ผมลุกพรวดเดียวด้วยเสียงที่เงียบเชียบที่สุด ก่อนจะหลบตัวเข้าไปในเงามืดข้างหลังกล่องใบใหญ่ที่ซ้อนกันจนเกือบจะกลายเป็นเขาวงกต
"ใครทำอะไรกับกลอนประตูนี่วะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้น
"สงสัยจะมีคนงัดเข้ามาขโมยของ" อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นตามมา
"ดูนั่นสิ" ชายคนแรกชี้ไปที่กล่องสมบัติเปิดอ้าที่ผมเพิ่งหยิบดาบคาตานะออกมา
"ชิบหายแล้ว นั่นหีบของบรูซนี่หว่า"
"ทำไงดีวะ?"
"ไปบอกหัวหน้าก่อนดีกว่า"
ผมไม่รู้ว่าบรูซเป็นใคร หรือหัวหน้าเจ้าพวกนั้นเป็นใคร อาจเป็นเจ้าของบาร์ หรือคาร์เตอร์ ผมก็ไม่รู้ได้ แต่ขณะที่ชายคนหนึ่งวิ่งออกไปด้านนอก ทิ้งให้ชายอีกคนตรวจดูความเสียหายภายใน ผมก็ตัดสินใจว่านี่คงเป็นเวลาออกไปจากที่นี่สักทีแล้ว
ผมก้าวออกจากเงามืด แม้กระนั้น ในห้องนี้ก็ยังมืดกว่าที่ควร นอกจากแสงไฟที่ตะเกียงของชายที่เข้ามาในห้อง ก็มีแค่แสงจางๆจากประตูที่พอจะทำให้ที่นี่สว่างขึ้นได้บ้าง แต่แน่นอน หมอนั่นไม่เห็นผม
จังหวะที่หมอนั่นหันหลัง ผมก็ปราดเข้าไป ใช้มือหนึ่งเอื้ัอมไปปิดปาก ส่วนอีกมือก็แทงมีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมเข้าไปที่ด้านข้างของช่องท้องจากข้างหลัง พร้อมกับใส่พิษ "ยาชา" กับ "ยาสลบ" เข้าไปด้วย หมอนั่นมีสติอยู่อีกแค่วินาทีเดียว ก่อนจะล้มลงไปในอ้อมแขนของผม ซึ่งประคองให้หมอนั่นนอนลงบนพื้นอย่างเงียบเชียบที่สุด
ผมไม่ได้แทงจุดสำคัญ และที่ลงมือ เพราะยังไงเสีย กว่าผมจะออกไปได้ พวกมันก็ต้องรู้ตัวอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับเจ้าวิลลี่ดำ ที่ผมต้องการจะให้ทุกอย่างดูปกติที่สุด เพราะนั่นเป็นแค่การหาข่าว ไม่ใช่การลอบเข้ามาขโมยของและดักฟังแบบนี้
เมื่อตัวตนของผมถูกเปิดเผย ทุกวินาทีก็คือการนับถอยหลัง ผมเริ่มนับตัวเลข 1 , 2 , 3 ,... ในใจ และคิดแผนการณ์ในการหลบหนีของตัวเองอย่างรวดเร็วที่สุด
วิธีที่ง่ายที่สุดคือออกทางประตูหน้า เลี้ยวขวาที่มุมกำแพงนั่นไปก็จะเจอกับบันไดลงไปชั้นหนึ่ง และอาจจะพวกโจรสลัดอีก 2 โหลที่กำลังกรูกันขึ้นมาบนนี้
ไม่ดีแน่
เลี้ยวซ้ายจะเป็นทางไปยังห้องพักและบันไดขึ้นชั้น 3 ผมออกจากประตู เลี้ยวซ้ายกลับไปยังทางที่ผมเข้ามา ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เสียงของคนหลายคนตามขึ้นมาจากข้างล่าง และพวกมันจะเจอกับเพื่อนที่นอนหมดสติจมกองเลือดจนนึกว่าตายไปแล้ว และความเกรี้ยวกราดของพวกนั้นจะเพิ่มขึ้นอีก
ผมไม่ได้กลัวการเผชิญหน้า ผมมีไม้ตายอีกเยอะที่จะเอาไว้ต่อสู้ ป้องกันตัวเอง หรือหลบหนี แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ถ้าพวกมันจะรู้ว่า การมาถึงของเอมเมอร์ นำพาสายลับ โจร และนักฆ่า เข้ามาในฐานที่มั่นของพวกมัน ผมขอเสี่ยงกับการเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อยเสียดีกว่า
ผมวิ่งขึ้นไปชั้น 3 กลับไปยังห้องที่ผมใช้ปีนเข้ามา เปิดประตูห้อง เข้าไปและเปิดหน้าต่างออก ด้านนอกผมเห็นความเคลื่อนไหวอีกครั้ง ไม่ใช่แค่คนเมากับนางโลมเท่านั้น แต่พวกทหารในปราสาท ก็ผสมโรงด้วย
นั่นคือสิ่งที่ผมไม่ได้คาดไว้ หากทหารในปราสาทมาที่นี่ ก็คงปฏิเสธได้ยากว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัสจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งคนรับใช้ที่ปลอมตัว และคาร์เตอร์ ดิชค์ ที่เตรียมแผนล่มเรือของเอมเมอร์
ผมพุ่งออกไปจากอาคาร กระโดดออกไปยังหลังคาของบาร์ข้างๆ และวิ่งฝ่าความมืดไปยังทิศที่พวกทหารวิ่งมา ไม่นานพวกนั้นจะพบว่าผมออกมาทางไหน ผมต้องไปให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลาหลบเร้นตัวเองหรือทำเนียนเดินปนไปกับฝูงชน เพราะผมเหลือเวลาอีกไม่มาก ก่อนงานเลี้ยงอาหารค่ำจะเริ่มต้นขึ้น
ผมวิ่งเต็มสปีดตัวเองอย่างต่อเนื่องจนมาถึงโรงแรม แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันการ ผมไม่ได้มาช้า แต่อาหารตั้งโต๊ะเร็วเกินไป ผมเห็นขบวนของเจ้าเมืองเดินล้อมคณะของเราออกไปไกลระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีโอกาสให้ผมได้ส่งสาส์นหรือข้อความใดๆถึงพวกเขา ผมเรียกตัวต่อของผมกลับเข้ามายังปลอกแขน แล้วขึ้นไปยังห้องพักของพวกเรา เฟรานายังคงถูกทิ้งอยู่บนนั้น พวกนั้นไม่รู้ว่าเรามีเอลฟ์มาด้วย 3 คน ไม่ใช่ 2
"เจ้ากลับมาช้าไป" เธอพูดเจือน้ำเสียงตำหนิ
"ข้ารู้" ผมหยุดหอบหายใจพักหนึ่ง "ข้าไปเจอปัญหามานิดหน่อย"
"ปัญหาอะไร?"
"พวกนั้นจะจมเรือของเราหลังออกจากท่า"
"ว่าไงนะ?" เฟรานาเกือบจะลุกขึ้นมาจากเตียง ผมต้องกดไหล่เธอให้นอนลงต่อ แต่เธอปัดมือผมออกไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นนั่งตัวตรง "นี่เจ้าจะให้ข้าอยู่เฉยๆหรือยังไง ขณะที่ท่านหญิงซีราเอลและท่านหญิงเอมเมอรัลเน่กำลังมีภัย" เธอตะวาดผมและทำท่าจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
ผมห้ามเธออีกรอบ "มีภัยน่ะ ใช่" พยายามกดไหล่เธอให้นั่งอยู่บนเตียง "แต่ไม่ใช่คืนนี้หรอก"
"เจ้ารู้ได้ยังไง?"
"พวกมันเลือกใช้โจรสลัดมาจมเรือของเรา นั่นทำให้ดูเหมือนว่าลอร์ดเจ้าเมืองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการลอบสังหารนี้ ถ้าพวกมันใช้ยาพิษ และข่าวรั่วออกไป เฮอร์เชลลัสจะเป็นคนแรกที่ถูกอาณาจักรเด็ดหัว"
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลให้เจ้ายังอยู่ที่นี่ เราต้องไปเตือนท่านหญิง ว่าศัตรูของเราอยู่ตรงหน้าเรานี่แล้ว" เธอยังคงยืนกราน แม้จะมีท่าทีอ่อนลงบ้างเล็กน้อยก็ตาม
ผมเลยไม่ค่อยเหลือทางเลือกมากนัก และการตามไปสอดส่องแถวปราสาท ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เลวร้ายอะไรเท่าไหร่ หลังจากบอกให้เฟรานานอนพักและรอการติดต่อกลับ ผมก็ออกจากโรงแรม ตรงไปยังลานหน้าปราสาททันที
ที่หน้าปราสาท เป็นลานหินทรายขรุขระพื้นที่ขนาดกว้างพอสมควร ทหารหลายสิบนายยืนรักษาการณ์โดยรอบ เว้นพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับโต๊ะอาหารที่มีคนนั่งอยู่เต็ม อาหารจานแรกยังไม่เสิร์ฟ ผมเลยได้โอกาสหาพื้นที่เหมาะๆเพื่อซุ่มดู
ผมพบร้านอาหารขนาดกลางแห่งหนึ่ง ด้านหน้ามีโต๊ะสำหรับกินอาหารซึ่งมองเห็นความเคลื่อนไหวทุกอย่างตรงจุดที่พวกนั้นกำลังจะเริ่มมื้อค่ำ ผมเข้าไปสั่งอาหาร แล้วหาทำเลนั่งเหมาะๆเท่าที่จะทำได้
หัวโต๊ะนั่นแน่นอนว่าเป็นลอร์ดเฮอร์เชลลัส และตามมาด้วยนายทหารชั้นสูง อัศวิน ที่ปรึกษาอีก 2 คนนั่งอยู่อีกฝั่ง ส่วนด้านของเอมเมอร์ ไล่ลงมามีแค่ซีราเอลกับยูเรล พวกพีทถูกจัดโต๊ะให้นั่งแยกออกไปเพราะเป็นทหารยศต่ำกับผู้ติดตามที่ไม่ควรจะได้ร่วมมื้ออาหารด้วยซ้ำ ถ้าเอมเมอร์ไม่ยืนกรานหนักแน่นว่าพวกเขาเป็น "สหาย" มากกว่า "ผู้ติดตาม"
ข้อนี้ผมชื่นชมเอมเมอร์มากทีเดียว แม้เธอจะเป็นหญิงจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจคนรอบข้างที่มีลำดับชั้นต่ำกว่าเธอ ตรงกันข้าม เธอปฏิบัติกับคนเหล่านั้นดีเกินไปจนอาจทำให้คนอื่นๆที่อยู่ในระดับสูงหมั่นไส้ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งผมเห็นได้อย่างชัดเจนในสายตาของผู้ร่วมโต๊ะที่เหลือ
อาหารจานแรกเสิร์ฟ ผมเงี่ยหูแต่ก็แอบฟังได้ยาก เพราะระยะห่างและเสียงจอแจรอบข้างในร้านอาหาร เลยส่งตัวต่อตัวนึงไปบินวนใกล้ๆมากพอที่จะได้ยินอะไรที่จำเป็น
เอมเมอร์ตัดสินใจกินอาหารคำแรก แม้จะไม่มีคำยืนยันจากผมว่าปลอดภัยหรือไม่ เพราะดูแล้วไม่น่าเป็นห่วงใดๆ อาหารถูกเสิร์ฟพร้อมกันและถูกแบ่งจากจานเดียวกันให้ทุกคน เมื่อทุกคนบนโต๊ะไม่ได้กระโตกกระตากอะไร เธอจึงไม่อยากทำให้เกิดเรื่องน่าสงสัยมากไปกว่านี้ ซึ่งเช่นเดียวกันกับซีราเอลและคนอื่นๆ ที่ไม่มีทางเลือกใดๆนอกจากลิ้มรสอาหารเลิศรสพวกนั้น
การพูดคุยเป็นไปอย่างปกติ ลอร์ดเฮอร์เชลลัสไม่มีท่าทีเป็นอริใดๆที่อาจทำให้ผิดสังเกตุ ต้องยอมรับว่าสำหรับคนเชื่อสายชาวประมงแล้ว หมอนี่เก็บงำแผนลับอำมหิตไว้ได้ค่อนข้างดีทีเดียว
"ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ลอร์ดเฮอร์เชลลัส ว่าท่านวางแผนไว้สำหรับการออกเดินทางของพวกข้าเมื่อไหร่? หากนั่นจะไม่เป็นการเร่งเร้าท่านจนเกินไปนัก" เอมเมอร์เข้าประเด็นน่าสนใจ
"ข้าเตรียมเรือพร้อมสำหรับการเดินทางไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว เป็นเรือสินค้าขนาดกลาง ไม่ดึงดูดสายตาจนเกินไป แต่ก็มั่นคงและแข็งแรงเพียงพอสำหรับการเดินทางไกลเท่าที่จำเป็น" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสจิ้มสเต็กปลาเข้าปาก ผมเลยเริ่มคิดถึงอาหารของผมที่สั่งไปเมื่อกี้มากยิ่งขึ้น
"เมื่อทุกอย่างพร้อม ข้ายินดีจะนำท่านไปยังท่าเรือของเราทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น ข้าหวังเป็นอย่างมากว่าท่านอาจจะมีเวลาให้ข้าพาเยี่ยมชมปราสาทและตัวเมืองของเรา แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ท่านคาดหวังไว้นัก"
"ข้าต้องขอแสดงความเสียใจในการเสียมารยาทของข้าครั้งนี้ ท่านลอร์ด" เอมเมอร์ตอบ "ข้าแค่ต้องการออกเดินทางไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดตามกำหนดการณ์ของท่านพ่อของข้าเท่านั้น"
"ลอร์ดบิดาของท่านช่างมองการณ์ไกลและมีเหตุผลยิ่งแล้ว ข้ามิอาจแสดงความเห็นเป็นอื่นได้ในเรื่องนั้น" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสแสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
"หากท่านจะเมตตา เรายังมีสหายของเราคนหนึ่งที่อาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เธอขาหัก และอาจไม่สะดวกนักที่จะล่องเรือไปกับเรา" ซีราเอลพูดขึ้น เธอหมายถึงเฟรานา ซึ่งนั่นทำให้ยูเรลทำหน้าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
"แต่ท่านหญิง.... เอ่อ... ถ้าท่านหมายถึงเฟรานา... ข้ามั่นใจว่านางยินดีที่จะติดตามท่านไป แม้ต้องเสียขาไปทั้งสองข้าง" ยูเรลค้าน
"ซึ่งข้าไม่ได้หวังให้เป็นเช่นนั้น" เธอตอบ "ยิ่งข้าได้ผ่านการสูญเสียสหายอันเป็นที่รักของเราไป 2 คน นั่นยิ่งทำให้ข้าไม่อาจจะทนให้พวกเจ้ามารับผิดชอบกับอันตรายเหล่านี้ได้อีก เจ้าต้องพาเฟรานากลับบ้าน กลับเวเนลเรีย"
"ไม่นะ ท่านหญิง" ยูเรลเสียงดังขึ้นและเกือบจะลุกขึ้นมาบนโต๊ะ "ข้ายอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ ข้าไม่สามารถปล่อยท่านให้เดินทางต่อไปคนเดียวได้ในท้องทะเลได้"
"นั่นคือสิ่งที่ข้าตัดสินใจแล้ว" เธอตอบ
ผมอยากจะเดินเข้าไปกลางวงนั่น ตบกะบาลเธอสักป้าบสองป้าบแล้วเดินออกมาเหลือเกิน ยัยนี่ไม่รู้หรือไงว่าเรื่องไหนควรพูดไม่ควรพูดตอนไหน ขณะที่ลอร์ดเฮอร์เชลลัสยังไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่ใช่ศัตรู ซีราเอลกลับประกาศว่าเธอจะลดการป้องกันของเอมเมอร์ลงไปอีก ในที่แบบนี้เนี่ยนะ
"ท่านหญิงซีราเอล" เอมเมอร์พูด "ข้าก็เห็นด้วยกับยูเรล... หากท่านยินดีจะลงเรือไปกับข้า นั่นนับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ข้าอาจได้รับ แต่ขณะเดียวกัน ความปลอดภัยของท่านก็เป็นสิ่งที่ข้ากังวลใจเช่นกัน หากข้าต้องออกสู่ทะเลซึ่งห่างไกลจากป่าและแมกไม้ซึ่งเป็นขุมพลังสำหรับท่าน การที่ท่านจะเดินทางไปด้วย ก็อาจเป็นภัยกับท่านได้มากพอๆกับข้าเลยทีเดียว"
"ท่านหมายถึง ข้าน่าจะอ่อนแอเมื่ออยู่ในทะเลกระนั้นหรือ" ซีราเอลแสดงออกในน้ำเสียงถึงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"มิใช่เช่นนั้น" เอมเมอร์วางมือบนแขนของเธอ "แต่หากจะมีอันตรายใดๆเกิดขึ้น ก็ขอให้เป็นข้าเองที่ต้องเผชิญ การเดินทางนี้ หาใช่ภาระของท่านพอๆกับของข้า ท่านพ่อได้เสนอการแลกเปลี่ยนเพื่อให้พวกท่านพาข้าเดินทางมายังที่แห่งนี้ มิได้กล่าวถึงการออกทะเลไปไกลเกินกว่าภูติแห่งต้นไม้ใดๆจะไปถึง นั่นยังไม่รวมถึงดีนาเร กับอานารา ที่ต้องจากเราไปก่อนเวลาอันควรอีกด้วย"
"ซึ่งพวกเขาก็ได้ตายอย่างสมเกียรติ เช่นเดียวกับที่ข้าต้องการ"
"แต่นั่นมิใช่การต่อสู้ใดๆที่มีเกียรติเลยแม้แต่น้อย สำหรับเอลฟ์และเผ่าพันธุ์ของท่าน ข้าอาจเสียมารยาทที่ทำให้ท่านเข้าใจว่าข้านั้นดูแคลนในความสามารถของท่าน แต่เปล่าเลย ข้าแค่เป็นห่วงท่านในฐานะพี่สาวคนหนึ่งเท่านั้น และถ้าพอจะเป็นไปได้ หากข้ามีชีวิตอยู่รอดได้นานพอ ข้าก็อยากจะขอพบท่านอีกครั้ง ในฐานะแขกที่ไปเยือนยังอาณาจักรของท่าน มิใช่เด็กน้อยที่จะพาท่านไปสู่ปรโลก"
"ท่านหญิงเอมเมอรัลเน่..." ซีราเอลลดน้ำเสียงแข็งกร้าวลง และจับมือของเธอไว้ด้วยมืออีกข้าง "ข้าเองก็ยอมรับว่ามองท่านไม่ต่างกันออกไป แม้เวลาจะไม่ได้เนิ่นนานเท่าไหร่นักในอายุขัยของเอลฟ์ แต่การได้เดินทางร่วมกับท่าน และการสูญเสียสหายอันเป็นที่รักไป ยิ่งทำให้ข้าต้องบรรลุภารกิจนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม สำหรับท่าน มันอาจดูเหมือนการไม่ประเมินตนและพาตัวเองไปเสี่ยง แต่อย่างน้อย ก็ขอให้ข้าได้รับเกียรติสำหรับการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมานี้ต่อด้วยเถิด ถ้าท่านเห็นแก่ข้า ได้โปรดอย่าขัดขวางข้า และปล่อยให้ข้าอยู่เคียงข้างท่าน แต่ถ้าไม่ ข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อร่วมเดินทางไปกับท่าน หรือไม่ก็หยุดท่านเสีย น้องสาวที่รักของข้า"
เอมเมอร์มองซีราเอลด้วยสายตาที่ทั้งเศร้าสร้อย สิ้นหวัง แต่ก็มีประกายแห่งความสุขที่อาจจะเพราะเธอเองอาจจะเพิ่งเคยมีพี่สาวเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นทำให้เธอต้องยอมจำนนต่อคำยืนกรานของเอลฟ์สาว
ส่วนยูเรลก็ยังดื้อแพ่งและไม่ยอมรับในคำตัดสินของซีราเอล แต่พอเธอเสียงแข็งเข้าหน่อยและเตือนให้หมอนั่นรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่กว่ากัน ยูเรลก็นั่งลงและก้มหน้ากินอาหารต่อไป
พวกพีทที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กอีกตัวนั่งฟังบทสนทนานั้นห่างๆ ไม่มีใครออกความเห็นหรือแสดงตัวตนอย่างไรต่อ ซึ่งเป็นการดีกว่า เพราะหน้าที่ของพวกเขาจริงๆแล้วจบไปตั้งแต่เราเข้าเมืองกันมาแล้ว
ลอร์ดเฮอร์เชลลัสรอให้การพูดคุยกันเองของพวกเอมเมอร์สิ้นสุดลง ก่อนจะเริ่มแนะนำผู้ร่วมโต๊ะอาหารทีละคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายทหารเรือคนสำคัญที่จะร่วมเดินทางไปกับเอมเมอร์ด้วยที่ชื่อ แกรมส์ นอร์ตัน
แกรมส์ เป็นอัศวินรูปร่างสมส่วน อายุน่าจะประมาณ 30 ปลายๆถึง 40 ผมตัดสั้นเกรียน เช่นเดียวกับหนวดเคราสีเทาจางๆ ผิวกร้านแดดจนเกือบแดง ดูก็รู้เลยว่าหมอนี่มีประสบการณ์ด้านการเดินเรือมากพอจะพาใครก็ตามฝ่าคลื่นลมไปได้ไกลเท่าที่เสบียงจะเพียงพอ
แกรมส์ บอกว่า พรุ่งนี้เช้า เขาจะไปรอที่เรือ ท่านหญิงรอนด้า ซึ่งตั้งชื่อตามนายหญิงคนแรกของเมืองนี้ และเรือนั่นก็เป็นเรือที่ดีเยี่ยมที่สุดลำหนึ่งที่เขาและเมืองนี้มี ซึ่งเขาจะแนะนำลูกเรือคนสำคัญอีกหลายคนให้เอมเมอร์ได้รู้จักในตอนนั้นเช่นกัน
คนอื่นในที่นั้น คือที่ปรึกษาที่ดูเหมือนจะมีสมองมากพอๆกับพวกผีดิบที่เราเจอเมื่อคืนก่อน การพูดคุยเป็นไปอย่างน่าเบื่อและมีใจความหลักอยู่ที่การพยายามจะบอกว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองกว่าที่ทุกคนคิดเพียงใด ผมมั่นใจได้เลยว่าเกือบทุกคนในโต๊ะนั่นได้รับผลประโยชน์จากพวกโจรสลัดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ลอร์ดเฮอร์เชลลัสถามเรื่องการเดินทางที่ผ่านมาของพวกเรา ซึ่งเอมเมอร์ก็เล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆถึงอันตรายต่างๆที่ได้พบเจอกันมาก่อนหน้า แต่ข้ามรายละเอียดของผมที่ไม่อยู่ที่นั่นไว้ แม้จะมีคำถามหลายครั้งเกี่ยวกับรายละเอียดในการต่อสู้ตรงจุดที่จำเป็นต้องมีผม แต่เอมเมอร์ก็สามารถโกหกได้อย่างแนบเนียนจนผมต้องนับถือทีเดียว
ตรงข้ามกับซีราเอลและยูเรล พวกเขาไม่ถนัดด้านการโกหกใดๆ จึงได้แต่นั่งเงียบๆ กินอาหารต่อไปอย่างรู้งาน
ผมก็ได้รับอาหารของตัวเองเช่นกัน เป็นสเต็กเนื้อทำง่ายๆที่ปรุงรสด้วยพริกไทย เห็ด และซอสที่ทำจากหอยบางชนิด รสชาติไม่ได้ดีมากนัก แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร
การพูดคุยในวงอาหารเป็นไปอย่างเรียบง่าย นอกจากการโอ้อวดหลายครั้งของพวกคณะที่ปรึกษาแล้วก็ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจอีก ไม่นาน งานเลี้ยงก็สิ้นสุดลง และลอร์ดเฮอร์เชลลัสเสนอการคุ้มครองให้กับขบวนที่จะเดินทางกลับไปยังบิสทรอตของพวกพีท ส่วนยูเรลกับเฟรานา ถูกเสนอให้ได้รับการพักแรมที่เอเคอร์เชลจนกว่าขาของเฟรานาจะหายดี
เพราะการที่เอลฟ์สองคนที่หนึ่งในนั้นพิการจะเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อกลับสู่ป่าแห่งเวเนลเรียก็เป็นไปได้ยากพอๆกัน อันตรายจากเส้นทางไกลที่อาจเกิดขึ้นจากโจรป่า อัศวินพเนจร นักดาบรับจ้าง หรือพวกพ่อค้าทาส ก็มากพอๆกับการนอนค้างอ้างแรมในเส้นทางที่เราเพิ่งผ่านกันมา ซึ่งยูเรลคนเดียวอาจจะพอเอาตัวรอดได้ แต่กับเฟรานา คงไม่ง่ายอย่างนั้น
เมื่อเดนเนอร์ก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่น่าไว้วางใจได้พอๆกับเฮอร์เชลลัส การจะให้ทั้งสองคนพักอยู่ที่เมืองใดเมืองหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ แต่ทางเลือกที่ดีกว่าก็ไม่มีเช่นกัน เอมเมอร์จึงขอร้องให้ลอร์ดเฮอร์เชลลัสช่วยพาเอลฟ์ทั้งสองไปส่งยังบิสทรอตพร้อมทั้งสาส์นที่เธอจะเขียนถึงผู้ว่าเดนเนอร์ เพื่อเสนอการรับรองและที่พักสำหรับยูเรลและเฟรานาจนกว่าขาของเธอจะหายดี
เพราะอย่างน้อย บิสทรอต ก็ยังเป็น "เมืองร่วม" ที่มีคนจากหลายเผ่าพันธุ์มากกว่าเอเคอร์เชล อันตรายใดๆที่อาจเกิดขึ้นกับเอลฟ์ที่นั่น น่าจะน้อยกว่าในเมืองแห่งนี้ ซึ่งเฮอร์เชลลัสก็เข้าใจในความหมายโดยไม่ถามอะไรต่อ
ดังนั้น พรุ่งนี้ตอนรุ่งสาง หลังจากที่คณะของเอมเมอร์ได้ขึ้นเรือออกจากท่า พวกของพีทและยูเรล ก็จะเดินทางกลับสู่บิสทรอตเช่นเดียวกัน
ผมสงสัยว่าพวกนั้นจะปลอดภัยตลอดการเดินทางหรือเปล่า ในเมื่อเป้าหมายของเอมเมอร์ที่พวกนั้นต้องการให้เธอได้พบ คือก้นทะเล เพราะฉะนั้น การฆ่าปิดปากพวกพีทและจับเอลฟ์ทั้งสองมาเป็นทาส ย่อมต้องสร้างกำไรให้พวกเฮอร์เชลลัสได้มากกว่าที่คิดเป็นแน่ เรามีคนที่ไว้ใจได้น้อยเกินไป แต่ก็เช่นเดียวกับทางเลือกของเราเช่นกัน
ผมเริ่มสงสัยอีกครั้งว่าทำไมเอมเมอร์ถึงต้องรีบเร่งเดินทางเช่นนี้ด้วย หากเธอยังพักอยู่ในเมืองอีกสัก 5-6 วัน ก็อาจจะได้รับคำตอบหรือสาส์นที่ลงลายมือชื่อของยูเรลว่าพวกเขานั้นปลอดภัย แล้วตอนนั้นจะออกเรือก็ไม่น่าใช่ปัญหา แต่ดูเหมือนเอมเมอร์จะไม่ต้องการเช่นนั้นตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้เลยทีเดียว
ทุกอย่างดูจะปกติดี แต่สุดท้ายแล้ว งานเลี้ยงเรียบๆครั้งนี้ก็ถูกขัดจังหวะโดยเสียงที่คุ้นเคย
"ไอ้เอลฟ์ระยำนั่นอยู่ที่ไหน!!!" เสียงแหบห้าวน่ารำคาญที่ผมเกือบลืมไปแล้วดังขึ้นมาไกลๆ
ร่างที่อวบใหญ่เดินกระเผลกหอบสังขารน่าสมเพช เข้ามาในงานเลี้ยงนั้น โดยมีทหารสองนายเดินประกบมาด้วย ครีตัส ที่ตอนนี้ดูสกปรกและน่าทุเรศกว่าตอนแรกที่ผมเจอทำหน้าบึ้งตึงและเหี้ยมเกรียมมากพอที่จะฆ่าทุกคนในนั้นได้เลยทีเดียว
"ช้าก่อน ท่านอัศวิน ท่านเป็นใครงั้นหรือ?" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสลุกขึ้นยืนและถามคำถามที่นอกจาพวกเอมเมอร์แล้วไม่มีใครรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย
"ข้าคือเซอร์ ครีตัส แทนส์เบอรี่ อัศวินแห่งบิสทรอต ผู้คุ้มครองด่านหินแห่งปราการข้ามแดน" ครีตัสเพิ่งจะบอกชื่อเต็มของตัวเองที่ทำให้ผมเกือบหลุดขำออกมา แต่ก่อนหน้านั้น ผมอาจต้องเป็นห่วงเรื่องความแค้นที่หมอนี่มีต่อผมเสียก่อน จริงๆผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นปัญหามากนัก เช่นเดียวกับที่ไม่คิดว่าครีตัสจะเดินทางมาได้ไกลจากซอลตี้สปูนจนถึงที่นี่ได้จริงๆ ผมอาจคาดเดาถึงความพยายามของหมอนี่ผิดไปถนัด
"ข้าต้องการให้ท่าน นำตัวเอลฟ์ต้องสาปคนนั้นมาลงโทษต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้" ครีตัสคงจะหมายถึงผม
แต่เขาพูดกับใคร เฮอร์เชลลัสหรือเอมเมอร์กันแน่ อันนี้ผมก็ไม่รู้
"ท่านคงจะเหนื่อยจากการเดินทางไกลมามากนัก เซอร์ครีตัส" เอมเมอร์กล่าว "เราต้องขออภัยท่านเป็นอย่างสูงที่ไม่ทราบว่าท่านนั้นรอดตายจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ได้อย่างไร ช่วงเวลานั้นวุ่นวายจนเราทุกคนต้องหนีตายจนไม่สามารถหาท่านได้พบ"
"พวกท่านทอดทิ้งข้าและปล่อยให้ไอ้เอลฟ์ระยำนั่นแทงขาข้าจนเกือบขาด" ครีตัสยังโวยวายไม่เลิก
"ท่านทิ้งเขาไว้ในดงผีดิบอย่างนั้นหรือ ท่านหญิง?" ลอร์ดเฮอร์เชลลัสถาม
"ข้าขออภัยหากทำให้ท่านคิดเช่นนั้น เซอร์ครีตัส" เอมเมอร์อธิบาย "แต่ท่านเองที่เป็นคนออกจากค่ายพักของเราและเข้าไปร่วมดื่มกับกองทหารจนหลับไปในคืนนั้น ซึ่งข้าพยายามห้ามท่านแล้วแต่ก็ไร้ผล เราจึงไม่สามารถจะเสียเวลาค้นหาท่านซึ่งอยู่ในดงของผีดิบได้มากพอจะหนีออกมา"
ซึ่งนั่นทำให้ครีตัสหน้าแดงและตัวสั่นจากความโกรธที่ถูกทำให้เสียหน้า
"แต่เจ้าเอลฟ์นั่น ท่านต้องให้มันรับผิดชอบที่ทำร้ายข้า" หมอนั่นยังแถถึงเรื่องผมอยู่ดี
"ท่านคงจะจำผิดไปกระมัง คนที่ทำร้ายท่านไม่มีใครอยู่ในคณะของเราหรอก ท่านแน่ใจเช่นนั้นหรือ?" ถ้าเอมเมอร์ไม่ได้โกหกเก่งจนไม่น่าเชื่อ เธอก็ไม่รู้เรื่องที่ผมทำจริงๆ
"แน่ใจสิ ท่านหญิง เจ้าเอลฟ์นั่น เอลฟ์สีดำนั่นแหละ ที่เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้"
ผมรอดูว่าเอมเมอร์จะหาทางรอดให้เรื่องนี้ได้อย่างไร วาทะของเธอนั้นยอดเยี่ยม แต่จะมากพอให้เฮอร์เชลลัสที่นั่งฟังอยู่นั้นคลายสงสัยในความลับนี้ได้อย่างไรกัน
จะว่าไปแล้ว ถ้าพวกนั้นมองมาที่คอนนี่กับโฮเซ่ อาจจะสังเกตุได้ถึงความผิดปกติในสีหน้าได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจทหารรับใช้กับคนขับรถม้าที่ดูจะได้รับเกียรติให้นั่งร่วมวงโต๊ะอาหารนี้เลยแม้แต่น้อย
"หากท่านไม่ได้หมายถึงยูเรล เอลฟ์หนุ่มคนเดียวของเรา ท่านก็คงตาฝาดหรือได้เห็นภาพหลอนจากกองไฟกระมัง ท่านเซอร์" เอมเมอร์ใช้มุกใหม่ "ข้ายอมรับว่าเมื่อคืนเป็นภาระที่หนักหน่วงจริงๆสำหรับการเอาชีวิตรอดท่ามกลางผีดิบและกองไฟ"
"ข้าไม่ได้ตาฝาด ท่านหญิง!!!" ครีตัสยังไม่ยอมแพ้ หมอนั่นเสียงดังขึ้นจนเกือบเป็นตะโกน "ถ้าท่านไม่ยอมส่งตัวมันมา ข้าสาบานว่าจะตามหามันจนเจอ และควักไส้มันออกมาดูว่าจะมีสีดำเหมือนลูกตาของมันหรือไม่ ไม่ว่าท่านจะต้องการหรือไม่ก็ตามที" หมอนั่นสบถอีกสองสามคำ ก่อนจะตะโกนเรียกชื่อผมดังทั่วลาน
"ข้าว่าท่านเซอร์อาจจะเหนื่อยเกินไปเสียแล้วสำหรับคืนนี้" เอมเมอร์หันมาพูดกับลอร์ดเฮอร์เชลลัส ซึ่งรู้งาน เขาสั่งให้ทหาร 4 คนช่วยกันพอครีตัสไปยังห้องพักแล้วลงกลอนจากด้านนอก ก่อนจะปล่อยให้เขาสงบสติอารมณ์หรือไม่ก็อาละวาดจนหมดแรงไป
"หากข้าเป็นเขา ก็คงมีสภาพไม่ต่างกันนัก" เอมเมอร์แสดงสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างจริงใจ "เขาคงได้รับความทรงจำอันเลวร้ายเกินจะจินตนาการ จริงมั้ย ท่านหญิงซีราเอล?" เอมเมอร์บังคับให้ซีราเอลโกหกเป็นเพื่อน ซึ่งเธอรู้ว่าเอลฟ์นั้นมีศักดิ์ศรีมากเกินกว่าจะโกหกออกมาง่ายๆ และคำยืนยันของท่านหญิงสูงศักดิ์สักคน น่าจะเพียงพอให้เฮอร์เชลลัสลดความเชื่อถือในตัวครีตัสได้มากพอ
"ข้าก็คิดเห็นเช่นนั้นเหมือนกัน" ซีราเอลไม่ได้แสดงออกมาว่าเธอกระโตกกระตากใดๆ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นการเห็นด้วยที่เชื่อว่าครีตัสนั้นเสียสติ มากกว่ายอมรับว่าผมมีตัวตน
"น่าสนใจที่เซอร์ครีตัสนั้นมองเห็นเอลฟ์ที่มีผมสีดำ แม้แต่แบล็คเอลฟ์ก็ยังมีผมสีเงิน เอลฟ์แบบนั้นป็นตำนานที่ไม่เคยมีใครพูดถึงนานแล้วนอกจากในหนังสือเก่าบางเล่ม หากเขาได้พบกับเอลฟ์ผมสีดำจริงๆ นั่นก็อาจเป็นวาสนาของเขามากกว่าความโชคร้าย" เฮอร์เชลลัสสรุปเรื่องราวได้อย่างดีทีเดียว
"ข้าเห็นด้วยกับท่านจริงๆ ลอร์ดเฮอร์เชลลัส" เอมเมอร์ยิ้มให้ และกินอาหารจานสุดท้ายที่เสิร์ฟมา 2-3 คำ ก่อนที่การรับประทานอาหารนี้จะจบลง
คณะของเราถูกขบวนทหารอารักขากลับมายังที่พักในโรงแรม ซึ่งลอร์ดเฮอร์เชลลัสยืนกรานที่จะทิ้งทหารไว้ 4 คนเพื่อตรวจตราสอดส่องความผิดปกติใดๆ ผมเชื่อว่านั่นคือการตรวจสอบความเคลื่อนไหวและป้องกันการหลบหนีเสียมากกว่า
พวกเอมเมอร์ขึ้นไปยังห้องพักด้านบนกันหมดแล้ว ทหาร 4 คนเฝ้าทางเข้าออกไว้ 2 จุด ซึ่งไม่เป็นปัญหากับผมแต่อย่างใด
ผมปีนขึ้นไปบนโรงแรมจากกำแพงอีกด้านที่ไม่มีทางเข้า ไม่นานก็ขึ้นไปจนถึงห้องของเอมเมอร์ ผมเคาะหน้าต่างเบาๆ ก่อนเธอจะมาเปิดให้ผมเข้าไป
"สวัสดีเทลอน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?" เอมเมอร์กล่าวคำทักทายเสียงใส
"ก็ไม่เลวนัก ข้าสืบไปจนได้ยินแผนการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่มา"
"แผนการณ์อะไรงั้นหรือ?" ซีราเอลที่อยู่ในห้องด้วยแทรกขึ้นมาทันทีโดยมีเฟรานาที่ยังอยู่บนเตียงนั่งฟังอยู่ด้วย
ผมเล่าแผนการณ์ลอบสังหารโดยคาร์เตอร์ ดิชค์ ให้พวกเธอฟัง
ซีราเอลมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเฟรานานั้นโกรธจนแทบคลั่ง แต่เอมเมอร์กลับทำหน้าตาสงสัยใคร่รู้เหมือนไม่ค่อยจะแน่ใจกับเรื่องที่ผมบอกนัก
ผมยังบอกพวกเธอว่าแม้ผมจะกลับมาไม่ทันงานเลี้ยงอาหารเย็น แต่ก็ได้ยินเรื่องทั้งหมดจากโต๊ะอาหารแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือพวกยูเรลกับพีทจะกลับไปยังบิสทรอตได้อย่างปลอดภัยหรือไม่เท่านั้น ซึ่งเอมเมอร์ก็ยอมรับว่ามีความเห็นเช่นเดียวกับผมเหมือนกัน แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้เฟรานาที่ขาเจ็บอยู่ต้องขึ้นเรือตามเราไปด้วย ซึ่งประโยคหลังนั่นทำให้เฟรานาทำท่าเหมือนอยากจะตัดขาตัวเองทิ้งทีเดียว
ผมบอกพวกเธอว่า ไม่ต้องห่วงไปหรอก เดี๋ยวคืนนี้ผมจะลอบเข้าไปในปราสาท มองหาคนที่เป็นจอมบงการในเรื่องนี้แล้วฆ่ามันทิ้งซะ แล้วถ้ามีเวลาเหลือก่อนถึงเช้า ผมจะไปตามหาคาร์เตอร์ ดิชค์ แล้วปลิดลมหายใจมันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นด้วยเช่นกัน
ซีราเอลและเฟรานาเห็นด้วย แต่เอมเมอร์บอกว่า ไม่อยากให้ผมวู่วามและทำให้การเดินเรือต้องหยุดชะงัก ผมเลยถามเธอตรงๆถึงเหตุผลที่ต้องรีบเดินทางอย่างเร่งด่วนแบบนี้ ซึ่งในเวลาแบบนี้ ผมไม่ยอมรับการบ่ายเบี่ยงว่าไม่รู้เรื่องต่อไปอีกแล้ว
เอมเมอร์จนปัญญาจะหาเหตุผลมาขัดขวางอีกต่อไป ถ้าเธอไม่อธิบาย พรุ่งนี้ก็อาจเป็นวันสุดท้ายของเธอได้พอๆกับพวกเราทั้งหมด (ยกเว้นผม แน่นอนล่ะ ผมไม่ยอมตายบนเรือแน่ๆ เชื่อสิ ผมมีวิธีเอาตัวรอดอยู่แล้ว)
"ข้าต้องเข้าพิธีแต่งงานน่ะ" เธอยอมบอกเหตุผลที่ทำให้พวกเราตกใจไปตามๆกัน
และก่อนที่คำถามมากมายจะออกมาจากปากพวกเรา เอมเมอร์ก็ชิงอธิบายเสียก่อน
"ข้าต้องแต่งงานกับเจ้าบ่าวที่ข้าไม่รู้จัก ซึ่งเป็นคนสำคัญคนหนึ่งของราชวงศ์ใน ดาริอาเนส แห่ง South-End ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือทำไมต้องเป็นข้า แต่ถ้าข้าไม่ทำ เชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรหลายคน ก็ยินดีจะโค่นล้มตระกูลข้าลงด้วยเหตุผลและข้ออ้างทางการเมืองมากมาย ท่านพ่อซึ่งเป็นลอร์ดผู้ซื่อตรงตลอดมาได้บ่มเพาะศัตรูในวังมากมาย เหล่าผู้คนที่เสียผลประโยชน์และพร้อมจะใช้เล่ห์ลิ้นทุกวิถีทางเพื่อทำให้หัวท่านพ่อหลุดจากบ่าเพียงเพื่อเหรียญทองในกระเป๋าที่เพิ่มขึ้น
ท่านพ่อส่งข้าหนีไปเรื่อยๆเพื่อปฏิเสธเรื่องนี้และทำเหมือนข้าไม่มีตัวตนหรือสำคัญมากพอให้นึกถึง แต่ท้ายที่สุด เมื่อเราหนีต่อไปไม่ได้ ท่านก็ต้องยอมจำนน และแม้จะรักข้ามากมายเพียงใด ท่านก็ไม่สามารถบอกให้ข้าเดินหนีไปหรือทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ได้พอๆกับที่ข้าต้องการเช่นกัน เมื่อสุดท้ายแล้ว พระราชาก็มีความเห็นตรงกันกับพวกที่ปรึกษาที่เหลือ"
"ทำไมต้องเป็นตระกูลเจ้าล่ะ?" ผมถาม
"ตระกูลโกลด์เฟเธอร์ฟิลด์ของข้านั้น สืบเชื้อสายมาจากเผ่า เคลดิธ โบราณ ซึ่งเชื่อกันว่ามีพลังพิเศษที่สืบทอดกันมาในเพศหญิง แม้ข้าจะไม่เคยเห็น แต่คนส่วนใหญ่บอกว่ามันคือคำสาปที่จะทำให้สามีของพวกนางต่างพากันพบกับจุดจบอย่างสยดสยอง ข้าเองไม่เคยเห็นพลังเหล่านั้นทั้งจากตัวข้าเองหรือแม่ของข้า แต่พวกคนในวังไม่เชื่อเช่นนั้น พวกเขายืนกรานให้ข้าถูกส่งไปเป็นเจ้าสาวของใครสักคนใน ดาริอาเนส เพื่อให้พวกนั้นพบกับคำสาปและจุดจบที่น่าสะพรึงกลัว เพื่อลดอำนาจของ South-End ที่จะมากขึ้นทุกวัน ตรงข้ามกับ West-End แห่งนี้ที่อ่อนแอลงทุกปีๆ"
ให้ตายสิ จนป่านนี้แล้วยังมีคนเชื่อในคำสาปปะรำปะราแบบนั้นอีก ทั้งยังส่งเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวไปยังอาณาจักรที่ไม่รู้จักซึ่งจะทำอะไรกับเธอต่อไปก็ไม่รู้
"ด้วยเหตุผลบางอย่าง อาณาจักร ดาริอาเนส ยืนกรานให้ส่งข้าไปถึงปราสาทของพวกเขาให้ได้ก่อนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่มากเท่าไหร่นักถ้านับจากตอนนี้" เอมเมอร์พูดถึงความเชื่อและประเพณีโบราณที่หญิงสูงศักดิ์คนใดก็ตามจะต้องแต่งงานก่อนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 เท่านั้น มิเช่นนั้นจะเกิดอาเพท และก่อให้เกิดกาลกิณีต่อแผ่นดิน
ผมกางแผนที่โลกที่เอาออกมาจากกระเป๋าเวทย์มนต์ ถ้ารวมเวลาเดินเรือซึ่งผมเองไม่มีประสบการณ์เท่าไหร่นักในการคำนวณระยะทางในทะเล แต่ผมก็พอจะบอกได้จากแผ่นที่คร่าวๆว่า มันค่อนข้างเป็นไปได้ยากทีเดียว
"นั่นค่อนข้างกระชั้นชิดพอสมควร" ผมสรุป
"ใช่แล้ว เวลาคือสิ่งที่ข้ามีไม่พอ" เธอตอบอย่างเป็นกังวล
ผมชื่นชมที่เธออยากทำเพื่อพ่อของตัวเองมากกว่าความสุขตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต ทั้งที่เธอเพิ่งจะอายุ 16 ปีเท่านั้น แม้ว่านั่นจะมากพอให้หญิงสาวสักคนแต่งงานและคลอดบุตรได้ แต่สำหรับเธอที่เดินทางและหลบหนีตลอดเวลาแล้ว ก็แทบจะมองหาความสงบสุขใดๆไม่ได้อีกเลยนอกจากการไปเป็นสะใภ้ในแดนไกลโดยไม่มีคนรู้จักแม้แต่คนเดียว มิตรที่เธออาจจะมี เธอต้องค้นหาเองที่นั่น นี่เองคงเป็นเหตุให้เธอรู้สึกเหมือนว่าพวกเราเป็นเพื่อนหรือญาติสนิทที่เธอไม่เคยมี หลังจากผ่านเรื่องร้ายๆมาไม่กี่อย่าง แต่สำหรับเด็กสาววัย 16 นี่ก็มากพอแล้วที่จะทำให้เธอผูกพันธ์กับใครสักคน
"เล่าเรื่องคาร์เตอร์ ดิชค์ ให้ฟังหน่อยสิ" ซีราเอลเปลี่ยนประเด็น หลังจากเข้าใจความปวดร้าวในใจของเอมเมอร์ เธอก็มองเด็กสาวเหมือนน้องสาวของตนเองมากขึ้นอีก
"หมอนั่นอาจจะเป็นตัวปัญหาเมื่ออยู่ในท้องทะเล แต่บนพื้นดิน เขาจะตายก่อนที่รู้ตัวเสียอีกว่าโดนอะไรเข้าไป" ผมไม่ได้โอ้อวด แต่นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้่นจริงๆในคืนนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม "บอกมาเลยว่าอยากให้ใช้อะไรฆ่ามัน" ผมสบตาซีราเอลแสดงให้เธอเห็นว่าผมเอาจริง
"ข้าไม่ได้อยากให้ท่านฆ่าใคร เทลอน" เอมเมอร์บอก "โดยเฉพาะ คาร์เตอร์ ดิชค์"
"ทำไมล่ะ?" ผมถาม
"เพราะเขาคือพันธมิตรคนเดียวที่จะช่วยให้เราผ่านทะเลแคบแห่งสโตนเอดจ์ไปได้น่ะสิ"
วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558
ตอนที่ 14 - ท่าเรือโจรสลัด , คาร์เตอร์ ดิชค์ และแผนการณ์อันไม่พึงประสงค์
ผมไม่รอที่จะค้นหาทางลับที่พวกโจรสลัดใช้เข้าออกระหว่างท่าเรือนั่นมายังเอเคอร์เชล แต่มุ่งหน้าไปยังทางที่ตัวต่อของผมเพิ่งผ่านไป กำแพงหินธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ได้เป็นปัญหากับความสามารถในการปีนป่ายของผม แค่ต้องหลบให้พ้นสายตาของยามบนกำแพงคนที่ใกล้ที่สุดเท่านั้น ซึ่งเมื่อผมใช้ความสามารถอย่าง Camouflague หรือ Disguise การซ่อนตัวเองบนหน้าผาหินนี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่
พอผมปีนขึ้นไปจนถึงจุดสูงจุดของผาหิน ผมก็มองกลับลงมาและเห็นเส้นทางที่น่าจะเป็น "ทางลับ" ซ่อนอยู่ใต้สุมทุมพุ่มไม้ สลับกับโขดหินคดเคี้ยวซึ่งน่าจะกว้างพอให้คนเดินผ่านได้แค่ 2 คน ซึ่งผมเห็นโจรสลัดหลายคนเดินไปเดินมาอยู่ในเส้นทางนั้นอย่างไม่รีบร้อน ที่ปลายทางออกสู่ท่าเรือของเอเคอร์เชล เส้นทางลับไปสิ้นสุดที่ใต้ดินแถวๆบาร์เสื่อมโทรมหลายหลังที่ตั้งติดๆกันอย่างไม่เป็นระเบียบ คนในเมืองส่วนใหญ่คงเชื่อว่าที่แห่งนี้เป็นอะไรมากกว่าเล้าหมูติดทะเลไปไม่ได้ และนั่นก็เป็นการพรางตัวอย่างดีสำหรับพวกโจรสลัดที่ต้องการเข้าออกเมืองโดยไม่อยากเป็นที่สังเกตุต่อสายตาใด
ผมหันหน้าแล้วแหวกต้นไม้สูงต่ำหลายต้น เดินผ่านหุบเขาหลายลูกที่ไม่มีทางเดิน ผ่านเลียงผาสัตว์ป่าบนภูเขาหลายตัว เพื่อจะไปโผล่ที่ช่องรับแสงในหุบเขาที่มองลงไปเห็นท่าเรือขนาดย่อมพอดี เรือใหญ่ติดธงหลากสีหลายลำจอดอยู่ตรงท่าเรือนั้น ผมนับได้ 8 ลำ ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าพวกมันทั้งหมดเป็นเรือที่ไม่ต้องการขึ้นตรงกับกฏหมายหรือด่านตรวจของทางการ
จุดที่ผมมองเห็นนั้นเป็นเหมือนถ้ำเล็กๆที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินในด้านทิศเหนือของเมือง ซึ่งเป็นจุดที่เรือขนาดเล็กไม่สามาถเข้าถึงได้ มองออกไปด้านนอกก็พบกับชะง่อนหินและคลื่นลมแรงที่เป็นอุปสรรคอย่างดีสำหรับใครก็ตามที่คิดจะสำรวจหรือก้าวล้ำเข้ามา
ผมใช้เวลาไปอย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง ไม่เลวนักสำหรับคนที่คิดจะลอบเข้าไปหาเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่
แต่กระนั้น ท่าเรือลับนี้ ก็ดูไม่เหมือนกับต้องการจะซ่อนตัวจากเอเคอร์เชลเท่าไหร่ ต่อให้เส้นทางที่จะนำเรือเข้ามาเทียบท่าแห่งนี้จะทำได้ยากกว่าที่ควร แต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครจะสำรวจจนผ่านมาเห็นท่าเรือแห่งนี้ตลอดเวลาหลายสิบปี
ผมเห็นการเคลื่อนไหวมากมายเกิดขึ้นทั้งบนเรือ และบนท่าเทียบที่เต็มไปด้วยโขดหินแห่งนั้น ตรงแถวทางออกผมเห็นชายร่างใหญ่อ้วนกลมคนนึงนั่งอยู่บนโต๊ะ ใส่หมวกและสวมเสื้อผ้าที่คล้ายกับออกมาจากวัง ทุกคนที่ผ่านทางนั้นส่งเงินให้หมอนั่นคนละ 3 เหรียญเงิน นั่นมากพอจะทำให้เจ้าอ้วนนั่นมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตแม้จะทำงานที่นี่แค่ปีเดียว หรืออาจจะเดือนเดียวด้วยซ้ำ
เจ้าอ้วนนั่นน่าจะเป็นคนเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่า เรือทุกลำก็ต้องจ่ายส่วยนี้ให้หมอนี่เช่นกัน และการเทียบเรือหนึ่งครั้งก็น่าจะทำให้หมอนี่มีเหรียญเงินเข้ากระเป๋าอย่างน้อยก็ 10 หรือ 20 เหรียญ
นั่นคือคำตอบของเรื่องนี้ทั้งหมด เจ้าเมืองเอเคอร์เชล ลอร์ดเฮอร์เชลลัส รับรู้เรื่องท่าเรือแห่งนี้ มากพอๆกับพวกโจรสลัด และปล่อยให้การดำเนินการลับๆเช่นนี้สร้างรายได้ให้เขาตราบใดที่ไม่มีใครก่อปัญหา และพวกโจรสลัดก็น่าจะพอใจเช่นเดียวกันที่อย่างน้อย ก็มีท่าเทียบเรือในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ และถ้าหาก ลอร์ดเฮอร์เชลลัส เก็บงำเรื่องนี้ไว้ให้พ้นมืออาณาจักรได้มากพอ ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากแหล่งกบดานของโจรสลัดนอกกฏหมายชั้นดีเลยทีเดียว
คาร์เตอร์ ดิชค์ ผมท่องชื่อนั้นในใจ พลางคิดว่าจะหาตัวหมอนั่นได้ยังไง ถ้าชายคนนั้นเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในสถานที่แห่งนี้ หมอนั่นน่าจะทำอะไรอยู่
แน่นอน คงไม่มาวุ่นวายอยู่กับการขนของขึ้นลงเรือหรือซ่อมเรือที่เสียหาย แต่หากโจรสลัดพี่เบิ้มสักคนเข้าเทียบท่าเรือที่เขามีอำนาจที่สุด หมอนั่นก็น่าจะอยู่ที่บาร์สักแห่งที่คุ้นเคย กำลังกอดนางโลมสักคนที่ทำให้เขากลายเป็นลูกค้าประจำ และแม่เล้าที่ซ่องแห่งนั้นย่อมต้องรักหมอนี่เหมือนลูกชายวีรบุรุษที่จะแบกเงินทองและของกำนัลกลับมาจากทะเลทุกครั้งที่เธอได้พบหน้า
ไม่... หมอนั่นไม่น่าจะอยู่ที่ท่าเรือนี่เป็นแน่
แต่จะให้ผมออกไปตามหาชายแปลกหน้าที่วางก้ามในบาร์สักแห่ง ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักวันครึ่งกว่าจะได้เบาะแสของมันและถ้าโชคดี หมอนั่นอาจจะไม่ได้หนีไปเพราะแหล่งข่าวสักคนบอกว่าเอลฟ์ผมสีดำกำลังตามหาตัวมันอยู่
ผมเลยตัดสินใจว่า อย่างน้อยก็ต้องหาเบาะแสเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของหมอนั่นก่อนจะดีกว่า อย่างน้อย รู้ว่าเจ้านั่นมีผมสีอะไร สูงแค่ไหน ผิวหรือดวงตาสีอะไร และจะให้ดีที่สุด แผลเป็นหรือรอยสักจะเป็นตัวบ่งชี้ชั้นเยี่ยมที่สุดหากผมจะโชคดีได้ข้อมูลพวกนั้นมาก
ผมมองหา "เหยื่อ" ผู้ที่กำลังจะกลายมาเป็นบุคคลให้ผมสอบปากคำ ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายหรือฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่อย่างน้อย หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างเช่นหมอนั่นขัดขืนหรือร้องตะโกน ผมก็ไม่ได้ลำบากใจนักที่จะฆ่าโจรสลัดสักคน
ถ้า คาร์เตอร์ ดิชค์ เป็นพี่ใหญ่ในท่าเรือแห่งนี้จริง คนส่วนใหญ่ในนี้ก็น่าจะรู้จักหมอนั่น ไม่มากก็น้อย ผมเลยมองหาชายสักคนที่อายุปานกลาง ไม่น้อยเกินไป แต่ก็ไม่แก่จนพร้อมจะทิ้งชีวิตเพื่อต่อสู้ ท่าทางดูเป็นคนมีความคิดสักหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะรักตัวกลัวตายหากผมจ่อมีดไปที่ต้นคอของมัน และจะให้ดี ต้องเป็นชายสักคนที่กำลังอยู่คนเดียว สิ่งที่ผมต้องการเป็นอย่างสุดท้ายคือ มีใครสักคนมาเห็นผมกำลังสอบสวนพรรคพวกของโจรสลัดสักคน
และผมก็เห็นเป้าหมาย
ชายคนหนึ่งเดินลงมาจากเรือขนาดกลางสีดำลำหนึ่ง ดูเหมือนว่าเพิ่งจะขนของเสร็จ หมอนั่นน่าจะอายุประมาณ 30 ต้นๆถึงปลาย ผิวกร้านแดดอาจทำให้ดูแก่กว่าวัยไปสักหน่อย แต่หมอนี่ก็เป็นชายที่ดูจะไม่ได้แข็งแรงหรือต่อสู้ได้ดีนัก ไม่มีดาบหรืออาวุธติดตัว ดูจากการแต่งกายแล้วน่าะเป็นแค่คนยกของหรือไม่ก็โจรสลัดระดับปลายแถวในเรือ
ผมเลยค่อยๆไต่กำแพงหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ลงไปตามผนังขรุขระ โดยมีเงามืดจากซอกหินเป็นตัวอำพรางชั้นดี
เมื่อผมลงมาถึงตรงจุดที่สามารถซ่อนตัวได้ใกล้ๆเรือลำนั้น ก็พอดีกับการขนของใกล้เสร็จ หมอนั่นก็เดินลงมาจากเรือ เดินหามุมสงบที่หลังโขดหินใกล้ๆ เกือบจะลับตาคน หยิบยาสูบขึ้นมาจากเอว แล้วจุดไฟเพื่อสูบเอาควันเข้าปอดอย่างเอร็ดอร่อย
โชคดีของผม พอๆกับโชคร้ายของหมอนั่น ที่จุดที่หมอนั่นสูบยาอยู่ ห่างจากผมแค่ไม่ถึง 5 เมตร ผมแค่พุ่งตัวปราดเดียว ก็สามารถเอามีดไปจ่อคอหอยชายคนนั้นได้อย่างเงียบเชียบที่สุด เสียงคลื่นเป็นตัวอำพรางที่ดีเลิศ ผมแค่รอจังหวะคลื่นลูกใหญ่ซัดโขดหินจนแตกฟอง นั่นคือเวลาของผม
ซึ่งหลังจากรอไม่ถึง 5 วินาที ผมก็ได้โอกาสลงมือ
เจ้าหนุ่มนั่นไม่น่าจะทันได้ตั้งตัวใดๆ ทันทีที่ผมเข้าไปถึงตัวเขา มีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมก็กดลงไปบนคอหอยหมอนั่นเรียบร้อย ขณะที่ผมกดหน้าอกของหมอนั่นจนผนังไปชนกับโขดหินที่อยู่ในตำแหน่งลับตาคนพอดี สัมผัสเย็นเยียบจากเหล็กกล้าที่จิ้มเนื้อใต้คางหมอนั่นอยู่จนเลือดไหลซิบ ทำเอาหมอนั่นเกือบลืมหายใจ
"ถ้าเจ้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว เจ้าตาย" ผมบอกเงื่อนไขก่อนที่หมอนั่นจะตัดสินใจทำอะไร
"กระพริบตา 2 ครั้ง ถ้าเจ้าเลือกจะทำตามที่ข้าสั่ง" ผมบอก และหมอนั่นก็กระพริบตา ทั้งๆที่มือยังถือยาสูบอยู่
ผมใช้เสียงที่เบาที่สุดเท่าที่เจ้าหนุ่มนี่จะได้ยิน "คาร์เตอร์ ดิชค์ อยู่ที่ไหน" ผมถอนมีดออกจากลำคอหมอนั่นสักครึ่งนิ้วเพื่อให้โอกาสเขาหายใจและตอบคำถาม
"ข้าไม่รู้ น่าจะอยู่ในเมืองล่ะมั้ง" ชายตรงหน้าผมตอบคำถามด้วยสีหน้าที่จริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมอนี่ผมสีดำยาวประบ่า ศีรษะรวบไว้ด้วยผ้าผืนบางสีเหลืองอมเทา หนวดเคราดกครึ้มที่เพิ่งโกนไปได้สัก 5 วันเริ่มทำให้แก้มหมอนี่รกจนน่ารำคาญ ดูท่าแล้วอย่างมากก็น่าจะเป็นฝีพายมือดีบนเรือสักลำ
"เรือของมันคือลำไหน?"
"ลำสีแดงใหญ่ที่สุดด้านนู้น" หมอนั่นทำปากบุ้ยใบ้ไปทางอีกฟากของท่าเรือ ผมจำเรือนั่นได้ เรือใหญ่ขนาดบรรทุก 70 หรือ 80 คนได้เลยล่ะ ปืนใหญ่ข้างละไม่ต่ำกว่า 30 กระบอก คาร์เตอร์ ดิชค์ นี่น่าจะเป็นพวกขี้โอ่ตัวพ่อหรือไม่ก็นักล่าในท้องทะเลตัวเบ้งทีเดียว เรือสีแดงยิ่งเด่นสะดุดตาเข้าไปอีก ดูเหมือนหมอนี่จะไม่ค่อยเกรงกลัวกฏหมายในท้องทะเลแถบนี้เท่าไหร่ คงต้องมีกองเรือของตัวเองพอสมควรทีเดียว
"หมอนั่นหน้าตาเป็นยังไง บอกมาให้หมด" ผมยังไม่หยุดตั้งคำถาม
"ผมสีทอง หัวล้าน ตัวใหญ่ สูง 2 เมตรได้ กล้ามเป็นมัด หน้าตาดุ เครายาวถึงอก เอ่อ... ผิวสีประมาณเจ้านี่แหละ ส่วนตา นัยน์ตาเขาสีน้ำตาลนะ ถ้าข้าจำไม่ผิด"
"มีรอยสักหรือแผลเป็นตรงไหนบ้าง?"
"มีๆ เอ่อ.. เขามีรอยมีดตรงแก้มซ้าย ข้าคิดว่านะ"
"คิดว่า?"
"เอ่อ.. ข้าไม่เคยมองหน้าเขาตรงๆน่ะ" หมอนั่นตอบแบบแทบไม่ต้องคิด "ก็เขาน่ากลัวจะตาย"
"แล้วเจ้าล่ะ เป็นใคร?" ผมหันมาสู่ประเด็นที่ใกล้ตัวมากกว่า
"ข้า... ข้าชื่อ วิลเลี่ยม .... วิลเลี่ยม ฟิชเชอร์ ใครๆเรียกข้าว่า วิลลี่ดำ เพราะข้าผมสีดำ และในเรือข้ายังมีวิลเลี่ยมอีก 2 คน คือ วิลลี่เตี้ย กับ วิลลี่ตาเดียว" ผมไม่ต้องถามว่าว่าอีก 2 คนได้ชื่อเล่นพวกนั้นมาว่ายังไง
"พ่อข้าเป็นคนหาปลา เขาตายไปโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ข้า แม้แต่เรือสักลำ ข้าเลยมาขออาศัยอยู่กับเรือโจรสลัดลำแรกที่รับข้าเป็นฝีพาย" หมอนั่นอธิบายต่อ
"พอแล้ว ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น" ผมหยุดเรื่องไร้สาระของวิลลี่ดำไว้ก่อน ต้องการเวลาคิดนิดหน่อยสำหรับเรื่องต่อไป
"ช่วงนี้มีข่าวอะไรบ้าง?" ผมถามวิลลี่ดำ เผื่อจะมีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นก่อนเอมเมอร์จะมาถึงที่นี่
"ข้าไม่รู้อะไรเลย เราเพิ่งเทียบท่าได้เมื่อเช้ามืดนี่เอง ทุกอย่างดูปกติดี จนเจ้ากำลังจะฆ่าข้านี่แหละ" หมอนี่ขี้ขลาดใช้ได้ ผมเลยถอยมีดออกมาอีกหน่อย
"เอาล่ะ วิลลี่ ข้าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้า" ผมถอดถุงมือข้างซ้ายออก เพื่อจะได้ใช้ Hypnosis กับหมอนี่ คนอื่นจะได้ไม่รู้ว่าผมได้ลอบเข้ามาแถวนี้
"เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน เจ้า.. เจ้าจะทำอะไรน่ะ" หมอนั่นเกิดกลัวมือเปล่าของผมขึ้นมามากกว่ามีดที่จ่อคอหอยอยู่เสียอีก "ข้ายังไม่อยากตาย ได้โปรด อย่าฆ่าข้าเลย นะ นายท่าน" หมอนั่นเริ่มส่งเสียงดัง
ผมเลยรีบประกบมือเข้าไปใบหน้าผากของวิลลี่ดำ และใช้ Hypnosis ลบความจำในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนี้ ก่อนจะกระซิบบอกหมอนั่นว่า "เจ้ามาสูบยา เจ้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เจ้ากำลังจะกลับไปหาพวกของเจ้า"
วิลลี่ดำทำหน้าตาเอ๋อๆ และก็พูดตามผมเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมหันหลัง และหายเข้าไปในซอกหิน แล้วปีนกลับขึ้นไปด้านบนอย่างง่ายดาย ความสามารถจำพวก Climbing หรือ "ตีนตุ๊กแก" ให้ผลดีกับการหลบหนีเสมอ ยิ่งใช้ร่วมกับ Disguise ด้วยแล้วล่ะก็ ผนังถ้ำแห่งนี้ก็แทบไม่ต่างจากเงามืดกว้างใหญ่ที่พวกนั้นจะไม่มีทางมองเห็นผมได้เลยจากข้างล่างนั่น แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีใครสักคนมองขึ้นมาเพื่อหาความผิดปกติใดๆก็ตาม
ผมกลับเข้าไปยังท่าเรือหลักของเอเคอร์เชล มองหาบาร์ที่ใกล้กับสลัมด้านหลังของถนนริมท่า ซึ่งผมนับได้เกือบ 10 แห่งที่ตั้งเบียดเสียดอยู่ใกล้กัน ผมไม่มีเวลาจะค้นหา คาร์เตอร์ ดิชค์ มากขนาดนั้น เลยเข้าไปในบาร์ที่ดูจะมีขนาดใหญ่ที่สุดแถวนั้นไป
ในนั้นก็เหมือนกับบาร์ในเขตเสื่อมโทรมตามเมืองต่างๆ ผู้คนคราคร่ำเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของเบียร์หมัก กลิ่นอ้วก และฉี่ของชายสัก 10 คน นอกนั้นก็มีแต่พวกกะลาสี ทหารเรือขี้เมา และโจรสลัดสกปรกที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจาก เหล้า และผู้หญิง
โสเภณีหลายคนนั่งอยู่บนตักของพวกที่เมาและพอจะมีเงิน 2-3 คู่จูงมือหรือหิ้วปีกประคองกันขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อเริ่มกิจกรรมที่ทุกคนที่นี่ต้องการ อาหารที่นี่หน้าตาดูแย่พอๆกับรสชาติ ผมไม่ได้สั่งอะไรมากินเพราะแค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ทำให้ผมกินอะไรไม่ลงไปอีกหลายชั่วโมงแล้ว
ผมไม่เห็นใครที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกับคาร์เตอร์ ดิชค์ นัก มีชายร่างใหญ่ 2-3 คน แต่พวกนั้นก็มีไขมันมากกว่ากล้าม และแม้จะหัวล้านทุกคน แต่ก็ไม่มีใครที่เครายาวพอจะดูเข้าเค้าเลย
ผมไม่ได้เข้าไปถามบาร์เทนเดอร์ เพราะหมอนั่นอาจจะเป็นสายให้กับโจรสลัดสักกลุ่มที่อาจจะตามมาหาเรื่องผมทีหลังก็ได้ที่ไปยุ่งวุ่นวายกับตัวพ่อของพวกมัน และยิ่งผมมีอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล การนำปัญหากลับไปที่โรงแรมนั่นด้วยก็ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
ผมเดินออกกจากที่นั่น และเดินเข้าไปในบาร์อีก 2 แห่งที่ขนาดเล็กกว่า ซึ่งก็ทำให้ผมผิดหวังเช่นกัน
ผมดูแสงแดด อีกไม่นานพระอาทิตย์จะตกดิน ตัวต่อที่ผมส่งออกไปเอาไว้ดูแลรอบๆโรงแรมก็ไม่พบอะไรผิดปกติ เลยตัดสินใจว่าน่าจะได้เวลากลับไปที่นั่นอีกครั้ง ก่อนอาหารเย็น
หลังจากเรียกตัวต่อกลับเข้ามาในปลอกแขน เมื่อผมกลับมาถึง ก็ได้พบกับขบวนเดินทางด้วยรถม้าขบวนใหญ่ ที่กำลังหยุดขบวนตรงทางเข้าโรงแรมของผมพอดี ผมเลยยืนรออยู่ตรงนั้น ทำเป็นเลือกสินค้าจากแผงขายของข้างๆแทน พลางสังเกตุไปด้วย
ในรถม้านั้นมีชาย 2 คนก้าวลงมา คนหนึ่งคือชายเคราสีแดงที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเชิญเราไปยังปราสาท ส่วนชายอีกคนเดินตามลงมา มีรูปร่างใหญ่ แต่ไม่สูงมาก ลงพุงนิดๆ แต่ก็มีกล้ามเนื้อมากกว่า หัวล้าน ผมทอง และมีหนวดบนริมฝีปากยาวพอๆกับเคราบนแก้ม ซึ่งช่วยปกปิดใบหน้ากลมแดงกร้านแดดของหมอนั่นได้ไม่เลวทีเดียว ท่าทางเหมือนชาวประมงที่เกษียณแล้วมากกว่าอัศวิน และจากลักษณะและท่วงท่าในการเดินกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าชายร่างใหญ่นี้น่าจะเป็น ลอร์ดเฮอร์เชลลัส ผู้เป็นเจ้าเมืองผู้ดูแลที่นี่นั่นเอง
เซอร์เฮอร์เชลลัสและคณะติดตาม ลงจากหลังม้า และเดินเข้าไปในโรงแรม ผมมั่นใจว่าเป้าหมายคือการเรียกพวกเอมเมอร์ลงมาคุยที่ลานด้านล่าง เลยเดินตามเข้าไปในระยะที่ไม่ห่างมากนัก ทำตัวให้เหมือนแขกที่มาพักคนอื่น
คนรับใช้ขึ้นไปติดต่อเพื่อตามเอมเมอร์ลงมาพูดคุย เจ้าของโรงแรมจัดแจงโถงรับรองให้กลายเป็นสถานที่พูดคุยอย่างเป็นทางการขนาดย่อมแบบชั่วคราวให้กับลอร์ดเจ้าเมือง และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนในคณะยกเว้นเฟรานาที่น่าจะบาดเจ็บอยู่ ก็เดินลงมาที่โถงด้านล่าง ส่วนใหญ่ได้นอนหลับและล้างหน้าล้างตากันบ้างแล้ว หน้าตาทุกคนจึงสดใสกว่าเมื่อเช้ามาก
ผมนั่งอยู่ใกล้ๆ ทำเหมือนแขกที่มานั่งพักและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ โชคดีที่ทุกคนในคณะน่าจะรับรู้ความต้องการของผมได้ทัน แม้จะมีสองสามคนมองมาทางผม แต่ก็ไม่มีใครกระโตกกระตากว่าเรารู้จักกันแต่อย่างใด
"ข้าแต่ท่านหญิงเอมเมอรัลเน่..." ชายร่างใหญ่เริ่มบทสนทนา "ข้ามีนามว่า เฮอร์เชลลัส เป็นผู้ดูแลเมืองท่าแห่งนี้"
เอมเมอร์และทุกคนในคณะกล่าวคำทักทายตอบรับ ยกเว้น ซีราเอล ที่ยังคงเป็นเอลฟ์ในสายเลือด และไม่ยอมรับการคารวะใดๆจากมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่า
เอมเมอร์ ซีราเอล และเจ้าเมืองนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ด้านหลังเฮอร์เชลลัสมีทหารคุ้มกัน 2 คนซึ่งหน้าจะทำหน้าที่เช่นเดียวกับยูเรลและผม หากผมไปอยู่ตรงนั้น
เฮอร์เชลลัสมองไปยังซีราเอลที่ทำตัวเสมอตนกับทั้งสอง "ท่านหญิงเอลฟ์ผู้นี้คือ....?"
"นางคือท่านหญิง ซีราเอล รัชทายาทแห่งเวเนลเรีย ข้าได้รับความช่วยเหลือจากนางตลอดการเดินทางนี้ ซึ่งข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นางจะได้รับการปฏิบัติและยกย่องไม่น้อยไปกว่าที่ข้าอาจได้รับจากท่านและคนของท่าน" เอมเมอร์ตอบแทนให้
เฮอร์เชลลัสมีท่าทางงงๆนิดหน่อย แต่ก็ตามน้ำได้ไม่เลว หมอนี่ไม่ใช่ลอร์ดที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์เหมือนเดนเนอร์ ลักษณะคำพูดคำจาไม่ได้มีพิธีรีตรองอะไรมากนัก แต่ก็ไม่ได้มีท่าทางดูหมิ่นดูแคลนหรือเสียมารยาทแต่อย่างใด หลังจากเฮอร์เชลลัส กล่าวทักทายซีราเอลอีกครั้ง หมอนั่นก็เริ่มบทสนทนา
"ข้าได้ยินมาว่า ท่านหญิงและสหาย ประสงค์จะพักอยู่ที่เรือนพักแรมแห่งนี้มากกว่ากลับไปกับข้าที่ปราสาท?"
"ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว, นายท่าน" เอมเมอร์ตอบ
"เหตุใจท่านหญิงจึงปฏิเสธการรับใช้จากคนของข้าหรือ โปรดแจ้งเหตุผลให้ข้าทราบได้หรือไม่?"
"ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาของข้าในช่วง 2-3 วันมานี้ เราได้พับกับอันตรายถึงชีวิตมามากมายเหลือเกินในพื้นที่ที่ไม่น่าจะมีความเสี่ยงเช่นนั้น ข้าและสหายของข้ามิได้ต้องการจะทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดว่าเกิดความคลางใจใดๆในการคุ้มครองดูแลและอารักขาโดยคนของท่าน แต่หากท่านจะได้พบและเจอสิ่งที่พวกเราได้ผ่านมาเช่นที่ข้าแจ้ง ข้าเกรงว่าเราอาจจะสบายใจมากกว่าที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกันในพื้นที่ที่เปิดโล่งและทำให้เราสามารถเดินทางได้อย่างอิสระมากกว่าการเข้าออกตามกำหนดการณ์ของปราสาทแห่งท่าน ลอร์ดเฮอร์เชลลัส"
"ข้าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่การคุ้มครองของข้าอาจสร้างความแคลงใจให้ท่าน ท่านหญิง" ลอร์ดเจ้าเมืองแสดงออกซึ่งน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริงที่สุดเท่าที่ผมจะรับรู้ได้ "ข้ามาขอพบท่าน เพื่อเสนอการต้อนรับอันดีกว่า ซึ่งหากท่านยืนกรานจะปฏิเสธ ก็ขอให้ข้าได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อ จะทำให้ข้ายินดียิ่งนัก ท่านหญิง"
เอมเมอร์มองมาทางผม ผมเข้าใจที่เธอต้องการสื่อสารได้ทันที เมื่อผมมีความสามารถอย่างการรับรู้ถึงพิษได้ดีกว่าทุกคนในละแวกนี้ ผมเลยน่าจะต้องเป็นคนแอบเข้าไปชิมหรือแม้กระทั่งหาข้อมูลต่างๆที่อาจจะน่าสงสัยแล้วนำมาบอกให้ทุกคนรู้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่า ลอร์ดเฮอร์เชลลัสนั้นอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ แต่จากประสบการณ์ไม่กี่วันของเรา บอกผมว่าการไม่ไว้ใจคนอื่นเอาไว้ เป็นการป้องกันตัวที่ดีที่สุดในตอนนี้ จนกว่าเราจะแน่ใจว่าพวกเขานั้นอยู่ข้างเราจริงๆ
ผมลุกออกไป เดินออกจากโรงแรมแห่งนั้น ทำทีเป็นป้วนเปี้ยนอยู่ในถนนใกล้ๆ รอให้ขบวนของเจ้าเมืองออกมา และกลับเข้าไปในโรงแรมใหม่อีกครั้ง เพื่อฟังกำหนดการณ์ต่อไปที่กำลังจะมาถึง
"อีก 2 ชั่วโมง ลอร์ดเจ้าเมืองจะตั้งโต๊ะเลี้ยงอาหารพวกเราที่สวนด้านหน้าปราสาท เขาเชิญพวกเราทุกคนให้เข้าร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน" เอมเมอร์สรุปเรื่องราวให้ผมฟัง "ข้าอยากให้ท่านอยู่ด้านนอก แม้จะทำให้ท่านพลาดอาหารมื้อค่ำอันแสนโอชะ แต่เราจำเป็นต้องมีคนที่สามารถตรวจสอบและระวังหลังให้อย่างดีที่สุด ซึ่งข้ามองไม่เห็นใครจะทำหน้าที่นี้ได้ดีไปกว่าท่านอีกแล้ว เทลอน"
ผมพยักหน้าตกลง "ข้าจะแอบเข้าไปในปราสาท มองหาครัว และสืบหาเสียงกระซิบไม่บังควรที่อาจจะไม่เป็นมิตรกับเราเท่าที่คิด"
"เจ้าจะทำได้ยังไงน่ะ เทลอน ในนั้นมีทหารเป็นร้อยเดินรักษาการณ์อยู่เห็นๆ นี่ยังไม่นับพวกที่เดินอยู่บนกำแพงนะ" พีทไม่เชื่อในความสามารถผม เขาท้วงได้ไม่กี่คำก่อนจะรู้ตัวว่าตนเองต่ำต้อยเกินกว่าจะออกความเห็นใดๆในที่ประชุมเล็กๆของเรา "ข้าแค่... เป็นห่วงเจ้าน่ะ" เขาลดเสียงลงทันทีที่เห็นสายตาตำหนิของซีราเอล
"เรื่องนั้นข้าจัดการได้" จริงๆแค่ใช้ตัวต่อจำลองจาก Hornetia ผมก็ทำแผนนี้สำเร็จได้ไม่ยากแล้ว แต่ผมต้องการความชัดเจนเรื่องอื่นมากกว่าด้วย การลอบเข้าไปน่าจะให้ผลดีกว่า เผลอๆ ถ้าผมพบตัวการ ผมอาจจะสังหารมันเสียเลยบนเตียงที่มันกำลังพักผ่อนอยู่ก็เป็นได้ นั่นน่าจะเป็นแผนที่ดีกว่าไม่ใช่น้อย
ผมออกจากโรงแรม และเดินตามขบวนที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้ากลับปราสาท ม้าเร็วเดินสาส์นคงวิ่งกลับไปที่ปราสาทเพื่อบอกให้คนครัวรีบเตรียมอาหารแล้ว แต่ขบวนหลักของเจ้าเมืองยังคงอ้อยอิ่งในการเดินทางอยู่ ผมตีคู่ไปกับขบวน กระโดดไปตามหลังคาบ้านเรือนและโรงแรมอย่างคล่องแคล่วเงียบเชียบ พลางเงี่ยหูฟังเรื่องราวที่อาจจะหลุดออกมาจากปากเจ้าเมืองด้วยเช่นกัน
คว้าน้ำเหลว ไม่มีการพูดคุยอะไรที่มีประโยชน์ ผมเลยล่วงหน้าไปที่ปราสาท มองหาหนทางเข้าไปด้านใน เพื่อจะพบว่า แผนการที่ผมเตรียมไว้อาจจะทำได้ยากกว่าที่คิด ปราสาทของลอร์ดเฮอร์เชลลัสนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ ออกจะเล็กไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับขนาดตัวของเจ้าของ ที่นี่มีคูน้ำขุดขวางไว้โดยรอบ บนกำแพงมีทหารยามทุกๆ 3 เมตร จุดละ 4 คนเป็นอย่างน้อย ถ้าลอร์ดเฮอร์เชลลัส ไม่ได้เป็นคนที่ขี้ระแวงจนออกนอกหน้า เขาก็มีศัตรูอยู่เยอะพอสมควรทีเดียว
ผมเดินจนรอบ แต่ก็มองหาหนทางที่จะลอบเข้าไปไม่ได้ กำแพงปราสาทเป็นหินสกัดจากเกลือและทราย ทำให้แข็งด้วยความร้อนจนทำให้เกิดเป็นอิฐทีละก้อนๆ ก่อนจะนำมาวางเรียงต่อกันและฉาบทับด้วยดินเหนียวโดยใช้ทั้งไม้และเหล็กเป็นตัวประสานและเพิ่มความแข็งแรง ปราสาทแห่งนี้อาจดูไม่หรูหรามากนัก แต่ก็แน่ใจได้ว่าคนที่จะบุกเข้าไปต้องนำกำลังมหาศาลมามากพอจะถล่มเมืองนี้ทั้งเมืองให้จมลงสู่ก้นทะเล
ขณะที่ผมเริ่มจะหมดหวัง โอกาสครั้งใหม่ก็มาถึง ชายคนรับใช้ที่มีเคราย้อมสีแดง ขอแยกตัวจากขบวนไปก่อนจะเข้าเมืองได้ไม่นาน ผมจึงเลือกตามหมอนั่นไป หวังจะเจอแจ็คพ็อตบางอย่าง หลังจากที่ปล่อยตัวต่อจำลองไป 3 ตัว บินตามเข้าไปด้านในเมือง ตัวหนึ่งตามเจ้าเมืองไปเรื่อยๆ อีกตัวนึงบินไปสำรวจรอบๆปราสาทหาสิ่งแปลกปลอม ส่วนอีกตัวมุ่งหน้าไปยังครัวที่อยู่ด้านหลัง มองหาความผิดปกติในการทำอาหารใดๆก็ตาม
ซึ่งผลที่ได้หลังจากการสอดแนมให้สิ่งที่น่าสงสัยบางอย่างกลับมา
ตัวต่อทั้งสามตัวของผมไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรทั้งในครัวและทั่วปราสาท ลอร์ดเจ้าเมืองเดินไปสั่งการในครัวและตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารค่ำจะพร้อมสำหรับแขก ผมเลยเลือกการติดตามคนรับใช้คนนั้นแทน
ซึ่งผมก็พบอะไรแปลกๆ อย่างการเดินไปเดินมาอย่างไร้จุดหมาย เหมือนกลัวว่าใครจะตามหลังมา ทั้งยังมองกลับหลังเป็นระยะๆอีกด้วย ผมเลยแน่ใจว่าสิ่งที่หมอนี่จะทำในที่ๆกำลังจะไป น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายบ้านเมืองเท่าไหร่นัก ไม่ว่าหมอนี่จะทำด้วยตัวเองหรือมีใครสั่งมาอีกทีก็ตาม
การสะกดรอยเป็นไปได้อย่างราบรื่น อาจเพราะไม่ค่อยมีใครที่มีสกิลในการซ่อนตัวหรือติดตามได้ดีเท่าผมในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรจากตรงนี้ ซึ่งนั่นทำให้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อันตรายที่ซ่อนอยู่จะเปิดเผยตัวต่อหน้าผมในไม่ช้า
ชายคนรับใช้เข้าไปด้านหลังร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วออกมาด้วยเสื้อผ้าอีกชุด มองเผินๆแทบจะจำไม่ได้เลยทีเดียวว่าเป็นคนๆเดียวกันกับก่อนหน้า เขาเดินต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงท่าเรือที่ตอนนี้เริ่มจะเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว ยิ่งแสงอาทิตย์มืดสลัวลง แสงไฟจากร้านอาหารหรือโรงเหล้าก็ยิ่งสว่างจ้ามากขึ้นพอๆกับเสียงเอะอะครื้นเครงและเสียงดนตรีที่เริ่มปนเปกันจนเกือบจะฟังไม่ได้ศัพท์ทุกครั้งที่อยู่ระหว่างร้านสองร้านติดกัน
สาวนางโลมหรือหญิงขายบริการเดินออกมาให้ขวักไขว่เต็มถนน เรียกแขกหรือลูกค้าที่ดูท่าทางจะมีเงินเหรียญมากพอให้พวกเธอบริการอย่างคุ้มค่า
ชายคนรับใช้เดินเข้าไปในบาร์แห่งหนึ่งที่ผมเคยผ่านตอนช่วงบ่าย ผมกำลังจะตามเข้าไป แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อเห็นชายอีกคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ
ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ว่าเฮอร์เชลลัสเกือบสองเท่า ผมบางๆที่คลุมศีรษะนั้นล้านไปจนถึงเกือบกลางหัวปล่อยยาวจนถึงหลังดูรุงรัง เช่นเดียวกับหนวดสีเข้มกว่าที่รกเต็มใบหน้า เสียงหัวเราะดังลั่นทันทีที่ได้ลวนลามโสเภณีบนถนนซึ่งปฏิเสธเขาไม่ได้เพราะเรี่ยวแรงที่มากจนเกินระดับของคนปกติ ข้างหลังของเขามีพรรคพวกหรือลูกสมุนเดินตามมาด้วยอีก 4 คน ท่าทางวางก้ามพอกัน
หมอนี่ดูเหมือน คาร์เตอร์ ดิชด์ ที่วิลลี่ดำบอกผมก่อนหน้าไม่มีผิด ผมเกือบต้องเลือกว่าจะติดตามหมอนี่ไปดีกว่าชายคนรับใช้ที่เพิ่งเข้าไปในบาร์เมื่อกี้ดีหรือไม่
แต่โชคเป็นของผมในวันนี้ คาร์เตอร์ ดิชค์ เดินนำลูกน้องของมันเข้าไปในบาร์ที่คนรับใช้เพิ่งเข้าไปก่อนหน้าไม่กี่นาที
และถ้าโชคของผมยังคงมีต่อไป ผมอาจจะได้เห็นการสมคบคิดหรือแผนลับบางอย่างที่ไม่ควรมีใครได้ยิน
ผมโดดลงมาจากหลังคา เดินออกมาจากตรอกเล็กๆห่างออกไปไม่กี่เมตร ก่อนจะกระชับฮู้ดให้ปิดศีรษะได้มากขึ้นและเดินเข้าไปในบาร์ที่เขียนด้วยลายมือห่วยๆตัวไม่ใหญ่นักว่า "คูตี้ส์"
ข้างในนั้นเป็นเหมือนร้านเหล้าอื่นๆทั่วไป โต๊ะหลายตัวถูกจับจองด้วยพวกโจรสลัดครึ่งหนึ่ง และขี้เมาอีกครึ่งหนึ่ง นางโลมเกือบ 20 คนเดินไปเดินมาในร้าน บ้างก็นั่งตักชายว่าที่ลูกค้าที่กำลังจะได้ใช้บริการจากเธอในอีกไม่กี่อึดใจ ผมมองหา คาร์เตอร์ ดิช ได้ไม่ยาก โชคดีอีกครั้งที่หมอนั่นกำลังเดินเข้าไปที่หลังร้าน หากผมมาช้ากว่านี้อีกไม่กี่วินาที ผมอาจจะคลาดกับหมอนั่นได้ง่ายๆ
พวกลูกสมุนของคาร์เตอร์ นั่งลงบนโต๊ะที่อยู่ใกล้กับทางเข้าหลังร้าน ผมทำท่าจะเดินตามเข้าไป แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคของคนที่ทำหน้าที่คล้าย "ผู้คุม" ที่เฝ้าไม่ให้ใครผ่านทางได้โดยง่าย ผมเลยต้องหาแผนอื่น
ผมออกมานอกร้าน มองหาทางเข้าด้านหลังร้าน ซึ่งแม้จะหาได้ไม่ยาก แต่ด้านหลังก็มีพวกคนที่คล้ายๆกับทำหน้าที่เฝ้ายามอีก 5 คน นั่งเล่นไพ่อะไรสักอย่างกันอยู่เงียบๆ ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ที่บาร์แห่งนี้คือสถานที่ที่ผมจะต้องลอบเข้าไปให้จงได้
ผมกระโดดกลับขึ้นไปด้านบนหลังคาร้านอีกครั้ง ไม่มียามอยู่บนนี้ อาจเพราะมีแสงไฟจากคบเพลิงจำนวนมาก คนธรรมดาเลยไม่น่าจะโดดไปโดดมาบนหลังคาพลางหลบซ่อนตัวได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม การวิ่งไปบนหลังคาพวกนี้ สำหรับผม ก็เหมือนกระโดดเขย่งขาเดียวไปบนพื้นเรียบๆที่มั่นคงนั่นแหละ
คูตี้ส์ เป็นอาคาร 3 ชั้น ชั้นสองและสามน่าจะเป็นที่สำหรับบริการห้องพักให้แขกที่เมามายและยังหาโรงแรมนอนไม่ได้ ผมเจอหน้าต่างปิดตายอยู่บานหนึ่งที่ชั้น 3 เงี่ยหูฟังเสียงด้านในก็พบว่าคงไม่มีคนอยู่ ผมเลยสะเดาะกลอนซึ่งเป็นเรื่องง่ายมากๆถ้าคุณมีมีดแหลมๆสักอันสองอัน ซึ่งถ้าหากมันแน่นหนากว่าที่คิด ผมก็อาจจะใช้เวทย์น้ำแข็งทำให้เหล็กตรงกลอนนั้นเย็นจนแข็งตัวและเปราะมากพอจะกระเทาะให้แตกออกมาได้ ซึ่งอย่างที่บอก คืนนี้ผมโชคดี กลอนหน้าต่างถูกลงสลักไว้ด้วยตัวล็อคแบบง่ายๆ ผมเลยเปิดมันและปีนเข้าไปด้านในได้โดยไร้อุปสรรค
ในนั้นเป็นห้องพักขนาดเล็กที่ดูจะไม่มีคนใช้งาน ในความมืดเช่นนี้สำหรับสายตาของผมที่ฝึกฝนมาก็แทบไม่ต่างจากช่วงเวลาเช้ามืดนั่นแหละ แสงน้อย แต่ก็มองเห็นได้ชัดพอจะไม่สะดุดหรือชนอะไร เสียงด้านนอกเงียบหายไป แทนที่เข้ามาด้วยเสียงเอะอะและเสียงเพลงจากบาร์ชั้นล่างที่ดูห่างไกล
ผมเงี่ยหูฟังด้านนอกประตู พอแน่ใจว่าไม่มีใครก็ออกมาจากห้องและเดินลงไปยังชั้นสอง แทบทุกห้องที่ผมเดินผ่านจะมีเสียงชายหญิงกำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะกันอย่างเมามันส์ดังลั่นจนเกือบทำผมเสียสมาธิ
ผมมองหาทางที่จะผ่านไปหลังร้านได้ ซึ่งผมพบว่าหลังประตูไม้บานหนึ่งซึ่งหน้าจะเป็นห้องนอนของใครสักคน น่าจะเป็นจุดที่อยู่ด้านบนกับทางเข้าหลังร้านที่คาร์เตอร์หายไปเมื่อครู่พอดี ผมเงี่ยหูฟังด้านในห้อง ไม่พบสัญญาณชีพใดๆของสิ่งมีชีวิต ผมเลยพยายามถอดสลักกลอนประตู แต่ก็พบว่า มันไม่ใช่กลอนที่ลงไว้ง่ายๆแบบบานหน้าต่างเมื่อครู่ที่ผมปีนเข้ามา
ก่อนที่ผมจะเริ่มใช้เวทย์น้ำแข็ง ลูกค้าด้านล่างคนหนึ่งก็หิ้วหญิงนางโลมร่างเล็กขึ้นมาตามบันไดชั้นสอง ผมเลยต้องกระโดดขึ้นไปบนเพดานทางเดินและใช้ความสามารถ Camouflage ทำให้ตัวเองกลมกลืนกับเงามืดและสีของไม้คาน
ลูกค้าและหญิงบริการเดินผ่านไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและตลกลามกอีกสองสามคำ ผมยังได้ยินชายคนนั้นพูดว่า "ไอ้ลอร์ดเจ้าเมืองหน้าโง่นั่น..." ด้วย แต่ก็ไม่ทันได้สนใจเรื่องราวของคนเมาเท่าไหร่นัก พอพวกเขาหายเข้าไปในห้องหนึ่ง ผมก็ลงมาจากเพดาน และก่อนจะมีใครขึ้นบันไดมาอีก ผมก็จับลูกบิดประตู ปล่อยไอเย็นจากเวทย์น้ำแข็งขั้นสูงที่ทำให้เหล็กกล้ากลายเป็นกระเบื้องเปราะๆได้ภายในไม่กี่วินาที
จริงๆเวทย์มนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันอยู่นั้น พื้นฐานดั้งเดิมถูกสร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตมากกว่าการใช้ในการรบพุ่งหรือฆ่าฟันกัน แต่เพราะการแสวงหาอำนาจและขยายอาณาจักรของมนุษย์ เวทย์มนต์ในยุคหลังๆเลยถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้และสังหารมากกว่าเอาไว้ช่วยเหลือหรือใช้งานทั่วไป ซึ่งผมต้องบอกเลยว่า มนุษย์ในยุคนี้นั้น พลาดรายละเอียดมีค่าหลายอย่างไปอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าคุณรู้ว่าเวทย์มนต์ทำอะไรได้บ้าง คุณจะอยากใช้มันหาเงินมากกว่าเอาไว้ฆ่าคนอื่นอย่างแน่นอน
หลังจากผมทำให้ลูกบิดประตูกลายเป็นเศษเหล็กหุ้มน้ำแข็ง ผมก็เข้าไปในห้องมืดนั่นหลังจากปิดประตูให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในห้องนี้เป็นห้องที่ค่อนข้างกว้างเอามากๆถ้าเทียบกับขนาดห้องอื่นๆ ดูไม่เหมือนเป็นห้องที่เอาไว้สำหรับการพักผ่อนหรือรับแขกแต่อย่างใด ผมกวาดสายตาทั่วห้อง ก็เลยเข้าใจว่าห้องนี้ถูกเอาไว้ใช้เป็นห้องเก็บของมากกว่า และของที่ว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นของผิดกฏหมายเกือบทั้งสิ้น อย่างพวกของหนีภาษี เงินตราหรือทองที่ปล้นมาได้จากท้องทะเล อาวุธดีๆมีค่าหลายอย่างถูกเก็บไว้ในนี้ ส่วนใหญ่เป็นอาวุธระดับ Common และ Uncommon อาจมีบ้างบางอันที่เป็นอาวุธระดับ Rare แต่ผมคงไม่มีเวลาค้นหามัน ซึ่งถ้าผมมี ผมอาจจะกลับมาเอาพวกมันไปใช้ Craft เพื่อทำให้อาวุธของผมดีขึ้นก็เป็นได้
แต่กระนั้น ผมก็ยังอุตส่าห์ไปสะดุดตาเข้ากับหีบสีแดงเก่าๆที่พอปัดฝุ่นแล้วก็มองเห็นขลิบทองแท้สลักเป็นลวดลายสวยงาม ผมเปิดดูข้างในก็พบดาบคาตานะเก่าๆที่ใบดาบเป็นสีเงิน ยาวประมาณ 120-130 เซนติเมตร สลักลวดลายแปลกตา ส่วนด้ามดาบเป็นสีแดงสลับดำ ไม่มีกั่นดาบ มันดูแปลกตาสำหรับผมมากกว่าจะมองว่ามันเป็นอาวุธที่วิเศษอะไรมากมาย ผมเลยขโมยมันมาใส่กระเป๋าเวทย์มนต์ของผมเสียเลย หวังว่าวันหนึ่งจะเอามันออกมาลองศึกษาดูว่ามันจะทำอะไรได้บ้าง
ข้างๆหีบนั่นมีห่อผ้าเก่าๆวางตั้งอยู่บนกำแพง ผมเกือบเดินผ่านไปแล้ว แต่ก็ต้องสะดุดตากับประกายแสงสีนวลที่เล็ดลอดออกมาจากมัน พอผมหยิบมันขึ้นมาแกะผ้าห่อสกปรกนั่นออก ก็พบว่ามันเป็นหอก Javelin สีเขียวเข้ม ที่เอาไว้ขว้างซัดในระยะกลางถึงไกล ลวดลายที่ประดับตัวหอกอยู่ดูเรียบง่ายแต่หรูหรากว่าผ้าที่ห่อมันอยู่มากนัก ทั้งน้ำหนักและระยะเหมาะจะเอาไว้แทงหรือเขวี้ยงใส่ศัตรูอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอาวุธระดับ Rare เลยเก็บมันเข้ากระเป๋าเอาไว้ก่อน บอกแล้วว่าวันนี้ผมโชคดี
ก่อนที่ผมจะเสียความตั้งใจในการทำภารกิจลับครั้งนี้ด้วยคลังสมบัติมากมายในห้อง ผมต้องกลับไปหาทางสืบค้นดูอีกครั้งว่า คาร์เตอร์ ดิชค์ กับพ่อบ้านปลอมตัวคนนั้นกำลังวางแผนอะไรกันอยู่
ผมก้มตัวลงจนคลานกับพื้นห้อง คลำหาจุดที่น่าจะเป็นด้านบนของหลังร้าน ซึ่งก็พบได้ไม่ยากจากสกิลการค้นหาของผม ยิ่งพื้นไม้กระดานห้องนี้เป็นรูจากปลวกกัดพอสมควร การแอบดูพร้อมๆกับแอบฟังจึงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่
"เจ้าเอาของมาด้วยหรือเปล่า" คาร์เตอร์ถามพ่อบ้านที่ตอนนี้ปลอมตัวจนคล้ายคนจรจัดมากกว่าอย่างอื่น หลังจากหยิบถุงผ้าเล็กๆที่ผมไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร คาร์เตอร์ก็พูดต่อ "แล้วเงินของข้าล่ะ?"
ชายคนรับใช้หยิบถุงเงินที่ข้างในน่าจะเป็นเหรียญทองอย่างน้อย 20 เหรียญออกมาส่งให้คาร์เตอร์ หมอนั่นเปิดถุงออก ตรวจเช็คดู และทำหน้าไม่พอใจนัก "ที่ตกลงกันไว้มันมากกว่านี้ 2 เท่านี่หว่า?"
"อีกครึ่งเจ้าจะได้รับตอนงานสำเร็จ" คนรับใช้ตอบ
"ข้าจะแน่ใจได้ยังไง?"
"เจ้าไม่จำเป็นต้องแน่ใจ นายท่านจะทำให้เจ้าได้รับสิ่งที่เจ้าควรได้"
"นั่นเป็นแค่คำโป้ปดของคนเดินดินอย่างเจ้า" คาร์เตอร์เริ่มมีน้ำโห ทั้งสายตาและสีหน้าเขาเปลี่ยนไปจนเหมือนกับจะกินเลือดเนื้อทุกคนที่อยู่แถวๆนั้นได้
"ใจเย็นๆก่อน นายท่าน" คนรับใช้ลดน้ำเสียงคุกคามลงจนเหมือนประจบอย่างเห็นได้ชัด "ข้าได้รับมาเท่านี้จริงๆ และข้าขอยืนยันได้ว่านายท่านของข้านั้นรักษาสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ท่านจะได้รับทองของท่านมากเท่าที่ต้องการ ข้าขอรับประกันด้วยหัวของข้าเลยทีเดียว
"ซึ่งเจ้าจะต้องการมันมาก ก่อนเรื่องนี้จะจบ" คาร์เตอร์เก็บถุงเงินเข้าไปในเสื้อคลุม "เป้าหมายของข้าคืออะไร?" หมอนั่นถามคนรับใช้
"ท่านหญิงเอมเมอรั..."
"ไม่ต้อง" คาร์เตอร์ขัดจังหวะ "ข้าหมายถึง เรือ ที่จะให้ข้าจม ไม่ใช่ คน ที่จะให้ข้าถ่วงน้ำ ข้าเป็นโจรสลัดนะเจ้าโง่" หมอนั่นตวาดตรงประโยคสุดท้าย "เว้นก็แต่ว่าจะมีสาวสาวยสักคนที่ทำให้ข้าพอใจได้ก็อีกเรื่อง" คาร์เตอร์แสยะยิ้มเห็นฟันสีทอง 6 ซี่
"ข้ายืนยันได้ว่าเอลฟ์นางนั้นงามยิ่งนัก" คนรับใช้พยายามข่มเสียงให้ดูปกติที่สุด
"เอลฟ์งั้นเหรอ?" คาร์เตอร์ดูจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าอย่างอื่น "นั่นต้องเป็นของแถมชั้นเลิศทีเดียว"
คาร์เตอร์หัวเราะในลำคอ "ทันทีที่ข้าลากนังเอลฟ์นั่นขึ้นมาจากผิวน้ำ ข้าจะล่อนังนั่นต่อหน้าลูกเรือของข้าทุกคน ก่อนพวกมันจะได้นางเช่นกันในไม่ช้า" หมอนั่นวางแผนราวกับเห็นภาพตรงหน้าเลยทีเดียว ดูท่าว่าซีราเอลจะทำให้การตกลงครั้งนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยที่เธอไม่รู้ตัว
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ การสนทนาก็จบลง ผมเข้ามาได้ถูกจังหวะ และจะออกไปถูกจังหวะเช่นกัน
"นี่มันอะไรกันวะเนี่ย?" เสียงดังข้างหลังตรงประตูห้องที่ผมอยู่
ดูเหมือนผมจะมีแขกไม่ได้รับเชิญเสียแล้ว....
พอผมปีนขึ้นไปจนถึงจุดสูงจุดของผาหิน ผมก็มองกลับลงมาและเห็นเส้นทางที่น่าจะเป็น "ทางลับ" ซ่อนอยู่ใต้สุมทุมพุ่มไม้ สลับกับโขดหินคดเคี้ยวซึ่งน่าจะกว้างพอให้คนเดินผ่านได้แค่ 2 คน ซึ่งผมเห็นโจรสลัดหลายคนเดินไปเดินมาอยู่ในเส้นทางนั้นอย่างไม่รีบร้อน ที่ปลายทางออกสู่ท่าเรือของเอเคอร์เชล เส้นทางลับไปสิ้นสุดที่ใต้ดินแถวๆบาร์เสื่อมโทรมหลายหลังที่ตั้งติดๆกันอย่างไม่เป็นระเบียบ คนในเมืองส่วนใหญ่คงเชื่อว่าที่แห่งนี้เป็นอะไรมากกว่าเล้าหมูติดทะเลไปไม่ได้ และนั่นก็เป็นการพรางตัวอย่างดีสำหรับพวกโจรสลัดที่ต้องการเข้าออกเมืองโดยไม่อยากเป็นที่สังเกตุต่อสายตาใด
ผมหันหน้าแล้วแหวกต้นไม้สูงต่ำหลายต้น เดินผ่านหุบเขาหลายลูกที่ไม่มีทางเดิน ผ่านเลียงผาสัตว์ป่าบนภูเขาหลายตัว เพื่อจะไปโผล่ที่ช่องรับแสงในหุบเขาที่มองลงไปเห็นท่าเรือขนาดย่อมพอดี เรือใหญ่ติดธงหลากสีหลายลำจอดอยู่ตรงท่าเรือนั้น ผมนับได้ 8 ลำ ซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าพวกมันทั้งหมดเป็นเรือที่ไม่ต้องการขึ้นตรงกับกฏหมายหรือด่านตรวจของทางการ
จุดที่ผมมองเห็นนั้นเป็นเหมือนถ้ำเล็กๆที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินในด้านทิศเหนือของเมือง ซึ่งเป็นจุดที่เรือขนาดเล็กไม่สามาถเข้าถึงได้ มองออกไปด้านนอกก็พบกับชะง่อนหินและคลื่นลมแรงที่เป็นอุปสรรคอย่างดีสำหรับใครก็ตามที่คิดจะสำรวจหรือก้าวล้ำเข้ามา
ผมใช้เวลาไปอย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง ไม่เลวนักสำหรับคนที่คิดจะลอบเข้าไปหาเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่
แต่กระนั้น ท่าเรือลับนี้ ก็ดูไม่เหมือนกับต้องการจะซ่อนตัวจากเอเคอร์เชลเท่าไหร่ ต่อให้เส้นทางที่จะนำเรือเข้ามาเทียบท่าแห่งนี้จะทำได้ยากกว่าที่ควร แต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครจะสำรวจจนผ่านมาเห็นท่าเรือแห่งนี้ตลอดเวลาหลายสิบปี
ผมเห็นการเคลื่อนไหวมากมายเกิดขึ้นทั้งบนเรือ และบนท่าเทียบที่เต็มไปด้วยโขดหินแห่งนั้น ตรงแถวทางออกผมเห็นชายร่างใหญ่อ้วนกลมคนนึงนั่งอยู่บนโต๊ะ ใส่หมวกและสวมเสื้อผ้าที่คล้ายกับออกมาจากวัง ทุกคนที่ผ่านทางนั้นส่งเงินให้หมอนั่นคนละ 3 เหรียญเงิน นั่นมากพอจะทำให้เจ้าอ้วนนั่นมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตแม้จะทำงานที่นี่แค่ปีเดียว หรืออาจจะเดือนเดียวด้วยซ้ำ
เจ้าอ้วนนั่นน่าจะเป็นคนเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่า เรือทุกลำก็ต้องจ่ายส่วยนี้ให้หมอนี่เช่นกัน และการเทียบเรือหนึ่งครั้งก็น่าจะทำให้หมอนี่มีเหรียญเงินเข้ากระเป๋าอย่างน้อยก็ 10 หรือ 20 เหรียญ
นั่นคือคำตอบของเรื่องนี้ทั้งหมด เจ้าเมืองเอเคอร์เชล ลอร์ดเฮอร์เชลลัส รับรู้เรื่องท่าเรือแห่งนี้ มากพอๆกับพวกโจรสลัด และปล่อยให้การดำเนินการลับๆเช่นนี้สร้างรายได้ให้เขาตราบใดที่ไม่มีใครก่อปัญหา และพวกโจรสลัดก็น่าจะพอใจเช่นเดียวกันที่อย่างน้อย ก็มีท่าเทียบเรือในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ และถ้าหาก ลอร์ดเฮอร์เชลลัส เก็บงำเรื่องนี้ไว้ให้พ้นมืออาณาจักรได้มากพอ ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากแหล่งกบดานของโจรสลัดนอกกฏหมายชั้นดีเลยทีเดียว
คาร์เตอร์ ดิชค์ ผมท่องชื่อนั้นในใจ พลางคิดว่าจะหาตัวหมอนั่นได้ยังไง ถ้าชายคนนั้นเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในสถานที่แห่งนี้ หมอนั่นน่าจะทำอะไรอยู่
แน่นอน คงไม่มาวุ่นวายอยู่กับการขนของขึ้นลงเรือหรือซ่อมเรือที่เสียหาย แต่หากโจรสลัดพี่เบิ้มสักคนเข้าเทียบท่าเรือที่เขามีอำนาจที่สุด หมอนั่นก็น่าจะอยู่ที่บาร์สักแห่งที่คุ้นเคย กำลังกอดนางโลมสักคนที่ทำให้เขากลายเป็นลูกค้าประจำ และแม่เล้าที่ซ่องแห่งนั้นย่อมต้องรักหมอนี่เหมือนลูกชายวีรบุรุษที่จะแบกเงินทองและของกำนัลกลับมาจากทะเลทุกครั้งที่เธอได้พบหน้า
ไม่... หมอนั่นไม่น่าจะอยู่ที่ท่าเรือนี่เป็นแน่
แต่จะให้ผมออกไปตามหาชายแปลกหน้าที่วางก้ามในบาร์สักแห่ง ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักวันครึ่งกว่าจะได้เบาะแสของมันและถ้าโชคดี หมอนั่นอาจจะไม่ได้หนีไปเพราะแหล่งข่าวสักคนบอกว่าเอลฟ์ผมสีดำกำลังตามหาตัวมันอยู่
ผมเลยตัดสินใจว่า อย่างน้อยก็ต้องหาเบาะแสเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของหมอนั่นก่อนจะดีกว่า อย่างน้อย รู้ว่าเจ้านั่นมีผมสีอะไร สูงแค่ไหน ผิวหรือดวงตาสีอะไร และจะให้ดีที่สุด แผลเป็นหรือรอยสักจะเป็นตัวบ่งชี้ชั้นเยี่ยมที่สุดหากผมจะโชคดีได้ข้อมูลพวกนั้นมาก
ผมมองหา "เหยื่อ" ผู้ที่กำลังจะกลายมาเป็นบุคคลให้ผมสอบปากคำ ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายหรือฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่อย่างน้อย หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างเช่นหมอนั่นขัดขืนหรือร้องตะโกน ผมก็ไม่ได้ลำบากใจนักที่จะฆ่าโจรสลัดสักคน
ถ้า คาร์เตอร์ ดิชค์ เป็นพี่ใหญ่ในท่าเรือแห่งนี้จริง คนส่วนใหญ่ในนี้ก็น่าจะรู้จักหมอนั่น ไม่มากก็น้อย ผมเลยมองหาชายสักคนที่อายุปานกลาง ไม่น้อยเกินไป แต่ก็ไม่แก่จนพร้อมจะทิ้งชีวิตเพื่อต่อสู้ ท่าทางดูเป็นคนมีความคิดสักหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะรักตัวกลัวตายหากผมจ่อมีดไปที่ต้นคอของมัน และจะให้ดี ต้องเป็นชายสักคนที่กำลังอยู่คนเดียว สิ่งที่ผมต้องการเป็นอย่างสุดท้ายคือ มีใครสักคนมาเห็นผมกำลังสอบสวนพรรคพวกของโจรสลัดสักคน
และผมก็เห็นเป้าหมาย
ชายคนหนึ่งเดินลงมาจากเรือขนาดกลางสีดำลำหนึ่ง ดูเหมือนว่าเพิ่งจะขนของเสร็จ หมอนั่นน่าจะอายุประมาณ 30 ต้นๆถึงปลาย ผิวกร้านแดดอาจทำให้ดูแก่กว่าวัยไปสักหน่อย แต่หมอนี่ก็เป็นชายที่ดูจะไม่ได้แข็งแรงหรือต่อสู้ได้ดีนัก ไม่มีดาบหรืออาวุธติดตัว ดูจากการแต่งกายแล้วน่าะเป็นแค่คนยกของหรือไม่ก็โจรสลัดระดับปลายแถวในเรือ
ผมเลยค่อยๆไต่กำแพงหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ลงไปตามผนังขรุขระ โดยมีเงามืดจากซอกหินเป็นตัวอำพรางชั้นดี
เมื่อผมลงมาถึงตรงจุดที่สามารถซ่อนตัวได้ใกล้ๆเรือลำนั้น ก็พอดีกับการขนของใกล้เสร็จ หมอนั่นก็เดินลงมาจากเรือ เดินหามุมสงบที่หลังโขดหินใกล้ๆ เกือบจะลับตาคน หยิบยาสูบขึ้นมาจากเอว แล้วจุดไฟเพื่อสูบเอาควันเข้าปอดอย่างเอร็ดอร่อย
โชคดีของผม พอๆกับโชคร้ายของหมอนั่น ที่จุดที่หมอนั่นสูบยาอยู่ ห่างจากผมแค่ไม่ถึง 5 เมตร ผมแค่พุ่งตัวปราดเดียว ก็สามารถเอามีดไปจ่อคอหอยชายคนนั้นได้อย่างเงียบเชียบที่สุด เสียงคลื่นเป็นตัวอำพรางที่ดีเลิศ ผมแค่รอจังหวะคลื่นลูกใหญ่ซัดโขดหินจนแตกฟอง นั่นคือเวลาของผม
ซึ่งหลังจากรอไม่ถึง 5 วินาที ผมก็ได้โอกาสลงมือ
เจ้าหนุ่มนั่นไม่น่าจะทันได้ตั้งตัวใดๆ ทันทีที่ผมเข้าไปถึงตัวเขา มีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมก็กดลงไปบนคอหอยหมอนั่นเรียบร้อย ขณะที่ผมกดหน้าอกของหมอนั่นจนผนังไปชนกับโขดหินที่อยู่ในตำแหน่งลับตาคนพอดี สัมผัสเย็นเยียบจากเหล็กกล้าที่จิ้มเนื้อใต้คางหมอนั่นอยู่จนเลือดไหลซิบ ทำเอาหมอนั่นเกือบลืมหายใจ
"ถ้าเจ้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว เจ้าตาย" ผมบอกเงื่อนไขก่อนที่หมอนั่นจะตัดสินใจทำอะไร
"กระพริบตา 2 ครั้ง ถ้าเจ้าเลือกจะทำตามที่ข้าสั่ง" ผมบอก และหมอนั่นก็กระพริบตา ทั้งๆที่มือยังถือยาสูบอยู่
ผมใช้เสียงที่เบาที่สุดเท่าที่เจ้าหนุ่มนี่จะได้ยิน "คาร์เตอร์ ดิชค์ อยู่ที่ไหน" ผมถอนมีดออกจากลำคอหมอนั่นสักครึ่งนิ้วเพื่อให้โอกาสเขาหายใจและตอบคำถาม
"ข้าไม่รู้ น่าจะอยู่ในเมืองล่ะมั้ง" ชายตรงหน้าผมตอบคำถามด้วยสีหน้าที่จริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมอนี่ผมสีดำยาวประบ่า ศีรษะรวบไว้ด้วยผ้าผืนบางสีเหลืองอมเทา หนวดเคราดกครึ้มที่เพิ่งโกนไปได้สัก 5 วันเริ่มทำให้แก้มหมอนี่รกจนน่ารำคาญ ดูท่าแล้วอย่างมากก็น่าจะเป็นฝีพายมือดีบนเรือสักลำ
"เรือของมันคือลำไหน?"
"ลำสีแดงใหญ่ที่สุดด้านนู้น" หมอนั่นทำปากบุ้ยใบ้ไปทางอีกฟากของท่าเรือ ผมจำเรือนั่นได้ เรือใหญ่ขนาดบรรทุก 70 หรือ 80 คนได้เลยล่ะ ปืนใหญ่ข้างละไม่ต่ำกว่า 30 กระบอก คาร์เตอร์ ดิชค์ นี่น่าจะเป็นพวกขี้โอ่ตัวพ่อหรือไม่ก็นักล่าในท้องทะเลตัวเบ้งทีเดียว เรือสีแดงยิ่งเด่นสะดุดตาเข้าไปอีก ดูเหมือนหมอนี่จะไม่ค่อยเกรงกลัวกฏหมายในท้องทะเลแถบนี้เท่าไหร่ คงต้องมีกองเรือของตัวเองพอสมควรทีเดียว
"หมอนั่นหน้าตาเป็นยังไง บอกมาให้หมด" ผมยังไม่หยุดตั้งคำถาม
"ผมสีทอง หัวล้าน ตัวใหญ่ สูง 2 เมตรได้ กล้ามเป็นมัด หน้าตาดุ เครายาวถึงอก เอ่อ... ผิวสีประมาณเจ้านี่แหละ ส่วนตา นัยน์ตาเขาสีน้ำตาลนะ ถ้าข้าจำไม่ผิด"
"มีรอยสักหรือแผลเป็นตรงไหนบ้าง?"
"มีๆ เอ่อ.. เขามีรอยมีดตรงแก้มซ้าย ข้าคิดว่านะ"
"คิดว่า?"
"เอ่อ.. ข้าไม่เคยมองหน้าเขาตรงๆน่ะ" หมอนั่นตอบแบบแทบไม่ต้องคิด "ก็เขาน่ากลัวจะตาย"
"แล้วเจ้าล่ะ เป็นใคร?" ผมหันมาสู่ประเด็นที่ใกล้ตัวมากกว่า
"ข้า... ข้าชื่อ วิลเลี่ยม .... วิลเลี่ยม ฟิชเชอร์ ใครๆเรียกข้าว่า วิลลี่ดำ เพราะข้าผมสีดำ และในเรือข้ายังมีวิลเลี่ยมอีก 2 คน คือ วิลลี่เตี้ย กับ วิลลี่ตาเดียว" ผมไม่ต้องถามว่าว่าอีก 2 คนได้ชื่อเล่นพวกนั้นมาว่ายังไง
"พ่อข้าเป็นคนหาปลา เขาตายไปโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ข้า แม้แต่เรือสักลำ ข้าเลยมาขออาศัยอยู่กับเรือโจรสลัดลำแรกที่รับข้าเป็นฝีพาย" หมอนั่นอธิบายต่อ
"พอแล้ว ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น" ผมหยุดเรื่องไร้สาระของวิลลี่ดำไว้ก่อน ต้องการเวลาคิดนิดหน่อยสำหรับเรื่องต่อไป
"ช่วงนี้มีข่าวอะไรบ้าง?" ผมถามวิลลี่ดำ เผื่อจะมีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นก่อนเอมเมอร์จะมาถึงที่นี่
"ข้าไม่รู้อะไรเลย เราเพิ่งเทียบท่าได้เมื่อเช้ามืดนี่เอง ทุกอย่างดูปกติดี จนเจ้ากำลังจะฆ่าข้านี่แหละ" หมอนี่ขี้ขลาดใช้ได้ ผมเลยถอยมีดออกมาอีกหน่อย
"เอาล่ะ วิลลี่ ข้าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้า" ผมถอดถุงมือข้างซ้ายออก เพื่อจะได้ใช้ Hypnosis กับหมอนี่ คนอื่นจะได้ไม่รู้ว่าผมได้ลอบเข้ามาแถวนี้
"เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน เจ้า.. เจ้าจะทำอะไรน่ะ" หมอนั่นเกิดกลัวมือเปล่าของผมขึ้นมามากกว่ามีดที่จ่อคอหอยอยู่เสียอีก "ข้ายังไม่อยากตาย ได้โปรด อย่าฆ่าข้าเลย นะ นายท่าน" หมอนั่นเริ่มส่งเสียงดัง
ผมเลยรีบประกบมือเข้าไปใบหน้าผากของวิลลี่ดำ และใช้ Hypnosis ลบความจำในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนี้ ก่อนจะกระซิบบอกหมอนั่นว่า "เจ้ามาสูบยา เจ้าไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เจ้ากำลังจะกลับไปหาพวกของเจ้า"
วิลลี่ดำทำหน้าตาเอ๋อๆ และก็พูดตามผมเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมหันหลัง และหายเข้าไปในซอกหิน แล้วปีนกลับขึ้นไปด้านบนอย่างง่ายดาย ความสามารถจำพวก Climbing หรือ "ตีนตุ๊กแก" ให้ผลดีกับการหลบหนีเสมอ ยิ่งใช้ร่วมกับ Disguise ด้วยแล้วล่ะก็ ผนังถ้ำแห่งนี้ก็แทบไม่ต่างจากเงามืดกว้างใหญ่ที่พวกนั้นจะไม่มีทางมองเห็นผมได้เลยจากข้างล่างนั่น แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีใครสักคนมองขึ้นมาเพื่อหาความผิดปกติใดๆก็ตาม
ผมกลับเข้าไปยังท่าเรือหลักของเอเคอร์เชล มองหาบาร์ที่ใกล้กับสลัมด้านหลังของถนนริมท่า ซึ่งผมนับได้เกือบ 10 แห่งที่ตั้งเบียดเสียดอยู่ใกล้กัน ผมไม่มีเวลาจะค้นหา คาร์เตอร์ ดิชค์ มากขนาดนั้น เลยเข้าไปในบาร์ที่ดูจะมีขนาดใหญ่ที่สุดแถวนั้นไป
ในนั้นก็เหมือนกับบาร์ในเขตเสื่อมโทรมตามเมืองต่างๆ ผู้คนคราคร่ำเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของเบียร์หมัก กลิ่นอ้วก และฉี่ของชายสัก 10 คน นอกนั้นก็มีแต่พวกกะลาสี ทหารเรือขี้เมา และโจรสลัดสกปรกที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจาก เหล้า และผู้หญิง
โสเภณีหลายคนนั่งอยู่บนตักของพวกที่เมาและพอจะมีเงิน 2-3 คู่จูงมือหรือหิ้วปีกประคองกันขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อเริ่มกิจกรรมที่ทุกคนที่นี่ต้องการ อาหารที่นี่หน้าตาดูแย่พอๆกับรสชาติ ผมไม่ได้สั่งอะไรมากินเพราะแค่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ทำให้ผมกินอะไรไม่ลงไปอีกหลายชั่วโมงแล้ว
ผมไม่เห็นใครที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกับคาร์เตอร์ ดิชค์ นัก มีชายร่างใหญ่ 2-3 คน แต่พวกนั้นก็มีไขมันมากกว่ากล้าม และแม้จะหัวล้านทุกคน แต่ก็ไม่มีใครที่เครายาวพอจะดูเข้าเค้าเลย
ผมไม่ได้เข้าไปถามบาร์เทนเดอร์ เพราะหมอนั่นอาจจะเป็นสายให้กับโจรสลัดสักกลุ่มที่อาจจะตามมาหาเรื่องผมทีหลังก็ได้ที่ไปยุ่งวุ่นวายกับตัวพ่อของพวกมัน และยิ่งผมมีอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล การนำปัญหากลับไปที่โรงแรมนั่นด้วยก็ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
ผมเดินออกกจากที่นั่น และเดินเข้าไปในบาร์อีก 2 แห่งที่ขนาดเล็กกว่า ซึ่งก็ทำให้ผมผิดหวังเช่นกัน
ผมดูแสงแดด อีกไม่นานพระอาทิตย์จะตกดิน ตัวต่อที่ผมส่งออกไปเอาไว้ดูแลรอบๆโรงแรมก็ไม่พบอะไรผิดปกติ เลยตัดสินใจว่าน่าจะได้เวลากลับไปที่นั่นอีกครั้ง ก่อนอาหารเย็น
หลังจากเรียกตัวต่อกลับเข้ามาในปลอกแขน เมื่อผมกลับมาถึง ก็ได้พบกับขบวนเดินทางด้วยรถม้าขบวนใหญ่ ที่กำลังหยุดขบวนตรงทางเข้าโรงแรมของผมพอดี ผมเลยยืนรออยู่ตรงนั้น ทำเป็นเลือกสินค้าจากแผงขายของข้างๆแทน พลางสังเกตุไปด้วย
ในรถม้านั้นมีชาย 2 คนก้าวลงมา คนหนึ่งคือชายเคราสีแดงที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเชิญเราไปยังปราสาท ส่วนชายอีกคนเดินตามลงมา มีรูปร่างใหญ่ แต่ไม่สูงมาก ลงพุงนิดๆ แต่ก็มีกล้ามเนื้อมากกว่า หัวล้าน ผมทอง และมีหนวดบนริมฝีปากยาวพอๆกับเคราบนแก้ม ซึ่งช่วยปกปิดใบหน้ากลมแดงกร้านแดดของหมอนั่นได้ไม่เลวทีเดียว ท่าทางเหมือนชาวประมงที่เกษียณแล้วมากกว่าอัศวิน และจากลักษณะและท่วงท่าในการเดินกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าชายร่างใหญ่นี้น่าจะเป็น ลอร์ดเฮอร์เชลลัส ผู้เป็นเจ้าเมืองผู้ดูแลที่นี่นั่นเอง
เซอร์เฮอร์เชลลัสและคณะติดตาม ลงจากหลังม้า และเดินเข้าไปในโรงแรม ผมมั่นใจว่าเป้าหมายคือการเรียกพวกเอมเมอร์ลงมาคุยที่ลานด้านล่าง เลยเดินตามเข้าไปในระยะที่ไม่ห่างมากนัก ทำตัวให้เหมือนแขกที่มาพักคนอื่น
คนรับใช้ขึ้นไปติดต่อเพื่อตามเอมเมอร์ลงมาพูดคุย เจ้าของโรงแรมจัดแจงโถงรับรองให้กลายเป็นสถานที่พูดคุยอย่างเป็นทางการขนาดย่อมแบบชั่วคราวให้กับลอร์ดเจ้าเมือง และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนในคณะยกเว้นเฟรานาที่น่าจะบาดเจ็บอยู่ ก็เดินลงมาที่โถงด้านล่าง ส่วนใหญ่ได้นอนหลับและล้างหน้าล้างตากันบ้างแล้ว หน้าตาทุกคนจึงสดใสกว่าเมื่อเช้ามาก
ผมนั่งอยู่ใกล้ๆ ทำเหมือนแขกที่มานั่งพักและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ โชคดีที่ทุกคนในคณะน่าจะรับรู้ความต้องการของผมได้ทัน แม้จะมีสองสามคนมองมาทางผม แต่ก็ไม่มีใครกระโตกกระตากว่าเรารู้จักกันแต่อย่างใด
"ข้าแต่ท่านหญิงเอมเมอรัลเน่..." ชายร่างใหญ่เริ่มบทสนทนา "ข้ามีนามว่า เฮอร์เชลลัส เป็นผู้ดูแลเมืองท่าแห่งนี้"
เอมเมอร์และทุกคนในคณะกล่าวคำทักทายตอบรับ ยกเว้น ซีราเอล ที่ยังคงเป็นเอลฟ์ในสายเลือด และไม่ยอมรับการคารวะใดๆจากมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่า
เอมเมอร์ ซีราเอล และเจ้าเมืองนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ด้านหลังเฮอร์เชลลัสมีทหารคุ้มกัน 2 คนซึ่งหน้าจะทำหน้าที่เช่นเดียวกับยูเรลและผม หากผมไปอยู่ตรงนั้น
เฮอร์เชลลัสมองไปยังซีราเอลที่ทำตัวเสมอตนกับทั้งสอง "ท่านหญิงเอลฟ์ผู้นี้คือ....?"
"นางคือท่านหญิง ซีราเอล รัชทายาทแห่งเวเนลเรีย ข้าได้รับความช่วยเหลือจากนางตลอดการเดินทางนี้ ซึ่งข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นางจะได้รับการปฏิบัติและยกย่องไม่น้อยไปกว่าที่ข้าอาจได้รับจากท่านและคนของท่าน" เอมเมอร์ตอบแทนให้
เฮอร์เชลลัสมีท่าทางงงๆนิดหน่อย แต่ก็ตามน้ำได้ไม่เลว หมอนี่ไม่ใช่ลอร์ดที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์เหมือนเดนเนอร์ ลักษณะคำพูดคำจาไม่ได้มีพิธีรีตรองอะไรมากนัก แต่ก็ไม่ได้มีท่าทางดูหมิ่นดูแคลนหรือเสียมารยาทแต่อย่างใด หลังจากเฮอร์เชลลัส กล่าวทักทายซีราเอลอีกครั้ง หมอนั่นก็เริ่มบทสนทนา
"ข้าได้ยินมาว่า ท่านหญิงและสหาย ประสงค์จะพักอยู่ที่เรือนพักแรมแห่งนี้มากกว่ากลับไปกับข้าที่ปราสาท?"
"ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว, นายท่าน" เอมเมอร์ตอบ
"เหตุใจท่านหญิงจึงปฏิเสธการรับใช้จากคนของข้าหรือ โปรดแจ้งเหตุผลให้ข้าทราบได้หรือไม่?"
"ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาของข้าในช่วง 2-3 วันมานี้ เราได้พับกับอันตรายถึงชีวิตมามากมายเหลือเกินในพื้นที่ที่ไม่น่าจะมีความเสี่ยงเช่นนั้น ข้าและสหายของข้ามิได้ต้องการจะทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดว่าเกิดความคลางใจใดๆในการคุ้มครองดูแลและอารักขาโดยคนของท่าน แต่หากท่านจะได้พบและเจอสิ่งที่พวกเราได้ผ่านมาเช่นที่ข้าแจ้ง ข้าเกรงว่าเราอาจจะสบายใจมากกว่าที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกันในพื้นที่ที่เปิดโล่งและทำให้เราสามารถเดินทางได้อย่างอิสระมากกว่าการเข้าออกตามกำหนดการณ์ของปราสาทแห่งท่าน ลอร์ดเฮอร์เชลลัส"
"ข้าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่การคุ้มครองของข้าอาจสร้างความแคลงใจให้ท่าน ท่านหญิง" ลอร์ดเจ้าเมืองแสดงออกซึ่งน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริงที่สุดเท่าที่ผมจะรับรู้ได้ "ข้ามาขอพบท่าน เพื่อเสนอการต้อนรับอันดีกว่า ซึ่งหากท่านยืนกรานจะปฏิเสธ ก็ขอให้ข้าได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อ จะทำให้ข้ายินดียิ่งนัก ท่านหญิง"
เอมเมอร์มองมาทางผม ผมเข้าใจที่เธอต้องการสื่อสารได้ทันที เมื่อผมมีความสามารถอย่างการรับรู้ถึงพิษได้ดีกว่าทุกคนในละแวกนี้ ผมเลยน่าจะต้องเป็นคนแอบเข้าไปชิมหรือแม้กระทั่งหาข้อมูลต่างๆที่อาจจะน่าสงสัยแล้วนำมาบอกให้ทุกคนรู้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่า ลอร์ดเฮอร์เชลลัสนั้นอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ แต่จากประสบการณ์ไม่กี่วันของเรา บอกผมว่าการไม่ไว้ใจคนอื่นเอาไว้ เป็นการป้องกันตัวที่ดีที่สุดในตอนนี้ จนกว่าเราจะแน่ใจว่าพวกเขานั้นอยู่ข้างเราจริงๆ
ผมลุกออกไป เดินออกจากโรงแรมแห่งนั้น ทำทีเป็นป้วนเปี้ยนอยู่ในถนนใกล้ๆ รอให้ขบวนของเจ้าเมืองออกมา และกลับเข้าไปในโรงแรมใหม่อีกครั้ง เพื่อฟังกำหนดการณ์ต่อไปที่กำลังจะมาถึง
"อีก 2 ชั่วโมง ลอร์ดเจ้าเมืองจะตั้งโต๊ะเลี้ยงอาหารพวกเราที่สวนด้านหน้าปราสาท เขาเชิญพวกเราทุกคนให้เข้าร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน" เอมเมอร์สรุปเรื่องราวให้ผมฟัง "ข้าอยากให้ท่านอยู่ด้านนอก แม้จะทำให้ท่านพลาดอาหารมื้อค่ำอันแสนโอชะ แต่เราจำเป็นต้องมีคนที่สามารถตรวจสอบและระวังหลังให้อย่างดีที่สุด ซึ่งข้ามองไม่เห็นใครจะทำหน้าที่นี้ได้ดีไปกว่าท่านอีกแล้ว เทลอน"
ผมพยักหน้าตกลง "ข้าจะแอบเข้าไปในปราสาท มองหาครัว และสืบหาเสียงกระซิบไม่บังควรที่อาจจะไม่เป็นมิตรกับเราเท่าที่คิด"
"เจ้าจะทำได้ยังไงน่ะ เทลอน ในนั้นมีทหารเป็นร้อยเดินรักษาการณ์อยู่เห็นๆ นี่ยังไม่นับพวกที่เดินอยู่บนกำแพงนะ" พีทไม่เชื่อในความสามารถผม เขาท้วงได้ไม่กี่คำก่อนจะรู้ตัวว่าตนเองต่ำต้อยเกินกว่าจะออกความเห็นใดๆในที่ประชุมเล็กๆของเรา "ข้าแค่... เป็นห่วงเจ้าน่ะ" เขาลดเสียงลงทันทีที่เห็นสายตาตำหนิของซีราเอล
"เรื่องนั้นข้าจัดการได้" จริงๆแค่ใช้ตัวต่อจำลองจาก Hornetia ผมก็ทำแผนนี้สำเร็จได้ไม่ยากแล้ว แต่ผมต้องการความชัดเจนเรื่องอื่นมากกว่าด้วย การลอบเข้าไปน่าจะให้ผลดีกว่า เผลอๆ ถ้าผมพบตัวการ ผมอาจจะสังหารมันเสียเลยบนเตียงที่มันกำลังพักผ่อนอยู่ก็เป็นได้ นั่นน่าจะเป็นแผนที่ดีกว่าไม่ใช่น้อย
ผมออกจากโรงแรม และเดินตามขบวนที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้ากลับปราสาท ม้าเร็วเดินสาส์นคงวิ่งกลับไปที่ปราสาทเพื่อบอกให้คนครัวรีบเตรียมอาหารแล้ว แต่ขบวนหลักของเจ้าเมืองยังคงอ้อยอิ่งในการเดินทางอยู่ ผมตีคู่ไปกับขบวน กระโดดไปตามหลังคาบ้านเรือนและโรงแรมอย่างคล่องแคล่วเงียบเชียบ พลางเงี่ยหูฟังเรื่องราวที่อาจจะหลุดออกมาจากปากเจ้าเมืองด้วยเช่นกัน
คว้าน้ำเหลว ไม่มีการพูดคุยอะไรที่มีประโยชน์ ผมเลยล่วงหน้าไปที่ปราสาท มองหาหนทางเข้าไปด้านใน เพื่อจะพบว่า แผนการที่ผมเตรียมไว้อาจจะทำได้ยากกว่าที่คิด ปราสาทของลอร์ดเฮอร์เชลลัสนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ ออกจะเล็กไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับขนาดตัวของเจ้าของ ที่นี่มีคูน้ำขุดขวางไว้โดยรอบ บนกำแพงมีทหารยามทุกๆ 3 เมตร จุดละ 4 คนเป็นอย่างน้อย ถ้าลอร์ดเฮอร์เชลลัส ไม่ได้เป็นคนที่ขี้ระแวงจนออกนอกหน้า เขาก็มีศัตรูอยู่เยอะพอสมควรทีเดียว
ผมเดินจนรอบ แต่ก็มองหาหนทางที่จะลอบเข้าไปไม่ได้ กำแพงปราสาทเป็นหินสกัดจากเกลือและทราย ทำให้แข็งด้วยความร้อนจนทำให้เกิดเป็นอิฐทีละก้อนๆ ก่อนจะนำมาวางเรียงต่อกันและฉาบทับด้วยดินเหนียวโดยใช้ทั้งไม้และเหล็กเป็นตัวประสานและเพิ่มความแข็งแรง ปราสาทแห่งนี้อาจดูไม่หรูหรามากนัก แต่ก็แน่ใจได้ว่าคนที่จะบุกเข้าไปต้องนำกำลังมหาศาลมามากพอจะถล่มเมืองนี้ทั้งเมืองให้จมลงสู่ก้นทะเล
ขณะที่ผมเริ่มจะหมดหวัง โอกาสครั้งใหม่ก็มาถึง ชายคนรับใช้ที่มีเคราย้อมสีแดง ขอแยกตัวจากขบวนไปก่อนจะเข้าเมืองได้ไม่นาน ผมจึงเลือกตามหมอนั่นไป หวังจะเจอแจ็คพ็อตบางอย่าง หลังจากที่ปล่อยตัวต่อจำลองไป 3 ตัว บินตามเข้าไปด้านในเมือง ตัวหนึ่งตามเจ้าเมืองไปเรื่อยๆ อีกตัวนึงบินไปสำรวจรอบๆปราสาทหาสิ่งแปลกปลอม ส่วนอีกตัวมุ่งหน้าไปยังครัวที่อยู่ด้านหลัง มองหาความผิดปกติในการทำอาหารใดๆก็ตาม
ซึ่งผลที่ได้หลังจากการสอดแนมให้สิ่งที่น่าสงสัยบางอย่างกลับมา
ตัวต่อทั้งสามตัวของผมไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรทั้งในครัวและทั่วปราสาท ลอร์ดเจ้าเมืองเดินไปสั่งการในครัวและตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารค่ำจะพร้อมสำหรับแขก ผมเลยเลือกการติดตามคนรับใช้คนนั้นแทน
ซึ่งผมก็พบอะไรแปลกๆ อย่างการเดินไปเดินมาอย่างไร้จุดหมาย เหมือนกลัวว่าใครจะตามหลังมา ทั้งยังมองกลับหลังเป็นระยะๆอีกด้วย ผมเลยแน่ใจว่าสิ่งที่หมอนี่จะทำในที่ๆกำลังจะไป น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายบ้านเมืองเท่าไหร่นัก ไม่ว่าหมอนี่จะทำด้วยตัวเองหรือมีใครสั่งมาอีกทีก็ตาม
การสะกดรอยเป็นไปได้อย่างราบรื่น อาจเพราะไม่ค่อยมีใครที่มีสกิลในการซ่อนตัวหรือติดตามได้ดีเท่าผมในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรจากตรงนี้ ซึ่งนั่นทำให้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อันตรายที่ซ่อนอยู่จะเปิดเผยตัวต่อหน้าผมในไม่ช้า
ชายคนรับใช้เข้าไปด้านหลังร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วออกมาด้วยเสื้อผ้าอีกชุด มองเผินๆแทบจะจำไม่ได้เลยทีเดียวว่าเป็นคนๆเดียวกันกับก่อนหน้า เขาเดินต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงท่าเรือที่ตอนนี้เริ่มจะเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว ยิ่งแสงอาทิตย์มืดสลัวลง แสงไฟจากร้านอาหารหรือโรงเหล้าก็ยิ่งสว่างจ้ามากขึ้นพอๆกับเสียงเอะอะครื้นเครงและเสียงดนตรีที่เริ่มปนเปกันจนเกือบจะฟังไม่ได้ศัพท์ทุกครั้งที่อยู่ระหว่างร้านสองร้านติดกัน
สาวนางโลมหรือหญิงขายบริการเดินออกมาให้ขวักไขว่เต็มถนน เรียกแขกหรือลูกค้าที่ดูท่าทางจะมีเงินเหรียญมากพอให้พวกเธอบริการอย่างคุ้มค่า
ชายคนรับใช้เดินเข้าไปในบาร์แห่งหนึ่งที่ผมเคยผ่านตอนช่วงบ่าย ผมกำลังจะตามเข้าไป แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อเห็นชายอีกคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ
ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ว่าเฮอร์เชลลัสเกือบสองเท่า ผมบางๆที่คลุมศีรษะนั้นล้านไปจนถึงเกือบกลางหัวปล่อยยาวจนถึงหลังดูรุงรัง เช่นเดียวกับหนวดสีเข้มกว่าที่รกเต็มใบหน้า เสียงหัวเราะดังลั่นทันทีที่ได้ลวนลามโสเภณีบนถนนซึ่งปฏิเสธเขาไม่ได้เพราะเรี่ยวแรงที่มากจนเกินระดับของคนปกติ ข้างหลังของเขามีพรรคพวกหรือลูกสมุนเดินตามมาด้วยอีก 4 คน ท่าทางวางก้ามพอกัน
หมอนี่ดูเหมือน คาร์เตอร์ ดิชด์ ที่วิลลี่ดำบอกผมก่อนหน้าไม่มีผิด ผมเกือบต้องเลือกว่าจะติดตามหมอนี่ไปดีกว่าชายคนรับใช้ที่เพิ่งเข้าไปในบาร์เมื่อกี้ดีหรือไม่
แต่โชคเป็นของผมในวันนี้ คาร์เตอร์ ดิชค์ เดินนำลูกน้องของมันเข้าไปในบาร์ที่คนรับใช้เพิ่งเข้าไปก่อนหน้าไม่กี่นาที
และถ้าโชคของผมยังคงมีต่อไป ผมอาจจะได้เห็นการสมคบคิดหรือแผนลับบางอย่างที่ไม่ควรมีใครได้ยิน
ผมโดดลงมาจากหลังคา เดินออกมาจากตรอกเล็กๆห่างออกไปไม่กี่เมตร ก่อนจะกระชับฮู้ดให้ปิดศีรษะได้มากขึ้นและเดินเข้าไปในบาร์ที่เขียนด้วยลายมือห่วยๆตัวไม่ใหญ่นักว่า "คูตี้ส์"
ข้างในนั้นเป็นเหมือนร้านเหล้าอื่นๆทั่วไป โต๊ะหลายตัวถูกจับจองด้วยพวกโจรสลัดครึ่งหนึ่ง และขี้เมาอีกครึ่งหนึ่ง นางโลมเกือบ 20 คนเดินไปเดินมาในร้าน บ้างก็นั่งตักชายว่าที่ลูกค้าที่กำลังจะได้ใช้บริการจากเธอในอีกไม่กี่อึดใจ ผมมองหา คาร์เตอร์ ดิช ได้ไม่ยาก โชคดีอีกครั้งที่หมอนั่นกำลังเดินเข้าไปที่หลังร้าน หากผมมาช้ากว่านี้อีกไม่กี่วินาที ผมอาจจะคลาดกับหมอนั่นได้ง่ายๆ
พวกลูกสมุนของคาร์เตอร์ นั่งลงบนโต๊ะที่อยู่ใกล้กับทางเข้าหลังร้าน ผมทำท่าจะเดินตามเข้าไป แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคของคนที่ทำหน้าที่คล้าย "ผู้คุม" ที่เฝ้าไม่ให้ใครผ่านทางได้โดยง่าย ผมเลยต้องหาแผนอื่น
ผมออกมานอกร้าน มองหาทางเข้าด้านหลังร้าน ซึ่งแม้จะหาได้ไม่ยาก แต่ด้านหลังก็มีพวกคนที่คล้ายๆกับทำหน้าที่เฝ้ายามอีก 5 คน นั่งเล่นไพ่อะไรสักอย่างกันอยู่เงียบๆ ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ที่บาร์แห่งนี้คือสถานที่ที่ผมจะต้องลอบเข้าไปให้จงได้
ผมกระโดดกลับขึ้นไปด้านบนหลังคาร้านอีกครั้ง ไม่มียามอยู่บนนี้ อาจเพราะมีแสงไฟจากคบเพลิงจำนวนมาก คนธรรมดาเลยไม่น่าจะโดดไปโดดมาบนหลังคาพลางหลบซ่อนตัวได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม การวิ่งไปบนหลังคาพวกนี้ สำหรับผม ก็เหมือนกระโดดเขย่งขาเดียวไปบนพื้นเรียบๆที่มั่นคงนั่นแหละ
คูตี้ส์ เป็นอาคาร 3 ชั้น ชั้นสองและสามน่าจะเป็นที่สำหรับบริการห้องพักให้แขกที่เมามายและยังหาโรงแรมนอนไม่ได้ ผมเจอหน้าต่างปิดตายอยู่บานหนึ่งที่ชั้น 3 เงี่ยหูฟังเสียงด้านในก็พบว่าคงไม่มีคนอยู่ ผมเลยสะเดาะกลอนซึ่งเป็นเรื่องง่ายมากๆถ้าคุณมีมีดแหลมๆสักอันสองอัน ซึ่งถ้าหากมันแน่นหนากว่าที่คิด ผมก็อาจจะใช้เวทย์น้ำแข็งทำให้เหล็กตรงกลอนนั้นเย็นจนแข็งตัวและเปราะมากพอจะกระเทาะให้แตกออกมาได้ ซึ่งอย่างที่บอก คืนนี้ผมโชคดี กลอนหน้าต่างถูกลงสลักไว้ด้วยตัวล็อคแบบง่ายๆ ผมเลยเปิดมันและปีนเข้าไปด้านในได้โดยไร้อุปสรรค
ในนั้นเป็นห้องพักขนาดเล็กที่ดูจะไม่มีคนใช้งาน ในความมืดเช่นนี้สำหรับสายตาของผมที่ฝึกฝนมาก็แทบไม่ต่างจากช่วงเวลาเช้ามืดนั่นแหละ แสงน้อย แต่ก็มองเห็นได้ชัดพอจะไม่สะดุดหรือชนอะไร เสียงด้านนอกเงียบหายไป แทนที่เข้ามาด้วยเสียงเอะอะและเสียงเพลงจากบาร์ชั้นล่างที่ดูห่างไกล
ผมเงี่ยหูฟังด้านนอกประตู พอแน่ใจว่าไม่มีใครก็ออกมาจากห้องและเดินลงไปยังชั้นสอง แทบทุกห้องที่ผมเดินผ่านจะมีเสียงชายหญิงกำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะกันอย่างเมามันส์ดังลั่นจนเกือบทำผมเสียสมาธิ
ผมมองหาทางที่จะผ่านไปหลังร้านได้ ซึ่งผมพบว่าหลังประตูไม้บานหนึ่งซึ่งหน้าจะเป็นห้องนอนของใครสักคน น่าจะเป็นจุดที่อยู่ด้านบนกับทางเข้าหลังร้านที่คาร์เตอร์หายไปเมื่อครู่พอดี ผมเงี่ยหูฟังด้านในห้อง ไม่พบสัญญาณชีพใดๆของสิ่งมีชีวิต ผมเลยพยายามถอดสลักกลอนประตู แต่ก็พบว่า มันไม่ใช่กลอนที่ลงไว้ง่ายๆแบบบานหน้าต่างเมื่อครู่ที่ผมปีนเข้ามา
ก่อนที่ผมจะเริ่มใช้เวทย์น้ำแข็ง ลูกค้าด้านล่างคนหนึ่งก็หิ้วหญิงนางโลมร่างเล็กขึ้นมาตามบันไดชั้นสอง ผมเลยต้องกระโดดขึ้นไปบนเพดานทางเดินและใช้ความสามารถ Camouflage ทำให้ตัวเองกลมกลืนกับเงามืดและสีของไม้คาน
ลูกค้าและหญิงบริการเดินผ่านไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและตลกลามกอีกสองสามคำ ผมยังได้ยินชายคนนั้นพูดว่า "ไอ้ลอร์ดเจ้าเมืองหน้าโง่นั่น..." ด้วย แต่ก็ไม่ทันได้สนใจเรื่องราวของคนเมาเท่าไหร่นัก พอพวกเขาหายเข้าไปในห้องหนึ่ง ผมก็ลงมาจากเพดาน และก่อนจะมีใครขึ้นบันไดมาอีก ผมก็จับลูกบิดประตู ปล่อยไอเย็นจากเวทย์น้ำแข็งขั้นสูงที่ทำให้เหล็กกล้ากลายเป็นกระเบื้องเปราะๆได้ภายในไม่กี่วินาที
จริงๆเวทย์มนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันอยู่นั้น พื้นฐานดั้งเดิมถูกสร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตมากกว่าการใช้ในการรบพุ่งหรือฆ่าฟันกัน แต่เพราะการแสวงหาอำนาจและขยายอาณาจักรของมนุษย์ เวทย์มนต์ในยุคหลังๆเลยถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้และสังหารมากกว่าเอาไว้ช่วยเหลือหรือใช้งานทั่วไป ซึ่งผมต้องบอกเลยว่า มนุษย์ในยุคนี้นั้น พลาดรายละเอียดมีค่าหลายอย่างไปอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าคุณรู้ว่าเวทย์มนต์ทำอะไรได้บ้าง คุณจะอยากใช้มันหาเงินมากกว่าเอาไว้ฆ่าคนอื่นอย่างแน่นอน
หลังจากผมทำให้ลูกบิดประตูกลายเป็นเศษเหล็กหุ้มน้ำแข็ง ผมก็เข้าไปในห้องมืดนั่นหลังจากปิดประตูให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในห้องนี้เป็นห้องที่ค่อนข้างกว้างเอามากๆถ้าเทียบกับขนาดห้องอื่นๆ ดูไม่เหมือนเป็นห้องที่เอาไว้สำหรับการพักผ่อนหรือรับแขกแต่อย่างใด ผมกวาดสายตาทั่วห้อง ก็เลยเข้าใจว่าห้องนี้ถูกเอาไว้ใช้เป็นห้องเก็บของมากกว่า และของที่ว่า ส่วนใหญ่ก็เป็นของผิดกฏหมายเกือบทั้งสิ้น อย่างพวกของหนีภาษี เงินตราหรือทองที่ปล้นมาได้จากท้องทะเล อาวุธดีๆมีค่าหลายอย่างถูกเก็บไว้ในนี้ ส่วนใหญ่เป็นอาวุธระดับ Common และ Uncommon อาจมีบ้างบางอันที่เป็นอาวุธระดับ Rare แต่ผมคงไม่มีเวลาค้นหามัน ซึ่งถ้าผมมี ผมอาจจะกลับมาเอาพวกมันไปใช้ Craft เพื่อทำให้อาวุธของผมดีขึ้นก็เป็นได้
แต่กระนั้น ผมก็ยังอุตส่าห์ไปสะดุดตาเข้ากับหีบสีแดงเก่าๆที่พอปัดฝุ่นแล้วก็มองเห็นขลิบทองแท้สลักเป็นลวดลายสวยงาม ผมเปิดดูข้างในก็พบดาบคาตานะเก่าๆที่ใบดาบเป็นสีเงิน ยาวประมาณ 120-130 เซนติเมตร สลักลวดลายแปลกตา ส่วนด้ามดาบเป็นสีแดงสลับดำ ไม่มีกั่นดาบ มันดูแปลกตาสำหรับผมมากกว่าจะมองว่ามันเป็นอาวุธที่วิเศษอะไรมากมาย ผมเลยขโมยมันมาใส่กระเป๋าเวทย์มนต์ของผมเสียเลย หวังว่าวันหนึ่งจะเอามันออกมาลองศึกษาดูว่ามันจะทำอะไรได้บ้าง
ข้างๆหีบนั่นมีห่อผ้าเก่าๆวางตั้งอยู่บนกำแพง ผมเกือบเดินผ่านไปแล้ว แต่ก็ต้องสะดุดตากับประกายแสงสีนวลที่เล็ดลอดออกมาจากมัน พอผมหยิบมันขึ้นมาแกะผ้าห่อสกปรกนั่นออก ก็พบว่ามันเป็นหอก Javelin สีเขียวเข้ม ที่เอาไว้ขว้างซัดในระยะกลางถึงไกล ลวดลายที่ประดับตัวหอกอยู่ดูเรียบง่ายแต่หรูหรากว่าผ้าที่ห่อมันอยู่มากนัก ทั้งน้ำหนักและระยะเหมาะจะเอาไว้แทงหรือเขวี้ยงใส่ศัตรูอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอาวุธระดับ Rare เลยเก็บมันเข้ากระเป๋าเอาไว้ก่อน บอกแล้วว่าวันนี้ผมโชคดี
ก่อนที่ผมจะเสียความตั้งใจในการทำภารกิจลับครั้งนี้ด้วยคลังสมบัติมากมายในห้อง ผมต้องกลับไปหาทางสืบค้นดูอีกครั้งว่า คาร์เตอร์ ดิชค์ กับพ่อบ้านปลอมตัวคนนั้นกำลังวางแผนอะไรกันอยู่
ผมก้มตัวลงจนคลานกับพื้นห้อง คลำหาจุดที่น่าจะเป็นด้านบนของหลังร้าน ซึ่งก็พบได้ไม่ยากจากสกิลการค้นหาของผม ยิ่งพื้นไม้กระดานห้องนี้เป็นรูจากปลวกกัดพอสมควร การแอบดูพร้อมๆกับแอบฟังจึงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่
"เจ้าเอาของมาด้วยหรือเปล่า" คาร์เตอร์ถามพ่อบ้านที่ตอนนี้ปลอมตัวจนคล้ายคนจรจัดมากกว่าอย่างอื่น หลังจากหยิบถุงผ้าเล็กๆที่ผมไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร คาร์เตอร์ก็พูดต่อ "แล้วเงินของข้าล่ะ?"
ชายคนรับใช้หยิบถุงเงินที่ข้างในน่าจะเป็นเหรียญทองอย่างน้อย 20 เหรียญออกมาส่งให้คาร์เตอร์ หมอนั่นเปิดถุงออก ตรวจเช็คดู และทำหน้าไม่พอใจนัก "ที่ตกลงกันไว้มันมากกว่านี้ 2 เท่านี่หว่า?"
"อีกครึ่งเจ้าจะได้รับตอนงานสำเร็จ" คนรับใช้ตอบ
"ข้าจะแน่ใจได้ยังไง?"
"เจ้าไม่จำเป็นต้องแน่ใจ นายท่านจะทำให้เจ้าได้รับสิ่งที่เจ้าควรได้"
"นั่นเป็นแค่คำโป้ปดของคนเดินดินอย่างเจ้า" คาร์เตอร์เริ่มมีน้ำโห ทั้งสายตาและสีหน้าเขาเปลี่ยนไปจนเหมือนกับจะกินเลือดเนื้อทุกคนที่อยู่แถวๆนั้นได้
"ใจเย็นๆก่อน นายท่าน" คนรับใช้ลดน้ำเสียงคุกคามลงจนเหมือนประจบอย่างเห็นได้ชัด "ข้าได้รับมาเท่านี้จริงๆ และข้าขอยืนยันได้ว่านายท่านของข้านั้นรักษาสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ท่านจะได้รับทองของท่านมากเท่าที่ต้องการ ข้าขอรับประกันด้วยหัวของข้าเลยทีเดียว
"ซึ่งเจ้าจะต้องการมันมาก ก่อนเรื่องนี้จะจบ" คาร์เตอร์เก็บถุงเงินเข้าไปในเสื้อคลุม "เป้าหมายของข้าคืออะไร?" หมอนั่นถามคนรับใช้
"ท่านหญิงเอมเมอรั..."
"ไม่ต้อง" คาร์เตอร์ขัดจังหวะ "ข้าหมายถึง เรือ ที่จะให้ข้าจม ไม่ใช่ คน ที่จะให้ข้าถ่วงน้ำ ข้าเป็นโจรสลัดนะเจ้าโง่" หมอนั่นตวาดตรงประโยคสุดท้าย "เว้นก็แต่ว่าจะมีสาวสาวยสักคนที่ทำให้ข้าพอใจได้ก็อีกเรื่อง" คาร์เตอร์แสยะยิ้มเห็นฟันสีทอง 6 ซี่
"ข้ายืนยันได้ว่าเอลฟ์นางนั้นงามยิ่งนัก" คนรับใช้พยายามข่มเสียงให้ดูปกติที่สุด
"เอลฟ์งั้นเหรอ?" คาร์เตอร์ดูจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าอย่างอื่น "นั่นต้องเป็นของแถมชั้นเลิศทีเดียว"
คาร์เตอร์หัวเราะในลำคอ "ทันทีที่ข้าลากนังเอลฟ์นั่นขึ้นมาจากผิวน้ำ ข้าจะล่อนังนั่นต่อหน้าลูกเรือของข้าทุกคน ก่อนพวกมันจะได้นางเช่นกันในไม่ช้า" หมอนั่นวางแผนราวกับเห็นภาพตรงหน้าเลยทีเดียว ดูท่าว่าซีราเอลจะทำให้การตกลงครั้งนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยที่เธอไม่รู้ตัว
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ การสนทนาก็จบลง ผมเข้ามาได้ถูกจังหวะ และจะออกไปถูกจังหวะเช่นกัน
"นี่มันอะไรกันวะเนี่ย?" เสียงดังข้างหลังตรงประตูห้องที่ผมอยู่
ดูเหมือนผมจะมีแขกไม่ได้รับเชิญเสียแล้ว....
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558
ตอนที่ 13 - เอเคอร์เชล เมืองท่าสุดเขตแห่งตะวันตกเฉียงใต้
พวกเราเดินทางมาจนถึง เอเคอร์เชล เมืองท่าขนาดกลางที่เป็นอ่าวสุดเขตแดนแห่งทิศตะวันตกเฉียงใต้
หนึ่งในสองของเมืองท่าที่ใกล้กับทวีปแดนใต้ South-End มากที่สุด
จริงๆแล้ว จากแผนที่ ผมเห็นว่ายังมีเมืองท่าอีกเมืองหนึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับการเดินทางไป South-End มากกว่า แต่เพราะเอมเมอร์นั้นต้องเดินทางผ่านทิศตะวันตกลงมาตามทาง การเดินทางบนบกไปยังทิศตะวันออกจึงเป็นไปได้ยากมากกว่าทางทะเล นั่นยังไม่รวมกับว่า ทิศใต้ของดินแดน West-End แห่งนี้ ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยโขดหิน และเส้นทางที่ไม่เหมาะจะเดินทางด้วยรถม้าอย่างยิ่ง
เอเคอร์เชลเป็นเมืองที่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์จากการเพาะปลูก เพราะดินแดนแห่งนี้ประกอบไปด้วยดินเค็มเป็นส่วนมาก พืชส่วนใหญจึงเป็นพืชจำพวกที่ขึ้นในดินทรายได้ค่อนข้างง่ายกว่า อย่างต้นมะพร้าวหรือปาล์มบางชนิด รอบๆเมืองด้านนอกไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าทรายหรือโขดหิน ผมเห็นพ่อค้าหลายคนกำลังเตรียมของเพื่อนำไปขายในเมือง มากพอๆกับที่กำลังออกจากเมือง บางคนก็สวนทางกับเราไปยังซอลตี้สปูน และคอนนี่กับโฮเซ่ก็เตือนทุกคนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่นั่น และไม่ว่าจะมีคนเชื่อเรามากหรือน้อยแค่ไหน พวกเขาก็จะได้เห็นกับตาตัวเองในไม่ช้า
การเคลื่อนไหวในบริเวณรอบๆเมือง นอกจากพ่อค้า ก็จะเป็นชาวประมง ผมได้กลิ่นคาวปลาเป็นจำนวนมากที่กลบกลิ่นของเกลือจนหายไปสิ้น ที่นี่น่าจะเป็นเมืองที่ทำการค้าได้ไม่เลวนัก สังเกตุจากจำนวนของเสากระโดงเรือที่จอดเทียบท่าอยู่อีกฝั่งของท่าเรือ
กำแพงเมืองเป็นดินหรือหินที่หนาและหนักพอๆกับบิสทรอต แต่สภาพค่อนข้างจะแย่กว่าพอสมควร การดูแลต่างๆอาจจะไม่ทั่วถึงเท่ากับเมืองหน้าด่านที่เราจากมาก่อนหน้านี้ เพราะที่นี่คราคร่ำไปด้วยการค้า พ่อค้าแม่ค้า นักเดินทาง ทหารเรือ คนของกองทัพ โสเภณี โจรสลัด รวมไปถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆที่อาจซ่อนตัวเพื่อมาขึ้นเรือเดินทางที่นี่
เมื่อเราผ่านเข้าประตูเมืองที่ไม่ได้มีการรักษาความปลอดภัยอะไรมากมายนักนอกจากเก็บส่วยหรือภาษีอากรผ่านด่านที่ค่อนข้างแพงต่อหัวหนึ่ง เราก็เข้าสู่ใจกลางของตลาดการค้าที่เต็มไปด้วยสินค้าทางทะเลมากมายที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แน่นอน ผมเองเคยผ่านไปยังเมืองท่า 2-3 แห่ง แต่สินค้าและข้าวของต่างๆของทุกเมือง ก็แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ หรือผู้คนที่แตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด
แม้กระนั้น ความตื่นเต้นของผมก็ยังไม่มากเท่ากับของพวกเอลฟ์ ซีราเอลกับยูเรลทำสีหน้าตื่นตะลึงตกใจกับทุกภาพที่เห็นตั้งแต่เข้าเมืองมา ส่วนเฟรานาปิดหน้าต่างและไม่มองออกมาด้านนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเอมเมอร์คงเข้าใจ เธอจึงไม่พยายามเปิดหน้าต่างเพื่อนั่งเป็นเพื่อนเพื่อคลายกังวล และคงจะบอกว่าที่เมืองแห่งนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวกว่าเมืองแห่งอื่นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เธอเคยมายังเมืองแห่งนี้มาก่อนหรือเปล่า
เจ้าเมืองแห่งนี้ รู้สึกว่าจะชื่อ ลอร์ดเฮอร์เชลลัส เป็นตระกูลชาวประมงที่เมื่อ 200 กว่าปีก่อน ได้ทำคุณงามความดีขับไล่โจรสลัดที่มายึดเมืองได้ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองคุ้มครองเมืองท่าแห่งนี้
คอนนี่กับโฮเซ่จึง ให้นำเราไปหาที่พักหรือโรงแรมสักแห่ง เพื่ออย่างน้อยก็จะได้หาอาหารใส่ท้อง มากพอๆกับได้นอนบนเตียงนุ่มสักครั้งก่อนจะคิดหรือทำอะไรต่อ ซึ่งผมกับซีราเอลก็เห็นด้วย
โฮเซ่ซึ่งน่าจะเป็นคนเดียวที่เคยมาที่แห่งนี้มากที่สุด เสนอให้เราไปพักที่โรงแรม 3 ดาวแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปจากถนนพอสมควร ที่นั่นเป็นเรือนพักแรมที่มีคนจากหลายเผ่าพันธุ์เข้าพักได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก แต่ก็แน่นอนว่า ราคาย่อมต้องแพงกว่าเรือนพักธรรมดาถึง 2 เท่า
ซีราเอลไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอเองก็คงต้องการการพักผ่อนมากพอๆกับทุกคนที่เหลือ
การบริการที่นี่ไม่ได้เรียกว่าดีมาก แต่ก็ไม่แย่จนเกินไป ผมเห็นคนแคระสองคนบ่นอุบอิบเป็นภาษาคนแคระเดินออกมาจากที่พัก ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาน่าจะออกไปหาอะไรกินกัน และตอนที่เรากำลังจ่ายเงิน ชายคนหนึ่งที่มีเกล็ดแข็งทั่วตัวสวมฮู้ด ก็กำลังเดินเข้ามาหาห้องพักเช่นเดียวกัน ดูเหมือนที่โรงแรมแห่งนี้จะยอมรับความแตกต่างได้ไม่เลวทีเดียว
ด้านในตัวอาคารเป็นไม้ส่วนใหญ่ ที่เหลือเป็นอิฐหรือหินแข็งที่ไม่มีฝุ่นมากจนเกินไป เราได้ห้องพัก 3 ห้อง ซึ่งมากพอจะให้เราแบ่งกันนอนได้อย่างสบายใจ
ซีราเอล พักกับ เอมเมอร์ และเฟรานาที่เราขอให้พนักงานโรงแรมช่วยเรียกหมอมาดูอาการให้ คอนนี่ กับโฮเซ่ พักอีกห้องหนึ่งที่ราคาถูกกว่าแต่นอนได้ 3 คน พวกเขาไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอะไรที่ได้นอนห้องที่เก่ากว่าซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกหน่อยในชั้นเดียวกัน ส่วนผมกับยูเรล ได้นอนห้องติดกับพวกเอมเมอร์ ซึ่งเป็นห้องขนาดเดียวกันและมี 2 เตียงนอน
ระหว่างที่รอหมอเดินทางมาหา เราก็สั่งอาหารและให้พนักงานเอาขึ้นมาส่งที่ห้องพัก ผมตรวจดูพิษในอาหารทุกจานแล้วพบว่าปลอดภัย ก่อนจะให้ทุกคนกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
หมอที่เข้ามาดูอาการของเฟรานา ให้ยาอีก 2-3 ตัว สั่งให้เธอดื่มยา หลังจากจัดกระดูกซึ่งดูแล้วไม่น่าเป็นห่วงอะไร อาจเพราะเฟรานาได้รับยาและเข้าเฝือกได้ทันเวลาก่อนหน้านี้ อีกไม่กี่เดือน เธอจะเดินได้เหมือนปกติ
หลังจากกินอาหารกันจนเสร็จ พีทก็ขอตัวออกไปส่งสาส์นให้เจ้าเมือง ขณะที่ปล่อยให้พวกเราที่เหลือพักผ่อนกัน และหลังจากนั้นไม่นาน พีทก็กลับมาพร้อมกับคนของลอร์ด เฮอร์เชลลัส ที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาเรียบๆ แต่มีเครายาวแหลมสีแดงจนน่าขำ
หมอนั่นบอกว่า เมื่อพวกเราพร้อม ท่านลอร์ดจะส่งคนมารับพวกเราให้ไปพักยังปราสาทของท่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้บอกความกังวลใจที่มีต่อเดนเนอร์ให้ซีราเอลและยูเรลฟังไปแล้ว และเราตัดสินใจว่าจะไปพบเจ้าเมืองพรุ่งนี้โดยไม่เข้าไปพักในปราสาท เพราะกลัวว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัส อาจจะมีลับลมคมในหรือเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในแผนการเดียวกับลอร์ดเดนเนอร์ก็เป็นได้
ชายคนรับใช้รับทราบ และนำเรื่องกลับไปบอกเจ้าเมืองของเขาทันที
พวกเราจึงพักผ่อนกันที่โรงแรมแห่งนี้กันจนถึงช่วงเย็น ซีราเอลเสนอให้เราย้ายโรงแรมเพราะหากว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัสจะมีเจตนาไม่ดีกับพวกเรา เขาจะได้ส่งคนมาตามผิดที่หลังจากเราย้ายออกไปแล้ว แต่ผมแย้งว่า หากเขาต้องการจะทำอย่างนั้นจริงๆ ป่านนี้ก็คงมีคนของพวกนั้นมาซุ่มดูการเคลื่อนไหวของเราอยู่แล้ว ต่อให้หนีไปที่อื่น พวกเขาก็ตามมาถูกอยู่ดี นั่นทำให้ซีราเอลทำหน้าตาไม่พอใจที่ผมทำแผนการณ์ของเธอล้มเหลว แต่คนที่เหลือก็เห็นด้วยกับผมเช่นกัน
เราจึงลงกลอนประตูห้อง และพักผ่อนตลอดช่วงบ่าย ส่วนใหญ่หลับกันเป็นตายจากการเดินทางและอันตรายที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อคืน ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงเวลาเที่ยงวันเท่านั้น อาหารเที่ยงพร้อมแล้ว แต่ไม่มีใครในพวกเราสักคนที่ลงไปกินกัน
ผมไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น เลยคิดว่าจะออกไปสำรวจเมืองใหญ่ๆแห่งนี้สักหน่อย อย่างน้อย สำรวจทางหนีทีไล่ของโรงแรมแห่งนี้ไว้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก หลังจากออกจากประตูไป ผมบอกยูเรลว่า จะไปสำรวจบริเวณใกล้ๆนี่ ให้พวกเขาวางใจได้ และพอผมออกจากโรงแรมนั่นมา ผมก็ปล่อยตัวต่อจาก Hornetia ให้บินวนรอบๆที่พักของพวกเรา อย่างน้อย หากมีอะไรน่าสงสัยเกิดขึ้น ผมก็น่าจะไม่พลาดอะไรไป
โชคดีนิดหน่อยที่โรงแรมแห่งนี้มีทางออกประตูหลัง และหนทางไปสู่เมืองก็มีถนนมากกว่า 3 เส้นที่เชื่อมต่อได้ ผมเลยไม่ค่อยห่วงเรื่องการโจมตีเท่าไหร่ ผมเห็นป้อมปราสาทของเมืองเอเคอร์เชลอยู่ไกลๆ น่าจะใช้เวลาพอสมควร เลยคิดว่าจะไปสำรวจเมืองก่อนท่าจะดีกว่า
พีทไม่รู้ว่า เรือที่เอมเมอร์จะขึ้นไปโดยสารนั้นมีชื่อว่าอะไร มีแค่เจ้าเมืองที่รู้ เมื่อผมไปถึงท่าเรือ ก็พบเรือหลายสิบลำจอดเทียบท่าเรือหลักอยู่ กะลาสีหลายสิบคนจากแต่ละลำเรือกำลังทำหน้าที่ขนของขึ้นลงเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าหรือข้าวของเครื่องใช้ตามหน้าที่ของตนอย่างขะมักขเม้น เสียงร้องเรียกลูกค้าของพ่อค้าอาหารทะเลดังลั่นไปทั่ว ฟังแล้วไม่ค่อยได้ศัพท์เท่าไหร่นัก
ผมเห็นเอลฟ์อีก 2-3 เดินอยู่ในฝูงคนที่ตลาด พวกเขาน่าจะมีธุระอื่นซึ่งคงไม่เกี่ยวกับเรา คนแคระหลายคนป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆร้านอาวุธ ดูเหมือนพวกเขาจะเอาอาวุธมาขายให้เจ้าของร้านมากกว่ามาซื้อ ก็อบลินตัวเล็กๆหลายตัววิ่งกันอยู่ใกล้ๆร้านอาหาร ดูท่าทางจะตื่นเต้นกับการได้ซื้อปลาสักตัวมากกว่าทองที่พวกเขาจ่ายไป
ในเรือบางลำ ผมเห็นสัตว์ประหลาดหลายประเภท ถูกขังอยู่ในกรงที่ลำเลียงออกมาจากลำเรือ มากพอๆกับเข็นขึ้นไปบนเรือ ทั้งออร์ก โทรลล์ ยักษ์ไซคล็อปส์ซึ่งหายากสุดๆและมีทหารคุ้มกันอยู่เกือบ 10 คน รวมไปถึงเซนทอร์ 2 ตัวที่ถูกขังแยกกันบนกรง ดูเหมือนที่นี่จะอิสระสำหรับเผ่าพันธุ์อื่นๆ มากพอๆกันกับการเป็นตลาดค้าทาส
โสเภณีที่ท่าเรือนี่เยอะอย่างกับดอกเห็ดในป่าเขตร้อน พวกเธอส่วนใหญ่หน้าตาไม่ดีและมีผิวกร้านแดด ครึ่งหนึ่งมีแผลเป็นตามใบหน้าและร่างกาย ส่วนอีกครึ่งก็แก่พอจะเป็นป้าของคอนนี่ได้เลยทีเดียว
เด็กหญิงผิวดำอายุไม่เกิน 13 ปี 3-4 คน ถูกขังอยู่ในกรงที่กำลังขนลงจากเรือ ที่ต้นแขนของพวกเธอมีตราประทับที่น่าจะเป็นรูปคล้ายๆพระอาทิตย์ ซึ่งผมคิดว่าคงมีความหมายคล้ายๆกับการเป็นทาส เดินไปอีกหน่อย ผมก็เห็นเรือของกองทัพ ซึ่งจอดเรียงกัน 8 ลำ มีทหารที่เมามายกำลังสนุกสนานกับสาวๆแถวบาร์ริมน้ำ ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสุดเขตของท่าเรือแห่งนี้
เลยออกไปด้านโน้น อาจจะมีท่าเรืออีกแห่ง ผมส่งตัวต่อจำลองออกจาก Hornetia ไปเพื่อมองภาพด้านบนของอ่าวแห่งนี้ และผมคิดไม่ผิด เรือโจรสลัดหลายลำจอดเทียบท่าอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของหุบเขา ที่เมืองแห่งนี้คงไม่ได้มีรายได้หลักจากการเก็บภาษีการเดินทางหรือค้าขายอย่างเดียว แต่พวกโจรสลัดก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก สำหรับการหากำไร ตราบเท่าที่พวกคนของอาณาจักรจะมองไม่เห็น หรืออย่างน้อย ก็ทำให้ดูเหมือนแบบนั้น
"โอ๊ย" เสียงเด็กคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆผม หมอนั่นวิ่งชนผมจนล้มคว่ำไปข้างหน้า ดูเหมือนเขากำลังจะรีบไปที่ไหนสักแห่ง "ระวังหน่อยสิเจ้าโง่" เขาหันมาด่าผม ก่อนจะลุกขึ้นและวิ่งต่อ
แต่ผมเหยียบส้นรองเท้าของเจ้าเด็กนี่ไว้ ทำเอาเขาล้มลงไปอีกรอบ
"เจ้าลืมอะไรหรือเปล่า?" ผมถามพลางแบมือออกไป เด็กนั่นทำท่าไม่รู้เรื่อง แต่ผมมองเห็นความกลัวในแววตานั่น
"กระเป๋าของข้า ถ้าเจ้าจะกรุณา" ผมไม่อยากกระทืบเด็ก 10 ขวบตรงท่าเรือนี่ อาจดูเป็นจุดสนใจเกินไป ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีเอ็นดูพวกเด็กหรืออะไรหรอกนะ แต่การเป็นจุดเด่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการในเมืองสักเมือง ถ้าคุณจำได้และรู้จักผมดี
เจ้าเด็กนั่นทำท่าจะต่อต้าน ผมเกือบคิดไปว่าหมอนั่นจะฮึดสู้ แต่พอผมขู่ด้วยดาบที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขน หมอนั่นก็รีบโยนกระเป๋าของผมคืนมาให้ทันที โชคดีที่นี่เป็นแค่กระเป๋าใส่เศษเงินที่มีเงินอยู่ในนี้แค่ประมาณ 50 เหรียญเงิน ซึ่งเพียงพอจะเลี้ยงเหล้าคนได้ทั้งบาร์
"ปล่อยข้าได้หรือยัง เจ้างั่ง" เด็กนั่นพยายามดึงรองเท้าสานออกจากปลายเท้าของผม
"ยัง.. จนกว่าข้าจะสอนมารยาทเจ้าได้สำเร็จ" ผมตอบ
"ได้โปรด นายท่าน ข้าต้องไปทำงานต่อ"
"เจ้าหมายถึง... ขโมย ต่อสินะ?" ผมถาม
"ถ้าข้าไม่ทำ พวกมันจะเตะข้า และน้องสาวข้าอาจไม่มีอะไรกินคืนนี้"
น่าสงสารยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่เท่ากับความพยายามของเจ้าเด็กนี่
"เจ้าชื่ออะไร....?" ผมถาม
"กิลลี่" เด็กนั่นตอบ "แล้วท่านจะรู้ไปทำไมเนี่ย?"
ผมหยิบเหรียญเงิน 1 เหรียญออกมาจากกระเป๋า พวกมันน่าจะสามารถซื้อขนมปังให้เด็ก 2-3 คนกินได้จนอิ่มไปสัก 2 มื้อ ผมยื่นเหรียญไปให้กิลลี่
"ถ้าเจ้าบอกข้าได้ว่า ใครคือคนที่คุมเมืองนี้อยู่ และข้าจะตามหาเขาได้ที่ไหน เจ้าจะได้อีก 2 เหรียญเป็นรางวัล"
กิลลี่ทำหน้าเหมือนเหรียญเงินในมือผมคืออาหารอันโอชะที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในชีวิต "คนคุมเมืองนี้ก็เจ้าเมืองยังไงเล่า ท่านไม่รู้หรอกหรือไง?" หมอนั่นพยายามคว้ามือมาเอาเหรียญของผม แต่ผมเร็วกว่า ชักมือหลบได้ทัน
"ข้าหมายถึง คนที่คุมที่นี่ จริงๆน่ะ"
หมอนั่นหยุด และทำสีหน้าหวาดระแวงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เราพบกัน
"ถ้าคนคุมเมืองนี้น่ะ คือลอร์ดเฮอร์เชลลัส ไม่ผิดแน่ แต่ถ้าคนคุมท่าเรือแห่งนี้น่ะ คือ โจสเตอร์ เป็นนายกองเก็บภาษีทางทะเล หมอนั่นน่าจะอยู่แถวๆทางเข้าท่าเรือล่ะมั้งนะ" พูดจบ กิลลี่ก็คว้ามือไปยังเหรียญเงินอีกครั้ง และผมก็ยังหลบได้อีก
"ถ้างั้นแล้ว ท่าเรือที่อยู่อีกฟากนู่นล่ะ" ผมลดเสียงลงให้คนอื่นได้ยินยากขึ้นกว่าเดิม "ท่าเรือที่มีแต่โจรสลัดนั่นน่ะ"
กิลลี่ทำสีหน้าตกใจ แต่ก็เก็บอาการไว้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
"ที่นั่นน่ะ ท่านจะไปทำไม มีแต่คนไม่ดีทั้งนั้น"
"ไม่ดียิ่งกว่าพวกที่อัดเจ้าจนล้มเสียอีกเหรอ?" ผมถาม
"มากเลยล่ะ" กิลลี่ตอบ
"เจ้าเคยเจอพวกมันงั้นเหรอ?" ผมถามอีกครั้ง
"ยิ่งกว่าเคยเสียอีก" กิลลี่ต้องเริ่มอธิบาย เพราะผมไม่มีทีท่าว่าจะมอบเหรียญเงินให้ในตอนนี้เลย "พวกนั้นเกือบฆ่าข้า ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงเมืองแห่งนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วนู่น ข้าเกือบเอาตัวไม่รอด"
โจรสลัดแท้ๆเลยสินะ "งั้นเจ้าก็หนีมาจากตรงนั้นได้ พอจะบอกได้มั้ยล่ะ ว่าใครคือคนคุมที่นั่น"
ผมหยิบอีก 2 เหรียญขึ้นมาให้กิลลี่ดู ซึ่งก็ได้ผล หมอนั่นทำตาโตลุกวาว
"คาร์เตอร์" หมอนั่นตอบ "คาร์เตอร์ ดิชค์ หมอนั่นคุมท่าเรือโจรสลัด" เสียงของกิลลี่เบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ตอนที่พูดชื่อนั่น
"เขาเป็นใคร ทำไมถึงเป็นพี่ใหญ่ได้ล่ะ?" ผมถามต่อ
"ไม่รู้เหมือนกัน ข้ารู้แค่ว่า เขาปรากฏตัวขึ้นก่อนหน้านี้ 2-3 ปี ฆ่าโจรสลัดที่เป็นลูกพี่ใหญ่ก่อนหน้านี้ แล้วก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเสียเอง ที่เหลือ ข้าก็ไม่รู้อะไรแล้ว ข้าขอเหรียญของข้าได้หรือยัง?"
และทันทีที่ผมยอมให้กิลลี่ได้เหรียญเงิน 4 เหรียญของผมไป เขาก็ออกวิ่งและหายเข้าไปในกลุ่มคนทันที
คาร์เตอร์ ดิชค์ งั้นเหรอ?
เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ก็มั่นใจได้ว่า เจ้าหมอนี่น่าจะเป็นคนที่รู้อะไรๆเยอะเกี่ยวกับเมืองนี้แน่ๆ
ผมเหลือบไปมองยังแสงอาทิตย์ ยังพอมีเวลาเหลืออีกอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น
คงต้องไปตรวจสอบ "ท่าเรือโจรสลัด" สักหน่อยแล้ว
ผมกระชับฮู้ดคลุมศีรษะ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศที่จะพาผมไปหาโจรสลัด
หนึ่งในสองของเมืองท่าที่ใกล้กับทวีปแดนใต้ South-End มากที่สุด
จริงๆแล้ว จากแผนที่ ผมเห็นว่ายังมีเมืองท่าอีกเมืองหนึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับการเดินทางไป South-End มากกว่า แต่เพราะเอมเมอร์นั้นต้องเดินทางผ่านทิศตะวันตกลงมาตามทาง การเดินทางบนบกไปยังทิศตะวันออกจึงเป็นไปได้ยากมากกว่าทางทะเล นั่นยังไม่รวมกับว่า ทิศใต้ของดินแดน West-End แห่งนี้ ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยโขดหิน และเส้นทางที่ไม่เหมาะจะเดินทางด้วยรถม้าอย่างยิ่ง
เอเคอร์เชลเป็นเมืองที่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์จากการเพาะปลูก เพราะดินแดนแห่งนี้ประกอบไปด้วยดินเค็มเป็นส่วนมาก พืชส่วนใหญจึงเป็นพืชจำพวกที่ขึ้นในดินทรายได้ค่อนข้างง่ายกว่า อย่างต้นมะพร้าวหรือปาล์มบางชนิด รอบๆเมืองด้านนอกไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าทรายหรือโขดหิน ผมเห็นพ่อค้าหลายคนกำลังเตรียมของเพื่อนำไปขายในเมือง มากพอๆกับที่กำลังออกจากเมือง บางคนก็สวนทางกับเราไปยังซอลตี้สปูน และคอนนี่กับโฮเซ่ก็เตือนทุกคนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่นั่น และไม่ว่าจะมีคนเชื่อเรามากหรือน้อยแค่ไหน พวกเขาก็จะได้เห็นกับตาตัวเองในไม่ช้า
การเคลื่อนไหวในบริเวณรอบๆเมือง นอกจากพ่อค้า ก็จะเป็นชาวประมง ผมได้กลิ่นคาวปลาเป็นจำนวนมากที่กลบกลิ่นของเกลือจนหายไปสิ้น ที่นี่น่าจะเป็นเมืองที่ทำการค้าได้ไม่เลวนัก สังเกตุจากจำนวนของเสากระโดงเรือที่จอดเทียบท่าอยู่อีกฝั่งของท่าเรือ
กำแพงเมืองเป็นดินหรือหินที่หนาและหนักพอๆกับบิสทรอต แต่สภาพค่อนข้างจะแย่กว่าพอสมควร การดูแลต่างๆอาจจะไม่ทั่วถึงเท่ากับเมืองหน้าด่านที่เราจากมาก่อนหน้านี้ เพราะที่นี่คราคร่ำไปด้วยการค้า พ่อค้าแม่ค้า นักเดินทาง ทหารเรือ คนของกองทัพ โสเภณี โจรสลัด รวมไปถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆที่อาจซ่อนตัวเพื่อมาขึ้นเรือเดินทางที่นี่
เมื่อเราผ่านเข้าประตูเมืองที่ไม่ได้มีการรักษาความปลอดภัยอะไรมากมายนักนอกจากเก็บส่วยหรือภาษีอากรผ่านด่านที่ค่อนข้างแพงต่อหัวหนึ่ง เราก็เข้าสู่ใจกลางของตลาดการค้าที่เต็มไปด้วยสินค้าทางทะเลมากมายที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แน่นอน ผมเองเคยผ่านไปยังเมืองท่า 2-3 แห่ง แต่สินค้าและข้าวของต่างๆของทุกเมือง ก็แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ หรือผู้คนที่แตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด
แม้กระนั้น ความตื่นเต้นของผมก็ยังไม่มากเท่ากับของพวกเอลฟ์ ซีราเอลกับยูเรลทำสีหน้าตื่นตะลึงตกใจกับทุกภาพที่เห็นตั้งแต่เข้าเมืองมา ส่วนเฟรานาปิดหน้าต่างและไม่มองออกมาด้านนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเอมเมอร์คงเข้าใจ เธอจึงไม่พยายามเปิดหน้าต่างเพื่อนั่งเป็นเพื่อนเพื่อคลายกังวล และคงจะบอกว่าที่เมืองแห่งนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวกว่าเมืองแห่งอื่นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เธอเคยมายังเมืองแห่งนี้มาก่อนหรือเปล่า
เจ้าเมืองแห่งนี้ รู้สึกว่าจะชื่อ ลอร์ดเฮอร์เชลลัส เป็นตระกูลชาวประมงที่เมื่อ 200 กว่าปีก่อน ได้ทำคุณงามความดีขับไล่โจรสลัดที่มายึดเมืองได้ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองคุ้มครองเมืองท่าแห่งนี้
คอนนี่กับโฮเซ่จึง ให้นำเราไปหาที่พักหรือโรงแรมสักแห่ง เพื่ออย่างน้อยก็จะได้หาอาหารใส่ท้อง มากพอๆกับได้นอนบนเตียงนุ่มสักครั้งก่อนจะคิดหรือทำอะไรต่อ ซึ่งผมกับซีราเอลก็เห็นด้วย
โฮเซ่ซึ่งน่าจะเป็นคนเดียวที่เคยมาที่แห่งนี้มากที่สุด เสนอให้เราไปพักที่โรงแรม 3 ดาวแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปจากถนนพอสมควร ที่นั่นเป็นเรือนพักแรมที่มีคนจากหลายเผ่าพันธุ์เข้าพักได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก แต่ก็แน่นอนว่า ราคาย่อมต้องแพงกว่าเรือนพักธรรมดาถึง 2 เท่า
ซีราเอลไม่ได้ขัดข้องอะไร เธอเองก็คงต้องการการพักผ่อนมากพอๆกับทุกคนที่เหลือ
การบริการที่นี่ไม่ได้เรียกว่าดีมาก แต่ก็ไม่แย่จนเกินไป ผมเห็นคนแคระสองคนบ่นอุบอิบเป็นภาษาคนแคระเดินออกมาจากที่พัก ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาน่าจะออกไปหาอะไรกินกัน และตอนที่เรากำลังจ่ายเงิน ชายคนหนึ่งที่มีเกล็ดแข็งทั่วตัวสวมฮู้ด ก็กำลังเดินเข้ามาหาห้องพักเช่นเดียวกัน ดูเหมือนที่โรงแรมแห่งนี้จะยอมรับความแตกต่างได้ไม่เลวทีเดียว
ด้านในตัวอาคารเป็นไม้ส่วนใหญ่ ที่เหลือเป็นอิฐหรือหินแข็งที่ไม่มีฝุ่นมากจนเกินไป เราได้ห้องพัก 3 ห้อง ซึ่งมากพอจะให้เราแบ่งกันนอนได้อย่างสบายใจ
ซีราเอล พักกับ เอมเมอร์ และเฟรานาที่เราขอให้พนักงานโรงแรมช่วยเรียกหมอมาดูอาการให้ คอนนี่ กับโฮเซ่ พักอีกห้องหนึ่งที่ราคาถูกกว่าแต่นอนได้ 3 คน พวกเขาไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอะไรที่ได้นอนห้องที่เก่ากว่าซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกหน่อยในชั้นเดียวกัน ส่วนผมกับยูเรล ได้นอนห้องติดกับพวกเอมเมอร์ ซึ่งเป็นห้องขนาดเดียวกันและมี 2 เตียงนอน
ระหว่างที่รอหมอเดินทางมาหา เราก็สั่งอาหารและให้พนักงานเอาขึ้นมาส่งที่ห้องพัก ผมตรวจดูพิษในอาหารทุกจานแล้วพบว่าปลอดภัย ก่อนจะให้ทุกคนกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
หมอที่เข้ามาดูอาการของเฟรานา ให้ยาอีก 2-3 ตัว สั่งให้เธอดื่มยา หลังจากจัดกระดูกซึ่งดูแล้วไม่น่าเป็นห่วงอะไร อาจเพราะเฟรานาได้รับยาและเข้าเฝือกได้ทันเวลาก่อนหน้านี้ อีกไม่กี่เดือน เธอจะเดินได้เหมือนปกติ
หลังจากกินอาหารกันจนเสร็จ พีทก็ขอตัวออกไปส่งสาส์นให้เจ้าเมือง ขณะที่ปล่อยให้พวกเราที่เหลือพักผ่อนกัน และหลังจากนั้นไม่นาน พีทก็กลับมาพร้อมกับคนของลอร์ด เฮอร์เชลลัส ที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาเรียบๆ แต่มีเครายาวแหลมสีแดงจนน่าขำ
หมอนั่นบอกว่า เมื่อพวกเราพร้อม ท่านลอร์ดจะส่งคนมารับพวกเราให้ไปพักยังปราสาทของท่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้บอกความกังวลใจที่มีต่อเดนเนอร์ให้ซีราเอลและยูเรลฟังไปแล้ว และเราตัดสินใจว่าจะไปพบเจ้าเมืองพรุ่งนี้โดยไม่เข้าไปพักในปราสาท เพราะกลัวว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัส อาจจะมีลับลมคมในหรือเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในแผนการเดียวกับลอร์ดเดนเนอร์ก็เป็นได้
ชายคนรับใช้รับทราบ และนำเรื่องกลับไปบอกเจ้าเมืองของเขาทันที
พวกเราจึงพักผ่อนกันที่โรงแรมแห่งนี้กันจนถึงช่วงเย็น ซีราเอลเสนอให้เราย้ายโรงแรมเพราะหากว่าลอร์ดเฮอร์เชลลัสจะมีเจตนาไม่ดีกับพวกเรา เขาจะได้ส่งคนมาตามผิดที่หลังจากเราย้ายออกไปแล้ว แต่ผมแย้งว่า หากเขาต้องการจะทำอย่างนั้นจริงๆ ป่านนี้ก็คงมีคนของพวกนั้นมาซุ่มดูการเคลื่อนไหวของเราอยู่แล้ว ต่อให้หนีไปที่อื่น พวกเขาก็ตามมาถูกอยู่ดี นั่นทำให้ซีราเอลทำหน้าตาไม่พอใจที่ผมทำแผนการณ์ของเธอล้มเหลว แต่คนที่เหลือก็เห็นด้วยกับผมเช่นกัน
เราจึงลงกลอนประตูห้อง และพักผ่อนตลอดช่วงบ่าย ส่วนใหญ่หลับกันเป็นตายจากการเดินทางและอันตรายที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อคืน ซึ่งตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงเวลาเที่ยงวันเท่านั้น อาหารเที่ยงพร้อมแล้ว แต่ไม่มีใครในพวกเราสักคนที่ลงไปกินกัน
ผมไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น เลยคิดว่าจะออกไปสำรวจเมืองใหญ่ๆแห่งนี้สักหน่อย อย่างน้อย สำรวจทางหนีทีไล่ของโรงแรมแห่งนี้ไว้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก หลังจากออกจากประตูไป ผมบอกยูเรลว่า จะไปสำรวจบริเวณใกล้ๆนี่ ให้พวกเขาวางใจได้ และพอผมออกจากโรงแรมนั่นมา ผมก็ปล่อยตัวต่อจาก Hornetia ให้บินวนรอบๆที่พักของพวกเรา อย่างน้อย หากมีอะไรน่าสงสัยเกิดขึ้น ผมก็น่าจะไม่พลาดอะไรไป
โชคดีนิดหน่อยที่โรงแรมแห่งนี้มีทางออกประตูหลัง และหนทางไปสู่เมืองก็มีถนนมากกว่า 3 เส้นที่เชื่อมต่อได้ ผมเลยไม่ค่อยห่วงเรื่องการโจมตีเท่าไหร่ ผมเห็นป้อมปราสาทของเมืองเอเคอร์เชลอยู่ไกลๆ น่าจะใช้เวลาพอสมควร เลยคิดว่าจะไปสำรวจเมืองก่อนท่าจะดีกว่า
พีทไม่รู้ว่า เรือที่เอมเมอร์จะขึ้นไปโดยสารนั้นมีชื่อว่าอะไร มีแค่เจ้าเมืองที่รู้ เมื่อผมไปถึงท่าเรือ ก็พบเรือหลายสิบลำจอดเทียบท่าเรือหลักอยู่ กะลาสีหลายสิบคนจากแต่ละลำเรือกำลังทำหน้าที่ขนของขึ้นลงเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าหรือข้าวของเครื่องใช้ตามหน้าที่ของตนอย่างขะมักขเม้น เสียงร้องเรียกลูกค้าของพ่อค้าอาหารทะเลดังลั่นไปทั่ว ฟังแล้วไม่ค่อยได้ศัพท์เท่าไหร่นัก
ผมเห็นเอลฟ์อีก 2-3 เดินอยู่ในฝูงคนที่ตลาด พวกเขาน่าจะมีธุระอื่นซึ่งคงไม่เกี่ยวกับเรา คนแคระหลายคนป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆร้านอาวุธ ดูเหมือนพวกเขาจะเอาอาวุธมาขายให้เจ้าของร้านมากกว่ามาซื้อ ก็อบลินตัวเล็กๆหลายตัววิ่งกันอยู่ใกล้ๆร้านอาหาร ดูท่าทางจะตื่นเต้นกับการได้ซื้อปลาสักตัวมากกว่าทองที่พวกเขาจ่ายไป
ในเรือบางลำ ผมเห็นสัตว์ประหลาดหลายประเภท ถูกขังอยู่ในกรงที่ลำเลียงออกมาจากลำเรือ มากพอๆกับเข็นขึ้นไปบนเรือ ทั้งออร์ก โทรลล์ ยักษ์ไซคล็อปส์ซึ่งหายากสุดๆและมีทหารคุ้มกันอยู่เกือบ 10 คน รวมไปถึงเซนทอร์ 2 ตัวที่ถูกขังแยกกันบนกรง ดูเหมือนที่นี่จะอิสระสำหรับเผ่าพันธุ์อื่นๆ มากพอๆกันกับการเป็นตลาดค้าทาส
โสเภณีที่ท่าเรือนี่เยอะอย่างกับดอกเห็ดในป่าเขตร้อน พวกเธอส่วนใหญ่หน้าตาไม่ดีและมีผิวกร้านแดด ครึ่งหนึ่งมีแผลเป็นตามใบหน้าและร่างกาย ส่วนอีกครึ่งก็แก่พอจะเป็นป้าของคอนนี่ได้เลยทีเดียว
เด็กหญิงผิวดำอายุไม่เกิน 13 ปี 3-4 คน ถูกขังอยู่ในกรงที่กำลังขนลงจากเรือ ที่ต้นแขนของพวกเธอมีตราประทับที่น่าจะเป็นรูปคล้ายๆพระอาทิตย์ ซึ่งผมคิดว่าคงมีความหมายคล้ายๆกับการเป็นทาส เดินไปอีกหน่อย ผมก็เห็นเรือของกองทัพ ซึ่งจอดเรียงกัน 8 ลำ มีทหารที่เมามายกำลังสนุกสนานกับสาวๆแถวบาร์ริมน้ำ ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสุดเขตของท่าเรือแห่งนี้
เลยออกไปด้านโน้น อาจจะมีท่าเรืออีกแห่ง ผมส่งตัวต่อจำลองออกจาก Hornetia ไปเพื่อมองภาพด้านบนของอ่าวแห่งนี้ และผมคิดไม่ผิด เรือโจรสลัดหลายลำจอดเทียบท่าอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของหุบเขา ที่เมืองแห่งนี้คงไม่ได้มีรายได้หลักจากการเก็บภาษีการเดินทางหรือค้าขายอย่างเดียว แต่พวกโจรสลัดก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก สำหรับการหากำไร ตราบเท่าที่พวกคนของอาณาจักรจะมองไม่เห็น หรืออย่างน้อย ก็ทำให้ดูเหมือนแบบนั้น
"โอ๊ย" เสียงเด็กคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆผม หมอนั่นวิ่งชนผมจนล้มคว่ำไปข้างหน้า ดูเหมือนเขากำลังจะรีบไปที่ไหนสักแห่ง "ระวังหน่อยสิเจ้าโง่" เขาหันมาด่าผม ก่อนจะลุกขึ้นและวิ่งต่อ
แต่ผมเหยียบส้นรองเท้าของเจ้าเด็กนี่ไว้ ทำเอาเขาล้มลงไปอีกรอบ
"เจ้าลืมอะไรหรือเปล่า?" ผมถามพลางแบมือออกไป เด็กนั่นทำท่าไม่รู้เรื่อง แต่ผมมองเห็นความกลัวในแววตานั่น
"กระเป๋าของข้า ถ้าเจ้าจะกรุณา" ผมไม่อยากกระทืบเด็ก 10 ขวบตรงท่าเรือนี่ อาจดูเป็นจุดสนใจเกินไป ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีเอ็นดูพวกเด็กหรืออะไรหรอกนะ แต่การเป็นจุดเด่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการในเมืองสักเมือง ถ้าคุณจำได้และรู้จักผมดี
เจ้าเด็กนั่นทำท่าจะต่อต้าน ผมเกือบคิดไปว่าหมอนั่นจะฮึดสู้ แต่พอผมขู่ด้วยดาบที่ซ่อนอยู่ในปลอกแขน หมอนั่นก็รีบโยนกระเป๋าของผมคืนมาให้ทันที โชคดีที่นี่เป็นแค่กระเป๋าใส่เศษเงินที่มีเงินอยู่ในนี้แค่ประมาณ 50 เหรียญเงิน ซึ่งเพียงพอจะเลี้ยงเหล้าคนได้ทั้งบาร์
"ปล่อยข้าได้หรือยัง เจ้างั่ง" เด็กนั่นพยายามดึงรองเท้าสานออกจากปลายเท้าของผม
"ยัง.. จนกว่าข้าจะสอนมารยาทเจ้าได้สำเร็จ" ผมตอบ
"ได้โปรด นายท่าน ข้าต้องไปทำงานต่อ"
"เจ้าหมายถึง... ขโมย ต่อสินะ?" ผมถาม
"ถ้าข้าไม่ทำ พวกมันจะเตะข้า และน้องสาวข้าอาจไม่มีอะไรกินคืนนี้"
น่าสงสารยิ่งนัก แต่ก็ยังไม่เท่ากับความพยายามของเจ้าเด็กนี่
"เจ้าชื่ออะไร....?" ผมถาม
"กิลลี่" เด็กนั่นตอบ "แล้วท่านจะรู้ไปทำไมเนี่ย?"
ผมหยิบเหรียญเงิน 1 เหรียญออกมาจากกระเป๋า พวกมันน่าจะสามารถซื้อขนมปังให้เด็ก 2-3 คนกินได้จนอิ่มไปสัก 2 มื้อ ผมยื่นเหรียญไปให้กิลลี่
"ถ้าเจ้าบอกข้าได้ว่า ใครคือคนที่คุมเมืองนี้อยู่ และข้าจะตามหาเขาได้ที่ไหน เจ้าจะได้อีก 2 เหรียญเป็นรางวัล"
กิลลี่ทำหน้าเหมือนเหรียญเงินในมือผมคืออาหารอันโอชะที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในชีวิต "คนคุมเมืองนี้ก็เจ้าเมืองยังไงเล่า ท่านไม่รู้หรอกหรือไง?" หมอนั่นพยายามคว้ามือมาเอาเหรียญของผม แต่ผมเร็วกว่า ชักมือหลบได้ทัน
"ข้าหมายถึง คนที่คุมที่นี่ จริงๆน่ะ"
หมอนั่นหยุด และทำสีหน้าหวาดระแวงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เราพบกัน
"ถ้าคนคุมเมืองนี้น่ะ คือลอร์ดเฮอร์เชลลัส ไม่ผิดแน่ แต่ถ้าคนคุมท่าเรือแห่งนี้น่ะ คือ โจสเตอร์ เป็นนายกองเก็บภาษีทางทะเล หมอนั่นน่าจะอยู่แถวๆทางเข้าท่าเรือล่ะมั้งนะ" พูดจบ กิลลี่ก็คว้ามือไปยังเหรียญเงินอีกครั้ง และผมก็ยังหลบได้อีก
"ถ้างั้นแล้ว ท่าเรือที่อยู่อีกฟากนู่นล่ะ" ผมลดเสียงลงให้คนอื่นได้ยินยากขึ้นกว่าเดิม "ท่าเรือที่มีแต่โจรสลัดนั่นน่ะ"
กิลลี่ทำสีหน้าตกใจ แต่ก็เก็บอาการไว้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
"ที่นั่นน่ะ ท่านจะไปทำไม มีแต่คนไม่ดีทั้งนั้น"
"ไม่ดียิ่งกว่าพวกที่อัดเจ้าจนล้มเสียอีกเหรอ?" ผมถาม
"มากเลยล่ะ" กิลลี่ตอบ
"เจ้าเคยเจอพวกมันงั้นเหรอ?" ผมถามอีกครั้ง
"ยิ่งกว่าเคยเสียอีก" กิลลี่ต้องเริ่มอธิบาย เพราะผมไม่มีทีท่าว่าจะมอบเหรียญเงินให้ในตอนนี้เลย "พวกนั้นเกือบฆ่าข้า ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงเมืองแห่งนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วนู่น ข้าเกือบเอาตัวไม่รอด"
โจรสลัดแท้ๆเลยสินะ "งั้นเจ้าก็หนีมาจากตรงนั้นได้ พอจะบอกได้มั้ยล่ะ ว่าใครคือคนคุมที่นั่น"
ผมหยิบอีก 2 เหรียญขึ้นมาให้กิลลี่ดู ซึ่งก็ได้ผล หมอนั่นทำตาโตลุกวาว
"คาร์เตอร์" หมอนั่นตอบ "คาร์เตอร์ ดิชค์ หมอนั่นคุมท่าเรือโจรสลัด" เสียงของกิลลี่เบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ตอนที่พูดชื่อนั่น
"เขาเป็นใคร ทำไมถึงเป็นพี่ใหญ่ได้ล่ะ?" ผมถามต่อ
"ไม่รู้เหมือนกัน ข้ารู้แค่ว่า เขาปรากฏตัวขึ้นก่อนหน้านี้ 2-3 ปี ฆ่าโจรสลัดที่เป็นลูกพี่ใหญ่ก่อนหน้านี้ แล้วก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเสียเอง ที่เหลือ ข้าก็ไม่รู้อะไรแล้ว ข้าขอเหรียญของข้าได้หรือยัง?"
และทันทีที่ผมยอมให้กิลลี่ได้เหรียญเงิน 4 เหรียญของผมไป เขาก็ออกวิ่งและหายเข้าไปในกลุ่มคนทันที
คาร์เตอร์ ดิชค์ งั้นเหรอ?
เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ก็มั่นใจได้ว่า เจ้าหมอนี่น่าจะเป็นคนที่รู้อะไรๆเยอะเกี่ยวกับเมืองนี้แน่ๆ
ผมเหลือบไปมองยังแสงอาทิตย์ ยังพอมีเวลาเหลืออีกอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น
คงต้องไปตรวจสอบ "ท่าเรือโจรสลัด" สักหน่อยแล้ว
ผมกระชับฮู้ดคลุมศีรษะ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศที่จะพาผมไปหาโจรสลัด
ตอนที่ 12 - เสียงหัวเราะในเงามืด
เจ้ามันเหนือความคาดหมายของข้าเสมอ เทลอน
ข้าฉีกยิ้มออกทุกครั้งที่ได้มองเห็นเจ้า และการต่อสู้ของเจ้า ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ หลังการพบกันครั้งสุดท้ายของเรา
การได้พบเจ้าอีกครั้งทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งตื่นเต้น หวาดกลัว ดีใจ โกรธเกรี้ยว และเจ็บปวด
เจ้าคนเดียว ทำให้ข้ารู้สึกทั้งหมดนั่นได้ เทลอน.....เจ้าคนเดียว
ทันทีที่รู้ว่าเป็นเจ้า ที่ออกมาจากบิสทรอต แม้ว่าตอนแรกข้าจะไม่แน่ใจนัก แต่ทันทีที่รู้ว่าเป็นเจ้า
ข้าก็มั่นใจว่าต้องใช้พวก วอร์กริมส์ เยอะกว่าเดิมขนาดไหน ทั้งๆที่ข้าเตรียมพวกมันไว้แค่สิบกว่าตัว แต่เพราะการปรากฏตัวของเจ้า ทำให้ข้าต้องเพิ่มพวกมันจากโรงสัตว์เลี้ยงของข้าอีก 3 เท่า
แต่ท้ายสุด เจ้าก็ทำให้ข้าต้องสูญเสียพวกมันไปทั้งหมด
ถ้าไม่ใช่เจ้า คงทำไม่ได้ขนาดนี้
เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังได้เลยจริงๆ ให้ตายสิ
ข้าหัวเราะไปกี่ครั้งแล้วนะ
อ้อ... ยังไม่มากเท่ากับคืนนี้หรอก
คืนที่ข้าส่ง แมลงพิษซากศพ ไปหาพวกนักเดินทางเกือบ 20 คน ปล่อยพวกมันให้กัดกินสมองของพวกน่าโง่นั่น และสั่งให้พวกมันโจมตีโรงแรมที่พวกเจ้าพักอยู่
พวกทหารนั่นทำให้งานของข้าง่ายขึ้นไปอีก
แต่ก็ไม่เท่ากับเจ้า ที่ยังอุตส่าห์พาลูกน้องของเจ้าหนีออกมาจากที่นั่นได้อย่างง่ายดาย
เจ้าช่างเหนือกว่าที่ข้าคิดไว้ยิ่งนัก
และนั่นยิ่งทำให้ข้าสนุกสนานสำราญใจมากกว่าเดิมเป็นสิบเท่า
ผีดิบร่วมร้อยตัวทำอะไรเจ้ากับคนของเจ้าไม่ได้
แต่อีกไม่ช้า
ไม่ช้าหรอก เทลอน
ข้าจะให้เจ้าได้สนุกสานอีกครั้ง
ข้าจะทำให้เจ้าได้พบกับช่วงเวลาที่จะทำให้เจ้าจดจำอะไรๆได้ดียิ่งขึ้นอีกครั้ง
และครั้งนี้ ข้าจะทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับข้าเช่นกัน
อีกไม่นานหรอก...เทลอน
อีกไม่นาน
.....
หวังว่าเจ้าจะยินดีมากพอๆกับข้า สำหรับของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าที่เอเคอร์เชลนะ
เทลอน....
ข้าฉีกยิ้มออกทุกครั้งที่ได้มองเห็นเจ้า และการต่อสู้ของเจ้า ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ หลังการพบกันครั้งสุดท้ายของเรา
การได้พบเจ้าอีกครั้งทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งตื่นเต้น หวาดกลัว ดีใจ โกรธเกรี้ยว และเจ็บปวด
เจ้าคนเดียว ทำให้ข้ารู้สึกทั้งหมดนั่นได้ เทลอน.....เจ้าคนเดียว
ทันทีที่รู้ว่าเป็นเจ้า ที่ออกมาจากบิสทรอต แม้ว่าตอนแรกข้าจะไม่แน่ใจนัก แต่ทันทีที่รู้ว่าเป็นเจ้า
ข้าก็มั่นใจว่าต้องใช้พวก วอร์กริมส์ เยอะกว่าเดิมขนาดไหน ทั้งๆที่ข้าเตรียมพวกมันไว้แค่สิบกว่าตัว แต่เพราะการปรากฏตัวของเจ้า ทำให้ข้าต้องเพิ่มพวกมันจากโรงสัตว์เลี้ยงของข้าอีก 3 เท่า
แต่ท้ายสุด เจ้าก็ทำให้ข้าต้องสูญเสียพวกมันไปทั้งหมด
ถ้าไม่ใช่เจ้า คงทำไม่ได้ขนาดนี้
เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังได้เลยจริงๆ ให้ตายสิ
ข้าหัวเราะไปกี่ครั้งแล้วนะ
อ้อ... ยังไม่มากเท่ากับคืนนี้หรอก
คืนที่ข้าส่ง แมลงพิษซากศพ ไปหาพวกนักเดินทางเกือบ 20 คน ปล่อยพวกมันให้กัดกินสมองของพวกน่าโง่นั่น และสั่งให้พวกมันโจมตีโรงแรมที่พวกเจ้าพักอยู่
พวกทหารนั่นทำให้งานของข้าง่ายขึ้นไปอีก
แต่ก็ไม่เท่ากับเจ้า ที่ยังอุตส่าห์พาลูกน้องของเจ้าหนีออกมาจากที่นั่นได้อย่างง่ายดาย
เจ้าช่างเหนือกว่าที่ข้าคิดไว้ยิ่งนัก
และนั่นยิ่งทำให้ข้าสนุกสนานสำราญใจมากกว่าเดิมเป็นสิบเท่า
ผีดิบร่วมร้อยตัวทำอะไรเจ้ากับคนของเจ้าไม่ได้
แต่อีกไม่ช้า
ไม่ช้าหรอก เทลอน
ข้าจะให้เจ้าได้สนุกสานอีกครั้ง
ข้าจะทำให้เจ้าได้พบกับช่วงเวลาที่จะทำให้เจ้าจดจำอะไรๆได้ดียิ่งขึ้นอีกครั้ง
และครั้งนี้ ข้าจะทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับข้าเช่นกัน
อีกไม่นานหรอก...เทลอน
อีกไม่นาน
.....
หวังว่าเจ้าจะยินดีมากพอๆกับข้า สำหรับของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าที่เอเคอร์เชลนะ
เทลอน....
ตอนที่ 11 - การหลบหนีออกจากซอลตี้สปูน กับฝูงผีดิบในค่ายพักแรมของเหล่าทหาร
เส้นทางที่ดีที่สุดของเรา คือวิ่งเลียบไปยังด้านหน้าของเรือนพักแรม ซอลตี้สปูน และเลี้ยวอ้อมไปยังขอบริมด้านบนของค่ายพักแรมทหาร ซึ่งตั้งติดกับแนวรั้วยาว ถ้าผมฝ่าตรงนั้นไปได้เร็วพอ ผมอาจจะทำลายรั้วไม้ท่าทางแข็งแรงตรงนั้นได้ แต่นั่นจะเพียงพอกับให้ม้าของพวกเรารวมไปถึงรถลากวิ่งผ่านไปได้หรือเปล่า ผมยังตอบไม่ได้ ต้องไปตรงนั้นก่อน ใกล้พอที่จะเห็นว่าแนวรั้วตรงนั้นแข็งแรงขนาดไหน
ผมควบ แดซลิ่ง ตัดผ่านไปหน้าเรือนพักแรม ประตูตัวอาคารเปิดอ้าอยู่ ใครบางคนคงวิ่งออกมาเพื่อต่อสู้ หรือหนี ผมไม่แน่ใจ อาจจะเป็นเฟอร์ดินานที่วิ่งหนีไปจากที่แห่งนี้ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อก็เป็นได้
ผมควบม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เตรียมตัวสำหรับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นด้านหน้า
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากประตูที่ผมเห็นได้จากหางตา พอหันหน้าไป ก็พบว่าอัศวินคนหนึ่งถูกผีดิบที่กำลังขย้ำซอกคออย่างหิวกระหาย กระแทกจนตัวลอยออกมาทางประตูหน้า โชคร้าย ที่นั่นเป็นตำแหน่งของ เฟรานา ที่ควบม้าตีข้างมากับซีราเอลพอดี เอมเมอร์กรีดร้องลั่น ขณะที่ซีราเอลชักม้าหลบจากการปะทะเกือบไม่ทัน และแม้จะหลบจากม้าของเฟรานามาได้ แต่เธอเองก็กระแทกไปกับยูเรลที่อยู่อีกข้าง
เฟรานากับม้าถูกชนจนเซ แรงส่งผลักให้ม้าเธอเสียหลัก และล้มลงจนเจ้าม้าผู้น่าสงสารขาหัก เสียงกระดูกแตกดังลั่นจนได้ยินมาถึงผมทีเดียว ผมหยุดม้า และควบกลับไปยังจุดที่เฟรานาล้มลง ผีดิบที่กำลังขย้ำคออัศวินนั่น เปลี่ยนเป้าหมายมายังเฟรานาที่นอนอยู่บนพื้น ขาข้างหนึ่งของเธอถูกม้าทั้งตัวทับอยู่จนขยับไม่ได้ เช่นเดียวกับดาบที่อยู่บนพื้น หรือธนูที่กระเด็นไปไกล ทำให้เธอไม่เหลืออาวุธใดๆติดตัว นอกจากมีดสั้นเล่มหนึ่ง กับเวทย์มนต์ที่เธอกำลังร่ายอยู่ตอนนี้
เจ้าผีดิบกระโดดเข้าหาเธอ เฟรานาแทงมีดเข้าไปที่คอของมันพร้อมกับเวทย์ลมที่ถูกส่งไปพร้อมใบมีด เสียงลมกรีดกระชากเนื้อตายของผีดิบออกเป็นริ้ว แต่ก็ยังหยุดมันไม่ได้ เธอเล็งพลาด แทนที่จะแทงไปโดนส่วนหัวเพื่อตัดการทำงานของสมอง การแทงคอไม่ได้ทำให้พวกมันชะงักได้พอๆกับควักหัวใจของมันออกมา
แต่นั่นก็เพียงพอให้ผมไปถึงตรงนั้น เวทย์ไฟของ Crimson ถูกตวัดไปพร้อมปลายดาบที่สะบั้นหัวของผีดิบนั่นหลุดลอยไปจากคอบางๆของมัน ซึ่งเป็นโชคร้ายของสังฆราช เพราะหัวที่ผมเพิ่งปลิดออกจากร่างนั้น เป็นของ เฟอร์ดินาน ลอร์ดผู้เป็นทายาทของสังฆราชาแห่งอาณาจักร
ใบหน้าอันบิดเบี้ยว ปากที่อ้ากว้างจนเกือบถึงใบหู กับเลือดทั้งสีเข้มและแดงฉาน เปรอะเต็มใบหน้าที่กระหายอยากนั่นอย่างน่าขยะแขยง พอๆกับน่าตกใจ ถ้าไม่คิดว่าหมอนั่นคือเจ้าหนุ่มจอมเกี้ยวพาราสีที่จีบเอมเมอร์อยู่หลายนาทีตอนหัวค่ำ ผมก็คงคิดว่านั่นคือใบหน้าของปิศาจร้ายสักตัวที่อดใจต่อเหยื่ออันโอชะของตนเองไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
นั่นคือภาพที่ผมเห็นแค่วินาทีเดียว ก่อนหัวของเฟอร์ดินานจะลุกไหม้เป็นไฟ กลิ้งๆหลุนๆไปที่กำแพงตัวอาคาร
ซีราเอลกับยูเรล พอดึงม้าคืนจนพร้อมวิ่ง ก็ชักม้ากลับมาทางผม เช่นเดียวกับพวกของพีทที่อยู่ข้างหลัง ส่วนผมก็ลงจากม้า แล้วนั่งอยู่ใกล้ๆเฟรานาที่ถูกทับไปครึ่งตัว
"เทลอน ถ้าเจ้าจะทำอะไรก็รีบๆเถอะนะ" คอนนี่ระล่ำระลัก "พวกมันมากันโน่นแล้ว เต็มเลย"
คอนนี่ไม่ได้หมายถึงตรงค่ายที่พักของทหาร ผีดิบพวกนั้นยังสนุกสนานอยู่กับชิ้นเนื้อจำนวนมากตรงหน้าที่มีให้กัดนับไม่ถ้วน
แต่หมอนั่นหมายถึง "ด้านในอาคารพักแรม"
ซอลตี้สปูน เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโรงเชือด ผมเห็นภาพข้างในแวบเดียว ก็ต้องเบือนหน้ากลับมายังเฟรานาที่นอนอยู่ใต้ม้าของตัวเอง
ในห้องโถงด้านหน้าของ ซอลตี้สปูน ผีดิบหลายตัวกำลังกระโดดขย้ำเหยื่อของมันเหมือนจิ้งจอกกระโจนตะครุบกระต่ายป่าสักฝูง เสียงสวดมนต์อ้อนวอน วิงวอนต่อพระเจ้า ร้องขอความเมตตา ดังไม่ถึงครึ่งของเสียงกรีดร้องโหยหวนแห่งความตายที่กำลังทะลักทะลายอยู่ในห้องนั้น
เจ้าม้าผู้เคราะห์ร้ายของเฟรานานอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากขาที่หัก ไม่นาน มันจะนำพวกผีดิบออกมาจากในตัวอาคารนั่น ผมเลยแทงมีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมไปที่ซอกคอของมัน พร้อมกับปล่อยพิษเพื่อเร่งความเร็วในการสิ้นชีพของมัน
เสียงร้องของม้าหยุดลง แต่เฟรานากลับตะโกนออกมาแทน
"พาท่านหญิงหนีไป... เดี๋ยวนี้... ไม่ต้องห่วงข้า!!!" เธอตะโกนจนผมเกือบจะเอามือไปอุดปากเธอเพราะกลัวพวกผีดิบจะสนใจและเริ่มค้นหาที่มาของเสียงนี่
"หุบปาก ถ้าไม่อยากให้เราตายกันหมด" ผมสั่งเธอ แม้จะรู้ว่า ยังไงๆผมก็สามารถหนีรอดไปได้ไม่ยากด้วยตัวเดียวอยู่แล้ว แต่ในกรณีอย่างนี้ ผมไม่อยากปล่อยให้ใครตายอีก ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา หรือเอลฟ์ที่ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าก็ตาม
"เจ้าทำอะไรไม่ได้หรอก ม้านี้หนักเป็นตันเลย" เธอลดเสียงลง แต่ยังไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจ
"หุบปาก แล้วอยู่เฉยๆ" ผมสั่งเธออีกรอบ "ข้าหมายถึง อยู่เฉยๆจริงๆนะ" ผมเริ่มร่ายเวทย์มนต์
"อย่าขยับล่ะ" และโดยไม่รอให้เธอตอบ ผมก็ประกบมือทั้งสองข้างลงไปบนพื้นดินใกล้ๆเฟรานา ดินแข็งๆรอบตัวเธอถูกหอกดินแข็งๆหลายอัน แทงทะลุขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว หอกพวกนั้นปลายแหลม แต่ขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆเมื่อโผล่พ้นดินขึ้นมา เมื่อมันแทงทะลุตัวเจ้าม้าที่เพิ่งตายนั่น หอกก็ดันม้าให้ลอยสูงขึ้นจากพื้นดินหลายคืบ จนมันอยู่สูงจากพื้นเกือบเมตร
ผมไม่รอให้เฟรานายันตัวเองขึ้นมา สองมือผมกระชากแขนและรักแร้ของเธอออกมาอย่างรวดเร็ว เธอร้องเสียงหลงเพราะความเจ็บปวดที่น่าจะมาจากขาซ้ายที่หักจากการทุกกระแทกหรือล้มทับ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ผมไม่มีเวลาตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเธอ
ผมอุ้มเธอขึ้นมา เรียกพีทที่อยู่ใกล้ๆให้ควบรถม้ามาหา แล้วเกือบจะโยนเธอขึ้นไปข้างบนที่นั่งข้างๆพีท ขณะที่ทุกคนกำลังทำหน้าตะลึงงันกับเวทย์ดินของผม ผมก็วิ่งไปจนถึงแดซลิ่งและกระโดดขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว
"ไปต่อ..." ผมออกคำสั่ง ซีราเอล กับ ยูเรล พยักหน้าตอบรับ "เดี๋ยวนี้เลย..." ผมเห็นผีดิบ 2-3 เริ่มพุ่งออกมาจากตัวเรือนพักแรม พวกมันวิ่งได้เร็วจริงๆเวลาที่เห็นเหยื่อของมันตรงหน้า ผมนึกว่าผีดิบจะช้ากว่านี้เสียอีก แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ผมไม่เคยเห็นพวกมันจริงๆจังนี่นา นี่เพิ่งครั้งแรก และผมก็หวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน
ผมควบแดซลิ่งอีกครั้ง มุ่งไปยังแนวรั้วที่ใกล้ที่สุด แค่ไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา มันเหมือนเป็นช่วงเวลาหลายนาที และสภาพของลานพักแรมกลางแจ้งของกองทหารตรงหน้า ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นสนามประลองที่ดังก้องสะท้านความมืดยามราตรีไปด้วยเสียงกรีดร้องและโหยหวนของชายฉกรรจ์นับร้อยคน
การเสียเวลาไปหลายวินาทีตรงด้านหน้าเรือนพักแรมเมื่อกี้ เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้เราสามารถหนีไปจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้โดยเลี่ยงการปะทะได้มากที่สุด ด้านหน้าของผมตอนนี้ไม่เหลือหนทางว่างเปล่าอีกแล้ว พวกผีดิบเริ่มจัดการพวกทหาร และทหารก็กลายเป็นผีดิบมากขึ้นเรื่อยๆอย่างเห็นได้ชัด
ในความมืดของคืนเดือนแรมแบบนี้ การโจมตีใดๆที่เกิดขึ้นยามวิกาลในกองทัพของพวกทหารที่ไร้สติ ความคิดแรกที่พุ่งเข้ามาคือ "ข้าศึกบุก" หรือไม่ก็โดนกองทัพอื่นโจมตี ยิ่งเสียงร้องโหยหวนที่ดังมากขึ้นทุกทิศทุกทาง ยิ่งทำให้ทหารส่วนใหญ่จะคิดถึงเรื่อง "พยายามต่อสู้" มากกว่า "หนี"
และนั่นคือสิ่งที่ให้ผลตรงกันข้าม ทหารทั่วไปคิดว่าการฟันดาบตัดแขนขาศัตรูได้คือการเอาชนะอย่างเด็ดขาด แต่กับผีดิบ หากไม่ได้ตัดหัวพวกมัน การสังหารก็ยังไม่สิ้นสุด และความฉงนสนเท่ห์ในชั่ววินาทีที่ฝังมีดหรือดาบลงไปบนหน้าอกของพวกมัน คือช่องว่างมหาศาลที่จะส่งเจ้าของดาบลงนรกได้ทันที พร้อมๆกับที่ได้รู้ว่า ศัตรูตรงหน้าของพวกเขายังไม่สิ้นฤทธิ์ ซึ่งนั่นคือวินาทีที่สายไปเสียแล้ว
ไม่กี่วินาทีหลังจากถูกกัด เหยื่อจะล้มลงเพราะเสียเลือดมาก บางอย่างในน้ำลายของผีดิบอาจคล้ายเชื้อโรคที่ลุกลามเร็วพอๆกับพิษงู ที่จะส่งผลให้เหยื่อของมันขาดสติ และทันทีที่ลุกขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาก็สูญเสียการควบคุมตัวเองไปพร้อมๆกับชีวิตที่เหลือเสียแล้ว
เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วท้องทุ่งยามค่ำคืน ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลนัก สำหรับการสังหาร ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะไม่ยาวนานมากเกินไปนักสำหรับคณะของพวกเรา
ผมควบแดซลิ่งพุ่งออกไปตามทาง ตรงหน้าคือเต็นท์ผ้าใบที่ขึงไว้ระเกะระกะระหว่างต้นไม้เตี้ยๆสองต้น ไม่ก็แท่งไม้ขนาดกลางที่แข็งแรงพอจะเป็นเสาค้ำยัน
ไม่นาน ผมก็ไม่สามารถควบม้าไปต่ออีกได้ ทางข้างหน้าถูกขวางไว้ด้วยเตียงสนาม เต็นท์ผ้าใบที่ขึงไปมาจนพันกันมั่ว และข้าวของเครื่องใช้อีกมากที่วางระเกะระกะไปหมด ผมต้องเบี่ยงม้าควบไปทางซ้าย มุ่งเข้าไปยังแกนกลางของลานพัก ตรงนั้นมีทางเดินกว้างพอที่จะให้ม้าควบผ่านไปได้ แต่ต้องฝ่าไปกลางดงผีดิบที่กำลังกัดกินอาหารมื้อค่ำอันโอชะ
และเจ้าปิศาจตัวแรกก็โผล่เข้ามาขวางทาง
ผมเกือบจะมองหน้ามันไม่เห็นเพราะคราบเลือดที่เปรอะไปทั่วทั้งศีรษะที่เริ่มจะมองไม่ออกแล้วว่าเป็นเลือดของหมอนี่หรือของคนอื่น แต่เท่าที่รู้ เจ้าหนุ่มนี่เป็นทหารของเฟอร์ดินาน ดูจากชุดเกราะอ่อนที่เหลืออยู่ และผ้าคลุมที่ตอนนี้เป็นเหมือนผ้าห่อศพ
ผมแทง Crimson ไปเต็มหน้าหมอนั่นโดยไม่หยุดม้า ไฟลุกท่วมหัวของมันทันที ผมควบต่อไป และอีกไม่กี่ก้าว ผีดิบอีกตัวก็โผล่มาขวาง
ผมแทบจะไม่ต้องตัดสินใจคิด สะบัดใบดาบตัดหัวของมันหลุดออกจากร่างเหมือนดอกเห็ดที่ถูกเตะจนปลิว พร้อมๆกับประกายไฟสีส้มที่กระเด็นไปเผาเต็นท์ใกล้ๆจนแดงฉาน
ผมควบม้าไปข้างหน้า ฝ่าพวกผีดิบและกองทหารไปเรื่อยๆ มองกลับมายังขบวนที่ตามมาเป็นระยะๆ ทุกคนยังอยู่ดี ทั้งซีราเอลและยูเรล ยังควบม้าตามผมมาได้อย่างไม่ขาดช่วง เช่นเดียวกับอีก 4 คนที่เหลือข้างหลัง เอมเมอร์ดูท่าทางจะกลัว แต่เธอก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เป็นตัวถ่วงไปมากกว่านี้
และจุดที่ยากที่สุดก็มาถึง ตรงหน้าผมอีกไม่กี่เมตร จะเป็นขอบแนวรั้วที่ผมอาจจะพังมันทะลุออกไปยังเนินเขาด้านหลัง แล้วหาทางวิ่งไปยังทางเดินหลักได้ แต่ผีดิบ 8 ตัวที่ขวางหน้าผมดูจะไม่ยอมให้ผมทำอย่างนั้นได้ง่ายๆ
ผมไม่ได้ลดความเร็วของม้าลงมา ขณะที่กระชากดาบ Twin Crimson ออกจากกัน เปลี่ยนดาบสองคมให้กลายเป็นดาบยาวสองเล่มในสองมือของผม
ตวัดแขนครั้งเดียว ดาบสีแดงในมือของผมก็ลุกวาบไปด้วยเวทย์ไฟที่ผมร่ายออกมา ใบดาบยืดยาวออกเป็นปล้องๆเหมือนตะขาบไฟตัวยักษ์ ก่อนที่ผมจะสะบัดมืออีกครั้งเพื่อสังหารทุกสรรพสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
"จงมอดไหม้เป็นเถ้า คืนสู่ผืนดิน" ผมเปล่งน้ำเสียงเย็นเยือกผิดกับความร้อนรอบๆตัว ก่อนจะสะบัดแขนครั้งสุดท้าย และใบดาบ 16 ใบก็บินไปบนผืนหญ้าเหมือนแส้เพลิง เด็ดหัวพวกผีดิบที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงยังคงเป็นทหารที่กำลังสนุกกับชีวิตอันแสนหรรษา
ผมควบม้าผ่านซากไหม้ไฟของพวกมันไปยังรั้วตรงหน้า หวังว่าไม้ซีกพวกนี้จะไม่ได้แข็งแรงนัก แต่ผมก็ไม่อยากจะเสี่ยง หากมันไม่พังออกไปหรือผุกร่อนมากพอให้ผมควบม้าทะลุผ่านไปได้ พวกข้างหลังก็อาจจะชนผมจนล้มและทำให้ใครบางคนบาดเจ็บได้อีก
ผมเก็บ Twin Crimson เข้าไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ พลางนึกออกวาควรใช้อะไรในสถานการณ์แบบนี้
ผมเงื้อมือข้างขวาขึ้นมา ร่ายเวทย์ไฟขั้นสูงที่สุดที่ผมพยายามจะให้มันมีฤทธิ์ของการ "ระเบิด" มากกว่า "เผาผลาญ" แล้วทันทีที่พร้อม ผมก็ยิงเวทย์ไฟระเบิดนั่นออกจากมือของผม ลูกไฟสีส้มพุ่งตรงไปยังรั้วไม้จุดที่ผมกำลังวิ่งไปหา ระยะห่างไม่เกิน 20 เมตร ยังดีที่ผมเล็งแม่น เพราะใช้ความสามารถ Focus กับ Aiming เป้าหมายเลยไม่ได้ยากเกินไปนัก
ผมล้วงมือไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ หยิบขวดแก้วทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นเด็กบรรจุของเหลวสีเขียวเข้มออกมา 2 ขวด ในนั้นเป็นสารเคมีหายากที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับน้ำมัน เพียงแต่มันจะสร้างความร้อนได้มากกว่า พร้อมๆกับแรงระเบิดที่เหลือเชื่อซึ่งเอลฟ์หรือมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีทางได้เห็น หากไม่ได้คลุกคลีอยู่ในถ้ำใต้ดินของคนแคระที่ตีดาบเหล็กกล้าเวทย์มนต์ซึ่งต้องใช้ไอเท็มเพิ่มความร้อนหลายอย่างมากเท่าที่ทำได้
จริงๆผมก็ไม่เคยไปคลุกคลีกับพวกคนแคระหรอก พวกนั้นคบด้วยยาก ยิ่งคนแปลกหน้าต่างเผ่าพันธุ์ด้วยแล้วล่ะก็ ผมแค่เคยไปพบช่างตีเหล็กคนแคระคนหนึ่งกำลังถูกสัตว์ป่าทำร้าย ผมช่วยหมอนั่นไว้ และหมอนั่นได้มอบไฟเคมีนี่กับผมมา 5 ขวด หลังจากผมลองใช้ไปขวดนึงและได้ตะลึงจังงังไปกับผลลัพธ์ของมันแล้ว ผมเลยคิดว่าจะเก็บขวดที่เหลือไว้ใช้ยามฉุกเฉินจริงๆดีกว่า ซึ่งนั่นน่าจะหมายถึงตอนนี้
ทันทีที่ขวดแก้วปะทะกับรั้วที่ไหม้ไฟ มันก็แตกออก เสียงระเบิดทำม้าของผมและทุกคนตรงนั้นชะงักไปพอสมควร เสียงระเบิดดังลั่นจนผมเริ่มจะคิดว่าผมคงใช้ไอเท็มนี้มากเกินไป จริงๆขวดเดียวก็เพียงพอจะระเบิดถนนทิ้งทั้งเส้นแล้ว
แต่เพื่อความมั่นใจ ผมเลยจัดการให้สิ้นซากด้วยไฟเคมีทั้ง 2 ขวดที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีเกินพอ ก่อนจะควบม้าทะลุควันไฟไปข้างหน้า ออกสู่ลานกว้างที่ห่างจากถนนเส้นหลักไม่กี่สิบเมตร
"เทลอน.... แย่แล้ว....!!!" เสียงโฮเซ่ดังมาจากข้างหลัง ผมหันกลับไปมองที่รถม้า เห็นผีดิบ 2 ตัวเกาะติดล้อมาด้วย เลยชักม้ากลับไปข้างหลัง บอกพวกซีราเอลให้ควบม้าตรงไปยังเอเคอร์เชลก่อนได้เลย จากตรงนี้ไป ถ้าผมคาดคะเนไม่ผิดจากคำบอกเล่าของพีท ควบม้าไปเรื่อยๆอีก 2-3 ชม.ก็น่าจะถึงชานเมืองได้แล้ว
ผมชักม้ากลับไปยังท้ายขบวน เฟรานาที่ขาน่าจะหัก พยายามจะใช้ดาบต่อสู้กับผีดิบที่กำลังดึงตัวเองขึ้นมาจากล้อรถ พอดีกับที่ผมพุ่งเข้าไปถึง เวทย์ไฟระดับล่างก็เพียงพอจะส่งพวกมันไปยังปรโลก แล้วผมก็ควบม้าไปยังอีกฝั่งของรถลาก ยิงลูกไฟไปยังผีดิบเคราะห์ร้ายอีกตัวที่ยังพยายามจะปีนขึ้นมาเช่นกัน
ขบวนม้าและรถลากเริ่มชะลอความเร็วเมื่อเห็นว่าพวกผีดิบอยู่ห่างออกไปข้างหลังมากขึ้น ผมไม่ได้ห้ามปรามเพราะไม่คิดว่าข้างหน้าจะมีอันตรายอย่างอื่นรออยู่อีก แต่ทันทีที่มองกลับไปข้างหลัง ผมก็สะดุดตากับสิ่งหนึ่งที่กำลังวิ่งตามมา
"เดี๋ยวก่อนนนน.....รอข้าด้วยยยยย.... " เสียงทุ้มแหบน่าหมั่นไส้นั่นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ครีตัส ไอ้หน้าโง่ตัวอ้วนที่โชคดีหลุดรอดจากการสังหารเมื่อครู่ หมอนั่นคงไปเมาหลับที่ไหนสักแห่งในค่ายทหาร และเพราะโชคที่ยังดีพอๆกับฝีเท้า อาจจะทำให้หมอนั่นรอดมาถึงนี่ได้อย่างน่าพิศวง
"เจ้าไปก่อน เดี๋ยวข้าไปรับมันแล้วจะตามกลับไปเอง" ผมบอกพีท ก่อนจะหันม้าไปทางครีตัส
"แต่... แต่เจ้ามีม้าแค่ตัวเดียว แล้วจะให้เซอร์ครีตัสตามพวกเรามายังไงล่ะ?" พีทตั้งคำถาม ซึ่งนั่นก็จริง
"ข้าจะไปดูว่าหมอนั่นถูกกัดหรือเปล่าน่ะ ถ้าโชคดี หมอนั่นอาจจะเดินตามเรามาได้ไกลพอจะถึงจุดที่เราอาจจะหยุดพักเพื่อรอในอีก 2-3 กิโลเมตรข้างหน้านั่น"
ผมไม่รอคำตอบ ชักม้าเดินเหยาะๆไปหาครีตัส
หมอนั่นกระหืดกระหอบตามมา ท่าวิ่งกึ่งกระเผลกกึ่งกระโดดทำให้ผมตลกจนเกือบขำออกมา ยิ่งกับร่างกายที่ใหญ่โตและหน้าตาอัปลักษณ์นั่น ถ้าเจ้านี่ไม่มีท่าทีน่ารังเกียจและสายตาที่ขยะแขยงผมมากจนเกินไป ผมอาจจะเมตตามันมากกว่านี้ก็ได้
"ในที่สุด... ข้าก็ตามเจ้าทัน.... เท... เทโล.. อะไรนะ? เจ้า.. เจ้าชื่ออะไรน?" หมอนั่นพูดเป็นคำๆ เพราะยังหอบไม่หาย
"ถ้าเจ้าจะสนใจคนอื่นนอกจากผู้หญิงกับเหล้ามากกว่านี้สักนิด เจ้าอาจจะได้รู้จักคนที่อาจช่วยชีวิตเจ้าได้มากขึ้นก็ได้" ผมพูด
"ไงก็เถอะ เจ้าน่ะ... ลงมาจากม้า... ให้ข้าขี่ได้แล้ว.... เดี๋ยวนี้เลย" หมอนั่นเท้าเอว หอบหายใจ และพยายามออกคำสั่ง
ผมลงจากม้า จูงม้าเข้าไปใกล้ ระยะจากตรงที่เรายืนอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงกลางระหว่างเรือนพักแรมนั้น กับขบวนของเราพอดี
"ดีๆ... เอาม้ามานี่.... มาให้ข้าขี่" ครีตัสทำท่าจะแย่งบังเหียนม้าไปจากผม
แต่ผมกลับยิง Mellifica ใส่ต้นขาข้างซ้ายของมันแทน
"อ๊ากกกกกกกกกกกกก... " เสียงร้องโหยหวน แหลมดังข้ามทุ่งไปทั่ว ขณะที่ครีตัสร่วงลงไปบนพื้น กุมมือเข้ากับต้นขาที่เลือดไหลอาบไปบนพื้นดิน
"ร้องดังอย่างนี้ เดี๋ยวพวกผีดิบก็ตามมาหาหรอก" ผมบอก
"เจ้า...ไอ้เวร เจ้าเอลฟ์ต้องสาประยำ.... เจ้าทำอย่างนี้ทำไม?.... เจ้า... เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่วะ?" ครีตัสตะโกนถามผมสลับกับคำด่าแทบจะเท่าๆกัน
"ไม่รู้สิ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน" ผมบอกครีตัสด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นจนเกือบจะน่ากลัว "ขึ้นอยู่กับว่า เจ้ารู้อะไรมามากแค่ไหน?"
"เจ้า... เจ้าหมายความว่ายังไง?" หมอนั่นโวยวาย
"มันเนียนเกินไป...ครีตัส" ผมพูด "มันเนียนเกินไปที่เจ้าจะหายไปสองคืนติดจากคณะของเราตอนนอน และทั้งสองคืนก็เป็นคืนที่ไม่น่าจะเกิดเรื่องพวกนี้ได้มากพอๆกับที่เจ้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และทำเหมือนตัวเองไปพบเจอกับโชคร้ายมากพอๆกับพวกเราตอนที่เจ้าไม่อยู่นั่นแหละ"
"เจ้า... ไอ้เอลฟ์เศษสวะ... นี่เจ้ากำลังคิดว่าข้าคือไส้ศึกงั้นเหรอ?" หมอนั่นพ่นน้ำลายสกปรกเลอะขากางเกงผม พลางบีบต้นขาที่เลือดไหลออกมา
"ไม่ ครีตัส เจ้าไม่ได้มีค่าพอจะเป็นไส้ศึกหรอก" ผมยังยืนค้ำหัวหมอนั่นอยู่ "เจ้าแค่ต้องบอกข้ามาว่า เดนเนอร์ สั่งงานอะไรเจ้ามากันแน่?"
"ข้า... ข้าไม่เข้าใจ" หมอนั่นเริ่มทำหน้าตามีพิรุธออกมาแล้ว ผมมาถูกทาง แม้ว่าคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายๆในสองคืนที่ผ่านมาของเราน่าจะไม่ใช่หมอนี่ แต่ผมก็รู้แล้วว่า หมอนี่เกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่าง
"พูดมา ครีตัส ก่อนข้าจะแทงขาเจ้าอีกข้าง และเรียกพวกผีดิบ 2-3 ตัวมาแถวๆนี้"
"เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวๆๆๆ" หมอนั่นยกมือขอร้อง ช่างเป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ บางทีอาจมากที่สุดในช่วง 2-3 วันมานี้เลยก็ได้
"ข้าได้รับคำสั่งมา... " หมอนั่นเริ่มพูด "เซอร์เดนเนอร์สั่งให้ข้ามาอารักขาท่านหญิงเอมเมอรัลเน่ให้ปลอดภัยจนถึงเอเคอร์เชล"
"เจ้าตอบผิด" ผมก้มลงแล้วแทงมีดไปที่ไหล่ขวาของมัน เจ้าอ้วนนั่นร้องเสียงหลง ผมเลยต่อยปากมันจนลงไปนอนกองบนพื้น เปลี่ยนเสียงดังลั่นเป็นเสียงโอดโอยอู้อี้ที่น่าจะเกิดจากฟันกรามหักสักซี่สองซี่
"ถ้าเจ้าได้รับหน้าที่อารักขาเอมเมอรัลเน่ มา เจ้าก็ทำหน้าที่ได้ห่วยแตกสิ้นดี และการโดยทำโทษเล็กๆนี่ ก็น่าจะสาสมกับความบกพร่องที่เจ้าควรได้รับ มากกว่าเหล้าองุ่นสักถัง จริงไหม?"
"ไอ้สวะเอลฟ์สารเลวเอ๊ย" หมอนั่นครางเสียงอู้อี้ออกมา
ผมขี้เกียจจะทรมานหมอนี่ต่อไปอีก เลยถอดถุงมือ ประกบเข้ากับใบหน้าของมัน ก่อนจะใช้ Telepathy อีกครั้ง
จริงๆความสามารถ Telepathy นั้นเอาไว้ใช้สำหรับการสื่อสาร โดยเฉพาะกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างออกไปกว่ามนุษย์ แต่ในมุมเล็กของมัน ก็สามารถมองเห็นหรือรับรู้ความคิดของเป้าหมายได้บ้าง แม้จะนิดเดียวก็ตาม
"เจ้าจะทำอะไรข้า ไอ้เอลฟ์ชั่วชาติ" หมอนั่นพยายามปัดป้องมือของผมออกไป แต่ผมเริ่มอ่านความคิด และมองเห็นแค่เพียงการดื่มเหล้าจนเมามาย ก่อนจะเป็นภาพการหนีหัวซุกหัวซุนจากผีดิบหลายตัว และวิ่งตามรถม้าของเรามา
ซึ่งนั่้นสรุปความน่าจะเป็นได้แค่ 2 อย่าง
คือหนึ่ง ความสามารถอ่านใจนี่ไม่ได้ทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่ผมต้องการ หรือ สอง เจ้าอ้วนนี่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก่อนเลยจริงๆตามที่มันว่า
"ข้าเพิ่งถ่ายพิษ ฝีพุพอง ใส่เข้าไปในผิวหนังของเจ้า" ผมปล่อยมือออกมาจากใบหน้าของครีตัส "อีกไม่กี่ชั่วโมง เจ้าจะเริ่มไอ มีไข้ และไม่ช้า จะมีฝีหนองขึ้นที่ตัวเจ้าทั้งตัว เริ่มจากใบหน้า และภายใน 18 ชั่วโมง เจ้าจะตายอย่าน่าอนาถที่สุด" มุขนี้ผมคิดได้สดๆเมื่อกี้นี่เอง
"ว่าไงนะ" ครีตัสตกใจอย่างเห็นได้ชัด แถมยังทะลึ่งไอออกมารับมุขผมอีกด้วย หมอนี่มันมีแต่กล้ามเนื้อกับไขมันจริงๆ
"ถ้าเจ้าอยากได้ยาถอนพิษ ซึ่งข้ามีเก็บไว้แค่ขวดเดียวในกระเป๋านี่ล่ะก็ จงบอกมา ว่าสิ่งที่เจ้าปิดบังข้าอยู่คืออะไร แล้วข้าสัญญาว่า จะให้ยาถอนพิษกับเจ้า พร้อมกับรักษาแผลของเจ้าให้หายดีด้วยเช่นกัน"
ครีตัสทำหน้าตาเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด แถมยังไอออกมามากขึ้นอีก หมอนี่ทำเอาผมเกือบขำออกมาจริงๆด้วย ให้ตายสิ
"ข้า... ข้า... ไม่... ไม่มีทาง.... ข้า... ข้าไม่... ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ...." เหมือนมันจะพยายามตัดสินใจอะไรบางอย่างคนเดียวจนเผลอพูดออกมา
"ข้าไม่มีเวลามาก ครีตัส พูด... หรืออยู่ตรงนี้รอความตาย" ผมเร่ง
"โอเค... ได้... เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป ข้า... ข้าพูดแล้ว ได้โปรดให้ยาถอนพิษข้าด้วย ได้โปรด"
"หลังจากข้าได้ฟังเจ้าพูดก่อน" หมอนั่นจึงเริ่มต้นอธิบาย
"ข้าได้รับคำสั่ง มาจากเซอร์เดนเนอร์ ให้ปกป้องคุ้มครองท่านหญิง... และในขณะที่เผลอ ก็ให้ข้านั้นส่งสัญญาณเป็นระยะๆ ว่าตอนนี้คณะของเรากำลังอยู่ที่ไหน ตรงไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่"
"เพื่ออะไร เจ้าส่งจดหมายให้ใคร?" ผมถาม
"ไม่รู้ ข้าแค่ต้องเอากระดาษไปส่งให้ อีกา ที่จะรอข้าอยู่ใกล้ๆเสมอ ตั้งแต่ออกจาก บิสทรอต มา"
อีกา งั้นเหรอ? "ทำไมข้าจะต้องเชื่อเจ้าด้วยล่ะ ในเมื่อมันดูจะไม่มีความน่าเชื่อถือเอาซะเลย อีกาเนี่ยนะ รับจดหมายจากเจ้า ข้าเคยได้ยินแต่นกพิราบหรือเหยี่ยวเท่านั้น ที่มันทำหน้าที่นี้ได้"
"จริงๆนะ เชื่อข้าเถอะ อีกา พวกนั้น น่ะ ฉลาดโคตรๆเลย มันแสนรู้จนข้าเกือบคิดไปว่ากำลังคุยอยู่กับคนธรรมดาด้วยซ้ำ"
ไม่ได้มีตัวเดียวงั้นเหรอ? "ถ้างั้นแล้ว เป้าหมายของคณะเดินทางแห่งนี้ หลังจากไปถึงเอเคอร์เชลแล้ว เอมเมอรัลเน่ต้องไปที่ไหนต่อ?"
"นั่นข้าไม่รู้ รู้แค่ว่าท่านหญิงน้อยต้องออกเดินทางสู่ทะเล และข้ามีหน้าที่แค่ส่งจดหมายเท่านั้น"
ถ้าไอ้หมอนี่พูดจริง คนที่ข้าต้องสอบปากคำให้ได้อาจจะเป็นเซอร์เดนเนอร์มากกว่าคนอื่น แต่พวกเอมเมอร์อาจจะไม่รอดพ้นไกลไปกว่าเมืองท่า เอเคอร์เชล อันตรายบางอย่างอาจจะรอคอยพวกเขาอยู่ และอาจจะมากขึ้น หากพวกเขามุ่งหน้ากลับไปที่บิสทรอต ส่วนพวกอีกานั่น ผมต้องหาทางรู้ให้ได้ว่า มันคืออะไร และทำหน้าที่อะไร และถ้าพวกมันคือคนที่คอยรับส่งสาส์นไปสู่มือของคนที่โจมตีพวกเราจริงๆ เจ้าตัวบงการการโจมตีนั่นคือใคร และหากเราออกเรือไปแล้ว อีกาจะตามเราต่อไปได้อีกหรือเปล่า เรื่องพวกนี้เป็นคำถามที่ผมต้องหาคำตอบ และในไม่ช้าผมต้องรู้ให้ได้ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังผมกลับไปจัดการกับเดนเนอร์ที่บิสทรอตก็ตาม
"เอาล่ะ" ผมพูด "เอาเป็นว่า ข้าเชื่อเจ้าละกันนะ ครีตัส" ผมหยิบขวดยาที่มีน้ำยาฟื้นฟูระดับต่ำออกมา เอานิ้วโป้งแตะไปที่ปากขวด ก่อนจะป้ายนิ้วที่เปื้อนน้ำยานั่นไปที่หน้าผากหมอนั่น น่าจะทำให้ครีตัสรู้สึกสดชื่นขึ้นได้บ้าง" ข้าป้ายยาถอนพิษให้แล้ว ไม่ช้าเจ้าจะดีขึ้น" ซึ่งแทบจะทันที หมอนั่นก็หยุดไอไปด้วยจริงๆ
ส่วนโพชั่นที่เหลือ ผมหยดลงไปที่แผลตรงไหล่และต้นขาของหมอนั่นที่ถูกผมแทง แผลไม่ได้ประสานกัน แต่เลือดหยุดไหลแล้ว โพชั่นทำหน้าที่ห้ามเลือดได้ดีพอๆกับยาสมานแผลทั่วไป "เลือดหยุดไหลแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะหายดีในเร็ววันนี้"
"เดี๋ยวก่อน ไหนเจ้าบอกว่าจะรักษาแผลให้ข้าไง แล้วนี่ ข้าจะเดินได้ยังไง ข้าจะไปกับขบวนต่อได้ยังไงกันเล่า เจ้าบ้าเอ๊ย"
"ข้าปราณีเจ้ามากพอแล้วที่ไม่ปล่อยให้เจ้าตายตรงนี้หรืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เรื่องแผลที่เจ้าได้รับ คิดซะว่าเป็นการทำโทษจากการบกพร่องในหน้าที่อารักขาท่านหญิงน้อยของเจ้าละกันนะ" ผมโดดขึ้นม้าแล้วหันหน้ากลับไปทางขบวนรถม้าที่นำล่วงหน้าไป
"เดี๋ยวก่อนสิ เฮ้ยๆ เดี๋ยว... " ครีตัสเริ่มตะโกน "แล้วข้าจะไปยังไงล่ะ เจ้าจะบ้าเหรอ เอาม้าให้ข้าขี่สิ เดี๋ยวนี้เลย"
"ข้าบอกว่าจะให้ยาถอนพิษ ไม่ได้บอกว่าจะพาเจ้าไปด้วยนี่หว่า" ผมชักแดซลิ่งเตรียมออกวิ่ง "ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็วิ่งไปฟ้องเจ้านายเจ้าที่บิสทรอตซะสิ" หรือไม่ก็ให้อีกาของเจ้าช่วยละกัน
ผมควบม้าออกมาโดยไม่อยู่รอฟังเสียงโวยวายของครีตัสที่ตะโกนไล่หลังมา หวังว่าหมอนั่นจะไม่โง่พอที่จะดึงพวกผีดิบที่อยู่ไม่ไกลให้มาจัดการตัวเอง แล้วรีบหาที่หลบภัยจนถึงเช้า ถ้าโชคดี หมอนั่นอาจเดินไปถึงเอเคอร์เชลก่อนค่ำวันพรุ่งนี้
ผมควบม้าห่างออกมาจากครีตัสและเสียงโวยวายของหมอนั่นได้ไม่นาน ก็ตามมาทันขบวนรถม้าของพวกที่เหลือ ซึ่งตอนนี้ม้าของทุกคนเปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินด้วยความเร็วปกติแล้ว
"เจ้าไปทำอะไรนานนัก" ซีราเอลถามผม ขณะที่เอมเมอร์นั่งหลับอยู่ข้างหน้าเธอบนม้า
"พอดีเจอคนรู้จักน่ะ เลยบอกลากันนิดหน่อย"
"เจ้าหมายถึงเจ้าอ้วนอวดดีที่ชื่อครีตัสงั้นหรือ?" ซีราเอลถาม
"ถ้าเจ้าหมายถึงอัศวินที่ถูกส่งมาเพื่อทำหน้าที่อารักขาเอมเมอร์ล่ะก็ ไม่ใช่หรอก เป็นแค่อัศวินเห็นแก่ตัวที่ข้าตัดสินใจปฏิเสธไม่ให้มันตามพวกเรามามากกว่า"
"งั้นหรือ?" ซีราเอลเชื่อสนิท
"เอมเมอรเป็นไงบ้าง?" ผมถาม
"ข้าก็ไม่แน่ใจ เธอหลับไปได้เมื่อกี้นี่เอง คงจะยังเป็นเวลานอนอยู่กระมัง นี่... ข้าไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กนะ" ซีราเอลเริ่มโวยวาย
"ข้าก็ไม่ได้บอกอย่างนั้นนี่นา..." ผมแอบขำ "แต่เจ้าก็ทำได้ไม่เลวไม่ใช่หรือ"
ก่อนที่ซีราเอลจะหาเรื่องทะเลาะผมมากไปกว่านี้ ผมเลยเปลี่ยนเรื่องคุยก่อน
"เฟรานาเป็นยังไงบ้าง?" ผมเห็นเธอไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดมากเท่าตอนที่เราออกจากเมืองมา แน่นอนว่าขาเธอหัก แต่ผมสงสัยว่ามีใครพยาบาลเธอไปแล้วบ้างหรือยัง
"ยูเรลพอจะรู้จักเวทย์มนต์รักษาสักบทสองบท" ข้าหวังว่านั่นจะมากพอจะช่วยให้เธอไปต่อจนเราหาหมอที่เอเคอร์เชลพบ
ผมชะลอม้า ไปเดินคู่กับรถม้าที่พีทขับอยู่
"เป็นไงมั่ง?" ผมถามอาการของเฟรานา
"ก็เท่าๆกับคนที่ขาหัก" ยัยนั่นยังกวนประสาทผมไม่เลิก
ผมเลยขอดูอาการที่ต้นขาของเธอสักหน่อย ตอนแรกเธอปฏิเสธ แต่พอซีราเอลที่เห็นด้วยกับผมสั่ง เธอก็อ่อนน้อมและทำตามแต่โดยดี
"เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บได้ด้วยหรือ?" ซีราเอลถามผมขณะมองดูผมตรวจอาการบาดเจ็บของเฟรานา ซึ่งเธอร้องเบาๆหลายครั้งตอนผมจับไปโดนกระดูกที่แตกด้านในต้นขาที่บวมช้ำแต่ก็ดูไม่แย่เท่าที่ควร
"ก็พอได้นิดหน่อย" ผมตอบไปงั้นๆ ก่อนจะหยิบยาสมานกระดูกออกมา กับโพชั่นขวดที่เพิ่งใช้กับครีตัสไปเมื่อครู่ที่เหลือเกือบเต็มขวด พร้อมกับยาแก้ปวดอีกขวดหนึ่ง
ผมบอกให้เฟรานาดื่มยาพวกนี้ให้หมด ซึ่งเธอหันไปมองซีราเอล และทันทีที่ซีราเอลผยักหน้า เธอก็กระดกของเหลวในขวดแก้วเล็กๆทั้งสามนั่นอย่างรวดเร็วลงคอเหมือนมันไม่มีรสชาติอะไรทั้งสิ้น
"ระหว่างนี้ ก็หาเฝือกให้เธอไปก่อน" ผมบอกพีท แต่คอนนี่ที่อยู่ใกล้ๆพยักหน้าและบอกว่า อาจจะหาเศษไม้แข็งแรงแถวๆนี้ได้ไม่ยาก เขาชักม้าออกไปข้างทางทันที พร้อมๆกับโฮเซ่ที่ถูกขอร้องให้ไปเป็นเพื่อน
ผมบอกซีราเอลให้หยุดขบวนสักพัก เพื่อเปลี่ยนให้เอมเมอร์ได้นอนหลับในรถม้า และให้เฟรานาได้เข้าไปนั่งข้างในเพื่อพักผ่อน ก่อนที่คอนนี่กับโฮเซ่จะกลับมาพร้อมไม้ขนาดกำลังดีท่าทางแข็งแรง 2 อัน ซึ่งเราช่วยกันทำเฝือกชั่วคราวให้เฟรานา ก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังเอเคอร์เชล
ตอนเช้า เราหยุดพักกันเล็กน้อยเพื่อกินอาหารที่พอจะมีเหลืออยู่บ้าง ยูเรลยิงกระต่ายป่าได้อีกตัวก่อนจะเอามันมาทำเนื้อย่างแบบง่ายๆที่รสชาติพอแค่ให้เรามีอะไรรองท้อง เพราะเครื่องปรุงทุกอย่างของเราสูญหายไปหมด พอๆกับข้าวของเครื่องใช้จำเป็นอีกหลายอย่าง นั่นรวมไปถึงหม้อหรือจานชามทุกอย่างด้วย
ไม่นาน เราก็เก็บของ เดินทางต่อ พระอาทิตย์เริ่มฉายแสง เราทุกคนเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียที่ได้นอนหลับน้อยกว่าที่ควร ยกเว้นผมที่อาศัยบางช่วงแอบงีบหลับระหว่างขี่ม้า ซึ่งไม่ได้ทำให้ใครผิดสังเกตุ เพราะผมใช้ Telepathy บอกแดซลิ่งให้รักษาความเร็วไปกับขบวน และหากมีใครจะคุยกับผม ผมก็ตื่นได้ทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ต้องมีใครสักคนที่สามารถเฝ้าระวังไม่ให้เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นก่อนเราจะรู้ตัว ซึ่งผมแน่ใจว่ามันเป็นหน้าที่ของผมมากกว่าคนอื่น
ผมบอกให้ทุกคนผูกม้าเข้าด้วยกัน แล้วสลับกันไปนอนทั้งในรถม้าหรือตรงข้างที่นั่งคนขับ เท่าที่จะทำได้ เพราะเรายังต้องเดินทางอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเอเคอร์เชล
หันหลังกลับไปมองยัง ซอลตี้สปูน หรือที่ๆมันเคยตั้งอยู่ ผมเห็นควันไฟสีดำลอยนิ่งๆอยู่ลิบๆ ดูท่า โรงแรมแห่งนั้นน่าจะปิดบริการเป็นการถาวร เพราะเจ้าของและคนงานหลายคนน่าจะตกเป็นเหยื่อของผีดิบหรือไม่ก็หนีไปที่อื่นสักที่ซึ่งผมคงไม่โทษพวกเขาหากจะไม่กลับมาอีก
ผมสงสัยว่า อาเลน ไปถูกกัดจนเปลี่ยนร่างตอนไหน แผลที่ต้นแขนของเธอนั้นดูสดใหม่ แต่ก็หลังจากที่นอนกับผมแน่นอน พอได้คุยกับซีราเอล เธอบอกว่า อาเลน ไปเดินตามหาเมเรดิธ และพอเธอกลับเข้ามาในเต็นท์ ก็เห็นเธอกุมต้นแขน พร้อมกับบอกว่าไม่ค่อยสบายนัก เลยขอตัวนอนก่อน ซึ่งซีราเอลก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร
แต่หลังจากได้ยินเสียงเอมเมอร์กรีดร้อง เธอก็ลุกขึ้นมา และชักดาบที่อยู่ใกล้วตัว พุ่งเข้าไปขวาง ฟันศัตรูที่เธอก็เพิ่งรู้พร้อมๆกับผมว่าเป็น อาเลน สาวใช้คนนั้น
ผมคิดว่า เมเรดิธ อาจจะไปโดนกัดหรือติดเชื้อจากที่ไหนสักแห่งมาก่อน และกลายเป็นผีดิบ กัดอาเลน แล้วปล่อยให้เธอเข้ามาในเต็นท์จนเธอกลายร่าง
ผมอดคิดถึงอาเลนและสัมผัสที่ผมได้รับจากเธอไม่ได้ มันเพิ่งเกิดขึ้น แต่ผมรู้สึกเหมือนว่าได้อยู่กับเธอเมื่อนานมาแล้ว ไม่ใช่เมื่อคืนนี้ ช่างเป็นสาวน้อยที่น่าสงสารเสียจริงๆ
ตอนนี้คณะของเราเหลือแค่ ผม เอลฟ์ 3 คน มนุษย์ 3 คน และเอมเมอร์ เด็กหญิงปริศนาที่ดูจะมีรางวัลค่าหัวสูงจนไม่น่าเชื่อ ไม่ว่านักล่าพวกนั้นจะเป็นใครก็ตาม พวกมันต้องพยายามมากทีเดียว
ผมค่อนข้างแน่ใจว่าการโจมตีจากผีดิบ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ยิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานจากสัตว์ร้ายที่ชื่อ วอร์กริมส์ พวกนั้นอีก มันประหลาดจนเกินไป โอกาสที่จะมีใครสักคนมุ่งร้ายกับพวกเรา กับเอมเมอร์ มันมีมากกว่าความน่าจะเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ยิ่งรวมคำสารภาพของครีตัสเข้าไปด้วยแล้วล่ะก็ ผมไม่สงสัยเลยว่า ที่เอเคอร์เชลก็อาจมีอันตรายรอเราอยู่มากพอๆกับเส้นทางที่ผ่านมา
ผมควบ แดซลิ่ง ตัดผ่านไปหน้าเรือนพักแรม ประตูตัวอาคารเปิดอ้าอยู่ ใครบางคนคงวิ่งออกมาเพื่อต่อสู้ หรือหนี ผมไม่แน่ใจ อาจจะเป็นเฟอร์ดินานที่วิ่งหนีไปจากที่แห่งนี้ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อก็เป็นได้
ผมควบม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เตรียมตัวสำหรับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นด้านหน้า
แต่ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากประตูที่ผมเห็นได้จากหางตา พอหันหน้าไป ก็พบว่าอัศวินคนหนึ่งถูกผีดิบที่กำลังขย้ำซอกคออย่างหิวกระหาย กระแทกจนตัวลอยออกมาทางประตูหน้า โชคร้าย ที่นั่นเป็นตำแหน่งของ เฟรานา ที่ควบม้าตีข้างมากับซีราเอลพอดี เอมเมอร์กรีดร้องลั่น ขณะที่ซีราเอลชักม้าหลบจากการปะทะเกือบไม่ทัน และแม้จะหลบจากม้าของเฟรานามาได้ แต่เธอเองก็กระแทกไปกับยูเรลที่อยู่อีกข้าง
เฟรานากับม้าถูกชนจนเซ แรงส่งผลักให้ม้าเธอเสียหลัก และล้มลงจนเจ้าม้าผู้น่าสงสารขาหัก เสียงกระดูกแตกดังลั่นจนได้ยินมาถึงผมทีเดียว ผมหยุดม้า และควบกลับไปยังจุดที่เฟรานาล้มลง ผีดิบที่กำลังขย้ำคออัศวินนั่น เปลี่ยนเป้าหมายมายังเฟรานาที่นอนอยู่บนพื้น ขาข้างหนึ่งของเธอถูกม้าทั้งตัวทับอยู่จนขยับไม่ได้ เช่นเดียวกับดาบที่อยู่บนพื้น หรือธนูที่กระเด็นไปไกล ทำให้เธอไม่เหลืออาวุธใดๆติดตัว นอกจากมีดสั้นเล่มหนึ่ง กับเวทย์มนต์ที่เธอกำลังร่ายอยู่ตอนนี้
เจ้าผีดิบกระโดดเข้าหาเธอ เฟรานาแทงมีดเข้าไปที่คอของมันพร้อมกับเวทย์ลมที่ถูกส่งไปพร้อมใบมีด เสียงลมกรีดกระชากเนื้อตายของผีดิบออกเป็นริ้ว แต่ก็ยังหยุดมันไม่ได้ เธอเล็งพลาด แทนที่จะแทงไปโดนส่วนหัวเพื่อตัดการทำงานของสมอง การแทงคอไม่ได้ทำให้พวกมันชะงักได้พอๆกับควักหัวใจของมันออกมา
แต่นั่นก็เพียงพอให้ผมไปถึงตรงนั้น เวทย์ไฟของ Crimson ถูกตวัดไปพร้อมปลายดาบที่สะบั้นหัวของผีดิบนั่นหลุดลอยไปจากคอบางๆของมัน ซึ่งเป็นโชคร้ายของสังฆราช เพราะหัวที่ผมเพิ่งปลิดออกจากร่างนั้น เป็นของ เฟอร์ดินาน ลอร์ดผู้เป็นทายาทของสังฆราชาแห่งอาณาจักร
ใบหน้าอันบิดเบี้ยว ปากที่อ้ากว้างจนเกือบถึงใบหู กับเลือดทั้งสีเข้มและแดงฉาน เปรอะเต็มใบหน้าที่กระหายอยากนั่นอย่างน่าขยะแขยง พอๆกับน่าตกใจ ถ้าไม่คิดว่าหมอนั่นคือเจ้าหนุ่มจอมเกี้ยวพาราสีที่จีบเอมเมอร์อยู่หลายนาทีตอนหัวค่ำ ผมก็คงคิดว่านั่นคือใบหน้าของปิศาจร้ายสักตัวที่อดใจต่อเหยื่ออันโอชะของตนเองไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
นั่นคือภาพที่ผมเห็นแค่วินาทีเดียว ก่อนหัวของเฟอร์ดินานจะลุกไหม้เป็นไฟ กลิ้งๆหลุนๆไปที่กำแพงตัวอาคาร
ซีราเอลกับยูเรล พอดึงม้าคืนจนพร้อมวิ่ง ก็ชักม้ากลับมาทางผม เช่นเดียวกับพวกของพีทที่อยู่ข้างหลัง ส่วนผมก็ลงจากม้า แล้วนั่งอยู่ใกล้ๆเฟรานาที่ถูกทับไปครึ่งตัว
"เทลอน ถ้าเจ้าจะทำอะไรก็รีบๆเถอะนะ" คอนนี่ระล่ำระลัก "พวกมันมากันโน่นแล้ว เต็มเลย"
คอนนี่ไม่ได้หมายถึงตรงค่ายที่พักของทหาร ผีดิบพวกนั้นยังสนุกสนานอยู่กับชิ้นเนื้อจำนวนมากตรงหน้าที่มีให้กัดนับไม่ถ้วน
แต่หมอนั่นหมายถึง "ด้านในอาคารพักแรม"
ซอลตี้สปูน เปลี่ยนสภาพกลายเป็นโรงเชือด ผมเห็นภาพข้างในแวบเดียว ก็ต้องเบือนหน้ากลับมายังเฟรานาที่นอนอยู่ใต้ม้าของตัวเอง
ในห้องโถงด้านหน้าของ ซอลตี้สปูน ผีดิบหลายตัวกำลังกระโดดขย้ำเหยื่อของมันเหมือนจิ้งจอกกระโจนตะครุบกระต่ายป่าสักฝูง เสียงสวดมนต์อ้อนวอน วิงวอนต่อพระเจ้า ร้องขอความเมตตา ดังไม่ถึงครึ่งของเสียงกรีดร้องโหยหวนแห่งความตายที่กำลังทะลักทะลายอยู่ในห้องนั้น
เจ้าม้าผู้เคราะห์ร้ายของเฟรานานอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากขาที่หัก ไม่นาน มันจะนำพวกผีดิบออกมาจากในตัวอาคารนั่น ผมเลยแทงมีดที่อยู่ในปลอกแขนของผมไปที่ซอกคอของมัน พร้อมกับปล่อยพิษเพื่อเร่งความเร็วในการสิ้นชีพของมัน
เสียงร้องของม้าหยุดลง แต่เฟรานากลับตะโกนออกมาแทน
"พาท่านหญิงหนีไป... เดี๋ยวนี้... ไม่ต้องห่วงข้า!!!" เธอตะโกนจนผมเกือบจะเอามือไปอุดปากเธอเพราะกลัวพวกผีดิบจะสนใจและเริ่มค้นหาที่มาของเสียงนี่
"หุบปาก ถ้าไม่อยากให้เราตายกันหมด" ผมสั่งเธอ แม้จะรู้ว่า ยังไงๆผมก็สามารถหนีรอดไปได้ไม่ยากด้วยตัวเดียวอยู่แล้ว แต่ในกรณีอย่างนี้ ผมไม่อยากปล่อยให้ใครตายอีก ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา หรือเอลฟ์ที่ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าก็ตาม
"เจ้าทำอะไรไม่ได้หรอก ม้านี้หนักเป็นตันเลย" เธอลดเสียงลง แต่ยังไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจ
"หุบปาก แล้วอยู่เฉยๆ" ผมสั่งเธออีกรอบ "ข้าหมายถึง อยู่เฉยๆจริงๆนะ" ผมเริ่มร่ายเวทย์มนต์
"อย่าขยับล่ะ" และโดยไม่รอให้เธอตอบ ผมก็ประกบมือทั้งสองข้างลงไปบนพื้นดินใกล้ๆเฟรานา ดินแข็งๆรอบตัวเธอถูกหอกดินแข็งๆหลายอัน แทงทะลุขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว หอกพวกนั้นปลายแหลม แต่ขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆเมื่อโผล่พ้นดินขึ้นมา เมื่อมันแทงทะลุตัวเจ้าม้าที่เพิ่งตายนั่น หอกก็ดันม้าให้ลอยสูงขึ้นจากพื้นดินหลายคืบ จนมันอยู่สูงจากพื้นเกือบเมตร
ผมไม่รอให้เฟรานายันตัวเองขึ้นมา สองมือผมกระชากแขนและรักแร้ของเธอออกมาอย่างรวดเร็ว เธอร้องเสียงหลงเพราะความเจ็บปวดที่น่าจะมาจากขาซ้ายที่หักจากการทุกกระแทกหรือล้มทับ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ผมไม่มีเวลาตรวจสอบอาการบาดเจ็บของเธอ
ผมอุ้มเธอขึ้นมา เรียกพีทที่อยู่ใกล้ๆให้ควบรถม้ามาหา แล้วเกือบจะโยนเธอขึ้นไปข้างบนที่นั่งข้างๆพีท ขณะที่ทุกคนกำลังทำหน้าตะลึงงันกับเวทย์ดินของผม ผมก็วิ่งไปจนถึงแดซลิ่งและกระโดดขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว
"ไปต่อ..." ผมออกคำสั่ง ซีราเอล กับ ยูเรล พยักหน้าตอบรับ "เดี๋ยวนี้เลย..." ผมเห็นผีดิบ 2-3 เริ่มพุ่งออกมาจากตัวเรือนพักแรม พวกมันวิ่งได้เร็วจริงๆเวลาที่เห็นเหยื่อของมันตรงหน้า ผมนึกว่าผีดิบจะช้ากว่านี้เสียอีก แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ผมไม่เคยเห็นพวกมันจริงๆจังนี่นา นี่เพิ่งครั้งแรก และผมก็หวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน
ผมควบแดซลิ่งอีกครั้ง มุ่งไปยังแนวรั้วที่ใกล้ที่สุด แค่ไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา มันเหมือนเป็นช่วงเวลาหลายนาที และสภาพของลานพักแรมกลางแจ้งของกองทหารตรงหน้า ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นสนามประลองที่ดังก้องสะท้านความมืดยามราตรีไปด้วยเสียงกรีดร้องและโหยหวนของชายฉกรรจ์นับร้อยคน
การเสียเวลาไปหลายวินาทีตรงด้านหน้าเรือนพักแรมเมื่อกี้ เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้เราสามารถหนีไปจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้โดยเลี่ยงการปะทะได้มากที่สุด ด้านหน้าของผมตอนนี้ไม่เหลือหนทางว่างเปล่าอีกแล้ว พวกผีดิบเริ่มจัดการพวกทหาร และทหารก็กลายเป็นผีดิบมากขึ้นเรื่อยๆอย่างเห็นได้ชัด
ในความมืดของคืนเดือนแรมแบบนี้ การโจมตีใดๆที่เกิดขึ้นยามวิกาลในกองทัพของพวกทหารที่ไร้สติ ความคิดแรกที่พุ่งเข้ามาคือ "ข้าศึกบุก" หรือไม่ก็โดนกองทัพอื่นโจมตี ยิ่งเสียงร้องโหยหวนที่ดังมากขึ้นทุกทิศทุกทาง ยิ่งทำให้ทหารส่วนใหญ่จะคิดถึงเรื่อง "พยายามต่อสู้" มากกว่า "หนี"
และนั่นคือสิ่งที่ให้ผลตรงกันข้าม ทหารทั่วไปคิดว่าการฟันดาบตัดแขนขาศัตรูได้คือการเอาชนะอย่างเด็ดขาด แต่กับผีดิบ หากไม่ได้ตัดหัวพวกมัน การสังหารก็ยังไม่สิ้นสุด และความฉงนสนเท่ห์ในชั่ววินาทีที่ฝังมีดหรือดาบลงไปบนหน้าอกของพวกมัน คือช่องว่างมหาศาลที่จะส่งเจ้าของดาบลงนรกได้ทันที พร้อมๆกับที่ได้รู้ว่า ศัตรูตรงหน้าของพวกเขายังไม่สิ้นฤทธิ์ ซึ่งนั่นคือวินาทีที่สายไปเสียแล้ว
ไม่กี่วินาทีหลังจากถูกกัด เหยื่อจะล้มลงเพราะเสียเลือดมาก บางอย่างในน้ำลายของผีดิบอาจคล้ายเชื้อโรคที่ลุกลามเร็วพอๆกับพิษงู ที่จะส่งผลให้เหยื่อของมันขาดสติ และทันทีที่ลุกขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาก็สูญเสียการควบคุมตัวเองไปพร้อมๆกับชีวิตที่เหลือเสียแล้ว
เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วท้องทุ่งยามค่ำคืน ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลนัก สำหรับการสังหาร ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะไม่ยาวนานมากเกินไปนักสำหรับคณะของพวกเรา
ผมควบแดซลิ่งพุ่งออกไปตามทาง ตรงหน้าคือเต็นท์ผ้าใบที่ขึงไว้ระเกะระกะระหว่างต้นไม้เตี้ยๆสองต้น ไม่ก็แท่งไม้ขนาดกลางที่แข็งแรงพอจะเป็นเสาค้ำยัน
ไม่นาน ผมก็ไม่สามารถควบม้าไปต่ออีกได้ ทางข้างหน้าถูกขวางไว้ด้วยเตียงสนาม เต็นท์ผ้าใบที่ขึงไปมาจนพันกันมั่ว และข้าวของเครื่องใช้อีกมากที่วางระเกะระกะไปหมด ผมต้องเบี่ยงม้าควบไปทางซ้าย มุ่งเข้าไปยังแกนกลางของลานพัก ตรงนั้นมีทางเดินกว้างพอที่จะให้ม้าควบผ่านไปได้ แต่ต้องฝ่าไปกลางดงผีดิบที่กำลังกัดกินอาหารมื้อค่ำอันโอชะ
และเจ้าปิศาจตัวแรกก็โผล่เข้ามาขวางทาง
ผมเกือบจะมองหน้ามันไม่เห็นเพราะคราบเลือดที่เปรอะไปทั่วทั้งศีรษะที่เริ่มจะมองไม่ออกแล้วว่าเป็นเลือดของหมอนี่หรือของคนอื่น แต่เท่าที่รู้ เจ้าหนุ่มนี่เป็นทหารของเฟอร์ดินาน ดูจากชุดเกราะอ่อนที่เหลืออยู่ และผ้าคลุมที่ตอนนี้เป็นเหมือนผ้าห่อศพ
ผมแทง Crimson ไปเต็มหน้าหมอนั่นโดยไม่หยุดม้า ไฟลุกท่วมหัวของมันทันที ผมควบต่อไป และอีกไม่กี่ก้าว ผีดิบอีกตัวก็โผล่มาขวาง
ผมแทบจะไม่ต้องตัดสินใจคิด สะบัดใบดาบตัดหัวของมันหลุดออกจากร่างเหมือนดอกเห็ดที่ถูกเตะจนปลิว พร้อมๆกับประกายไฟสีส้มที่กระเด็นไปเผาเต็นท์ใกล้ๆจนแดงฉาน
ผมควบม้าไปข้างหน้า ฝ่าพวกผีดิบและกองทหารไปเรื่อยๆ มองกลับมายังขบวนที่ตามมาเป็นระยะๆ ทุกคนยังอยู่ดี ทั้งซีราเอลและยูเรล ยังควบม้าตามผมมาได้อย่างไม่ขาดช่วง เช่นเดียวกับอีก 4 คนที่เหลือข้างหลัง เอมเมอร์ดูท่าทางจะกลัว แต่เธอก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เป็นตัวถ่วงไปมากกว่านี้
และจุดที่ยากที่สุดก็มาถึง ตรงหน้าผมอีกไม่กี่เมตร จะเป็นขอบแนวรั้วที่ผมอาจจะพังมันทะลุออกไปยังเนินเขาด้านหลัง แล้วหาทางวิ่งไปยังทางเดินหลักได้ แต่ผีดิบ 8 ตัวที่ขวางหน้าผมดูจะไม่ยอมให้ผมทำอย่างนั้นได้ง่ายๆ
ผมไม่ได้ลดความเร็วของม้าลงมา ขณะที่กระชากดาบ Twin Crimson ออกจากกัน เปลี่ยนดาบสองคมให้กลายเป็นดาบยาวสองเล่มในสองมือของผม
ตวัดแขนครั้งเดียว ดาบสีแดงในมือของผมก็ลุกวาบไปด้วยเวทย์ไฟที่ผมร่ายออกมา ใบดาบยืดยาวออกเป็นปล้องๆเหมือนตะขาบไฟตัวยักษ์ ก่อนที่ผมจะสะบัดมืออีกครั้งเพื่อสังหารทุกสรรพสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
"จงมอดไหม้เป็นเถ้า คืนสู่ผืนดิน" ผมเปล่งน้ำเสียงเย็นเยือกผิดกับความร้อนรอบๆตัว ก่อนจะสะบัดแขนครั้งสุดท้าย และใบดาบ 16 ใบก็บินไปบนผืนหญ้าเหมือนแส้เพลิง เด็ดหัวพวกผีดิบที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงยังคงเป็นทหารที่กำลังสนุกกับชีวิตอันแสนหรรษา
ผมควบม้าผ่านซากไหม้ไฟของพวกมันไปยังรั้วตรงหน้า หวังว่าไม้ซีกพวกนี้จะไม่ได้แข็งแรงนัก แต่ผมก็ไม่อยากจะเสี่ยง หากมันไม่พังออกไปหรือผุกร่อนมากพอให้ผมควบม้าทะลุผ่านไปได้ พวกข้างหลังก็อาจจะชนผมจนล้มและทำให้ใครบางคนบาดเจ็บได้อีก
ผมเก็บ Twin Crimson เข้าไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ พลางนึกออกวาควรใช้อะไรในสถานการณ์แบบนี้
ผมเงื้อมือข้างขวาขึ้นมา ร่ายเวทย์ไฟขั้นสูงที่สุดที่ผมพยายามจะให้มันมีฤทธิ์ของการ "ระเบิด" มากกว่า "เผาผลาญ" แล้วทันทีที่พร้อม ผมก็ยิงเวทย์ไฟระเบิดนั่นออกจากมือของผม ลูกไฟสีส้มพุ่งตรงไปยังรั้วไม้จุดที่ผมกำลังวิ่งไปหา ระยะห่างไม่เกิน 20 เมตร ยังดีที่ผมเล็งแม่น เพราะใช้ความสามารถ Focus กับ Aiming เป้าหมายเลยไม่ได้ยากเกินไปนัก
ผมล้วงมือไปในกระเป๋าเวทย์มนต์ หยิบขวดแก้วทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นเด็กบรรจุของเหลวสีเขียวเข้มออกมา 2 ขวด ในนั้นเป็นสารเคมีหายากที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับน้ำมัน เพียงแต่มันจะสร้างความร้อนได้มากกว่า พร้อมๆกับแรงระเบิดที่เหลือเชื่อซึ่งเอลฟ์หรือมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีทางได้เห็น หากไม่ได้คลุกคลีอยู่ในถ้ำใต้ดินของคนแคระที่ตีดาบเหล็กกล้าเวทย์มนต์ซึ่งต้องใช้ไอเท็มเพิ่มความร้อนหลายอย่างมากเท่าที่ทำได้
จริงๆผมก็ไม่เคยไปคลุกคลีกับพวกคนแคระหรอก พวกนั้นคบด้วยยาก ยิ่งคนแปลกหน้าต่างเผ่าพันธุ์ด้วยแล้วล่ะก็ ผมแค่เคยไปพบช่างตีเหล็กคนแคระคนหนึ่งกำลังถูกสัตว์ป่าทำร้าย ผมช่วยหมอนั่นไว้ และหมอนั่นได้มอบไฟเคมีนี่กับผมมา 5 ขวด หลังจากผมลองใช้ไปขวดนึงและได้ตะลึงจังงังไปกับผลลัพธ์ของมันแล้ว ผมเลยคิดว่าจะเก็บขวดที่เหลือไว้ใช้ยามฉุกเฉินจริงๆดีกว่า ซึ่งนั่นน่าจะหมายถึงตอนนี้
ทันทีที่ขวดแก้วปะทะกับรั้วที่ไหม้ไฟ มันก็แตกออก เสียงระเบิดทำม้าของผมและทุกคนตรงนั้นชะงักไปพอสมควร เสียงระเบิดดังลั่นจนผมเริ่มจะคิดว่าผมคงใช้ไอเท็มนี้มากเกินไป จริงๆขวดเดียวก็เพียงพอจะระเบิดถนนทิ้งทั้งเส้นแล้ว
แต่เพื่อความมั่นใจ ผมเลยจัดการให้สิ้นซากด้วยไฟเคมีทั้ง 2 ขวดที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีเกินพอ ก่อนจะควบม้าทะลุควันไฟไปข้างหน้า ออกสู่ลานกว้างที่ห่างจากถนนเส้นหลักไม่กี่สิบเมตร
"เทลอน.... แย่แล้ว....!!!" เสียงโฮเซ่ดังมาจากข้างหลัง ผมหันกลับไปมองที่รถม้า เห็นผีดิบ 2 ตัวเกาะติดล้อมาด้วย เลยชักม้ากลับไปข้างหลัง บอกพวกซีราเอลให้ควบม้าตรงไปยังเอเคอร์เชลก่อนได้เลย จากตรงนี้ไป ถ้าผมคาดคะเนไม่ผิดจากคำบอกเล่าของพีท ควบม้าไปเรื่อยๆอีก 2-3 ชม.ก็น่าจะถึงชานเมืองได้แล้ว
ผมชักม้ากลับไปยังท้ายขบวน เฟรานาที่ขาน่าจะหัก พยายามจะใช้ดาบต่อสู้กับผีดิบที่กำลังดึงตัวเองขึ้นมาจากล้อรถ พอดีกับที่ผมพุ่งเข้าไปถึง เวทย์ไฟระดับล่างก็เพียงพอจะส่งพวกมันไปยังปรโลก แล้วผมก็ควบม้าไปยังอีกฝั่งของรถลาก ยิงลูกไฟไปยังผีดิบเคราะห์ร้ายอีกตัวที่ยังพยายามจะปีนขึ้นมาเช่นกัน
ขบวนม้าและรถลากเริ่มชะลอความเร็วเมื่อเห็นว่าพวกผีดิบอยู่ห่างออกไปข้างหลังมากขึ้น ผมไม่ได้ห้ามปรามเพราะไม่คิดว่าข้างหน้าจะมีอันตรายอย่างอื่นรออยู่อีก แต่ทันทีที่มองกลับไปข้างหลัง ผมก็สะดุดตากับสิ่งหนึ่งที่กำลังวิ่งตามมา
"เดี๋ยวก่อนนนน.....รอข้าด้วยยยยย.... " เสียงทุ้มแหบน่าหมั่นไส้นั่นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ครีตัส ไอ้หน้าโง่ตัวอ้วนที่โชคดีหลุดรอดจากการสังหารเมื่อครู่ หมอนั่นคงไปเมาหลับที่ไหนสักแห่งในค่ายทหาร และเพราะโชคที่ยังดีพอๆกับฝีเท้า อาจจะทำให้หมอนั่นรอดมาถึงนี่ได้อย่างน่าพิศวง
"เจ้าไปก่อน เดี๋ยวข้าไปรับมันแล้วจะตามกลับไปเอง" ผมบอกพีท ก่อนจะหันม้าไปทางครีตัส
"แต่... แต่เจ้ามีม้าแค่ตัวเดียว แล้วจะให้เซอร์ครีตัสตามพวกเรามายังไงล่ะ?" พีทตั้งคำถาม ซึ่งนั่นก็จริง
"ข้าจะไปดูว่าหมอนั่นถูกกัดหรือเปล่าน่ะ ถ้าโชคดี หมอนั่นอาจจะเดินตามเรามาได้ไกลพอจะถึงจุดที่เราอาจจะหยุดพักเพื่อรอในอีก 2-3 กิโลเมตรข้างหน้านั่น"
ผมไม่รอคำตอบ ชักม้าเดินเหยาะๆไปหาครีตัส
หมอนั่นกระหืดกระหอบตามมา ท่าวิ่งกึ่งกระเผลกกึ่งกระโดดทำให้ผมตลกจนเกือบขำออกมา ยิ่งกับร่างกายที่ใหญ่โตและหน้าตาอัปลักษณ์นั่น ถ้าเจ้านี่ไม่มีท่าทีน่ารังเกียจและสายตาที่ขยะแขยงผมมากจนเกินไป ผมอาจจะเมตตามันมากกว่านี้ก็ได้
"ในที่สุด... ข้าก็ตามเจ้าทัน.... เท... เทโล.. อะไรนะ? เจ้า.. เจ้าชื่ออะไรน?" หมอนั่นพูดเป็นคำๆ เพราะยังหอบไม่หาย
"ถ้าเจ้าจะสนใจคนอื่นนอกจากผู้หญิงกับเหล้ามากกว่านี้สักนิด เจ้าอาจจะได้รู้จักคนที่อาจช่วยชีวิตเจ้าได้มากขึ้นก็ได้" ผมพูด
"ไงก็เถอะ เจ้าน่ะ... ลงมาจากม้า... ให้ข้าขี่ได้แล้ว.... เดี๋ยวนี้เลย" หมอนั่นเท้าเอว หอบหายใจ และพยายามออกคำสั่ง
ผมลงจากม้า จูงม้าเข้าไปใกล้ ระยะจากตรงที่เรายืนอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงกลางระหว่างเรือนพักแรมนั้น กับขบวนของเราพอดี
"ดีๆ... เอาม้ามานี่.... มาให้ข้าขี่" ครีตัสทำท่าจะแย่งบังเหียนม้าไปจากผม
แต่ผมกลับยิง Mellifica ใส่ต้นขาข้างซ้ายของมันแทน
"อ๊ากกกกกกกกกกกกก... " เสียงร้องโหยหวน แหลมดังข้ามทุ่งไปทั่ว ขณะที่ครีตัสร่วงลงไปบนพื้น กุมมือเข้ากับต้นขาที่เลือดไหลอาบไปบนพื้นดิน
"ร้องดังอย่างนี้ เดี๋ยวพวกผีดิบก็ตามมาหาหรอก" ผมบอก
"เจ้า...ไอ้เวร เจ้าเอลฟ์ต้องสาประยำ.... เจ้าทำอย่างนี้ทำไม?.... เจ้า... เจ้าต้องการอะไรจากข้ากันแน่วะ?" ครีตัสตะโกนถามผมสลับกับคำด่าแทบจะเท่าๆกัน
"ไม่รู้สิ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน" ผมบอกครีตัสด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นจนเกือบจะน่ากลัว "ขึ้นอยู่กับว่า เจ้ารู้อะไรมามากแค่ไหน?"
"เจ้า... เจ้าหมายความว่ายังไง?" หมอนั่นโวยวาย
"มันเนียนเกินไป...ครีตัส" ผมพูด "มันเนียนเกินไปที่เจ้าจะหายไปสองคืนติดจากคณะของเราตอนนอน และทั้งสองคืนก็เป็นคืนที่ไม่น่าจะเกิดเรื่องพวกนี้ได้มากพอๆกับที่เจ้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และทำเหมือนตัวเองไปพบเจอกับโชคร้ายมากพอๆกับพวกเราตอนที่เจ้าไม่อยู่นั่นแหละ"
"เจ้า... ไอ้เอลฟ์เศษสวะ... นี่เจ้ากำลังคิดว่าข้าคือไส้ศึกงั้นเหรอ?" หมอนั่นพ่นน้ำลายสกปรกเลอะขากางเกงผม พลางบีบต้นขาที่เลือดไหลออกมา
"ไม่ ครีตัส เจ้าไม่ได้มีค่าพอจะเป็นไส้ศึกหรอก" ผมยังยืนค้ำหัวหมอนั่นอยู่ "เจ้าแค่ต้องบอกข้ามาว่า เดนเนอร์ สั่งงานอะไรเจ้ามากันแน่?"
"ข้า... ข้าไม่เข้าใจ" หมอนั่นเริ่มทำหน้าตามีพิรุธออกมาแล้ว ผมมาถูกทาง แม้ว่าคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายๆในสองคืนที่ผ่านมาของเราน่าจะไม่ใช่หมอนี่ แต่ผมก็รู้แล้วว่า หมอนี่เกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่าง
"พูดมา ครีตัส ก่อนข้าจะแทงขาเจ้าอีกข้าง และเรียกพวกผีดิบ 2-3 ตัวมาแถวๆนี้"
"เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวๆๆๆ" หมอนั่นยกมือขอร้อง ช่างเป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ บางทีอาจมากที่สุดในช่วง 2-3 วันมานี้เลยก็ได้
"ข้าได้รับคำสั่งมา... " หมอนั่นเริ่มพูด "เซอร์เดนเนอร์สั่งให้ข้ามาอารักขาท่านหญิงเอมเมอรัลเน่ให้ปลอดภัยจนถึงเอเคอร์เชล"
"เจ้าตอบผิด" ผมก้มลงแล้วแทงมีดไปที่ไหล่ขวาของมัน เจ้าอ้วนนั่นร้องเสียงหลง ผมเลยต่อยปากมันจนลงไปนอนกองบนพื้น เปลี่ยนเสียงดังลั่นเป็นเสียงโอดโอยอู้อี้ที่น่าจะเกิดจากฟันกรามหักสักซี่สองซี่
"ถ้าเจ้าได้รับหน้าที่อารักขาเอมเมอรัลเน่ มา เจ้าก็ทำหน้าที่ได้ห่วยแตกสิ้นดี และการโดยทำโทษเล็กๆนี่ ก็น่าจะสาสมกับความบกพร่องที่เจ้าควรได้รับ มากกว่าเหล้าองุ่นสักถัง จริงไหม?"
"ไอ้สวะเอลฟ์สารเลวเอ๊ย" หมอนั่นครางเสียงอู้อี้ออกมา
ผมขี้เกียจจะทรมานหมอนี่ต่อไปอีก เลยถอดถุงมือ ประกบเข้ากับใบหน้าของมัน ก่อนจะใช้ Telepathy อีกครั้ง
จริงๆความสามารถ Telepathy นั้นเอาไว้ใช้สำหรับการสื่อสาร โดยเฉพาะกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างออกไปกว่ามนุษย์ แต่ในมุมเล็กของมัน ก็สามารถมองเห็นหรือรับรู้ความคิดของเป้าหมายได้บ้าง แม้จะนิดเดียวก็ตาม
"เจ้าจะทำอะไรข้า ไอ้เอลฟ์ชั่วชาติ" หมอนั่นพยายามปัดป้องมือของผมออกไป แต่ผมเริ่มอ่านความคิด และมองเห็นแค่เพียงการดื่มเหล้าจนเมามาย ก่อนจะเป็นภาพการหนีหัวซุกหัวซุนจากผีดิบหลายตัว และวิ่งตามรถม้าของเรามา
ซึ่งนั่้นสรุปความน่าจะเป็นได้แค่ 2 อย่าง
คือหนึ่ง ความสามารถอ่านใจนี่ไม่ได้ทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่ผมต้องการ หรือ สอง เจ้าอ้วนนี่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก่อนเลยจริงๆตามที่มันว่า
"ข้าเพิ่งถ่ายพิษ ฝีพุพอง ใส่เข้าไปในผิวหนังของเจ้า" ผมปล่อยมือออกมาจากใบหน้าของครีตัส "อีกไม่กี่ชั่วโมง เจ้าจะเริ่มไอ มีไข้ และไม่ช้า จะมีฝีหนองขึ้นที่ตัวเจ้าทั้งตัว เริ่มจากใบหน้า และภายใน 18 ชั่วโมง เจ้าจะตายอย่าน่าอนาถที่สุด" มุขนี้ผมคิดได้สดๆเมื่อกี้นี่เอง
"ว่าไงนะ" ครีตัสตกใจอย่างเห็นได้ชัด แถมยังทะลึ่งไอออกมารับมุขผมอีกด้วย หมอนี่มันมีแต่กล้ามเนื้อกับไขมันจริงๆ
"ถ้าเจ้าอยากได้ยาถอนพิษ ซึ่งข้ามีเก็บไว้แค่ขวดเดียวในกระเป๋านี่ล่ะก็ จงบอกมา ว่าสิ่งที่เจ้าปิดบังข้าอยู่คืออะไร แล้วข้าสัญญาว่า จะให้ยาถอนพิษกับเจ้า พร้อมกับรักษาแผลของเจ้าให้หายดีด้วยเช่นกัน"
ครีตัสทำหน้าตาเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด แถมยังไอออกมามากขึ้นอีก หมอนี่ทำเอาผมเกือบขำออกมาจริงๆด้วย ให้ตายสิ
"ข้า... ข้า... ไม่... ไม่มีทาง.... ข้า... ข้าไม่... ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ...." เหมือนมันจะพยายามตัดสินใจอะไรบางอย่างคนเดียวจนเผลอพูดออกมา
"ข้าไม่มีเวลามาก ครีตัส พูด... หรืออยู่ตรงนี้รอความตาย" ผมเร่ง
"โอเค... ได้... เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป ข้า... ข้าพูดแล้ว ได้โปรดให้ยาถอนพิษข้าด้วย ได้โปรด"
"หลังจากข้าได้ฟังเจ้าพูดก่อน" หมอนั่นจึงเริ่มต้นอธิบาย
"ข้าได้รับคำสั่ง มาจากเซอร์เดนเนอร์ ให้ปกป้องคุ้มครองท่านหญิง... และในขณะที่เผลอ ก็ให้ข้านั้นส่งสัญญาณเป็นระยะๆ ว่าตอนนี้คณะของเรากำลังอยู่ที่ไหน ตรงไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่"
"เพื่ออะไร เจ้าส่งจดหมายให้ใคร?" ผมถาม
"ไม่รู้ ข้าแค่ต้องเอากระดาษไปส่งให้ อีกา ที่จะรอข้าอยู่ใกล้ๆเสมอ ตั้งแต่ออกจาก บิสทรอต มา"
อีกา งั้นเหรอ? "ทำไมข้าจะต้องเชื่อเจ้าด้วยล่ะ ในเมื่อมันดูจะไม่มีความน่าเชื่อถือเอาซะเลย อีกาเนี่ยนะ รับจดหมายจากเจ้า ข้าเคยได้ยินแต่นกพิราบหรือเหยี่ยวเท่านั้น ที่มันทำหน้าที่นี้ได้"
"จริงๆนะ เชื่อข้าเถอะ อีกา พวกนั้น น่ะ ฉลาดโคตรๆเลย มันแสนรู้จนข้าเกือบคิดไปว่ากำลังคุยอยู่กับคนธรรมดาด้วยซ้ำ"
ไม่ได้มีตัวเดียวงั้นเหรอ? "ถ้างั้นแล้ว เป้าหมายของคณะเดินทางแห่งนี้ หลังจากไปถึงเอเคอร์เชลแล้ว เอมเมอรัลเน่ต้องไปที่ไหนต่อ?"
"นั่นข้าไม่รู้ รู้แค่ว่าท่านหญิงน้อยต้องออกเดินทางสู่ทะเล และข้ามีหน้าที่แค่ส่งจดหมายเท่านั้น"
ถ้าไอ้หมอนี่พูดจริง คนที่ข้าต้องสอบปากคำให้ได้อาจจะเป็นเซอร์เดนเนอร์มากกว่าคนอื่น แต่พวกเอมเมอร์อาจจะไม่รอดพ้นไกลไปกว่าเมืองท่า เอเคอร์เชล อันตรายบางอย่างอาจจะรอคอยพวกเขาอยู่ และอาจจะมากขึ้น หากพวกเขามุ่งหน้ากลับไปที่บิสทรอต ส่วนพวกอีกานั่น ผมต้องหาทางรู้ให้ได้ว่า มันคืออะไร และทำหน้าที่อะไร และถ้าพวกมันคือคนที่คอยรับส่งสาส์นไปสู่มือของคนที่โจมตีพวกเราจริงๆ เจ้าตัวบงการการโจมตีนั่นคือใคร และหากเราออกเรือไปแล้ว อีกาจะตามเราต่อไปได้อีกหรือเปล่า เรื่องพวกนี้เป็นคำถามที่ผมต้องหาคำตอบ และในไม่ช้าผมต้องรู้ให้ได้ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังผมกลับไปจัดการกับเดนเนอร์ที่บิสทรอตก็ตาม
"เอาล่ะ" ผมพูด "เอาเป็นว่า ข้าเชื่อเจ้าละกันนะ ครีตัส" ผมหยิบขวดยาที่มีน้ำยาฟื้นฟูระดับต่ำออกมา เอานิ้วโป้งแตะไปที่ปากขวด ก่อนจะป้ายนิ้วที่เปื้อนน้ำยานั่นไปที่หน้าผากหมอนั่น น่าจะทำให้ครีตัสรู้สึกสดชื่นขึ้นได้บ้าง" ข้าป้ายยาถอนพิษให้แล้ว ไม่ช้าเจ้าจะดีขึ้น" ซึ่งแทบจะทันที หมอนั่นก็หยุดไอไปด้วยจริงๆ
ส่วนโพชั่นที่เหลือ ผมหยดลงไปที่แผลตรงไหล่และต้นขาของหมอนั่นที่ถูกผมแทง แผลไม่ได้ประสานกัน แต่เลือดหยุดไหลแล้ว โพชั่นทำหน้าที่ห้ามเลือดได้ดีพอๆกับยาสมานแผลทั่วไป "เลือดหยุดไหลแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะหายดีในเร็ววันนี้"
"เดี๋ยวก่อน ไหนเจ้าบอกว่าจะรักษาแผลให้ข้าไง แล้วนี่ ข้าจะเดินได้ยังไง ข้าจะไปกับขบวนต่อได้ยังไงกันเล่า เจ้าบ้าเอ๊ย"
"ข้าปราณีเจ้ามากพอแล้วที่ไม่ปล่อยให้เจ้าตายตรงนี้หรืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เรื่องแผลที่เจ้าได้รับ คิดซะว่าเป็นการทำโทษจากการบกพร่องในหน้าที่อารักขาท่านหญิงน้อยของเจ้าละกันนะ" ผมโดดขึ้นม้าแล้วหันหน้ากลับไปทางขบวนรถม้าที่นำล่วงหน้าไป
"เดี๋ยวก่อนสิ เฮ้ยๆ เดี๋ยว... " ครีตัสเริ่มตะโกน "แล้วข้าจะไปยังไงล่ะ เจ้าจะบ้าเหรอ เอาม้าให้ข้าขี่สิ เดี๋ยวนี้เลย"
"ข้าบอกว่าจะให้ยาถอนพิษ ไม่ได้บอกว่าจะพาเจ้าไปด้วยนี่หว่า" ผมชักแดซลิ่งเตรียมออกวิ่ง "ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็วิ่งไปฟ้องเจ้านายเจ้าที่บิสทรอตซะสิ" หรือไม่ก็ให้อีกาของเจ้าช่วยละกัน
ผมควบม้าออกมาโดยไม่อยู่รอฟังเสียงโวยวายของครีตัสที่ตะโกนไล่หลังมา หวังว่าหมอนั่นจะไม่โง่พอที่จะดึงพวกผีดิบที่อยู่ไม่ไกลให้มาจัดการตัวเอง แล้วรีบหาที่หลบภัยจนถึงเช้า ถ้าโชคดี หมอนั่นอาจเดินไปถึงเอเคอร์เชลก่อนค่ำวันพรุ่งนี้
ผมควบม้าห่างออกมาจากครีตัสและเสียงโวยวายของหมอนั่นได้ไม่นาน ก็ตามมาทันขบวนรถม้าของพวกที่เหลือ ซึ่งตอนนี้ม้าของทุกคนเปลี่ยนจากวิ่งมาเป็นเดินด้วยความเร็วปกติแล้ว
"เจ้าไปทำอะไรนานนัก" ซีราเอลถามผม ขณะที่เอมเมอร์นั่งหลับอยู่ข้างหน้าเธอบนม้า
"พอดีเจอคนรู้จักน่ะ เลยบอกลากันนิดหน่อย"
"เจ้าหมายถึงเจ้าอ้วนอวดดีที่ชื่อครีตัสงั้นหรือ?" ซีราเอลถาม
"ถ้าเจ้าหมายถึงอัศวินที่ถูกส่งมาเพื่อทำหน้าที่อารักขาเอมเมอร์ล่ะก็ ไม่ใช่หรอก เป็นแค่อัศวินเห็นแก่ตัวที่ข้าตัดสินใจปฏิเสธไม่ให้มันตามพวกเรามามากกว่า"
"งั้นหรือ?" ซีราเอลเชื่อสนิท
"เอมเมอรเป็นไงบ้าง?" ผมถาม
"ข้าก็ไม่แน่ใจ เธอหลับไปได้เมื่อกี้นี่เอง คงจะยังเป็นเวลานอนอยู่กระมัง นี่... ข้าไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กนะ" ซีราเอลเริ่มโวยวาย
"ข้าก็ไม่ได้บอกอย่างนั้นนี่นา..." ผมแอบขำ "แต่เจ้าก็ทำได้ไม่เลวไม่ใช่หรือ"
ก่อนที่ซีราเอลจะหาเรื่องทะเลาะผมมากไปกว่านี้ ผมเลยเปลี่ยนเรื่องคุยก่อน
"เฟรานาเป็นยังไงบ้าง?" ผมเห็นเธอไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดมากเท่าตอนที่เราออกจากเมืองมา แน่นอนว่าขาเธอหัก แต่ผมสงสัยว่ามีใครพยาบาลเธอไปแล้วบ้างหรือยัง
"ยูเรลพอจะรู้จักเวทย์มนต์รักษาสักบทสองบท" ข้าหวังว่านั่นจะมากพอจะช่วยให้เธอไปต่อจนเราหาหมอที่เอเคอร์เชลพบ
ผมชะลอม้า ไปเดินคู่กับรถม้าที่พีทขับอยู่
"เป็นไงมั่ง?" ผมถามอาการของเฟรานา
"ก็เท่าๆกับคนที่ขาหัก" ยัยนั่นยังกวนประสาทผมไม่เลิก
ผมเลยขอดูอาการที่ต้นขาของเธอสักหน่อย ตอนแรกเธอปฏิเสธ แต่พอซีราเอลที่เห็นด้วยกับผมสั่ง เธอก็อ่อนน้อมและทำตามแต่โดยดี
"เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บได้ด้วยหรือ?" ซีราเอลถามผมขณะมองดูผมตรวจอาการบาดเจ็บของเฟรานา ซึ่งเธอร้องเบาๆหลายครั้งตอนผมจับไปโดนกระดูกที่แตกด้านในต้นขาที่บวมช้ำแต่ก็ดูไม่แย่เท่าที่ควร
"ก็พอได้นิดหน่อย" ผมตอบไปงั้นๆ ก่อนจะหยิบยาสมานกระดูกออกมา กับโพชั่นขวดที่เพิ่งใช้กับครีตัสไปเมื่อครู่ที่เหลือเกือบเต็มขวด พร้อมกับยาแก้ปวดอีกขวดหนึ่ง
ผมบอกให้เฟรานาดื่มยาพวกนี้ให้หมด ซึ่งเธอหันไปมองซีราเอล และทันทีที่ซีราเอลผยักหน้า เธอก็กระดกของเหลวในขวดแก้วเล็กๆทั้งสามนั่นอย่างรวดเร็วลงคอเหมือนมันไม่มีรสชาติอะไรทั้งสิ้น
"ระหว่างนี้ ก็หาเฝือกให้เธอไปก่อน" ผมบอกพีท แต่คอนนี่ที่อยู่ใกล้ๆพยักหน้าและบอกว่า อาจจะหาเศษไม้แข็งแรงแถวๆนี้ได้ไม่ยาก เขาชักม้าออกไปข้างทางทันที พร้อมๆกับโฮเซ่ที่ถูกขอร้องให้ไปเป็นเพื่อน
ผมบอกซีราเอลให้หยุดขบวนสักพัก เพื่อเปลี่ยนให้เอมเมอร์ได้นอนหลับในรถม้า และให้เฟรานาได้เข้าไปนั่งข้างในเพื่อพักผ่อน ก่อนที่คอนนี่กับโฮเซ่จะกลับมาพร้อมไม้ขนาดกำลังดีท่าทางแข็งแรง 2 อัน ซึ่งเราช่วยกันทำเฝือกชั่วคราวให้เฟรานา ก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังเอเคอร์เชล
ตอนเช้า เราหยุดพักกันเล็กน้อยเพื่อกินอาหารที่พอจะมีเหลืออยู่บ้าง ยูเรลยิงกระต่ายป่าได้อีกตัวก่อนจะเอามันมาทำเนื้อย่างแบบง่ายๆที่รสชาติพอแค่ให้เรามีอะไรรองท้อง เพราะเครื่องปรุงทุกอย่างของเราสูญหายไปหมด พอๆกับข้าวของเครื่องใช้จำเป็นอีกหลายอย่าง นั่นรวมไปถึงหม้อหรือจานชามทุกอย่างด้วย
ไม่นาน เราก็เก็บของ เดินทางต่อ พระอาทิตย์เริ่มฉายแสง เราทุกคนเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียที่ได้นอนหลับน้อยกว่าที่ควร ยกเว้นผมที่อาศัยบางช่วงแอบงีบหลับระหว่างขี่ม้า ซึ่งไม่ได้ทำให้ใครผิดสังเกตุ เพราะผมใช้ Telepathy บอกแดซลิ่งให้รักษาความเร็วไปกับขบวน และหากมีใครจะคุยกับผม ผมก็ตื่นได้ทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ต้องมีใครสักคนที่สามารถเฝ้าระวังไม่ให้เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นก่อนเราจะรู้ตัว ซึ่งผมแน่ใจว่ามันเป็นหน้าที่ของผมมากกว่าคนอื่น
ผมบอกให้ทุกคนผูกม้าเข้าด้วยกัน แล้วสลับกันไปนอนทั้งในรถม้าหรือตรงข้างที่นั่งคนขับ เท่าที่จะทำได้ เพราะเรายังต้องเดินทางอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเอเคอร์เชล
หันหลังกลับไปมองยัง ซอลตี้สปูน หรือที่ๆมันเคยตั้งอยู่ ผมเห็นควันไฟสีดำลอยนิ่งๆอยู่ลิบๆ ดูท่า โรงแรมแห่งนั้นน่าจะปิดบริการเป็นการถาวร เพราะเจ้าของและคนงานหลายคนน่าจะตกเป็นเหยื่อของผีดิบหรือไม่ก็หนีไปที่อื่นสักที่ซึ่งผมคงไม่โทษพวกเขาหากจะไม่กลับมาอีก
ผมสงสัยว่า อาเลน ไปถูกกัดจนเปลี่ยนร่างตอนไหน แผลที่ต้นแขนของเธอนั้นดูสดใหม่ แต่ก็หลังจากที่นอนกับผมแน่นอน พอได้คุยกับซีราเอล เธอบอกว่า อาเลน ไปเดินตามหาเมเรดิธ และพอเธอกลับเข้ามาในเต็นท์ ก็เห็นเธอกุมต้นแขน พร้อมกับบอกว่าไม่ค่อยสบายนัก เลยขอตัวนอนก่อน ซึ่งซีราเอลก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร
แต่หลังจากได้ยินเสียงเอมเมอร์กรีดร้อง เธอก็ลุกขึ้นมา และชักดาบที่อยู่ใกล้วตัว พุ่งเข้าไปขวาง ฟันศัตรูที่เธอก็เพิ่งรู้พร้อมๆกับผมว่าเป็น อาเลน สาวใช้คนนั้น
ผมคิดว่า เมเรดิธ อาจจะไปโดนกัดหรือติดเชื้อจากที่ไหนสักแห่งมาก่อน และกลายเป็นผีดิบ กัดอาเลน แล้วปล่อยให้เธอเข้ามาในเต็นท์จนเธอกลายร่าง
ผมอดคิดถึงอาเลนและสัมผัสที่ผมได้รับจากเธอไม่ได้ มันเพิ่งเกิดขึ้น แต่ผมรู้สึกเหมือนว่าได้อยู่กับเธอเมื่อนานมาแล้ว ไม่ใช่เมื่อคืนนี้ ช่างเป็นสาวน้อยที่น่าสงสารเสียจริงๆ
ตอนนี้คณะของเราเหลือแค่ ผม เอลฟ์ 3 คน มนุษย์ 3 คน และเอมเมอร์ เด็กหญิงปริศนาที่ดูจะมีรางวัลค่าหัวสูงจนไม่น่าเชื่อ ไม่ว่านักล่าพวกนั้นจะเป็นใครก็ตาม พวกมันต้องพยายามมากทีเดียว
ผมค่อนข้างแน่ใจว่าการโจมตีจากผีดิบ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ยิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานจากสัตว์ร้ายที่ชื่อ วอร์กริมส์ พวกนั้นอีก มันประหลาดจนเกินไป โอกาสที่จะมีใครสักคนมุ่งร้ายกับพวกเรา กับเอมเมอร์ มันมีมากกว่าความน่าจะเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ยิ่งรวมคำสารภาพของครีตัสเข้าไปด้วยแล้วล่ะก็ ผมไม่สงสัยเลยว่า ที่เอเคอร์เชลก็อาจมีอันตรายรอเราอยู่มากพอๆกับเส้นทางที่ผ่านมา
ตอนที่ 10 : ลางร้ายที่มาเยือนพร้อมกับเงามืดสีดำ
เงานั้นแกว่งไปมา เหมือนคนเมาที่ขาสองข้างไม่เท่ากัน ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งสังเกตุเห็นได้ว่า หมอนั่นไม่ได้เมา แต่แกว่งตัวให้โยกไปมาขณะกำลังเดินมาตรงที่ที่ผมอยู่อย่างทุลักทุเล หมอนั่นไม่ได้อยากจะแกว่งตัวให้เอนไปซ้ายทีขวาที แต่แม้จะพยายามเดินให้ตรง แต่ก็เหมือนคนที่มีปัญหาด้านเส้นประสาทแถวๆกระดูต้นคอ การเดินก้มหน้าแบบนั้นไม่น่าจะช่วยให้มาถึงที่นี่ได้เร็วนัก แม้จะเมาหรือไม่ก็ตาม
ผมเพิ่มประสาทการมองเห็น สายตาผมบอกว่า ชายที่กำลังเดินมานั้นเป็นคนของกองทัพเฟอร์ดินาน ตัวคนเดียว ไม่มีคนอื่น ผมไม่แน่ใจว่าเคยเห็นหน้าหมอนี่หรือเปล่า เพราะมันก้มหน้าตลอดเวลาที่เดินมา
ไม่นาน มันก็สะดุดพื้นจนล้มลงจนผมเกือบจะคิดว่ามันเมาจนปลิ้น แต่ก็ไม่ใช่ มันไม่ได้ทิ้งตัวนอนเหมือนคนที่ซดเหล้ามาตลอดคืน แต่เหมือนอย่างอื่นมากกว่า
"ผีดิบ" ยูเรลกระซิบข้างๆผม "นี่เจ้าตื่นมานานแค่ไหนแล้วนี่?" หมอนั่นถาม
"สักพัก" ผมตอบ "เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นผีดิบ ข้าว่าเป็นทหารของเฟอร์ดินานนะ ดูจากเครื่องแบบ"
"นี่เจ้ามองเห็นเสื้อผ้าที่มันใส่ด้วยหรือ สายตาเจ้าดีกว่าข้าเยอะเลยนะนั่น"
ผมลืมไปว่าเขาพูดถูก "พอดีมีเวทย์เกี่ยวกับการสอดแนมนิดหน่อยน่ะ" ผมพยายามบ่ายเบี่ยง
"ข้าก็คิดเช่นนั้น" ยูเรลตอบ "มีเวทย์อีกหลายบทที่ข้าคิดว่าเจ้าสามารถร่ายมันได้ง่ายดายพอๆกับสะบัดดาบตัดฟืน แต่เจ้าพยายามซ่อนมันไว้จากสายตาพวกเรา..."
"สายตามนุษย์" ผมตัดบทพยายามเปลี่ยนเรื่องดีกว่า
"แล้วผีดิบมาอยู่แถวนี้ได้ไงกันนะ?" ผมเปลี่ยนประเด็นไปยังเรื่องที่เร่งด่วนมากกว่า
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติแล้วผีดิบน่าจะอยู่ใกล้ๆกับสุสานหรือเขตแดนที่มีมนต์ดำอยู่มากพอจะทำให้พวกมันลุกขึ้นได้ แต่นั่นคงไม่ใช่แถวๆนี้ที่ผู้คนสัญจรไปมาสม่ำเสมอ" ยูเรลพยายามหาเหตุผลประกอบ
"ดูนั่น" ผมบอก "พวกมันไม่ได้มีแค่ตัวเดียว"
จากเงาลางๆ ผมสามารถบอกได้ว่าร่างที่เดินตะคุ่มเหมือนคนป่วยนั้นปรากฏออกมาทีละร่างจากเงามืด ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้พวกมันไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
"แย่แล้ว พวกมันอยู่ในค่ายพักของพวกทหาร" ยูเรลพูดสิ่งที่ผมเห็น
"ไปปลุกทุกคนเถอะ" ผมบอก "เราคงอยู่แถวนี้รอหาคำตอบที่เหลือไม่ได้แล้ว" ยูเรลพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินไปที่เต็นท์หลักที่เอมเมอร์และซีราเอลนอนพักอยู่
แต่ไม่กี่ก้าวก่อนที่ยูเรลจะไปถึงที่เต็นท์ เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ดังลั่น ผมแน่ใจว่าต้นเสียงอยู่ในเต็นท์ของเอมเมอร์นั่นเอง ยูเรลชักดาบยาวที่เอวออกมา วิ่งเข้าไปที่เต็นท์ ก่อนจะปะทะเข้าเต็มแรงกับคนที่พุ่งออกมา
เอมเมอร์นั่นเอง เธอยังอยู่ในชุดนอนอยู่ ผมวิ่งปราดตามเข้าไปสมทบ หวังว่าข้างในเต็นท์นั่นจะไม่ได้มีอะไรนอกจากตะขาบหรืองูสักตัว
แต่ผมคิดผิด
เสียงดาบเล่มยาวฟันเต็มแรงเข้าไปที่เนื้อหนังของเหยื่อ ไม่ว่าคนที่ฟันหรือคนที่ถูกฟันจะเป็นใคร ซีราเอลต้องเป็นคนหนึ่งที่รู้แน่ๆ ยูเรลวิ่งเข้าไปในเต็นท์แล้ว ผมตามเข้าไปติดๆ เตรียมดาบที่ปลอกแขนสองข้างของผมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในระยะแคบ
ภาพที่ผมเห็นในเงามืดหลังจากปรับสายตาให้ชินได้แล้ว คือสิ่งที่ผมไม่คาดหวังว่าจะเจอในคืนนี้เป็นที่สุด
เลือดสีแดงที่ไม่โดนแสงจันทร์จนกลายเป็นสีดำ สาดไปทั่วเต็นท์ขนาด 6 คนนอน เฟรานากำลังเงื้อดาบเพื่อฟันลงไปที่ศัตรูเป็นครั้งที่สอง ขณะที่ซีราเอลพยายามจะลุกขึ้นมาจากพื้นที่เปรอะไปด้วยเลือดจนเหนียว เธอลื่นล้มไปอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะยันตัวขึ้นมาได้
ศัตรูที่ถูกดาบของเฟรานาฟัน ไม่ได้ล้มลงไป แต่ยังยืนค้ำตัวเธออยู่ พร้อมกับโหมแรงกายทั้งร่างพุ่งเข้าใส่ ปากอ้าแสยะเห็นคราบเลือดกับฟันขาวๆที่เล็งเป้าหมายไปที่ซอกคอของเอลฟ์สาวตรงหน้า
เฟรานากำลังต้านแรงกดมหาศาลนั้นอยู่ และเธอกำลังจะพ่ายแพ้ อีกแค่ไม่กี่นิ้ว เขี้ยวขาวๆนั่นก็จะประกบเข้าไปที่ซอกคอของเธอ ฉีกกระชากเนื้อหนังนวลสีขาวและแต้มแต่งพื้นดินด้วยเลือดสีแดงฉานของเอลฟ์อีกคน
ยูเรลปราดเข้าไปเพื่อช่วยเหลือ แต่ผมเร็วกว่า มีดบินที่ติดอยู่กับ Mellifica ในปลอกแขนข้างขวาของผม ถูกยิงออกไปยังเป้าหมาย เสียบเข้าไปที่ตรงกลางระหว่างลูกตาสีดำสองข้างของคนที่กำลังจะงับเขี้ยวลงมาบนคอของเฟรานา ส่งมันผงะไปข้างหลัง แต่ยังเกาะอยู่กับตัวของเธออยู่ มือแห้งๆสีดำทั้งสองข้างยังเกาะเกี่ยวต้นแขนและไหล่ของเอลฟ์สาวอย่างเหนียวแน่น
ยูเรลปราดเข้าไปถึงและแทงปลายดาบเข้าไปที่ใบหน้าสีคล้ำนั่นเต็มรัก บวกกับแรงที่หมอนั่นถลาเข้าไปเต็มแรง ส่งให้ร่างสีดำนั่นผงะถอยหลังหลุดออกจากเฟรานา ซึ่งยังตกใจและตกตะลึงกับภาพที่เห็น
"ออกไปข้างนอก ไปดูเอมเมอร์" ผมตะโกนดังลั่น สั่งให้ทั้งซีราเอลและเฟรานารีบออกไปข้างนอก ในนี้มีแค่ผมกับยูเรลก็พอแล้ว
ผมไม่เห็นสาวใช้ทั้งสองคน ยังไม่ทันได้หวังว่าพวกเธอจะปลอดภัย ภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมแทบจะล้มทั้งยืน
ร่างที่เพิ่งจะถูกยูเรลสังหารส่งลงไปนอนแน่นิ่งจมกองเลือดสีดำนั่น พอผมมองให้ดี กลับกลายเป็นว่า นั่นเป็นร่างของคนที่ผมรู้จัก
อาเลน นอนเลือดอาบ ปากอ้าพะงาบๆ ฟันขาวที่ย้อมไปด้วยเลือดสีดำยังทำหน้าที่ของมันอยู่ แม้ว่าเธอจะสิ้นสุดลมหายใจไปแล้ว ดาบยาวของยูเรลยังปักอยู่ตรงหน้าผาก ใกล้ๆกับมีดบินของผมที่ปักอยู่ตรงจมูก ขณะที่หมอนั่นนั่งคร่อมอยู่ข้างๆใบหน้าของเธอบนพื้น และทันทีที่ดึงดาบออกมา เลือดสีดำก็สาดทะลักเป็นน้ำพุ ลามขึ้นมายังตัวดาบสีเงินจนเกือบถึงด้าม
ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หญิงสาวใช้ผู้น่ารักที่ผมเพิ่งแลกเปลี่ยนไออุ่นกับเธอไปเมื่อหัวค่ำ บัดนี้ กลายเป็นผีดิบร่างแข็งเกร็งผิวสีคล้ำ ที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลและเพิ่งจะทำร้ายเอมเมอร์กับคนอื่นๆไปหมาดๆ
"อะไรกันนี่ นี่มัน สาวใช้ของท่านหญิงเอมเมอรัลเน่นี่นา" ยูเรลเพิ่งจะรู้สึกตัว
"เราไม่มีเวลามากนัก เจ้าออกไปข้างนอก ปลุกทุกคน เตรียมการเดินทางให้พร้อม เราต้องไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว" ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้มากขึ้นทุกที ไม่ว่ามันจะเป็นโรคระบาดร้าย หรือเวทย์มนต์ต้องห้ามอะไรก็ตาม การเปลี่ยนคนมีชีวิตให้กลายเป็นผีดิบ ไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ทั่วไป แม้แต่จอมเวทย์ศาสตร์มืดที่ชั่วร้ายที่สุด ก็ยังใช้ซากศพที่ตายจนเหลือแต่กระดูกเป็นทหารกองรบของตัวเอง ไม่ใช่เหยื่อที่มีลมหายใจ
นี่มันบ้า บ้าไปหมดแล้ว
ผมตรวจร่างกายของอาเลน ค้นหาความผิดปกติอื่นนอกจากบาดแผลที่ได้รับจากดาบของเอลฟ์ เลือดของอาเลนเป็นสีแดงเข้มจนเกือบดำ เหนียวกว่าปกติพอสมควร เหมือนโคลนมากกว่าเลือด ถ้ามีอะไรสักอย่างมาเปลี่ยนเธอ มันต้องเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายชั่วโมง นั่นหมายถึงอาจจะก่อนหรือหลังจากที่เราอยู่ด้วยกันตอนหัวค่ำ
ผมสลัดความเป็นไปได้ที่ผมอาจจะติดเชื้อหรือได้รับอะไรที่คล้ายๆกับเธอ ก่อนจะพบว่า เธอมีรอยแผลเล็กที่ต้นแขน ซึ่งตอนที่เธออยู่กับผม ยังไม่มีแผลที่คล้ายรอยกัดนี้
ผมเปิดเต็นท์ด้านหลัง มองหาการโจมตีหรือแทรกซึมใดๆที่อาจจะรอดพ้นสายตาหรือความสามารถของผมไป แต่ก็ไม่เจออะไรเช่นกัน สงสัยว่า เมเรดิธ สาวใช้วัยดึกอีกคนที่หายไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า
สุดท้าย เมื่อผมไม่ได้อะไรจากการสำรวจ ผมจึงกลับมาที่ร่างไร้วิญญาณของอาเลน ถอดถุงมือ และประกบฝ่ามือลงไปบนศีรษะที่ยังมีผมเปียกชื้นเต็มไปด้วยเลือดของเธอ หวังว่า Telepathy อาจจะค้นอะไรในนั้นเจอบ้าง
ในนั้นว่างเปล่า คงจะเหมือนกับการพยายามอ่านใจศพที่ตายไปแล้วระยะหนึ่ง ไม่ได้มากไปกว่าที่ผมคาดหวังเท่าไหร่นัก
ไม่มีเวลาโอ้เอ้ ผมพุ่งออกมาจากเต็นท์ ผงะไปชั่วครู่กับภาพตรงหน้า
ผีดิบหลายสิบตัวเริ่มปรากฏร่างออกมาจากเงามืดมากขึ้น ผมนับได้ประมาณ 12 หรือ 13 ตัว พวกมันตรงเข้าไปยังค่ายพักของทหารที่ยังหลับกันอย่างสบายใจ ส่วนใหญ่เมามายและไม่ได้วางกำลังป้องกันในดินแดนที่ไม่เคยมีการโจมตีเลยตลอดหลายสิบปีแห่งนี้
อีกไม่กี่วินาที การต่อสู้จะเกิดขึ้น ผมหวังว่าเราจะออกไปจากที่นี่ได้เร็วกว่านั้น
พีทเก็บของจนเสร็จแล้ว ขณะที่โฮเซ่กับคอนนี่ก็ไปจูงม้าออกมาจากคอก แม้ว่าจะไม่มีใครที่พร้อมสำหรับการเดินทางตอนตี 2 นัก แต่ผมคิดว่ารีบไปตอนนี้น่าจะดีกว่า ค่อยไปหาเวลานอนอีกทีตอนกลางวัน เมื่อเราปลอดภัยกว่านี้
ซึ่งมันอาจจะไม่ได้มาถึงก็ได้
คอนนี่ที่กำลังจูงม้าออกมาพร้อมกับโฮเซ่ ถูกผีดิบสองตัวที่โผล่มาจากไหนไม่รู้พุ่งเข้าโจมตี ม้าตัวนึงถูกกัดเข้าไปเต็มแรงจนร้อง ฮี้ เสียงดังลั่น กรีดความเงียบยามค่ำคืนให้ลุกโพลงด้วยความพรั่นพรึง โฮเซ่ชักดาบออกมา พยายามจะต่อสู้ป้องกันพวกม้า แต่ดูเหมือนผีดิบอีกตัวจะไม่ยอมให้เขาทำได้ง่ายนัก
"ยูเรล ไปเอาม้ากัน" ผมตะโกนสั่ง เริ่มออกวิ่งนำไป ขณะตะโกนไปยัง ซีราเอล "พวกเธอคุ้มกันเอมเมอร์ ยิงธนูใส่พวกมันทุกตัวที่เข้ามาใกล้ จนกว่าเราจะกลับมา" ซึ่งดูเหมือนว่านั่นจะทำให้สติของเอลฟ์สาวทั้งสองกลับมา พวกเธอจึงกลับเข้าไปในเต็นท์ คว้าธนูและลูกศรของตัวเองออกมา ตั้งป้อม นั่งคุกเข่า พร้อมสำหรับการยิงผีดิบทุกตัวที่อยู่ตรงหน้า โดยมีเอมเมอร์อยู่ตรงกลางระหว่างพวกเธอ
ผมร่ายเวทย์ Doppel Ganger ส่งร่างแยกเงาทิ้งไว้ใกล้ๆนั้น ช่วยให้พวกเธอมีกำลังพลเพิ่มมากขึ้นอีก หวังว่าผมจะกลับมาตรงนี้ได้ทันก่อนที่จะเกิดการปะทะ
ยูเรลวิ่งตามผมออกมา เรามุ่งไปยังคอกม้า ที่ซึ่งคอนนี่กับโฮเซ่ยังคงวุ่นอยู่กับการป้องกันม้าจากผีดิบ ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายมาที่พวกเขาแทนไปแล้ว
ผมชักดาบ Twin Crimson ออกมา พิษในอาวุธอื่นๆของผมคงจะส่งผลน้อยกว่าเวทย์ไฟขั้นสูงของดาบรูปร่างตะขาบเล่มนี้ ส่วนยูเรลยังถือดาบยาวเปื้อนเลือดสีเข้มที่เพิ่งเสียบหัวอาเลนมาเมื่อครู่
แค่ไม่กี่วินาที เราก็มาถึงคอกม้า คอนนี่เริ่มจะแย่แล้ว เจ้าผีดิบที่แต่งตัวเหมือนนักเดินทางซอมซ่อกำลังเงื้อมือสีดำแข็งเกร็งไปคว้าที่ต้นขาของหมอนั่น คอนนี่พยายามฟันด้วยดาบ แต่ก็เงอะงะจนผมเกือบจะหลุดขำออกมา และภายในวินาทีเดียว ผมก็สะบัดใบดาบให้ยืดออกไป ตัดหัวเจ้าผีดิบขาดออกจากร่างกายนั่นอย่างแม่นยำ พร้อมกับเผามันไปด้วยในตัว
คอนนี่ที่ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าผมมาช่วยเหลือได้ทันเวลา ชักม้าเข้ามาทางผม ซึ่งบอกให้เขารีบนำม้าไปยังเต็นท์ของเอมเมอร์ ขณะที่โฮเซ่ที่เพิ่งจะฟันผีดิบอีกตัวไป 2 แผล แต่ก็ยังหยุดมันไม่ได้ กำลังตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น ยูเรลก็เข้ามาช่วยไว้ได้พอดีเช่นกัน หมอนั่นฟันท้ายทอยผีดิบนั่นไปเต็มแรง ก่อนจะสับขาข้างนึงของมันจนขา ส่งมันลงไปนอนกองทีพื้นที่ท่วมไปด้วยเลือดสีดำ แม้มันจะยังไม่หมดฤทธิ์ แต่ก็หมดสิทธิ์จะตามไปกัดใครแถวๆนี้อีกหลายอึดใจแน่ๆ
ผมตะโกนบอกให้ยูเรลช่วยลากพวกม้าไปยังตรงพวกสาวๆ ซึ่งผมสังเกตุเห็นแล้วว่าผีดิบตัวนึงกำลังพุ่งไปยังร่างแยกเงาของผม ยูเรลรับคำเสียงดัง ขณะที่ผมกระโดดขึ้นไปบนหลัง แดซลิ่ง แล้วควบออกไปยังค่ายพักของพวกทหารทันที ผมยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 นาที ก่อนพวกพีทจะเทียมม้าเข้ากับรถลาก และหวังว่าพวกนั้นจะไม่โง่พอที่จะมัวเสียเวลาเก็บเต็นท์พักแรมที่เราคงไม่ได้ใช้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในคืนนี้
ในเรือนพักแรมที่อยู่ทางขวามือของผม เริ่มมีแสงไฟสว่างขึ้น คงเพราะเสียงม้าร้องเมื่อกี้ อาจปลุกใครให้ตื่นขึ้นมาเจอกับเรื่องนี้ ผมหวังว่าพวกผีดิบ จะไม่ได้มาถึงเรือนพักแรมนี่ก่อนกองทหารที่พวกมันเริ่มจะไปถึงแล้ว ผมต้องฆ่าพวกมันให้มากที่สุด ใครจะรู้ อันตรายจริงๆอาจจะยังไม่เริ่มต้นเลยก็ได้
เสียงร้องโหยหวนเริ่มดังขึ้น ผีดิบบางตัวคงได้กัดเหยื่อของมันไปบ้างแล้ว ผมเห็นความเคลื่นไหวที่มากขึ้นเรื่อยๆจากค่ายพักกลางแจ้งตรงหน้า ผมควบแดซลิ่งไปเร็วขึ้นๆ เปิดความสามารถ สัญญาณตรวจจับ เพื่อจะพบว่า มันไม่สามารถอ่านสัญญาณชีพของผีดิบได้เลยสักตัว คงเพราะพวกมันตายไปแล้วนั่นเอง หากเป็นสัตว์ประหลาด ผมคงจะมองเห็นได้ชัดกว่านี้ด้วยสกิล "ตรวจจับ"
ผมเลยเปลี่ยนไปใช้ Infarred Eye ในตาปิศาจข้างขวาของผม มันช่วยให้มองเห็นในเวลากลางคืนได้ พร้อมๆกับจับมวลความร้อนจากร่างกายสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน ซึ่งก็ล้มเหลว ผมเห็นแต่ร่างของพวกทหารที่กำลังสะลึมสะลือ แต่มองพวกผีดิบเห็นเป็นแค่เงาลางๆ
ทางเลือกสุดท้ายคือ Night Vision ที่ทำให้ผมมองเห็นภายในที่มืดได้จนเกือบจะเหมือนตอนกลางวัน และนั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้
ผมควบม้าไปยังผีดิบตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด สะบัดปลายดาบ ส่งคมมีดของ Crimson ตัดหัวมันและเผาจนสุก ปลุกทหารที่เกือบเป็นเหยื่อที่ตื่นมาตกใจกลัวและร้องเสียงดังเหมือนเด็กทารก
และพอผมสะบัดดาบอีกครั้ง หัวของผีดิบอีกตัวก็กระเด็นออกจากร่างพร้อมๆกับติดไฟที่ลุกสว่างกว่าเดิม
ผมจัดการตัวที่สามใน 2 วินาทีต่อมา และนั่นคือการตัดสินใจสุดท้าย ก่อนที่ผมจหันม้า และควบกลับไปยังกลุ่มของเรา
ผีดิบหลายตัวจัดการเป้าหมายของพวกมันได้ ทหารกว่า 10 คนถูกกัดไปที่ใบหน้า ซอกคอ ต้นขา หรือหน้าอก และพวกมันก็เริ่มกัดกินเหมือนคนที่อดอาหารมาแรมปี ตะกละตะกราม หิวโหย และบ้าคลั่ง
ผมตะโกนบอกพวกทหารให้ตื่น ตื่นกันให้หมด มากเท่าที่จะทำได้ ผมใช้ Fiercing Roar ความสามารถที่จริงๆแล้วมีไว้สำหรับขู่ให้กลัวหรือตกใจ เพื่อเพิ่มเสียงของตัวเองให้ดังมากที่สุดเท่าที่จะปลุกพวกทหารที่ยังไม่รู้เรื่องได้ ก่อนจะหันหลัง ควบแดซลิ่งไปยังคณะของเรา
พีทผูกม้าเสร็จแล้ว ผมเห็นผีดิบ 2 ตัวกำลังต่อสู้กับร่างแยกเงาของผม พวกมันกัด และก็กัด แต่ร่างแยกของผมยังยืนหยัดและต่อสู้ได้ แม้จะไม่ได้จัดการที่หัวหรือจุดตายของพวกผีดิบ แต่อย่างน้อย ก็ซื้อเวลาให้ธนูของซีราเอลและเฟรานายิงปักพวกมันจนพรุนไปทั้งตัว
แต่กระนั้น พวกมันก็ยังไม่ล้มลง
จึงเป็นหน้าที่ของ Crimson ที่อยู่ในมือผม พวกซีราเอลเห็นผมควบม้ามาใกล้ จึงหยุดยิง และทำให้ผมสะบัดดาบ เด็ดหัวผีดิบทั้งสองตัวนั่นลงได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะควบม้ากลับมายังที่พักของเรา ซึ่งตอนนี้พวกพีทได้เชื่อมม้า 3 ตัวเข้ากับรถลาก พร้อมๆกับที่ทุกคนได้ขึ้นไปบนม้าของตนเองแล้วเช่นกัน
ผมบอกให้เอมเมอร์ นั่งไปบนม้าตัวเดียวกับซีราเอล และให้เฟรานาคอยประกบด้านข้าง พร้อมๆกับยูเรลที่อยู่อีกฝั่ง ควบม้าออกจากตำแหน่งนี้ กลับสู่ทางหลัก มุ่งหน้าไปยัง เอเคอร์เชล ทันที
"แต่ค่ายพักของพวกทหารนั่นขวางอยู่" ยูเรลพูดสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว
"ตามข้ามา ข้าจะเปิดทางให้" ผมชักม้า หันหัวไปทางค่ายทหาร โชคร้ายที่จากตำแหน่งที่เราอยู่นี้กับเส้นทางที่มุ่งไปยังเอเคอร์เชล มีกองทหารทั้งกองขวางอยู่ ผมประมาทเกินไปที่ไม่ได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อน คิดแค่ว่า หากมีมอนสเตอร์บุกมาโจมตีอีก อย่างน้อย เราก็มีตัวช่วยเป็นทหารทั้งกอง
แต่นั่นกลับให้ผลตรงกันข้าม เมื่อศัตรูเป็นผีดิบ
พวกมันกัด เคี้ยว กิน ฆ่า และหาเหยื่อคนต่อไป และคนที่ถูกกัด ก็ลุกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายๆกันนั้นต่อ นั่นคือจุดที่แย่ที่สุด เมื่อผีดิบสามารถไปถึงยังเหยื่อที่อยู่รวมกันได้เยอะ และกัดได้มากพอ พวกมันจะอันตรายจนเกือบจะไร้ทางต่อต้านเลยทีเดียว
ผมเริ่มเห็นทหารที่ตกเป็นเหยื่อหลายคน เริ่มลุกขึ้น และทำหน้าที่ผีดิบของตนเองบ้างแล้ว ในความมืด และสภาพที่ยังไม่ตื่นดีแบบนี้ เครื่องป้องกันหรืออาวุธที่อยู่ห่างเกินไป ทำให้พวกทหารแทบจะป้องกันตนเองจากผีดิบไม่ได้เลย พวกมันมีเรี่ยวแรงมหาศาล และไม่สนใจอะไรนอกจาก "กัดใครสักคน"
ทุกๆวินาทีที่ผ่านไป จึงหมายถึง จำนวนผีดิบที่เพิ่มมากขึ้น และนับตั้งแต่การกัดครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันผ่านมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งหรือสองนาที
และนั่นก็เพียงพอให้พวกมันเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า
และจะทวีคูณมากขึ้นทุกๆนาทีที่ผ่านไป จนกว่าผมจะฆ่าพวกมันทุกตัวตรงนี้หมด หรือพาพวกเราออกไปจากตรงนี้ได้ก่อน
โชคดีอย่างเดียวของเราคือ พวกเรายังมีม้า ผมตะโกนบอกพีทว่า หากเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ให้ทิ้งรถลาก แล้วกระโดดขึ้นม้าสักตัวเพื่อควบหนีไปแทน บอกคอนนี่กับโฮเซ่ให้ช่วยดูแลพีทด้วย ส่วนพวกเอลฟ์ ผมไม่ห่วงมากนัก พวกนี้ยังไม่ได้ใช้เวทย์มนต์เลยสักบท และการรักษาหน้าที่ของตนเองจนตัวตาย ก็มีความหมายมากกว่าการปล่อยให้เอมเมอร์ตกเป็นเหยื่อของผีดิบสักตัวแน่นอน
ส่วนเรื่องหลังจากนี้ คือหน้าที่ของผมเองคนเดียว
หน้าที่ในการพาพวกเราทุกคนออกจากลานสังหารแห่งนี้
ผมเพิ่มประสาทการมองเห็น สายตาผมบอกว่า ชายที่กำลังเดินมานั้นเป็นคนของกองทัพเฟอร์ดินาน ตัวคนเดียว ไม่มีคนอื่น ผมไม่แน่ใจว่าเคยเห็นหน้าหมอนี่หรือเปล่า เพราะมันก้มหน้าตลอดเวลาที่เดินมา
ไม่นาน มันก็สะดุดพื้นจนล้มลงจนผมเกือบจะคิดว่ามันเมาจนปลิ้น แต่ก็ไม่ใช่ มันไม่ได้ทิ้งตัวนอนเหมือนคนที่ซดเหล้ามาตลอดคืน แต่เหมือนอย่างอื่นมากกว่า
"ผีดิบ" ยูเรลกระซิบข้างๆผม "นี่เจ้าตื่นมานานแค่ไหนแล้วนี่?" หมอนั่นถาม
"สักพัก" ผมตอบ "เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นผีดิบ ข้าว่าเป็นทหารของเฟอร์ดินานนะ ดูจากเครื่องแบบ"
"นี่เจ้ามองเห็นเสื้อผ้าที่มันใส่ด้วยหรือ สายตาเจ้าดีกว่าข้าเยอะเลยนะนั่น"
ผมลืมไปว่าเขาพูดถูก "พอดีมีเวทย์เกี่ยวกับการสอดแนมนิดหน่อยน่ะ" ผมพยายามบ่ายเบี่ยง
"ข้าก็คิดเช่นนั้น" ยูเรลตอบ "มีเวทย์อีกหลายบทที่ข้าคิดว่าเจ้าสามารถร่ายมันได้ง่ายดายพอๆกับสะบัดดาบตัดฟืน แต่เจ้าพยายามซ่อนมันไว้จากสายตาพวกเรา..."
"สายตามนุษย์" ผมตัดบทพยายามเปลี่ยนเรื่องดีกว่า
"แล้วผีดิบมาอยู่แถวนี้ได้ไงกันนะ?" ผมเปลี่ยนประเด็นไปยังเรื่องที่เร่งด่วนมากกว่า
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติแล้วผีดิบน่าจะอยู่ใกล้ๆกับสุสานหรือเขตแดนที่มีมนต์ดำอยู่มากพอจะทำให้พวกมันลุกขึ้นได้ แต่นั่นคงไม่ใช่แถวๆนี้ที่ผู้คนสัญจรไปมาสม่ำเสมอ" ยูเรลพยายามหาเหตุผลประกอบ
"ดูนั่น" ผมบอก "พวกมันไม่ได้มีแค่ตัวเดียว"
จากเงาลางๆ ผมสามารถบอกได้ว่าร่างที่เดินตะคุ่มเหมือนคนป่วยนั้นปรากฏออกมาทีละร่างจากเงามืด ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้พวกมันไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
"แย่แล้ว พวกมันอยู่ในค่ายพักของพวกทหาร" ยูเรลพูดสิ่งที่ผมเห็น
"ไปปลุกทุกคนเถอะ" ผมบอก "เราคงอยู่แถวนี้รอหาคำตอบที่เหลือไม่ได้แล้ว" ยูเรลพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินไปที่เต็นท์หลักที่เอมเมอร์และซีราเอลนอนพักอยู่
แต่ไม่กี่ก้าวก่อนที่ยูเรลจะไปถึงที่เต็นท์ เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ดังลั่น ผมแน่ใจว่าต้นเสียงอยู่ในเต็นท์ของเอมเมอร์นั่นเอง ยูเรลชักดาบยาวที่เอวออกมา วิ่งเข้าไปที่เต็นท์ ก่อนจะปะทะเข้าเต็มแรงกับคนที่พุ่งออกมา
เอมเมอร์นั่นเอง เธอยังอยู่ในชุดนอนอยู่ ผมวิ่งปราดตามเข้าไปสมทบ หวังว่าข้างในเต็นท์นั่นจะไม่ได้มีอะไรนอกจากตะขาบหรืองูสักตัว
แต่ผมคิดผิด
เสียงดาบเล่มยาวฟันเต็มแรงเข้าไปที่เนื้อหนังของเหยื่อ ไม่ว่าคนที่ฟันหรือคนที่ถูกฟันจะเป็นใคร ซีราเอลต้องเป็นคนหนึ่งที่รู้แน่ๆ ยูเรลวิ่งเข้าไปในเต็นท์แล้ว ผมตามเข้าไปติดๆ เตรียมดาบที่ปลอกแขนสองข้างของผมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในระยะแคบ
ภาพที่ผมเห็นในเงามืดหลังจากปรับสายตาให้ชินได้แล้ว คือสิ่งที่ผมไม่คาดหวังว่าจะเจอในคืนนี้เป็นที่สุด
เลือดสีแดงที่ไม่โดนแสงจันทร์จนกลายเป็นสีดำ สาดไปทั่วเต็นท์ขนาด 6 คนนอน เฟรานากำลังเงื้อดาบเพื่อฟันลงไปที่ศัตรูเป็นครั้งที่สอง ขณะที่ซีราเอลพยายามจะลุกขึ้นมาจากพื้นที่เปรอะไปด้วยเลือดจนเหนียว เธอลื่นล้มไปอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะยันตัวขึ้นมาได้
ศัตรูที่ถูกดาบของเฟรานาฟัน ไม่ได้ล้มลงไป แต่ยังยืนค้ำตัวเธออยู่ พร้อมกับโหมแรงกายทั้งร่างพุ่งเข้าใส่ ปากอ้าแสยะเห็นคราบเลือดกับฟันขาวๆที่เล็งเป้าหมายไปที่ซอกคอของเอลฟ์สาวตรงหน้า
เฟรานากำลังต้านแรงกดมหาศาลนั้นอยู่ และเธอกำลังจะพ่ายแพ้ อีกแค่ไม่กี่นิ้ว เขี้ยวขาวๆนั่นก็จะประกบเข้าไปที่ซอกคอของเธอ ฉีกกระชากเนื้อหนังนวลสีขาวและแต้มแต่งพื้นดินด้วยเลือดสีแดงฉานของเอลฟ์อีกคน
ยูเรลปราดเข้าไปเพื่อช่วยเหลือ แต่ผมเร็วกว่า มีดบินที่ติดอยู่กับ Mellifica ในปลอกแขนข้างขวาของผม ถูกยิงออกไปยังเป้าหมาย เสียบเข้าไปที่ตรงกลางระหว่างลูกตาสีดำสองข้างของคนที่กำลังจะงับเขี้ยวลงมาบนคอของเฟรานา ส่งมันผงะไปข้างหลัง แต่ยังเกาะอยู่กับตัวของเธออยู่ มือแห้งๆสีดำทั้งสองข้างยังเกาะเกี่ยวต้นแขนและไหล่ของเอลฟ์สาวอย่างเหนียวแน่น
ยูเรลปราดเข้าไปถึงและแทงปลายดาบเข้าไปที่ใบหน้าสีคล้ำนั่นเต็มรัก บวกกับแรงที่หมอนั่นถลาเข้าไปเต็มแรง ส่งให้ร่างสีดำนั่นผงะถอยหลังหลุดออกจากเฟรานา ซึ่งยังตกใจและตกตะลึงกับภาพที่เห็น
"ออกไปข้างนอก ไปดูเอมเมอร์" ผมตะโกนดังลั่น สั่งให้ทั้งซีราเอลและเฟรานารีบออกไปข้างนอก ในนี้มีแค่ผมกับยูเรลก็พอแล้ว
ผมไม่เห็นสาวใช้ทั้งสองคน ยังไม่ทันได้หวังว่าพวกเธอจะปลอดภัย ภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมแทบจะล้มทั้งยืน
ร่างที่เพิ่งจะถูกยูเรลสังหารส่งลงไปนอนแน่นิ่งจมกองเลือดสีดำนั่น พอผมมองให้ดี กลับกลายเป็นว่า นั่นเป็นร่างของคนที่ผมรู้จัก
อาเลน นอนเลือดอาบ ปากอ้าพะงาบๆ ฟันขาวที่ย้อมไปด้วยเลือดสีดำยังทำหน้าที่ของมันอยู่ แม้ว่าเธอจะสิ้นสุดลมหายใจไปแล้ว ดาบยาวของยูเรลยังปักอยู่ตรงหน้าผาก ใกล้ๆกับมีดบินของผมที่ปักอยู่ตรงจมูก ขณะที่หมอนั่นนั่งคร่อมอยู่ข้างๆใบหน้าของเธอบนพื้น และทันทีที่ดึงดาบออกมา เลือดสีดำก็สาดทะลักเป็นน้ำพุ ลามขึ้นมายังตัวดาบสีเงินจนเกือบถึงด้าม
ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หญิงสาวใช้ผู้น่ารักที่ผมเพิ่งแลกเปลี่ยนไออุ่นกับเธอไปเมื่อหัวค่ำ บัดนี้ กลายเป็นผีดิบร่างแข็งเกร็งผิวสีคล้ำ ที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลและเพิ่งจะทำร้ายเอมเมอร์กับคนอื่นๆไปหมาดๆ
"อะไรกันนี่ นี่มัน สาวใช้ของท่านหญิงเอมเมอรัลเน่นี่นา" ยูเรลเพิ่งจะรู้สึกตัว
"เราไม่มีเวลามากนัก เจ้าออกไปข้างนอก ปลุกทุกคน เตรียมการเดินทางให้พร้อม เราต้องไปกันเดี๋ยวนี้แล้ว" ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้มากขึ้นทุกที ไม่ว่ามันจะเป็นโรคระบาดร้าย หรือเวทย์มนต์ต้องห้ามอะไรก็ตาม การเปลี่ยนคนมีชีวิตให้กลายเป็นผีดิบ ไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ทั่วไป แม้แต่จอมเวทย์ศาสตร์มืดที่ชั่วร้ายที่สุด ก็ยังใช้ซากศพที่ตายจนเหลือแต่กระดูกเป็นทหารกองรบของตัวเอง ไม่ใช่เหยื่อที่มีลมหายใจ
นี่มันบ้า บ้าไปหมดแล้ว
ผมตรวจร่างกายของอาเลน ค้นหาความผิดปกติอื่นนอกจากบาดแผลที่ได้รับจากดาบของเอลฟ์ เลือดของอาเลนเป็นสีแดงเข้มจนเกือบดำ เหนียวกว่าปกติพอสมควร เหมือนโคลนมากกว่าเลือด ถ้ามีอะไรสักอย่างมาเปลี่ยนเธอ มันต้องเกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลายชั่วโมง นั่นหมายถึงอาจจะก่อนหรือหลังจากที่เราอยู่ด้วยกันตอนหัวค่ำ
ผมสลัดความเป็นไปได้ที่ผมอาจจะติดเชื้อหรือได้รับอะไรที่คล้ายๆกับเธอ ก่อนจะพบว่า เธอมีรอยแผลเล็กที่ต้นแขน ซึ่งตอนที่เธออยู่กับผม ยังไม่มีแผลที่คล้ายรอยกัดนี้
ผมเปิดเต็นท์ด้านหลัง มองหาการโจมตีหรือแทรกซึมใดๆที่อาจจะรอดพ้นสายตาหรือความสามารถของผมไป แต่ก็ไม่เจออะไรเช่นกัน สงสัยว่า เมเรดิธ สาวใช้วัยดึกอีกคนที่หายไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า
สุดท้าย เมื่อผมไม่ได้อะไรจากการสำรวจ ผมจึงกลับมาที่ร่างไร้วิญญาณของอาเลน ถอดถุงมือ และประกบฝ่ามือลงไปบนศีรษะที่ยังมีผมเปียกชื้นเต็มไปด้วยเลือดของเธอ หวังว่า Telepathy อาจจะค้นอะไรในนั้นเจอบ้าง
ในนั้นว่างเปล่า คงจะเหมือนกับการพยายามอ่านใจศพที่ตายไปแล้วระยะหนึ่ง ไม่ได้มากไปกว่าที่ผมคาดหวังเท่าไหร่นัก
ไม่มีเวลาโอ้เอ้ ผมพุ่งออกมาจากเต็นท์ ผงะไปชั่วครู่กับภาพตรงหน้า
ผีดิบหลายสิบตัวเริ่มปรากฏร่างออกมาจากเงามืดมากขึ้น ผมนับได้ประมาณ 12 หรือ 13 ตัว พวกมันตรงเข้าไปยังค่ายพักของทหารที่ยังหลับกันอย่างสบายใจ ส่วนใหญ่เมามายและไม่ได้วางกำลังป้องกันในดินแดนที่ไม่เคยมีการโจมตีเลยตลอดหลายสิบปีแห่งนี้
อีกไม่กี่วินาที การต่อสู้จะเกิดขึ้น ผมหวังว่าเราจะออกไปจากที่นี่ได้เร็วกว่านั้น
พีทเก็บของจนเสร็จแล้ว ขณะที่โฮเซ่กับคอนนี่ก็ไปจูงม้าออกมาจากคอก แม้ว่าจะไม่มีใครที่พร้อมสำหรับการเดินทางตอนตี 2 นัก แต่ผมคิดว่ารีบไปตอนนี้น่าจะดีกว่า ค่อยไปหาเวลานอนอีกทีตอนกลางวัน เมื่อเราปลอดภัยกว่านี้
ซึ่งมันอาจจะไม่ได้มาถึงก็ได้
คอนนี่ที่กำลังจูงม้าออกมาพร้อมกับโฮเซ่ ถูกผีดิบสองตัวที่โผล่มาจากไหนไม่รู้พุ่งเข้าโจมตี ม้าตัวนึงถูกกัดเข้าไปเต็มแรงจนร้อง ฮี้ เสียงดังลั่น กรีดความเงียบยามค่ำคืนให้ลุกโพลงด้วยความพรั่นพรึง โฮเซ่ชักดาบออกมา พยายามจะต่อสู้ป้องกันพวกม้า แต่ดูเหมือนผีดิบอีกตัวจะไม่ยอมให้เขาทำได้ง่ายนัก
"ยูเรล ไปเอาม้ากัน" ผมตะโกนสั่ง เริ่มออกวิ่งนำไป ขณะตะโกนไปยัง ซีราเอล "พวกเธอคุ้มกันเอมเมอร์ ยิงธนูใส่พวกมันทุกตัวที่เข้ามาใกล้ จนกว่าเราจะกลับมา" ซึ่งดูเหมือนว่านั่นจะทำให้สติของเอลฟ์สาวทั้งสองกลับมา พวกเธอจึงกลับเข้าไปในเต็นท์ คว้าธนูและลูกศรของตัวเองออกมา ตั้งป้อม นั่งคุกเข่า พร้อมสำหรับการยิงผีดิบทุกตัวที่อยู่ตรงหน้า โดยมีเอมเมอร์อยู่ตรงกลางระหว่างพวกเธอ
ผมร่ายเวทย์ Doppel Ganger ส่งร่างแยกเงาทิ้งไว้ใกล้ๆนั้น ช่วยให้พวกเธอมีกำลังพลเพิ่มมากขึ้นอีก หวังว่าผมจะกลับมาตรงนี้ได้ทันก่อนที่จะเกิดการปะทะ
ยูเรลวิ่งตามผมออกมา เรามุ่งไปยังคอกม้า ที่ซึ่งคอนนี่กับโฮเซ่ยังคงวุ่นอยู่กับการป้องกันม้าจากผีดิบ ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายมาที่พวกเขาแทนไปแล้ว
ผมชักดาบ Twin Crimson ออกมา พิษในอาวุธอื่นๆของผมคงจะส่งผลน้อยกว่าเวทย์ไฟขั้นสูงของดาบรูปร่างตะขาบเล่มนี้ ส่วนยูเรลยังถือดาบยาวเปื้อนเลือดสีเข้มที่เพิ่งเสียบหัวอาเลนมาเมื่อครู่
แค่ไม่กี่วินาที เราก็มาถึงคอกม้า คอนนี่เริ่มจะแย่แล้ว เจ้าผีดิบที่แต่งตัวเหมือนนักเดินทางซอมซ่อกำลังเงื้อมือสีดำแข็งเกร็งไปคว้าที่ต้นขาของหมอนั่น คอนนี่พยายามฟันด้วยดาบ แต่ก็เงอะงะจนผมเกือบจะหลุดขำออกมา และภายในวินาทีเดียว ผมก็สะบัดใบดาบให้ยืดออกไป ตัดหัวเจ้าผีดิบขาดออกจากร่างกายนั่นอย่างแม่นยำ พร้อมกับเผามันไปด้วยในตัว
คอนนี่ที่ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าผมมาช่วยเหลือได้ทันเวลา ชักม้าเข้ามาทางผม ซึ่งบอกให้เขารีบนำม้าไปยังเต็นท์ของเอมเมอร์ ขณะที่โฮเซ่ที่เพิ่งจะฟันผีดิบอีกตัวไป 2 แผล แต่ก็ยังหยุดมันไม่ได้ กำลังตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น ยูเรลก็เข้ามาช่วยไว้ได้พอดีเช่นกัน หมอนั่นฟันท้ายทอยผีดิบนั่นไปเต็มแรง ก่อนจะสับขาข้างนึงของมันจนขา ส่งมันลงไปนอนกองทีพื้นที่ท่วมไปด้วยเลือดสีดำ แม้มันจะยังไม่หมดฤทธิ์ แต่ก็หมดสิทธิ์จะตามไปกัดใครแถวๆนี้อีกหลายอึดใจแน่ๆ
ผมตะโกนบอกให้ยูเรลช่วยลากพวกม้าไปยังตรงพวกสาวๆ ซึ่งผมสังเกตุเห็นแล้วว่าผีดิบตัวนึงกำลังพุ่งไปยังร่างแยกเงาของผม ยูเรลรับคำเสียงดัง ขณะที่ผมกระโดดขึ้นไปบนหลัง แดซลิ่ง แล้วควบออกไปยังค่ายพักของพวกทหารทันที ผมยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 นาที ก่อนพวกพีทจะเทียมม้าเข้ากับรถลาก และหวังว่าพวกนั้นจะไม่โง่พอที่จะมัวเสียเวลาเก็บเต็นท์พักแรมที่เราคงไม่ได้ใช้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในคืนนี้
ในเรือนพักแรมที่อยู่ทางขวามือของผม เริ่มมีแสงไฟสว่างขึ้น คงเพราะเสียงม้าร้องเมื่อกี้ อาจปลุกใครให้ตื่นขึ้นมาเจอกับเรื่องนี้ ผมหวังว่าพวกผีดิบ จะไม่ได้มาถึงเรือนพักแรมนี่ก่อนกองทหารที่พวกมันเริ่มจะไปถึงแล้ว ผมต้องฆ่าพวกมันให้มากที่สุด ใครจะรู้ อันตรายจริงๆอาจจะยังไม่เริ่มต้นเลยก็ได้
เสียงร้องโหยหวนเริ่มดังขึ้น ผีดิบบางตัวคงได้กัดเหยื่อของมันไปบ้างแล้ว ผมเห็นความเคลื่นไหวที่มากขึ้นเรื่อยๆจากค่ายพักกลางแจ้งตรงหน้า ผมควบแดซลิ่งไปเร็วขึ้นๆ เปิดความสามารถ สัญญาณตรวจจับ เพื่อจะพบว่า มันไม่สามารถอ่านสัญญาณชีพของผีดิบได้เลยสักตัว คงเพราะพวกมันตายไปแล้วนั่นเอง หากเป็นสัตว์ประหลาด ผมคงจะมองเห็นได้ชัดกว่านี้ด้วยสกิล "ตรวจจับ"
ผมเลยเปลี่ยนไปใช้ Infarred Eye ในตาปิศาจข้างขวาของผม มันช่วยให้มองเห็นในเวลากลางคืนได้ พร้อมๆกับจับมวลความร้อนจากร่างกายสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน ซึ่งก็ล้มเหลว ผมเห็นแต่ร่างของพวกทหารที่กำลังสะลึมสะลือ แต่มองพวกผีดิบเห็นเป็นแค่เงาลางๆ
ทางเลือกสุดท้ายคือ Night Vision ที่ทำให้ผมมองเห็นภายในที่มืดได้จนเกือบจะเหมือนตอนกลางวัน และนั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้
ผมควบม้าไปยังผีดิบตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด สะบัดปลายดาบ ส่งคมมีดของ Crimson ตัดหัวมันและเผาจนสุก ปลุกทหารที่เกือบเป็นเหยื่อที่ตื่นมาตกใจกลัวและร้องเสียงดังเหมือนเด็กทารก
และพอผมสะบัดดาบอีกครั้ง หัวของผีดิบอีกตัวก็กระเด็นออกจากร่างพร้อมๆกับติดไฟที่ลุกสว่างกว่าเดิม
ผมจัดการตัวที่สามใน 2 วินาทีต่อมา และนั่นคือการตัดสินใจสุดท้าย ก่อนที่ผมจหันม้า และควบกลับไปยังกลุ่มของเรา
ผีดิบหลายตัวจัดการเป้าหมายของพวกมันได้ ทหารกว่า 10 คนถูกกัดไปที่ใบหน้า ซอกคอ ต้นขา หรือหน้าอก และพวกมันก็เริ่มกัดกินเหมือนคนที่อดอาหารมาแรมปี ตะกละตะกราม หิวโหย และบ้าคลั่ง
ผมตะโกนบอกพวกทหารให้ตื่น ตื่นกันให้หมด มากเท่าที่จะทำได้ ผมใช้ Fiercing Roar ความสามารถที่จริงๆแล้วมีไว้สำหรับขู่ให้กลัวหรือตกใจ เพื่อเพิ่มเสียงของตัวเองให้ดังมากที่สุดเท่าที่จะปลุกพวกทหารที่ยังไม่รู้เรื่องได้ ก่อนจะหันหลัง ควบแดซลิ่งไปยังคณะของเรา
พีทผูกม้าเสร็จแล้ว ผมเห็นผีดิบ 2 ตัวกำลังต่อสู้กับร่างแยกเงาของผม พวกมันกัด และก็กัด แต่ร่างแยกของผมยังยืนหยัดและต่อสู้ได้ แม้จะไม่ได้จัดการที่หัวหรือจุดตายของพวกผีดิบ แต่อย่างน้อย ก็ซื้อเวลาให้ธนูของซีราเอลและเฟรานายิงปักพวกมันจนพรุนไปทั้งตัว
แต่กระนั้น พวกมันก็ยังไม่ล้มลง
จึงเป็นหน้าที่ของ Crimson ที่อยู่ในมือผม พวกซีราเอลเห็นผมควบม้ามาใกล้ จึงหยุดยิง และทำให้ผมสะบัดดาบ เด็ดหัวผีดิบทั้งสองตัวนั่นลงได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะควบม้ากลับมายังที่พักของเรา ซึ่งตอนนี้พวกพีทได้เชื่อมม้า 3 ตัวเข้ากับรถลาก พร้อมๆกับที่ทุกคนได้ขึ้นไปบนม้าของตนเองแล้วเช่นกัน
ผมบอกให้เอมเมอร์ นั่งไปบนม้าตัวเดียวกับซีราเอล และให้เฟรานาคอยประกบด้านข้าง พร้อมๆกับยูเรลที่อยู่อีกฝั่ง ควบม้าออกจากตำแหน่งนี้ กลับสู่ทางหลัก มุ่งหน้าไปยัง เอเคอร์เชล ทันที
"แต่ค่ายพักของพวกทหารนั่นขวางอยู่" ยูเรลพูดสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว
"ตามข้ามา ข้าจะเปิดทางให้" ผมชักม้า หันหัวไปทางค่ายทหาร โชคร้ายที่จากตำแหน่งที่เราอยู่นี้กับเส้นทางที่มุ่งไปยังเอเคอร์เชล มีกองทหารทั้งกองขวางอยู่ ผมประมาทเกินไปที่ไม่ได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อน คิดแค่ว่า หากมีมอนสเตอร์บุกมาโจมตีอีก อย่างน้อย เราก็มีตัวช่วยเป็นทหารทั้งกอง
แต่นั่นกลับให้ผลตรงกันข้าม เมื่อศัตรูเป็นผีดิบ
พวกมันกัด เคี้ยว กิน ฆ่า และหาเหยื่อคนต่อไป และคนที่ถูกกัด ก็ลุกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายๆกันนั้นต่อ นั่นคือจุดที่แย่ที่สุด เมื่อผีดิบสามารถไปถึงยังเหยื่อที่อยู่รวมกันได้เยอะ และกัดได้มากพอ พวกมันจะอันตรายจนเกือบจะไร้ทางต่อต้านเลยทีเดียว
ผมเริ่มเห็นทหารที่ตกเป็นเหยื่อหลายคน เริ่มลุกขึ้น และทำหน้าที่ผีดิบของตนเองบ้างแล้ว ในความมืด และสภาพที่ยังไม่ตื่นดีแบบนี้ เครื่องป้องกันหรืออาวุธที่อยู่ห่างเกินไป ทำให้พวกทหารแทบจะป้องกันตนเองจากผีดิบไม่ได้เลย พวกมันมีเรี่ยวแรงมหาศาล และไม่สนใจอะไรนอกจาก "กัดใครสักคน"
ทุกๆวินาทีที่ผ่านไป จึงหมายถึง จำนวนผีดิบที่เพิ่มมากขึ้น และนับตั้งแต่การกัดครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันผ่านมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งหรือสองนาที
และนั่นก็เพียงพอให้พวกมันเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า
และจะทวีคูณมากขึ้นทุกๆนาทีที่ผ่านไป จนกว่าผมจะฆ่าพวกมันทุกตัวตรงนี้หมด หรือพาพวกเราออกไปจากตรงนี้ได้ก่อน
โชคดีอย่างเดียวของเราคือ พวกเรายังมีม้า ผมตะโกนบอกพีทว่า หากเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ให้ทิ้งรถลาก แล้วกระโดดขึ้นม้าสักตัวเพื่อควบหนีไปแทน บอกคอนนี่กับโฮเซ่ให้ช่วยดูแลพีทด้วย ส่วนพวกเอลฟ์ ผมไม่ห่วงมากนัก พวกนี้ยังไม่ได้ใช้เวทย์มนต์เลยสักบท และการรักษาหน้าที่ของตนเองจนตัวตาย ก็มีความหมายมากกว่าการปล่อยให้เอมเมอร์ตกเป็นเหยื่อของผีดิบสักตัวแน่นอน
ส่วนเรื่องหลังจากนี้ คือหน้าที่ของผมเองคนเดียว
หน้าที่ในการพาพวกเราทุกคนออกจากลานสังหารแห่งนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)