วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

ตอนที่ 1 - งานง่ายๆในบาร์ที่คุ้นเคย

ผมนั่งรออยู่ในบาร์ "Dewy Pit" (ดูอี้พิท) บาร์ขนาดเล็กที่มีจำนวนขี้เมามากพอๆกับกลิ่นเหม็นที่โชยออกมาจากทั่วทุกมุมร้าน

คนส่วนใหญ่ในร้านคงไม่ได้รู้สึกกับกลิ่นพวกนี้มากนัก นอกจากจะนั่งจมถังเบียร์หรือเครื่องดื่มมึนเมาอื่นๆไปเรื่อยๆ ผิดกับผมซึ่งมีประสาทจมูกดีกว่าคนทั่วไปเป็นพิเศษ ซึ่งจริงๆแล้วต้องบอกว่า มันดีกว่าคนทั่วไปหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยเท่า

จะบอกว่าเป็นประสาทสัมผัสอย่างเดียวก็ไม่ถูก ผมอยากจะเรียกว่า "ความสามารถ" มากกว่า

ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของผม ถูกลับคมและฝึกฝนให้แหลมคมขึ้่นจนถึงขีดสุด ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้จะเทียบเท่าได้แน่ๆ

สาเหตุที่ผมมีสิ่งเหล่านี้น่ะเหรอ....

เรื่องมันยาวน่ะ....

แขกของผมมาโน่นแล้ว ค่อยเอาไว้เล่าให้ฟังทีหลังอีกทีละกันนะ

หมอนั่นเข้ามาทางประตูหน้าเหมือนแขกทั่วๆไป
ใส่เสื้อคลุมติดฮู้ดคลุมหน้าจนมองเห็นแค่เคราสีเทาจนเกือบดำ

ผมจับสังเกตุได้หลายอย่างจากชายคนนี้
แววตาของเขานั้นลอกแลกผิดปกติ เหงื่อไหลออกมาพอสมควร (ผมได้กลิ่น) เสียงหัวใจหมอนั่นเต้นเร็วมากกว่าความเร็วในการเดินปกติ ซึ่งไม่น่าจะทำให้หมอนั่นเหนื่อยได้ (หูผมได้ยินเสียงหัวใจคนอื่นเต้นได้ถ้าผมเพ่งสมาธิ)

และจากอาการทางร่างกายและผิวหนังอีก 2-3 อย่าง ทำให้ผมรับรู้ได้ว่า หมอนี่ไม่ได้มีสภาวะปกติในการเจรจา เหมือนกับที่เคยเป็นก่อนหน้านี้เป็นแน่

8 วันก่อนผมนัดพบกับชายคนนี้ ผู้ใช้นามแฝงว่า "อีริค" ชื่อที่ดูดาดๆหาได้ทั่วไปตามท้องถนน

อีริคติดต่อหา "นักฆ่ารับจ้าง" สักคนในตลาดมืดซึ่งหาได้ทั่วไปไม่ยากนักในตลาดชั้นล่างของเมืองระดับกลางแบบนี้ เขาติดต่อผ่านบาร์เทนเดอร์ ซึ่งให้ชื่อของเอเจนซี่คนหนึ่งชื่อ "ดิ๊ค"ซึ่งผมเคยทำงานด้วยครั้งสองครั้งไป

ดิ๊ค ปกติทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรองหัวหน้าในวัง ผมไม่รู้ว่าดิ๊คจริงๆแล้วทำงานเกี่ยวกับอะไร หรือแม้แต่ชื่อจริงเขาคืออะไร แม้ว่าผมจะสืบหาได้ไม่ยาก แต่จากการได้สอดส่องการทำงานของดิ๊กสักพัก ผมก็รู้ว่าดิ๊กนั้นค่อนข้างมีเส้นสายอยู่พอสมควร และหมอนี่ค่อนข้างเชื่อใจได้ จากการสังเกตุและรับรู้สัญญาณต่างๆจากร่างกายของเขา

สัปดาห์ที่แล้ว ดิ๊กฝากข้อความไว้ถึงผมที่บาร์เทนเดอร์ ให้ผมไปแวะรับงานที่ด้านหลังร้านตอน 4 ทุ่มครึ่ง ซึ่งผมได้รับข้อความบางอย่างที่หลังจากอ่านแล้วต้องทำลายทิ้งทันทีไม่ว่าจะตกลงรับงานหรือไม่

"อีริค 3 ทุ่มตรง"

ผู้ติดต่อชื่ออีริค นัดผมเวลา 3 ทุ่มตรง เวลาที่ในบาร์จะมีคน แต่ไม่แน่นมากจนเกินไป ส่วนใหญ่เริ่มเมากันหมดแล้ว

มากลับเข้ามาที่บาร์ก่อนเวลานัดครึ่งชม.ได้ เพื่อจะได้วิเคราะห์ผู้ว่าจ้างก่อน แต่ก็ต้องตกใจที่พบอีริคนั่งรออยู่ที่โต๊ะด้านในมุมมืดที่สุดของบาร์อยู่ก่อนแล้ว

บาร์เทนเดอร์มองมาที่ผมแล้วส่งสายตาชี้ไปทางหมอนั่น ก่อนจะปล่อยให้ผมยืนสังเกตุต่อไปจนถึงเวลานัด

ชายที่ชื่ออีริคดูเหมือนจะเป็นผู้ดีที่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับวัง ไม่มากก็น้อย เขาน่าจะทำงานให้ลอร์ดสักคนในนั้น หรือไม่ก็เป็นลอร์ดเสียเอง

ท่าทางของเขาดูไม่เหมือนอัศวินเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง การกิน การดื่ม เขาเหมือนเป็นพวกชนชั้นสูงมากกว่านักรบที่เกษียณแล้ว

อีริคหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูครั้งเดียวตอน 3 ทุ่ม 12 นาที

และพอ 3 ทุ่ม 15 หมอนั่นก็ทำท่าจะลุกออกจากร้าน พร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังปนหงุดหงิดเล็กๆ

นั่นคือตอนที่ผมเข้าไปนั่งที่โต๊ะตัวนั้นพอดี พร้อมกับกระซิบบอกเขาว่า "นั่งลง"

อีริคทำตาม ท่าทางของเขาดูเครียดและตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่นัก ดูเหมือนเขาจะเคยทำ "แบบนี้" มาก่อน อย่างน้อยก็ครั้งสองครั้ง

ฮู้ดสีดำคลุมปิดหน้าผมซึ่งหันหลังให้แสงไฟในบาร์ ผมไม่กลัวความมุ่งร้ายหรือการลอบจู่โจมที่อาจเกิดขึ้นข้างหลังผม เพราะความสามารถด้านการได้ยิน และ "การตรวจจับอันตราย" ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่ามันใช่ได้ดีทีเดียวในสถานการณ์แบบนี้

อีริคส่งเอกสารให้ผมด้วยท่าทางที่ปกติ ไม่ตื่นเต้นหรือตระหนกตื่นอะไร ท่าทางเขาจะรู้ว่าที่ผมเพิ่งโผล่มา ก็เพราะผมต้องการสอดส่องหรือสำรวจเป้าหมายผู้ว่าจ้างก่อนจะรับงาน

ผมหยิบม้วนเอกสารใส่ในกระเป๋าด้านในเสื้อโค้ท แล้วลุกเดินออกไปจากร้านทันที แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นใบหน้าหรือประสานสายตากับผม แม้แต่อีริคเองก็ตาม

ผมเดินห่างออกไปจากบาร์ประมาณ 300 เมตร ก็ถึงโรงแรม 2 ดาวที่ผมใช้พักเป็นการชั่วคราวอยู่ หลังจากถอดเสื้อคลุมและนั่งบนเตียง ผมก็เปิดดูรายละเอียดในเอกสารว่าจ้างงาน

ดูแล้วไม่น่าจะเป็นงานที่ยากเท่าไหร่ อีกทั้งเป้าหมายหรือ "เหยื่อ" ของผมก็ดูจะเป็นเป้าหมายในฝันที่นักฆ่าหลายๆคนต้องการ

- ชายแก่
- อ้วน
- สันโดษ
- อายุเลยเลข 5
- ไม่มีความสามารถด้านการต่อสู้
- ไม่มีลูกหลาน
และที่สำคัญที่สุด
- ไม่ใช่คนดี

ผมตามสืบเรื่องของเป้าหมาย ก็พบว่าเขาเป็นไอ้แก่ขี้เมาอายุ 50 กว่าๆ ที่วันๆเอาแต่เก็บส่วยจากชาวบ้าน เขาไม่ใช่คนทำงานในวัง เป็นแค่ม้าใช้ที่คนในวังชอบเอาไว้ทำงานระดับต่ำๆให้ นายภาษีคนหนึ่งน่าจะขี้เกียจมาวุ่นวายแถวๆถนนสลัมเหม็นๆแห่งนี้ เลยเลือกให้ชายแก่คนนี้ทำงานที่ไม่น่าพิสมัยให้

ยังดีที่หมอนี่ไม่ใช่คนขี้โกงเท่าไหร่ แม้จะมีบ้างในบางครั้ง แต่ก็ยังพออยู่ในขั้นที่นายจ้างรับได้

ความเลวของหมอนี่ก็ทั่วๆไป ตบตีทำร้ายร่างกายคนที่อ่อนแอกว่า โดยเฉพาะโสเภณี หรือเด็กกำพร้าที่พากันมาขอทาน ไม่ว่าอะไรที่เกะกะขวางหูขวางตาไอ้หมอนี่ เป็นได้ลงไม้ลงมือไปซะหมด

ยิ่งกับหมากับแมวด้วยนี่ยิ่งแล้วใหญ่ หมอนี่ทำร้ายสัตว์จรจัดแทบทุกตัวที่เห็นและเฉียดเข้ามาในทางเดินของมัน ผมเลยรู้สึกว่า คงไม่น่าจะมีใครเดือดร้อนเท่าไหร่ หากหมอนี่จะหายไปจากโลกนี้ซะ

ผมตามชายแก่คนนั้นไป 3-4 วัน เพื่อทำให้แน่ใจว่าหมอนั่นจะไม่ได้มีลับลมคมในอะไรแอบแฝง ตามไปที่บ้าน เข้าไปข้างในตอนหมอนั่นไม่อยู่ ค้นหาทุกซอกทุกมุมจนหมด และก็ไม่พบอะไรนอกจากเสื้อผ้าเหม็นๆ กับดาบขึ้นสนิมที่ดูจะไม่ได้ใช้งานมาสัก 200 ปี

ผมตัดสินใจลงมือในวันที่ 6 เพราะถ้าผมรอนานกว่านี้ ผมอาจจะเริ่มสงสารในความน่าบัดซบของหมอนี่ก็เป็นได้

การฆ่าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม ยิ่งกับเป้าหมายที่ "เลินเล่อ" แบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่

คืนวันที่ 6 ผมจึงแอบย่องเข้าไปในบ้านตอนหมอนั่นหลับ กลอนประตูเป็นเหมือนของเด็กเล่นสำหรับผม มีเวลาให้ผมสัก 10 วินาที ผมก็หายเข้าไปในบ้านได้แล้ว

เจ้าอ้วนนั่นนอนหลับไม่ได้สติเพราะเมามายอย่างที่เคยทำ

ผมใช้ดาบเลอะสนิมของมันเองฉาบด้วยพิษที่ผมสร้างขึ้นจากความสามารถของผม เสียบไปที่กลางคอหอยตัดหลอดลม กระดูกต้นคอ ทะลุไปถึงเตียงไม้เก่าๆ เผลอใส่แรงมากไปหน่อย จนปลายดาบกระทบพื้นดัง "แก๊ง" เบาๆ

เจ้าอ้วนนั่นตาเหลือกโพลง ปากอ้าเรียกหาอากาศหายใจ ผมใช้เสื้อตัวที่ดูสะอาดที่สุดแถวๆนั้นยัดเข้าไปในปาก กันหมอนั่นร้องออกมา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ไม่มีเสียงสักแอะ หมอนั่นยกมือขึ้นมาปัดแกว่งเหมือนคนละเมอตอนดึกสัก 2 วินาทีได้ ก่อนจะทิ้งแขนสองข้างพร้อมๆกับชีพจรลงไปบนเตียง เลือดไหลไปตามปลายดาบลงสู่พื้นดิน พอๆกับที่ไหลทะลักออกมาจากปากแผล

เหตุผลที่ผมไม่ใช้ดาบหรืออาวุธของตัวเองเพราะมันง่ายมากที่จัดการเหยื่อแบบนี้ และผมไม่อยากจะดึงดาบออกจากคอของมัน ทิ้งไว้อย่างนี้ดีกว่าชักดาบออกมาแล้วปล่อยให้เลือดทะลักจนอาจจะเลอะเสื้อผ้าผมได้ ถึงแม้ผมจะใส่ชุดคลุมสีดำ แต่การปล่อยให้มีคราบเลือดหรือกลิ่นคาวเลือดติดเสื้อผ้า ก็ไม่ใช่แนวทางที่ดีต่อการเดินทางในแบบของผม

ก่อนออกจากบ้าน ผมใช้ความสามารถ "ตรวจสอบขั้นสูง" ตรวจดูสัญญาณของชีพจรรอบๆบ้าน ผมปิดประตูบ้านและเดินจากมาตอนตี 2 กว่าๆเห็นจะได้ ค่อนข้างแน่ใจว่าไม่มีใครที่ตื่นอยู่แถวๆนั้น แม้แต่หมาหรือแมวยังหลับอย่างปกติสุขที่สุด และอาจจะปกติกว่านี้ก็ได้ถ้ามันไม่ต้องถูกชายในบ้านหลังเมื่อครู่ทำร้ายทุกครั้งที่เดินผ่าน

ฝีเท้าของผมเบาพอๆกับเสียงของภูติผีวิญญาณ จริงๆอาจจะไม่ขนาดนั้น แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามนุษย์ทั่วๆไปไม่น่าจะได้ยินเสียงผมเดินได้

มันมาจากเหตุผล 2-3 ข้อ แต่หลักๆก็คือ "การฝึกฝน" ของผมนั่นเอง ที่เป็นต้นกำเนิดความสามารถอันสุดยอดหลายอย่างของผม

ผมกลับมาที่บาร์ "ดูอี้พิท" บาร์เทนเดอร์เป็นลูกเขยของเจ้าของบาร์ที่ชื่อ ดูอี้ ซึ่งผมไม่เคยเห็นสักครั้งเดียว จากข้อมูลที่ผมได้คือ ดูอี้ ได้ย้ายไปทำงานในวัง น่าจะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เลยปล่อยให้ลูกสาวกับลูกเขยดูแลกิจการต่อ

แต่ลูกสาวของเขาได้หนีไปกับอัศวินพเนจรคนหนึ่ง ลูกเขยเลยได้รับงานถาวรในแบบที่ตนเองไม่ได้ต้องการนัก

แม้อย่างนั้น หมอนั่นก็ไม่ได้เวิ่นเว้ออะไรมากเท่าไหร่ เพราะอย่างน้อย ก็มีงานทำ และไม่ต้องอดๆอยากๆในเมืองแห่งนี้

ผมไปที่บาร์ รอจังหวะที่บาร์เทนเดอร์เอาเบียร์ที่ผมไม่เคยดื่มและไม่คิดจะลองมาเสิร์ฟ แล้วกระซิบบอกหมอนั่นว่า "3 ทุ่มครึ่ง" เป็นการบอกเวลานัดหมายสำหรับการปิดงานว่าจ้างครั้งนี้

-----------------------------------------

อีริคมาช้ากว่าเวลาที่กำหนดด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ ผิดกับ 8 วันที่แล้วที่ผมได้ผมเขา

ปกติลูกค้าส่วนใหญ่ที่นัดเข้ามาจ่ายเงิน มักจะมีสีหน้าท่าทางไม่กี่แบบ ถ้าไม่ตื่นเต้นระคนดีใจ ก็จะนิ่งๆดูลุกลี้ลุกลนเล็กๆ พอให้รู้ว่าหมอนั่นก็ไม่ได้ชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก

แต่กับอีริค มันต่างออกไป

หมอนี่มีท่าทางตื่นกลัวเกินกว่าเหตุ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขาดูท่าทางจะมั่นใจเอามากๆว่า การ "กำจัด" เหยื่อรายนี้ออกไปให้พ้นทาง จะช่วยให้เป้าหมายของเขาบรรลุผล แม้ว่าผมจะไม่รู้เหมือนกันว่า ชายแก่อ้วนเมาหยำเปนั่นจะเป็นพิษภัยกับใครสักคนที่อายุมากกว่า 16 ได้ก็ตาม

อีริควางถุงเงินที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเหรียญทอง 100 เหรียญ คำนวณจากขนาดและเสียงที่กระทบลงบนโต๊ะ หมอนั่นให้ค่าตอบแทนผมเท่ากับที่เคยตกลงกันไว้

ผมตรวจสอบด้วยความสามารถบางอย่างของผมแล้ว ถุงเงินไม่มีพิษหรือวัตถุต้องสงสัย ผมหยิบมันแล้วยัดใส่กระเป๋าสะพายเอวด้านในพร้อมๆกับลุกพรวดขึ้นเตรียมตัวกลับทันที

อีริคคว้าข้อมือผมไว้ นั่นทำให้ผมตกใจจนเกือบจะชักมีดที่ซ่อนอยู่มากระซวกคอเขาทันที ถ้าไม่ได้เห็นแววตาสิ้นหวังนั้นเสียก่อน

"ทะ...ท่าน... เอ่อ... ท่าน จะรับงาน... เพิ่ม อีกสักงานได้มั้ย?"

เป็นประโยคที่ดูประหลาดพิลึก

จากการแต่งตัวบุคลิกของอีริค ดูเหมือนเขาจะเป็นใครสักคนที่ทำงานในวัง และคนในวังไม่ค่อยจะอ้อนวอนนักฆ่าเท่าไหร่นัก พวกเขามักจะจ่ายเงินแล้วก็จบ รอเป้าหมายใหม่ให้เรียกใช้งาน

"คุยผ่านดิ๊ค" ผมตอบ "ข้าไม่รับงานวิธีอื่น"

"ดิ๊คตายแล้ว" เขาตอบ ผมเห็นแววความกลัวพุ่งขึ้นในสายตาอีริคชั่วครู่ ก่อนจะกลายเป็นความตื่นตระหนกที่ผมเห็นก่อนหน้า

ผมกลับมานั่งที่เก้าอี้ และเริ่มรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันไม่ชอบมาพากลเท่าไหร่นัก ผมเปิด "การตรวจจับ" ที่ทำหน้าที่คล้ายเซนเซอร์ กวาดไปรอบบาร์ ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ คนส่วนใหญ่ยังเมาและสั่งเบียร์เพิ่ม ชาย 2-3 คนที่กำลังนัวเนียโสเภณีอยู่ที่กลางร้าน ทหารเพิ่งออกเวร 2 คนที่กำลังบ่นเจ้านาย นักไวโอลินฝีมือห่วยกำลังเล่นเพลงที่ผมคุ้นๆว่าเคยฟังมาก่อนหน้า

ผมหันไปมองที่บาร์เทนเดอร์ ก็ไม่พบสัญญาณผิดปกติอะไร เห็นหมอนั่นยังทำงานด้วยท่าทางเอื่อยๆเหมือนเดิม

หรือถ้าหากจะมีอะไรผิดปกติ มันก็ต้องอยู่ข้างนอก ผมเลยขยายสัญญาณการตรวจจับของผมออกไปอีก ไกลออกไปรอบๆบาร์สัก 100 เมตรได้ ก็ยังไม่พบอะไรผิดสังเกตุ

ผมเลยเลือกนั่งลงและคิดว่า จะลองจับผิดในน้ำเสียงและท่าทางของอีริคดูสักหน่อย อยากรู้ว่าหมอนี่เกี่ยวข้องกับข่าวการตายของดิ๊คมากแค่ไหน

"เล่ามา" ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ดิ๊ค... เอ่อ... ดิ๊คสัน จริงๆเขาชื่อดิ๊คสันน่ะ เป็นเด็กรับใช้ของ ลอร์ด จาเอล ผู้ครองเมืองนี้" อีริคเริ่มอธิบาย

"เขาทำงานในวัง และเป็นลูกมือของหัวหน้าพ่อบ้านชื่อ เจนเซ่น ซึ่งเจนเซ่นคือคนที่มีเบื้องหลังลึกลับและดำมืดมากมาย"

... ผมเงียบ ส่งสายตาให้พูดต่อ

"เจนเซ่น น่ะ ปกติเป็นพ่อบ้านในวัง สั่งงานทั่วไปเพื่อรับใช้ลอร์ดจาเอล ซึ่งก็ไม่รู้เลยว่า จริงๆแล้ว เจนเซ่น คือคนที่อยู่เบื้องหลังและคอยทำงานให้ตนเอง ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ซึ่งส่วนใหญ่ คำสั่งด้านมืดทั้งหลาย มักจะมาจาก ลอร์ด ดานิส น้องชายของลอร์ดจาเอล"

ตัวละครเริ่มเยอะ ผมเริ่มรำคาญนิดๆ

"ลอร์ดดานิส ไม่ค่อยชอบที่พี่ชายของเขา ลอร์ดจาเอลที่ปกครองเมืองด้วยความใสซื่อ และมักจะได้รับความดีความชอบจากเมืองหลวงเท่าไหร่ จึงพยายามสร้างความชอบให้ตัวเอง ด้วยการกำจัดเสี้ยนหนามทางการค้าหรือธุรกิจต่างๆ ลอร์ดดานิสจึงได้ใช้งานเจนเซ่นผู้กว้างขวาง ให้ทำงานสกปรกให้"

"...."

"เจนเซ่นมีลูกน้องมากมาย หนึ่งในคนสนิทก็คือ ดิ๊คสัน นั่นแหละ ที่คอยวิ่งเต้น ส่งข้อความและรับงานผ่านผู้ว่าจ้างกับนักฆ่าให้"

โอเค... นายจ้างผมคืน เจนเซ่น กับ ลอร์ดดานิสสินะ ว่างๆต้องไปทักทายสักหน่อย ดูว่าเหมาะจะทำงานด้วยต่อดีมั้ย

"แล้วปัญหาคือ...?" ผมถาม

"วันนึง ลอร์ดจาเอลรู้เข้า จากการแอบสืบด้วยตัวเอง ผ่านลูกน้องคนสนิท เขาจึงได้รู้ว่า ในเมืองของตัวเองนั้น มีการจ้างวานนักฆ่านอกกฏหมายอยู่เต็มไปหมด พอๆกับความสกปรกที่เขาไม่เคยต้องการ"

ลอร์ดจาเอลจึงสั่งให้ตามตัวผู้เกี่ยวข้องทุกคน เพื่อจะสืบหาว่าใครเป็นต้นตอ โดยมีลอร์ดดานิสคัดค้านในที่ประชุม"

พวกเขาเถียงกันอย่างหนักหน่วง รวมไปถึงสภาที่ปรึกษาที่ต่างก็มีเหตุผลของตัวเองที่พยายามจะบอกว่า การรับด้านมืดของตัวเองให้ได้ คือก้าวเดินอันยิ่งใหญ่ที่จะพาวงศ์ตระกูลให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า"

....ท่าทางจะจบไม่สวย....

"จนสุดท้าย ลอร์ดจาเอลให้คำขาด ว่าต้องไม่มีการจ้างวานนักฆ่าในเมืองของเขาอีกต่อไป
ทำให้ลอร์ดดานิส โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และแม้จะไม่ชอบใจในการตัดสินแม้แต่น้อย แต่ก็ต้องทำตามที่พี่ชายต้องการ

ลอร์ดดานิสจึงได้ต้องการ "แพะ" สักตัว เพื่อรับบทเป็นผู้ว่าจ้างงานสกปรกที่ตัวเองเป็นคนเริ่ม เขาสั่งเจนเซ่นให้หาใครสักคนมารับบทนี้ให้หน่อย แต่ลอร์ดจาเอลดันไปสืบจนกระทั่งรู้ได้ว่า ดิ๊คสัน คือหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"

ผมแอบตกใจนิดๆ ถ้าดิ๊คหรือดิ๊กสันถูกจับตามอง การผ่านงานที่ผมได้รับจากเขาเมื่อ 8 วันที่แล้วจะอยู่ในการรับรู้ของลอร์ดจาเอลหรือเปล่า ตอนนั้นผมเปิดเซนเซอร์ตรวจจับ ก็ไม่เห็นอะไรที่น่ากังวล อาจจะเพราะดิ๊คเองก็คงไม่ได้ถูกติดตามตลอดเวลาหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ

"ลอร์ดจาเอลสั่งให้คนมาจับดิ๊คสันไปสอบสวนเมื่อวาน แต่ดิ๊คสันคงรู้ตัว เลยหนีหายไปเสียก่อน หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ลอร์ดจาเอลสั่งให้ทุกคนตามหาทุกซอกทุกมุม แต่ก็คว้าน้ำเหลว ในวังหรือในเมืองไม่เหลือร่องรอยของชายที่ชื่อ ดิ๊คสันอีกต่อไป"

"แล้ว...?" ผมถาม อยากให้เข้าตรงประเด็นหน่อย

"ข้าไม่รู้ว่าดิ๊คสันนั้นจะหนีได้หรือถูกจับ เจนเซ่นคงต้องพยายามตามหาตัวเจ้านั่นพอๆกับลอร์ดจาเอลเพื่อฆ่าปิดปากเป็นแน่ ถ้าหมอนั่นถูกจับ คนแรกที่ต้องโดนตัดหัวน่าจะเป็นเจนเซ่น และตามด้วยลอร์ดดานิส ในข้อหากบฐ ซึ่งตอนนี้ เจนเซ่นเอง ก็ขึ้นทะเบียนผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งของเรื่องนี้ไปแล้ว จากการที่ดิ๊คสันนั้นเป็นเด็กใต้บังคับบัญชาของเขา"

เออ.... เอาเข้าไปสิ พี่น้องทะเลาะกัน ต้องทำให้มันวุ่นวายด้วยนะ ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะฟังต่อ หวังว่าอีริคจะเข้าประเด็นสิ่งที่ต้องการ

"ลอร์ดจาเอลโกรธมาก ที่ปล่อยให้ดิ๊คสันหายเข้ากลีบเมฆไป แต่เจนเซ่นและลอร์ดดานิสโกรธิยิ่งกว่า ที่ดิ๊คสันดันรู้ตัว หนีไปก่อนที่พวกเขาจะฆ่าตัดตอนเสียก่อน ตอนนี้ ทั้งเมืองเลยเต็มไปด้วยทหาร และคนที่ออกค้นหาชายที่ชื่อ ดิ๊คสัน"

ก็จริงนะ ผมรู้สึกว่าช่วงนี้ทหารดูจะเยอะเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าน่าจะมีคำสั่งให้ตามตัวคนร้ายสักคน แทนที่จะเป็นดิ๊ค ที่ดูจะเป็นแค่เด็กวิ่งเอกสารธรรมดา

"ความโกรธเกรี้ยวของลอร์ดจาเอล จึงเป็นเหตุให้เขาออกคำสั่งว่า ห้ามไม่ให้มีการฆาตกรรมหรือลอบสังหารเกิดขึ้นในเมืองเขาอีกต่อไป หากผู้ใดถูกทำร้ายด้วยคำสั่งลอบสังหาร ต้องตามหาตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ได้"

ผมเริ่มเข้าใจประเด็นทีละนิด

"เป้า...เป้าหมาย ที่เจ้าลงมือไปนั้นน่ะ... เอ่อ... คือ สำเร็จใช่มั้ย?"

ผมพยักหน้า ไม่ห่วงว่าจะมีใครตามมาเจอ เพราะไม่มีร่องรอยของคนรู้เห็นเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุแม้แต่คนเดียว

"นั่น... นั่นล่ะ ปัญหา" อีริคพูด

"จริงๆ เจ้าน่าจะทำไม่สำเร็จ... เพราะแม้ตอนนี้ จะไม่มีใครไปพบศพเข้า แต่อีกไม่ช้า ก็คงมี...

ชายคนนั้น คือคนที่คอยเก็บส่วยตามสถานประกอบการผิดกฏหมายให้เจนเซ่น ซึ่งตอนแรก เจนเซ่นกะว่าจะให้หมอนั่นเป็นแพะรับบาปไป แต่ลอร์ดจาเอลประกาศชัด ว่า ต้องการจับเป็นเท่านั้น การฆ่าชายคนนั้น จึงไม่ควรเกิดขึ้นเด็ดขาด"

"แล้วคำสั่งหลุดออกมาได้ยังไง?" ผมถาม

"เพราะมันไม่ได้หลุดออกมาจากเจนเซ่นน่ะสิ"

ผมเริ่มสงสัย

ชัววินาทีนั้น ผมก็มองเห็นอะไรบางอย่างในสายตาของอีริค

มันเป็นความกลัวที่กลับกลายเป็นความตกใจถึงขีดสุด กับภาพที่ได้เห็น ณ วินาทีนั้น

ผมเปิดเรดาห์จับสัญญาณอันตรายทันที ก่อนที่มีดบินเล่มนั้นจะวิ่งผ่าอากาศเหม็นๆในบาร์แห่งนี้เข้ามาที่ผม

ผมสะบัดตัวก้มลงเป็นมุมทะแยง มีดจึงไปปักเข้าที่กลางอกของอีริคเข้าพอดิบพอดี

มันช่างประหลาดและหาดูได้ยากทีเดียว ที่ผมจะไม่ทันสังเกตุถึงอันตรายได้หนักขนาดนี้

ผมเหลือบไปจนเห็นนักไวโอลินที่ตอนนี้เปิดเผยธาตุแท้ของมันออกมา พร้อมๆกับหยิบมีดอีก 2 เล่มที่ซ่อนอยู่ในชายเสื้อด้านหลัง

ภาพในตอนนั้นกลายเป็นภาพสโลว์ทันที เพราะผมเปิดใช้ความสามารถ "เพิ่มประสาทสัมผัส"

ผมไม่เคยเห็นหน้าไอ้หมอนี่ที่น่าจะเป็นนักฆ่าที่ใช้มีดได้ดีคนหนึ่ง ก็ต้องขอชมที่มันเก็บซ่อนความอันตรายและจิตสังหารไว้ได้ดีทีเดียวในสถานที่แบบนี้

ก็ว่าอยู่ ว่าบางอย่างในห้องนี้มันเปลี่ยนไป เหมือนดนตรีจะแย่ๆลงนิดหน่อย แต่ผมก็ไม่ทันสังเกตุนักไวโอลินใส่หมวกที่ตอนแรกคิดว่า เป็นแค่นักดนตรีที่เดินทางผ่านเมืองมาและอยากได้ค่าจ้างเล็กน้อยสำหรับอาหารเช้า

ผมหยิบมีดบินที่ผมซ่อนไว้ในเสื้อคลุมออกมาปาใส่มันแทบจะพร้อมๆกันกับที่มันปา แต่ผมฉากหลบได้เร็วกว่ามันพอสมควร มีดของมันเลยไปปักเอาที่กำแพงบาร์ ส่วนมีดของผมทั้ง 2 เล่ม ปักเข้าที่ท้องกับที่ไหล่ของมัน

หลังจากนี้อีก 2-3 วินาที จะมีคนเริ่มสังเกตุเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้หญิงจะเริ่มวี้ดว้าย และทุกคนจะส่งสายตามาที่ผมเป็นทางเดียวกัน ซึ่งผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น

ผมจึงยิง "เวทย์มนต์" ออกจากมือทั้งสองของผม

มือหนึ่งผมเล็งไปที่ถังเปล่ามุมห้อง ที่พอไฟไปกระทบ มันก็ระเบิดดังลั่นเหมือนฟ้าผ่าเข้ามาใจกลางร้าน

อีกมือหนึ่งของผมเล็งไปที่แผงขวดเหล้าที่อยู่ด้านหลังบาร์เทนเดอร์ จนแอลกอฮอล์ในนั้นระเบิดออกมาจนเหมือนขวดสัก 20 ใบจะแตกออกพร้อมๆกัน

ความวุ่นวายที่ผมสร้างขึ้นยังไม่จบ ผมหยิบระเบิดควัน 2 ลูกออกมาแล้วโยนมันลงไปบนพื้นกลางร้าน ก่อนมันจะแตกออกและส่งควันมหาศาลเข้าปกคลุมทั่วร้าน

ผมใส่เหรียญทองหนึ่งเหรียญเป็นค่าซ่อมแซมและเก็บกวาดร้านลงไปในกระเป๋าบาร์เทนเดอร์ หวังว่ากิจการของเขาจะกลับมาเหมือนเดิมในเร็ววัน (หวังว่ามันน่าจะมีอะไรดีกว่าเดิมนิดหน่อยด้วย)

ผมสาวเท้าก้าวเดินออกมาพร้อมๆกับชาวบ้านหลายคนที่ตกใจกลัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คิดว่าจะแฝงตัวหนีไปพร้อมๆกับคนเหล่านี้ได้ไม่ยากนัก

แต่ผมคิดผิด

ทหาร 30 นายโผล่ออกมาจากทุกทิศรอบๆร้าน

เร็วกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับการเกิดเหตุร้ายในเมือง ยิ่งเป็นในบาร์กระจอกๆแบบนี้ ทหารติดอาวุธไม่น่ามากันได้เร็วขนาดนี้

พวกนั้นเริ่มต้อนชาวบ้านที่ออกมาจากบาร์ให้ไปรวมกันตรงกลาง ผมจึงเลี่ยงตัวเองและเดินสวนฝ่าฝูงชนกลับเข้าไปในบาร์อีกครั้ง สงสัยว่า ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และเจ้านั่นรู้เรื่องทั้งหมดนี่ได้ยังไง

ผมคงคิดเพลินไปหน่อยตอนที่ได้ยินเสียง "นี่...เฮ้ย!! ... เจ้าน่ะ!!! หยุดอยู่ตรงนั้นเลย"

ทหารหนุ่มคนนั้นเอื้อมมือมาคว้าฮู้ดของผมจากด้านหลัง ดึงผ้าคลุมหัวผมออกไป ก่อนผมจะหันไปเผชิญหน้า สบตากับหมอนั่น

"เจ้า... เจ้า... เป็น..."

"เอลฟ์" ผมจบประโยคให้ ก่อนจะแทงมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขนของผมเข้าไปที่ท้องของหมอนั่นจนเกือบมิด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น