลุกขึ้นมาจากพื้นที่เปรอะไปด้วยเลือดจนเหนียว เธอลื่นล้มไปอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะยันตัวขึ้นมาได้

ศัตรูที่ถูกดาบของเฟรานาฟัน ไม่ได้ล้มลงไป แต่ยังยืนค้ำตัวเธออยู่ พร้อมกับโหมแรงกายทั้งร่างพุ่งเข้าใส่ ปากอ้าแสยะเห็นคราบเลือดกับฟันขาวๆที่เล็งเป้าหมายไปที่ซอกคอของเอลฟ์สาวตรงหน้า

เฟรานากำลังต้านแรงกดมหาศาลนั้นอยู่ และเธอกำลังจะพ่ายแพ้ อีกแค่ไม่กี่นิ้ว เขี้ยวขาวๆนั่นก็จะประกบเข้าไปที่ซอกคอของเธอ ฉีกกระชากเนื้อหนังนวลสีขาวและแต้มแต่งพื้นดินด้วยเลือดสีแดงฉานของเอลฟ์อีกคน

ยูเรลปราดเข้าไปเพื่อช่วยเหลือ แต่ผมเร็วกว่า มีดบินที่ติดอยู่กับ Mellifica ในปลอกแขนข้างขวาของผม ถูกยิงออกไปยังเป้าหมาย เสียบเข้าไปที่ตรงกลางระหว่างลูกตาสีดำสองข้างของคนที่กำลังจะงับเขี้ยวลงมาบนคอของเฟรานา ส่งมันผงะไปข้างหลัง แต่ยังเกาะอยู่กับตัวของเธออยู่ มือแห้งๆสีดำทั้งสองข้างยังเกาะเกี่ยวต้นแขนและไหล่ของเอลฟ์สาวอย่างเหนียวแน่น

ยูเรลปราดเข้าไปถึงและแทงปลายดาบเข้าไปที่ใบหน้าสีคล้ำนั่นเต็มรัก บวกกับแรงที่หมอนั่นถลาเข้าไปเต็มแรง ส่งให้ร่างสีดำนั่นผงะถอยหลังหลุดออกจากเฟรานา ซึ่งยังตกใจและตกตะลึงกับภาพที่เห็น

"ออกไปข้างนอก ไปดูเอมเมอร์" ผมตะโกนดังลั่น สั่งให้ทั้งซีราเอลและเฟรานารีบออกไปข้างนอก ในนี้มีแค่ผมกับยูเรลก็พอแล้ว

ผมไม่เห็นสาวใช้ทั้งสองคน ยังไม่ทันได้หวังว่าพวกเธอจะปลอดภัย ภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมแทบจะล้มทั้งยืน

ร่างที่เพิ่งจะถูกยูเรลสังหารส่งลงไปนอนแน่นิ่งจมกองเลือดสีดำนั่น พอผมมองให้ดี กลับกลายเป็นว่า นั่นเป็นร่างของคนที่ผมรู้จัก

อาเลน นอนเลือดอาบ ปากอ้าพะงาบๆ ฟันขาวที่ย้อมไปด้วยเลือดสีดำยังทำหน้าที่ของมันอยู่ แม้ว่าเธอจะสิ้นสุดลมหายใจไปแล้ว ดาบยาวของยูเรลยังปักอยู่ตรงหน้าผาก ใกล้ๆกับมีดบินของผมที่ปักอยู่ตรงจมูก ขณะที่หมอนั่นนั่งคร่อมอยู่ข้างๆใบหน้าของเธอบนพื้น และทันทีที่ดึงดาบออกมา เลือดสีดำก็สาดทะลักเป็นน้ำพุ ลามขึ้นมายังตัวดาบสีเงินจนเกือบถึงด้าม

ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หญิงสาวใช้ผู้น่ารักที่ผมเพิ่งแลกเปลี่ยนไออุ่นกับเธอไปเมื่อหัวค่ำ บัดนี้ กลายเป็นผีดิบร่างแข็งเกร็งผิวสีคล้ำ ที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลและเพิ่งจะทำร้ายเอมเมอร์กับคนอื่นๆไปหมาดๆ

"อะไรกันนี่ นี่มัน สาวใช้ของท่านหญิงเอมเมอรัลเน่นี่นา" ยูเรลเพิ่งจะรู้สึกตัว

"เราไม่มีเวลามากนัก เจ้าออกไปข้างนอก ปลุกทุกคน เตรียมการเดินทางให้พร้อม เราต้องไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว" ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้มากขึ้นทุกที ไม่ว่ามันจะเป็นโรคระบาดร้าย หรือเวทย์มนต์ต้องห้ามอะไรก็ตาม การเปลี่ยนคนมีชีวิตให้กลายเป็นผีดิบ ไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ทั่วไป แม้แต่จอมเวทย์ศาสตร์มืดที่ชั่วร้ายที่สุด ก็ยังใช้ซากศพที่ตายจนเหลือแต่กระดูกเป็นทหารกองรบของตัวเอง ไม่ใช่เหยื่อที่มีลมหายใจ

นี่มันบ้า บ้าไปหมดแล้ว

ผมตรวจร่างกายของอาเลน ค้นหาความผิดปกติอื่นนอกจากบาดแผลที่ได้รับจากดาบของเอลฟ์ เลือดของอาเลนเป็นสีแดงเข้มจนเกือบดำ เหนียวกว่าปกติพอสมควร เหมือนโคลนมากกว่าเลือด ถ้ามีอะไรสักอย่างมาเปลี่ยนเธอ มันต้องเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายชั่วโมง นั่นหมายถึงอาจจะก่อนหรือหลังจากที่เราอยู่ด้วยกันตอนหัวค่ำ

ผมสลัดความเป็นไปได้ที่ผมอาจจะติดเชื้อหรือได้รับอะไรที่คล้ายๆกับเธอ ก่อนจะพบว่า เธอมีรอยแผลเล็กที่ต้นแขน ซึ่งตอนที่เธออยู่กับผม ยังไม่มีแผลที่คล้ายรอยกัดนี้

ผมเปิดเต็นท์ด้านหลัง มองหาการโจมตีหรือแทรกซึมใดๆที่อาจจะรอดพ้นสายตาหรือความสามารถของผมไป แต่ก็ไม่เจออะไรเช่นกัน สงสัยว่า เมเรดิธ สาวใช้วัยดึกอีกคนที่หายไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า

สุดท้าย เมื่อผมไม่ได้อะไรจากการสำรวจ ผมจึงกลับมาที่ร่างไร้วิญญาณของอาเลน ถอดถุงมือ และประกบฝ่ามือลงไปบนศีรษะที่ยังมีผมเปียกชื้นเต็มไปด้วยเลือดของเธอ หวังว่า Telepathy อาจจะค้นอะไรในนั้นเจอบ้าง

ในนั้นว่างเปล่า คงจะเหมือนกับการพยายามอ่านใจศพที่ตายไปแล้วระยะหนึ่ง ไม่ได้มากไปกว่าที่ผมคาดหวังเท่าไหร่นัก

ไม่มีเวลาโอ้เอ้ ผมพุ่งออกมาจากเต็นท์ ผงะไปชั่วครู่กับภาพตรงหน้า

ผีดิบหลายสิบตัวเริ่มปรากฏร่างออกมาจากเงามืดมากขึ้น ผมนับได้ประมาณ 12 หรือ 13 ตัว พวกมันตรงเข้าไปยังค่ายพักของทหารที่ยังหลับกันอย่างสบายใจ ส่วนใหญ่เมามายและไม่ได้วางกำลังป้องกันในดินแดนที่ไม่เคยมีการโจมตีเลยตลอดหลายสิบปีแห่งนี้

อีกไม่กี่วินาที การต่อสู้จะเกิดขึ้น ผมหวังว่าเราจะออกไปจากที่นี่ได้เร็วกว่านั้น

พีทเก็บของจนเสร็จแล้ว ขณะที่โฮเซ่กับคอนนี่ก็ไปจูงม้าออกมาจากคอก แม้ว่าจะไม่มีใครที่พร้อมสำหรับการเดินทางตอนตี 2 นัก แต่ผมคิดว่ารีบไปตอนนี้น่าจะดีกว่า ค่อยไปหาเวลานอนอีกทีตอนกลางวัน เมื่อเราปลอดภัยกว่านี้

ซึ่งมันอาจจะไม่ได้มาถึงก็ได้

คอนนี่ที่กำลังจูงม้าออกมาพร้อมกับโฮเซ่ ถูกผีดิบสองตัวที่โผล่มาจากไหนไม่รู้พุ่งเข้าโจมตี ม้าตัวนึงถูกกัดเข้าไปเต็มแรงจนร้อง ฮี้ เสียงดังลั่น กรีดความเงียบยามค่ำคืนให้ลุกโพลงด้วยความพรั่นพรึง โฮเซ่ชักดาบออกมา พยายามจะต่อสู้ป้องกันพวกม้า แต่ดูเหมือนผีดิบอีกตัวจะไม่ยอมให้เขาทำได้ง่ายนัก

"ยูเรล ไปเอาม้ากัน" ผมตะโกนสั่ง เริ่มออกวิ่งนำไป ขณะตะโกนไปยัง ซีราเอล "พวกเธอคุ้มกันเอมเมอร์ ยิงธนูใส่พวกมันทุกตัวที่เข้ามาใกล้ จนกว่าเราจะกลับมา" ซึ่งดูเหมือนว่านั่นจะทำให้สติของเอลฟ์สาวทั้งสองกลับมา พวกเธอจึงกลับเข้าไปในเต็นท์ คว้าธนูและลูกศรของตัวเองออกมา ตั้งป้อม นั่งคุกเข่า พร้อมสำหรับการยิงผีดิบทุกตัวที่อยู่ตรงหน้า โดยมีเอมเมอร์อยู่ตรงกลางระหว่างพวกเธอ

ผมร่ายเวทย์ Doppel Ganger ส่งร่างแยกเงาทิ้งไว้ใกล้ๆนั้น ช่วยให้พวกเธอมีกำลังพลเพิ่มมากขึ้นอีก หวังว่าผมจะกลับมาตรงนี้ได้ทันก่อนที่จะเกิดการปะทะ

ยูเรลวิ่งตามผมออกมา เรามุ่งไปยังคอกม้า ที่ซึ่งคอนนี่กับโฮเซ่ยังคงวุ่นอยู่กับการป้องกันม้าจากผีดิบ ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายมาที่พวกเขาแทนไปแล้ว

ผมชักดาบ Twin Crimson ออกมา พิษในอาวุธอื่นๆของผมคงจะส่งผลน้อยกว่าเวทย์ไฟขั้นสูงของดาบรูปร่างตะขาบเล่มนี้ ส่วนยูเรลยังถือดาบยาวเปื้อนเลือดสีเข้มที่เพิ่งเสียบหัวอาเลนมาเมื่อครู่

แค่ไม่กี่วินาที เราก็มาถึงคอกม้า คอนนี่เริ่มจะแย่แล้ว เจ้าผีดิบที่แต่งตัวเหมือนนักเดินทางซอมซ่อกำลังเงื้อมือสีดำแข็งเกร็งไปคว้าที่ต้นขาของหมอนั่น คอนนี่พยายามฟันด้วยดาบ แต่ก็เงอะงะจนผมเกือบจะหลุดขำออกมา และภายในวินาทีเดียว ผมก็สะบัดใบดาบให้ยืดออกไป ตัดหัวเจ้าผีดิบขาดออกจากร่างกายนั่นอย่างแม่นยำ พร้อมกับเผามันไปด้วยในตัว

คอนนี่ที่ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าผมมาช่วยเหลือได้ทันเวลา ชักม้าเข้ามาทางผม ซึ่งบอกให้เขารีบนำม้าไปยังเต็นท์ของเอมเมอร์ ขณะที่โฮเซ่ที่เพิ่งจะฟันผีดิบอีกตัวไป 2 แผล แต่ก็ยังหยุดมันไม่ได้ กำลังตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น ยูเรลก็เข้ามาช่วยไว้ได้พอดีเช่นกัน หมอนั่นฟันท้ายทอยผีดิบนั่นไปเต็มแรง ก่อนจะสับขาข้างนึงของมันจนขา ส่งมันลงไปนอนกองทีพื้นที่ท่วมไปด้วยเลือดสีดำ แม้มันจะยังไม่หมดฤทธิ์ แต่ก็หมดสิทธิ์จะตามไปกัดใครแถวๆนี้อีกหลายอึดใจแน่ๆ

ผมตะโกนบอกให้ยูเรลช่วยลากพวกม้าไปยังตรงพวกสาวๆ ซึ่งผมสังเกตุเห็นแล้วว่าผีดิบตัวนึงกำลังพุ่งไปยังร่างแยกเงาของผม ยูเรลรับคำเสียงดัง ขณะที่ผมกระโดดขึ้นไปบนหลัง แดซลิ่ง แล้วควบออกไปยังค่ายพักของพวกทหารทันที ผมยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 นาที ก่อนพวกพีทจะเทียมม้าเข้ากับรถลาก และหวังว่าพวกนั้นจะไม่โง่พอที่จะมัวเสียเวลาเก็บเต็นท์พักแรมที่เราคงไม่ได้ใช้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในคืนนี้

ในเรือนพักแรมที่อยู่ทางขวามือของผม เริ่มมีแสงไฟสว่างขึ้น คงเพราะเสียงม้าร้องเมื่อกี้ อาจปลุกใครให้ตื่นขึ้นมาเจอกับเรื่องนี้ ผมหวังว่าพวกผีดิบ จะไม่ได้มาถึงเรือนพักแรมนี่ก่อนกองทหารที่พวกมันเริ่มจะไปถึงแล้ว ผมต้องฆ่าพวกมันให้มากที่สุด ใครจะรู้ อันตรายจริงๆอาจจะยังไม่เริ่มต้นเลยก็ได้

เสียงร้องโหยหวนเริ่มดังขึ้น ผีดิบบางตัวคงได้กัดเหยื่อของมันไปบ้างแล้ว ผมเห็นความเคลื่นไหวที่มากขึ้นเรื่อยๆจากค่ายพักกลางแจ้งตรงหน้า ผมควบแดซลิ่งไปเร็วขึ้นๆ เปิดความสามารถ สัญญาณตรวจจับ เพื่อจะพบว่า มันไม่สามารถอ่านสัญญาณชีพของผีดิบได้เลยสักตัว คงเพราะพวกมันตายไปแล้วนั่นเอง หากเป็นสัตว์ประหลาด ผมคงจะมองเห็นได้ชัดกว่านี้ด้วยสกิล "ตรวจจับ"

ผมเลยเปลี่ยนไปใช้ Infarred Eye ในตาปิศาจข้างขวาของผม มันช่วยให้มองเห็นในเวลากลางคืนได้ พร้อมๆกับจับมวลความร้อนจากร่างกายสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน ซึ่งก็ล้มเหลว ผมเห็นแต่ร่างของพวกทหารที่กำลังสะลึมสะลือ แต่มองพวกผีดิบเห็นเป็นแค่เงาลางๆ

ทางเลือกสุดท้ายคือ Night Vision ที่ทำให้ผมมองเห็นภายในที่มืดได้จนเกือบจะเหมือนตอนกลางวัน และนั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้

ผมควบม้าไปยังผีดิบตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด สะบัดปลายดาบ ส่งคมมีดของ Crimson ตัดหัวมันและเผาจนสุก ปลุกทหารที่เกือบเป็นเหยื่อที่ตื่นมาตกใจกลัวและร้องเสียงดังเหมือนเด็กทารก

และพอผมสะบัดดาบอีกครั้ง หัวของผีดิบอีกตัวก็กระเด็นออกจากร่างพร้อมๆกับติดไฟที่ลุกสว่างกว่าเดิม

ผมจัดการตัวที่สามใน 2 วินาทีต่อมา และนั่นคือการตัดสินใจสุดท้าย ก่อนที่ผมจหันม้า และควบกลับไปยังกลุ่มของเรา

ผีดิบหลายตัวจัดการเป้าหมายของพวกมันได้ ทหารกว่า 10 คนถูกกัดไปที่ใบหน้า ซอกคอ ต้นขา หรือหน้าอก และพวกมันก็เริ่มกัดกินเหมือนคนที่อดอาหารมาแรมปี ตะกละตะกราม หิวโหย และบ้าคลั่ง

ผมตะโกนบอกพวกทหารให้ตื่น ตื่นกันให้หมด มากเท่าที่จะทำได้ ผมใช้ Fiercing Roar ความสามารถที่จริงๆแล้วมีไว้สำหรับขู่ให้กลัวหรือตกใจ เพื่อเพิ่มเสียงของตัวเองให้ดังมากที่สุดเท่าที่จะปลุกพวกทหารที่ยังไม่รู้เรื่องได้ ก่อนจะหันหลัง ควบแดซลิ่งไปยังคณะของเรา

พีทผูกม้าเสร็จแล้ว ผมเห็นผีดิบ 2 ตัวกำลังต่อสู้กับร่างแยกเงาของผม พวกมันกัด และก็กัด แต่ร่างแยกของผมยังยืนหยัดและต่อสู้ได้ แม้จะไม่ได้จัดการที่หัวหรือจุดตายของพวกผีดิบ แต่อย่างน้อย ก็ซื้อเวลาให้ธนูของซีราเอลและเฟรานายิงปักพวกมันจนพรุนไปทั้งตัว

แต่กระนั้น พวกมันก็ยังไม่ล้มลง

จึงเป็นหน้าที่ของ Crimson ที่อยู่ในมือผม พวกซีราเอลเห็นผมควบม้ามาใกล้ จึงหยุดยิง และทำให้ผมสะบัดดาบ เด็ดหัวผีดิบทั้งสองตัวนั่นลงได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะควบม้ากลับมายังที่พักของเรา ซึ่งตอนนี้พวกพีทได้เชื่อมม้า 3 ตัวเข้ากับรถลาก พร้อมๆกับที่ทุกคนได้ขึ้นไปบนม้าของตนเองแล้วเช่นกัน

ผมบอกให้เอมเมอร์ นั่งไปบนม้าตัวเดียวกับซีราเอล และให้เฟรานาคอยประกบด้านข้าง พร้อมๆกับยูเรลที่อยู่อีกฝั่ง ควบม้าออกจากตำแหน่งนี้ กลับสู่ทางหลัก มุ่งหน้าไปยัง เอเคอร์เชล ทันที

"แต่ค่ายพักของพวกทหารนั่นขวางอยู่" ยูเรลพูดสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว

"ตามข้ามา ข้าจะเปิดทางให้" ผมชักม้า หันหัวไปทางค่ายทหาร โชคร้ายที่จากตำแหน่งที่เราอยู่นี้กับเส้นทางที่มุ่งไปยังเอเคอร์เชล มีกองทหารทั้งกองขวางอยู่ ผมประมาทเกินไปที่ไม่ได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อน คิดแค่ว่า หากมีมอนสเตอร์บุกมาโจมตีอีก อย่างน้อย เราก็มีตัวช่วยเป็นทหารทั้งกอง

แต่นั่นกลับให้ผลตรงกันข้าม เมื่อศัตรูเป็นผีดิบ

พวกมันกัด เคี้ยว กิน ฆ่า และหาเหยื่อคนต่อไป และคนที่ถูกกัด ก็ลุกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายๆกันนั้นต่อ นั่นคือจุดที่แย่ที่สุด เมื่อผีดิบสามารถไปถึงยังเหยื่อที่อยู่รวมกันได้เยอะ และกัดได้มากพอ พวกมันจะอันตรายจนเกือบจะไร้ทางต่อต้านเลยทีเดียว

ผมเริ่มเห็นทหารที่ตกเป็นเหยื่อหลายคน เริ่มลุกขึ้น และทำหน้าที่ผีดิบของตนเองบ้างแล้ว ในความมืด และสภาพที่ยังไม่ตื่นดีแบบนี้ เครื่องป้องกันหรืออาวุธที่อยู่ห่างเกินไป ทำให้พวกทหารแทบจะป้องกันตนเองจากผีดิบไม่ได้เลย พวกมันมีเรี่ยวแรงมหาศาล และไม่สนใจอะไรนอกจาก "กัดใครสักคน"

ทุกๆวินาทีที่ผ่านไป จึงหมายถึง จำนวนผีดิบที่เพิ่มมากขึ้น และนับตั้งแต่การกัดครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันผ่านมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งหรือสองนาที

และนั่นก็เพียงพอให้พวกมันเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า

และจะทวีคูณมากขึ้นทุกๆนาทีที่ผ่านไป จนกว่าผมจะฆ่าพวกมันทุกตัวตรงนี้หมด หรือพาพวกเราออกไปจากตรงนี้ได้ก่อน

โชคดีอย่างเดียวของเราคือ พวกเรายังมีม้า ผมตะโกนบอกพีทว่า หากเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ให้ทิ้งรถลาก แล้วกระโดดขึ้นม้าสักตัวเพื่อควบหนีไปแทน บอกคอนนี่กับโฮเซ่ให้ช่วยดูแลพีทด้วย ส่วนพวกเอลฟ์ ผมไม่ห่วงมากนัก พวกนี้ยังไม่ได้ใช้เวทย์มนต์เลยสักบท และการรักษาหน้าที่ของตนเองจนตัวตาย ก็มีความหมายมากกว่าการปล่อยให้เอมเมอร์ตกเป็นเหยื่อของผีดิบสักตัวแน่นอน

ส่วนเรื่องหลังจากนี้ คือหน้าที่ของผมเองคนเดียว

หน้าที่ในการพาพวกเราทุกคนออกจากลานสังหารแห่งนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น